Blog

  • เงินบาทเปิด 31.08 ทรงตัว ตลาดรอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    เงินบาทเปิด 31.08 ทรงตัว ตลาดรอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    ค่าเงินบาทเปิดสัปดาห์ ‘ทรงตัว’ ใกล้ 31 บาท/ดอลลาร์
    จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีดีพีไทย

    พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (16 ก.พ. 2569) ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

    ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหว Sideways ในกรอบ 31.01–31.16 บาทต่อดอลลาร์ แม้มีแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ย่อลง และราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับขึ้น หลังเงินเฟ้อ CPI เดือนมกราคมของสหรัฐฯ ชะลอลงสู่ 2.4% ต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดทยอยเพิ่มน้ำหนักคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Federal Reserve (FED)

    อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทชะลอลง หลังเงินดอลลาร์รีบาวด์ในช่วงเช้าตลาดเอเชีย สอดคล้องกับการอ่อนค่าของเงินเยน (JPY) สู่โซน 153 เยนต่อดอลลาร์ ภายหลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 4 ปี 2025 ขยายตัวเพียง +0.1%q/q ต่ำกว่าที่ตลาดคาด

    สัปดาห์ก่อนหน้า ทั้งเงินบาทและเยนต่างแข็งค่าขึ้น รับอานิสงส์ผลการเลือกตั้งไทยและญี่ปุ่นที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดประเมิน

    ประเด็นที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้

    สหรัฐฯ : เงินเฟ้อ PCE, GDP ไตรมาส 4/2025, Durable Goods Orders และดัชนี PMI โดย S&P รวมถึงถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่ FED โดยตลาดประเมิน FED มีโอกาสราว 53% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้

    ยุโรป/อังกฤษ : ดัชนี PMI, ข้อมูลแรงงาน, CPI และ Retail Sales ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า Bank of England (BOE) อาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง

    เอเชีย : ข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่น และการประชุมธนาคารกลาง โดยตลาดมอง Bangko Sentral ng Pilipinas (BSP) อาจลดดอกเบี้ย ขณะที่ Bank Indonesia (BI) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย

    ไทย : GDP ไตรมาส 4/2025 และตัวเลขการค้าเดือนมกราคม

    พูน ประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป หลังแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอ และอาจมีแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม ขณะเดียวกันควรระวังการรีบาวด์ของเงินดอลลาร์ หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

    ทั้งนี้ ราคาทองคำยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินบาท ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

    กรอบค่าเงินบาท

    • สัปดาห์นี้ : 30.85–31.50 บาท/ดอลลาร์
    • 24 ชั่วโมงข้างหน้า : 31.00–31.15 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/baht-sideways-fed-data&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dNuJDX8SNjwNgqzHtl_9j

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 1% ช่วงครึ่งปีแรก เหตุหนี้ครัวเรือนสูง-ส่งออกชะลอ

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 1% ช่วงครึ่งปีแรก เหตุหนี้ครัวเรือนสูง-ส่งออกชะลอ

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 1% ช่วงครึ่งปีแรก เหตุหนี้ครัวเรือนสูง-ส่งออกชะลอ

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ  อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. หอการค้าไทย และ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เปิดเผยโดยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ในช่วงครึ่งปีแรกได้ 

    จากแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง ภาวะเงินตึงตัว ภาคส่งออกชะลอตัว กำลังซื้อภายในอ่อนแอจากรายได้ไม่ฟื้นตัวแม้นภาคท่องเที่ยวจะกระเตื้องขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายควรปรับลงมาสู่ระดับ 1% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 

    ขณะที่นโยบายของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเอง ส่วนใหญ่เป็นนโยบายอุดหนุนเพิ่มประมาณ 30-40% ก็ต้องไปบริหารจัดการงบประมาณให้ดี เพราะหนี้สาธารณะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเหลือเม็ดเงินน้อยมากในการนำไปลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 

    นโยบาย 10 พลัสของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการผลักดันให้จีดีพีมากกว่า 2-3% ในปีนี้อาจเผชิญข้อจำกัดทางการคลังจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่อาจทะลุเพดาน 70% ได้ใน 1-2 ปีข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ภายในเดือน พ.ค. งบปีพ.ศ. 2570 จะล่าช้าประมาณ 1-2 เดือน ยังไม่กระทบเศรษฐกิจภาพรวม เสถียรภาพทางการเมืองและการคลังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ของไทยว่าจะถูกปรับลดลงหรือไม่ในอนาคต

    แม้อัตราการขยายตัวส่งออกปี พ.ศ. 2568 สูงสุดในรอบ 4 ปีแต่เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์จากการส่งออกจำกัด เพราะไทยขาดดุลการค้าสูงถึง -5,307.9 ล้านดอลลาร์ มูลค่านำเข้าปีที่แล้วขยายตัวแบบเร่งตัวขึ้นอย่างมาก สะท้อนโครงสร้างภาคส่งออกไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง 

    โดยคาดว่าภาคส่งออกไทยปีนี้อาจขยายตัวติดลบเพราะปริมาณการค้าโลกอาจขยายตัวเพียง 2.3-2.6% ผลกระทบของภาษีสหรัฐฯจะชัดเจนขึ้น และปัจจัยฐานสูง 

    อย่างไรก็ตาม การบริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เงินบาทแข็งค่าแรงและเร็วเกินไปจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย และทำให้ภาคส่งออกสามารถปรับตัวแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น ความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากปัจจัยเทคโนโลยี อาจทำให้แนวโน้มการลงทุนต่างประเทศในไทยเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลใหม่จึงต้องปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่สอดรับกับพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไป     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651653&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g-cDY5TpXvwCYNyThnLu-

  • นักเศรษฐศาสตร์ติง  ‘แจกเงิน’ฉุดเครดิต แนะเร่งแก้ ‘คอร์รัปชัน’

    นักเศรษฐศาสตร์ติง ‘แจกเงิน’ฉุดเครดิต แนะเร่งแก้ ‘คอร์รัปชัน’

    ท่ามกลางการจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทิศทางเศรษฐกิจไทย กำลังถูกประเมินอย่างใกล้ชิด นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่า มาตรการกระตุ้นระยะสั้นแบบ Quick Win ยังจำเป็น แต่ต้องดำเนินภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพราะความเสี่ยงสำคัญคือผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตประเทศในระยะยาว พร้อมเสนอเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง แก้คอร์รัปชัน และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า แม้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีจะยังไม่ชัดเจน แต่กระทรวงเศรษฐกิจหลักอยู่ภายใต้การกำกับของพรรคแกนนำรัฐบาล โดยมีกรอบวินัยการเงินการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) เป็นข้อจำกัดสำคัญ

    ซึ่งกำหนดให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกิน 70% พร้อมแผนลดขาดดุลงบประมาณจากราว 4% ลงสู่ 3.8% และ 2.1% ภายใน 5 ปี

    โจทย์ใหญ่คือการควบคุมรายจ่ายภาครัฐให้ขยายตัวเพียงปีละ 1% ต่อเนื่อง 5 ปี ซึ่งมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เงินสมทบประกันสังคม และภาระระบบราชการ ขณะเดียวกันรัฐต้องเพิ่มรายได้ให้เติบโต 3-4% ต่อปีในช่วงท้ายแผน และผลักดัน Nominal GDP กลับไปใกล้ 4% เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนท้าทาย

    หนึ่งในเครื่องมือเพิ่มรายได้คือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยขึ้นเพียง 1% จะสร้างรายได้ราว 100,000 ล้านบาท แต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบวงกว้าง จึงควรพิจารณารอบคอบ

    แนะปฏิรูปภาษี-ตัดโครงการMultiplierต่ำ

    พิพัฒน์ มองว่าควรให้ขยายฐานภาษีก่อนการขึ้นอัตราภาษี โดยยกตัวอย่างโมเดลเวียดนามที่บังคับใช้ e-Invoice และเครื่อง POS 

    กับธุรกิจที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ เพื่อดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีผ่านเทคโนโลยีการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยสร้าง GDP ได้จริง

    ทั้งนี้ ควรทบทวนโครงการที่มี Multiplier ต่ำ เช่น การแจกเงินสดบางรูปแบบ เพราะไม่สร้างการเติบโตระยะยาว สิ่งจำเป็นกว่าคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling/Reskilling)

    อีกประเด็นเร่งด่วนคือคอร์รัปชัน ซึ่งทำให้งบประมาณรั่วไหล 20-30 % หากลดการรั่วไหลไม่ได้ การควบคุมรายจ่ายย่อมทำได้ยาก รัฐบาลจึงต้องจัดลำดับความสำคัญรายจ่ายใหม่ และปฏิรูประบบราชการจริงจัง เพราะแนวโน้มรายจ่ายภาครัฐต่อ GDP เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนขนาดรัฐที่ใหญ่ขึ้น และเป็นจุดที่กระทบความเชื่อมั่น

    ห่วงเครดิตประเทศ เร่งแก้คอร์รัปชัน

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า นโยบายเร่งด่วน เช่น Quick Big Win สามารถต่อยอดได้ แต่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดการคลัง

    เพราะองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มส่งสัญญาณให้ไทยยึดกรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมจึงทำได้จำกัด จำเป็นต้องหาวิธีใหม่ผลักดันเศรษฐกิจให้โตเกิน 2-3%

    ข้อเสนอสำคัญคือการทำ Regulatory Guillotine เพื่อตัดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่การยกระดับความโปร่งใส เพราะดัชนีคอร์รัปชันของไทยแย่ลงในสายตาโลก

    รัฐบาลควรเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Government และใช้มาตรการ Fast Pass ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ หากทำได้จริงจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน

    อีกเรื่องสำคัญคือการปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชากรกว่า 20 ล้านครัวเรือน ต้องเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูป และลดแรงงานส่วนเกินโดยย้ายไปสู่ภาคที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น บริการสุขภาพรองรับสังคมสูงวัย การยกระดับผลิตภาพจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและแก้หนี้ครัวเรือนในระยะยาว

    ยกระดับท่องเที่ยว–ดึงคนเก่งเข้าไทย

    โดยเสนอให้เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ เช่น สร้างแหล่งท่องเที่ยวมนุษย์สร้างขึ้น ดึงสวนสนุกหรือฮอลล์คอนเสิร์ตมาตรฐานสากล เพื่อเจาะกลุ่ม Business Traveler และ Wellness Tourism ยกระดับรายได้ต่อหัวโดยไม่ต้องพึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาล

    พร้อมกันนี้ต้องดึงดูดกลุ่ม Talent และผู้มีรายได้สูงเข้ามาพำนักและทำงานในไทย เพื่อขยายฐานภาษี ลดการผูกขาด เปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่เติบโต

    10 Plus แค่ประคองศก.ระยะสั้น

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า นโยบาย 10 Plus ที่มุ่งลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ ดูแล SME และส่งเสริมการลงทุนส่วนบุคคล เป็นเครื่องมือประคองเศรษฐกิจที่ “ติดหล่ม” มาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และอาจต่อเนื่องถึงกลางปีนี้

    ปัญหาหลักมาจากรายได้ประชาชนโตไม่ทันรายจ่าย ภาคการผลิตขาดการเชื่อมโยงกับ FDI และความมั่งคั่งกระจุกตัวในบางกลุ่ม ขณะที่เศรษฐกิจฐานราก เช่น เกษตรและเมืองรอง เติบโตช้า ซ้ำเติมด้วยหนี้ครัวเรือนสูง ดังนั้น 10 Plus จึงเป็นเพียงการพยุงไม่ให้ทรุดลงมากกว่าเดิม

    อย่างไรก็ดี ประเทศไทยต้องการ “Big Win” มากกว่า Quick Win ใน 4 ปีข้างหน้า รัฐบาลควรตั้งเป้ายกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้โตเกิน 2.5% ไปสู่ 3-4% มิฉะนั้นจะยังติดกับดักรายได้ปานกลาง

    ประเด็นแรกคือ FDI แม้ตัวเลขอนุมัติสูง โดยเฉพาะ Data Center และเทคโนโลยี แต่ยังขาดการเชื่อมโยงกับ SMEs ไทย หลายกรณีเป็นเพียงการขายที่ดิน ขณะที่การจ้างงานลดลงเพราะใช้ระบบอัตโนมัติ แม้ภาคก่อสร้างยังนำทรัพยากรจากต่างประเทศ ทำให้ตั้งคำถามคือคนไทยอยู่ตรงไหนใน Supply Chain และกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยียังจำกัด ส่งผลให้ค่าจ้างไม่เพิ่ม

    ประเด็นที่สองคือ FTA ไทยเจรจาน้อยและอ่อนแอเมื่อเทียบคู่แข่ง ต้องเร่งเปิดประเทศ แม้มีความกังวลต่อภาคเกษตร แต่ไม่ควรปิดกั้นทั้งหมด ควรใช้มาตรการชดเชยหรือสนับสนุนการย้ายแรงงานไปภาคอื่น

    ประเด็นที่สาม คือทักษะแรงงาน การใช้ AI อย่างเดียวไม่พอ เพราะแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและเป็นกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องดึงเข้าฝึกทักษะใหม่อย่างจริงจัง

    ท้ายที่สุด นอกจาก 3 เรื่องหลัก ไทยยังเผชิญปัญหากฎระเบียบล้าสมัยและคอร์รัปชันที่บั่นทอนศักยภาพประเทศ

    หากไม่เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ควบคู่รักษาวินัยการคลังและยกระดับความโปร่งใส มาตรการแจกเงินหรือกระตุ้นระยะสั้นย่อมไม่เพียงพอที่จะพาเศรษฐกิจไทยออกจากภาวะเปราะบางและก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1221361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nZjfJtS23pxXzyZDTUYxI

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.16 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่มาพร้อมกับการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคมของสหรัฐฯ ที่ชะลอลงสู่ระดับ 2.4% ต่ำกว่าคาด ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สอดคล้องกับการอ่อนค่าลงบ้างของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) สู่โซน 153 เยนต่อดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ขยายตัวเพียง +0.1% จากไตรมาสก่อนหน้า แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ราว +0.4%q/q

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทและเงินเยนญี่ปุ่นต่างแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง รับอานิสงส์ผลการเลือกตั้งของไทยและญี่ปุ่นที่เหนือความคาดหมายของผู้เล่นในตลาด

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึง รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 รวมถึงยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนธันวาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 53% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

    ▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนกุมภาพันธ์ จากฝั่งอังกฤษและยูโรโซน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 92% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคม และดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนของการประชุมบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชียนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ธนาคารฟิลิปปินส์ (BSP) อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.25% เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 4.75% ต่อ จนกว่า BI จะคลายกังวลเสถียรภาพค่าเงินอินโดนีเซียรูเปียะห์ (IDR) ซึ่งเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ซึ่งอาจได้แรงหนุนจากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนมกราคม

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป สอดคล้องกับโมเมนตัมการแข็งค่าที่อาจชะลอลงในระยะสั้น โดยแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติหลังรับรู้ผลการเลือกตั้งของไทยอาจชะลอลงบ้างและอาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม หลังนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มทำผลตอบแทนที่โดดเด่นจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นไทย รวมถึงบอนด์ยีลด์ระยะยาวที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งเงินบาทยังได้ทยอยแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ส่วนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นอาจชะลอลงเช่นกัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ไปพอควร ทำให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พร้อมรีบาวด์สูงขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด อนึ่ง เราขอย้ำว่า ควรติดตามทิศทางราคาทองคำเช่นเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยการเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทอยู่

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์

    เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกทั้ง การแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้งอาจเริ่มชะลอลงได้

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.85-31.50 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.00-31.15 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/997165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16CtJaAQWdYU7ztzMuzyMm

  • “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

     15 ก.พ.69.  นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียขอบคุณประชาชนที่ให้การสนับสนุน พร้อมส่งสัญญาณถึงการเดินหน้าเตรียมจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุถึงแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในระยะต่อไป และความสำคัญของการกำกับดูแลกระทรวงหลักด้าน ความมั่นคง การต่างประเทศ และเศรษฐกิจ   

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    โดยระบุข้อความว่า ……. พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผมขอกราบขอบพระคุณทุกท่านต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ที่พรรคภูมิใจไทยได้รับอย่างท่วมท้นเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งผมจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อ กกต ประกาศผลของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ผมขอยืนยันว่าผมจะไม่ทำให้ทุกท่านที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะแนนด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้ ทุกนโยบายที่ได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผมและพรรคภูมิใจไทยขอยืนยันว่าจะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นทุกประการ 

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบด้าน #การบริหารงานความมั่นคง  ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

    #การปิดด่านชายแดน จะดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึง #การยกเลิกMOU44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย 

    ผมและคุณสีหศักดิ์สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป 

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนาน ขึ้นมาจากหล่มให้ได้  การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือ ทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลักคือ อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์

    ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ 

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    ทั้งหมดนี้จะอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา 

    ผมขอสัญญาว่าจะทำให้ทุกคะแนนที่ท่านมอบให้พรรคภูมิใจไทย มีคุณค่าสูงสุด และเป็นพลังที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน 
    สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กินดี อยู่ดี สุขภาพดี มีรายได้ มีความสุข ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

    ผมถือว่า ทุกคะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับคือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชาที่ผมจะต้องปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วครับ

    ขอกราบขอบพระคุณและจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน

    ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
    อนุทิน ชาญวีรกูล
    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณปชช. ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาล เล็งคุม 3 กระทรวงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22gRbJAwjQ5FDxPlFU5O44

  • จับตา ‘คิงส์โรมัน’ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ อนาคต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

    จับตา ‘คิงส์โรมัน’ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ อนาคต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

    เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ หรือ คิงส์โรมัน เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงข้ามอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ยังคงมีการดำเนินการก่อสร้างตึก อาคารอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมีการวางแผนที่จะทำโครงการขนาดใหญ่ในเชิงการท่องเที่ยว และการเกษตรอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบรรยากาศภายในเมืองแห่งนี้จะไม่ได้คึกคักเหมือนกับเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ซึ่งหลายฝ่ายก็จับตามองว่าในอนาคตพื้นที่แห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะเป็นเพื่อนบ้าน คู่ค้า ที่ดีกับไทยอยู่ไหม หรือจะกลายเป็นคู่แข่งกัน

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พบกานต์ อาวัชนาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันนี้เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำเงียบเหงา จากศูนย์กลางความคึกคัก สู่บรรยากาศที่เงียบลง พื้นที่ดอกงิ้วคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว เคยถูกคาดหวังให้เป็น “Growth Pole” ฝั่งลาว เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การบริการ และเงินทุนจากภายนอกเข้าสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน แต่ภาพปัจจุบันสะท้อนการชะลอตัวอย่างชัดเจน ร้านค้าและกิจกรรมพาณิชย์โดยรอบจำนวนมากปิดตัวลง เหลือเพียงกาสิโนที่ยังดำเนินการอยู่เป็นหลัก ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการพัฒนาแบบพึ่งพากิจกรรมเดี่ยว ซึ่งแม้จะดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมากในระยะหนึ่ง แต่กลับสร้างการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยรอบได้จำกัด

    ในส่วนของการท่องเที่ยวข้ามแดน ก็มีปริมาณที่ลดลง และมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป การเดินทางท่องเที่ยวจากอำเภอเชียงแสนข้ามไปยังคิงโรมันในปัจจุบันมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับช่วงที่พื้นที่ฝั่งลาวกำลังได้รับความนิยมสูง เหตุผลไม่ได้จำกัดอยู่ที่มาตรการด้านการเดินทางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนรสนิยมของนักท่องเที่ยว และการรับรู้ต่อภาพลักษณ์ของพื้นที่

    จากมุมมองเศรษฐศาสตร์ชายแดน สะท้อนว่าการเชื่อมต่อทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอ หากขาดการเชื่อมต่อด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ แม้เชียงแสนและคิงส์โรมันจะอยู่ใกล้กันทางภูมิศาสตร์ แต่ระดับการพึ่งพาซึ่งกันและกันในเชิงเศรษฐกิจกลับมีจำกัด รายได้และการจ้างงานในเชียงแสนไม่ได้ผูกโยงกับกิจกรรมในคิงส์โรมันอย่างแน่นแฟ้น กิจกรรมจำนวนมากทำหน้าที่เป็น “ทางผ่านของมูลค่า” มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ฝังอยู่ในพื้นที่ไทย กรณีนี้สะท้อนลักษณะคลาสสิกของเศรษฐกิจชายแดนแบบ enclave economy คือ มีการลงทุนขนาดใหญ่ แต่การกระจายผลประโยชน์สู่พื้นที่รอบข้างเกิดขึ้นน้อย

    สำหรับเชียงแสน จุดเปลี่ยนสำคัญอาจไม่ใช่การรอการฟื้นตัวของคิงส์โรมัน หากแต่เป็นการตอกย้ำบทบาทของตนเองในฐานะเมืองชายแดนที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชุมชน เป็นแกนหลักของการพัฒนา

    ในมุมนี้ ชายแดนไม่ได้เป็นเพียง “ปลายทางของการข้ามแดน”แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องเลือกอย่างรอบคอบว่าจะเชื่อมโยงกับอะไร และเชื่อมโยงเพื่อสร้างคุณค่าแบบใดให้กับพื้นที่ของตนเองในระยะยาว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ กับอำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย ก็ยังคงต้องเป็นคู่ค้า เมืองพี่เมืองน้องกันต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นไทย ลาว หรือจีน แต่การที่ให้ทุกฝ่ายจะรับประโยชน์ที่เท่ากันก็ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากหากจะทำโครงการหรือความร่วมมืออะไรทุกฝ่ายต้องมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้เหล่านี้ก็ต้องมีการจับตามองเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจจะไปแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจแห่งนี้ ซึ่งหากจะให้คนไปเที่ยวเพิ่มพื้นที่ตรงนี้ก็ต้องทำให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อยากจะไปเยือนรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย” ผศ.ดร.พบกานต์ กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ด้าน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำในสายตาของนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะอย่างสหรัฐอเมริกาค่อนข้างจะมีปัญหากับทางเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เพราะเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจขบวนการค้ายาเสพติด เป็นแหล่งฟอกเงิน ในขณะที่รัฐบาลไทยก็ไม่ได้แสดงจุดยืนที่โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ยังมีการไปมาหาสู่กันอยู่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกับพื้นที่นี้ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน

    ในช่วงหลังมานี้พื้นที่แห่งนี้เงียบเหงา ซึ่งโดยปกติแล้วเมืองแห่งนี้จะเป็นเมืองราตรีจะมีสีสันในยามค่ำคืน ผู้คนจะออกมาท่องเที่ยวใช้ชีวิตในช่วงเวลากลางคืนอย่างคึกคัก แต่ปรากฏว่าปัจจุบันนี้คนมันหายไปมาก ซึ่งจุดนี้ตนคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรการและเฝ้าจับตามองของนานาประเทศเกี่ยวกับกรณีของสแกมเมอร์ ซึ่งพื้นที่นี้เป็นหนึ่งในจุดที่ถูกปักหมุดว่าเป็นพื้นที่ที่มีการตั้งของแก๊งหลอกลวงออนไลน์

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวต่อว่าดังนั้นเมื่อกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกเฝ้าระวัง ส่วนหนึ่งก็ไปเข้าหูถึงรัฐบาลจีน ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพของความร่วมมือจากรัฐบาลจีน และทางเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ จับกุมคนที่เชื่อว่าพัวพันกับเรื่องของแก๊งหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงธุรกิจพนันออนไลน์ที่ลักลอบตั้งอยู่ในพื้นที่ มีการจับกุมตัวและส่งกลับไปในประเทศจีน ก็ทำให้สถานการณ์การอยู่อาศัยการใช้ชีวิตในพื้นที่อาจจะยาก ซึ่งทางเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เองก็ได้ออกมาตรการและประกาศว่าหากมีการพบเบาะแสเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้ ที่ยังอยู่ภายในเขตก็จะมีรางวัลนำจับให้กับคนที่ชี้เบาะแส

    “แสดงว่าตัวของเขตเศรษฐกิจพิเศษเองก็พยายามแสดงจุดยืนว่าไม่ได้สนับสนุนให้มีธุรกิจสีเทาหรือธุรกิจผิดกฎหมายหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้มันก็ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มอาชญากรรมที่จะมองหาที่ทางใหม่ๆ ที่จะทำธุรกิจผิดกฎหมายต่อไป ดังนั้น คิงโรมันก็อาจจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มอาชญากรรมอีกต่อไป”

    “ขณะเดียวกันเชียงใหม่ก็กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมาย ที่กลุ่มแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติต้องการที่จะมาแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมายอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมในทุกมิติ ที่สามารถรองรับกลุ่มธุรกิจสีเทาเหล่านี้ได้ ทั้งที่อยู่อาศัย ความสะดวกสบาย เพราะกลุ่มคนพวกนี้ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีเงินติดความสบายความหรูหรา แต่พฤติกรรมก็อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่อยู่รวมกันจำนวนมากภายในตึกเดียว ก็ต้องมีการแยกย้ายกันอยู่คนละที่ แบ่งงานกันทำ กระจายอยู่ตามพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกเพ่งเล็งได้ง่าย อาจจะอยู่ตามหมู่บ้านจัดสรรตามชานเมือง

    ซึ่งที่ผ่านมาเราก็จะเห็นการจับกลุ่มหลายครั้งในลักษณะของคฤหาสน์หรือพูลวิลล่า ซึ่งข้อมูลในเชิงลึกที่ทราบมาคือกลุ่มคนเหล่านี้ก็มีการโยกย้ายมาจากทางเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ” ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ขณะที่ วิโรจน์ ชายา ประธานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวให้ข้อมูลว่า ระหว่างอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ ในเชิงการท่องเที่ยว หากทำให้เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับการทำตลาดของเรา อย่างเช่นการที่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจังหวัดเชียงรายแล้วพ่วงการท่องเที่ยวไปเที่ยวที่เขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย ซึ่งมันก็อยู่ที่แนวคิดในการขายโปรแกรมท่องเที่ยว แต่ตอนนี้เงียบเหงามาก

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    วิโรจน์ กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนนี้จะมีสีสันกว่านี้ หากดูการพัฒนาของทางเขตเศรษฐกิจพิเศษก็มีความพยายามที่จะปรับรูปแบบของเมืองให้เป็นการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น อย่างตลาดน้ำที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในเวลาค่ำคืน แต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เท่าที่ควร

    “หากถามว่าการท่องเที่ยวเป็นคู่แข่งกับจังหวัดเชียงรายหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน เราก็พยายามที่จะขายการท่องเที่ยวเชื่อมโยง แต่ก็ขายไม่ค่อยได้เพราะว่าภาพลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวทราบเกี่ยวกับพื้นที่แห่งนี้ค่อนข้างไปในทิศทางลบ ส่วนคนจีนที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ไม่ค่อยจะได้ข้ามมาเที่ยวไทยเท่าไหร่ถือว่าข้ามมาน้อยมาก คนจีนในจังหวัดเชียงรายในปัจจุบันถือว่าน้อยมาก”

    สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปเที่ยวในคิงส์โรมัน ส่วนใหญ่ก็จะไปกลับ ไม่ค่อยจะค้างคืน เนื่องจากในโรงแรมภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถสูบบุหรี่ภายในห้องพัก หรือในตัวโรงแรมได้ ซึ่งคนไทยจำนวนมากยังไม่ชอบบุหรี่เพราะเหม็นกลิ่นบุหรี่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง แต่ปัจจัยสำคัญคือคนไทยยังมองว่าพื้นนี้ยังคงน่ากลัว

    “ส่วนตัวคิดว่า การท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างอำเภอเชียงแสนกับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำในอนาคต น่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบวันเดียวกลับ หรือนอนอาจจะนอนคืนเดียว และอาจจะไม่ได้มีการจับจ่ายใช้สอยมากนักคิดว่าน่าจะไปดูให้เป็นประสบการณ์ว่าลักษณะพื้นที่เป็นอย่างไร ทั้งนี้ตนก็คิดว่าพื้นที่นี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากใครอยากจะไปเที่ยวก็สามารถไปได้ก็ทำตามขั้นตอนของการผ่านแดนให้ถูกต้อง” วิโรจน์ กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo09.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo10.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/keep-an-eye-on-kings-romans-a-promising-area-for-the-future-of-chiang-saen-district-chiang-rai-province&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1741vWGF1yyaIAwPFp_YpX

  • ภูมิใจไทย จ่อยึดกระทรวง ‘เศรษฐกิจ-มั่นคง’ ทั้งหมด แก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ  | เดลินิวส์

    ภูมิใจไทย จ่อยึดกระทรวง ‘เศรษฐกิจ-มั่นคง’ ทั้งหมด แก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ก.พ.69  ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ ในส่วนของพรรคกล้าธรรรม ในฐานะพรรคอันดับ 4 ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเชิญมาที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเมื่อไหร่ ภายหลังจากพรรคภูมิใจไทยได้เชิญพรรคเพื่อไทย ในฐานะอันดับ 3 มาพูดคุยเรื่องร่วมรัฐบาลเมื่อวันศุกร์ทึ่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมาแล้ว  

    ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยเองต้องการดูแลกระทรวงทางเศรษฐกิจทั้งหมดโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคกล้าธรรมดูแลอยู่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยต้องการให้ ครม.เศรษฐกิจ เป็นทีมเดียวกันทั้งหมด  เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรและราคาสินค้าได้ง่าย และ ยังต้องการดูดูแลเรื่องเศรษฐกิจในทั้งหมด แบบเบ็ดเสร็จ เพราะมีผลต่อสสร้างผลงานให้แก่ประชาชน ที่ต้องการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน  และจะไม่ปล่อยให้แก่ พรรคเพื่อไทย  เพราะเมื่อครั้งเคยเป็นรัฐบาล ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

    นอกจากนึ้พรรคภูมิใจไทย ยังต้องการดูแลกระทรวงทางด้านความมั่นคง อาทิ กะทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงต่างประเทศ เนื่องจากพรรคเพื่อไทย ถูกครหาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมา หากให้พรรคเพื่อไทยดูแลอาจจะถูกกระแสต่อต้านได้ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยยังต้องการดูกระทรวงยุติธรรมเองด้วย เพราะไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองใด ใช้กลไกลการเมืองเข้าแทรกแซงคดีฮั้วสว. หรือ เขากระโดง รวมถึงคดีความอื่นๆอีกด้วย

    Screenshot

    ขณะเดียวกัน การจัด ครม.ครั้งนี้จะชูภาพมืออาชีพ หลังมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นแกน ปรับภาพลักษณ์ให้กับพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนทำให้พรรคได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากนี้ อาจจะขอความร่วมมือพรรคร่วมไม่ให้ส่งบุคคลที่เป็นกังขาของสังคม หรือมีภาพลักษณ์การเมืองเดิมๆ มา

    ขณะที่ความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทยเอง จะมีการจัดสรรตำแหน่งให้บุคคลที่ทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยผู้บริหารพรรคจะจัดสรรตามความเหมาะสม ไม่ปล่อยให้มีการรวมตัวกันตั้งกลุ่มหรือระดม สส.มาเพื่อต่อรอง  เนื่องจากพรรคมีข้อมูลทั้งหมดว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาใครทำอะไรมากน้อยแค่ไหน  และ ที่สำคัญพรรคยังมีจุดยืนในความเป็นเอกภาพ ที่ถือเป็นจุดแข็งและรักษาเอาไว้ ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5605757/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kVJQPCs83Xl6T3ymqZWLE

  • เปิดแบ็กกราวด์จัดตั้งรัฐบาล ภท.ยืนกรานดูแล ก.เศรษฐกิจ-ความมั่นคง ทั้งหมด

    เปิดแบ็กกราวด์จัดตั้งรัฐบาล ภท.ยืนกรานดูแล ก.เศรษฐกิจ-ความมั่นคง ทั้งหมด

    เปิดแบ็กกราวด์จัดตั้งรัฐบาล ภท.ยืนกรานดูแล ก.เศรษฐกิจ-ความมั่นคง ทั้งหมด

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.05 น.

    เปิดแบ็กกราวด์จัดตั้งรัฐบาล “ภท.”ยืนกรานดูแล”กระทรวงเศรษฐกิจ-ความมั่นคง”ทั้งหมด แก้ปัญหาให้ชาวบ้านแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ปล่อยให้”พท.” เหตุยังขยาดปม”ชายแดนไทย-กัมพูชา-เคยแก้ ศก.เหลว” รวมถึง”กระทรวงเกษตรฯ”ของ”ธรรมนัส”ด้วย ขณะที่การจัดสรรโควตา ครม.เน้นใช้ผลงานวัด สกัดตั้งมุ้งต่อรอง รักษาเอกภาพพรรค

    16 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เชิญพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะพรรคที่มีคะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 3 มาพูดคุยเรื่องร่วมรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ทึ่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ล่าสุด ทางพรรคภูมิใจไทยเองมีความต้องการดูแลกระทรวงทางเศรษฐกิจทั้งหมด โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคกล้าธรรม (กธ.) ดูแลอยู่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยต้องการให้ ครม.เศรษฐกิจ เป็นทีมเดียวกันทั้งหมด เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรและราคาสินค้าได้ง่าย และยังต้องการดูแลเรื่องเศรษฐกิจทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จ เพราะมีผลต่อการสร้างผลงานให้แก่ประชาชน ที่ต้องการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และจะไม่ปล่อยให้พรรคเพื่อไทย เพราะเมื่อครั้งเคยเป็นรัฐบาล ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

    นอกจากนี้ ยังต้องการดูแลกระทรวงทางด้านความมั่นคง อาทิ กะทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงต่างประเทศ เนื่องจากพรรคเพื่อไทย ถูกครหาเรื่องชายแดนไทย – กัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมา หากให้พรรคเพื่อไทยดูแลอาจจะถูกกระแสต่อต้านได้ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยยังต้องการดูกระทรวงยุติธรรมเองด้วย เพราะไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองใดใช้กลไกลการเมืองเข้าแทรกแซงคดีฮั้ว สว.หรือเขากระโดง รวมถึงคดีความอื่นๆ อีกด้วย

    ขณะเดียวกัน การจัด ครม.ครั้งนี้จะชูภาพมืออาชีพ หลังมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นแกน ปรับภาพลักษณ์ให้กับพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนทำให้พรรคได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากนี้ อาจจะขอความร่วมมือพรรคร่วมไม่ให้ส่งบุคคลที่เป็นกังขาของสังคม หรือมีภาพลักษณ์การเมืองเดิมๆ มา

    ขณะที่ความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทยเอง จะมีการจัดสรรตำแหน่งให้บุคคลที่ทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยผู้บริหารพรรคจะจัดสรรตามความเหมาะสม ไม่ปล่อยให้มีการรวมตัวกันตั้งกลุ่ม หรือระดม สส.มาเพื่อต่อรอง เนื่องจากพรรคมีข้อมูลทั้งหมดว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาใครทำอะไรมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญพรรคยังมีจุดยืนในความเป็นเอกภาพ ที่ถือเป็นจุดแข็งและรักษาเอาไว้ด้วย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/947285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D5awhATby_I6aqqbs6a49

  • ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า  รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต้องมีเสถียรภาพและเสียงสนับสนุนเพียงพอเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังนายกรัฐมนตรีที่สามารถประสานประโยชน์ทุกฝ่ายและเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วนใน 3 เดือนแรกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนต่างประเทศกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้งหลังผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้

    “คุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นผู้ที่สามารถทำหน้าที่ในการสานประโยชน์ระหว่างฝ่ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่มีความแตกต่างทางความคิดและแยกกันเป็นขั้วอย่างชัดเจน การที่แต่ละฝ่ายมีจุดยืนที่แตกต่างกัน บางส่วนอาจจะไปด้วยกันได้ แต่บางส่วนกลับอยู่คนละขั้วอย่างสิ้นเชิง

    ทำให้นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องเป็นผู้ที่หาจุดร่วมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เหล่านั้นให้ได้ นอกเหนือจากการประสานประโยชน์ระหว่างขั้วการเมืองที่อาจมีความเห็นไม่สอดคล้องกันแล้ว นายกรัฐมนตรียังต้องมีบทบาทสำคัญในการสานประโยชน์ระหว่างมิติด้านการเมืองกับประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญด้วย”

    ผู้นำประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องมองเห็นผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเทศไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องมีผู้นำที่สามารถเข้ามาจัดการและแก้ไขปัญหาที่ยังคงติดขัดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความสัมพันธ์และปัญหาที่ค้างคากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาสำคัญอย่างสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวและถดถอย ตลอดจนปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้นำจะต้องมองเห็นและตระหนักถึงปัญหาประเภทนี้ด้วย

    จากการสังเกตการณ์การเมืองที่ผ่านมา รัฐบาลมักประสบกับปัญหาเรื่องของ “การขาดเสถียรภาพ”  ส่งผลให้สิ่งที่ต้องการเห็นในรัฐบาลชุดใหม่คือ “รัฐบาลที่มีจำนวนเสียงสนับสนุนที่พอสมควร” เนื่องจากการมีเสียงสนับสนุนที่ก้ำกึ่งหรือมีจำนวนน้อยเกินไป จะทำให้เกิดความกังวลและต้องคอยลุ้นอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหรืออุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

    ภารกิจเร่งด่วน ‘รัฐบาลใหม่” สร้างความเชื่อมั่น-ดึงต่างชาติลงทุน

    ทำให้ความมั่นคงของฝ่ายบริหารดูลดน้อยลง และกลายเป็น “อุปสรรค” สำคัญในการดำเนินโครงการหรือนโยบายในระยะยาวที่ทำได้ยากลำบาก รัฐบาลชุดใหม่จึงควรมีเสียงที่มากพอเพื่อให้การทำงานและการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ โดยไม่มีอุปสรรคทางการเมืองเข้ามาขัดขวางในระหว่างที่กำลังดำเนินนโยบาย เสถียรภาพของรัฐบาลจึงเป็นปัจจัยหลักที่ภาคส่วนต่างๆ อยากจะเห็นมากที่สุด

    นอกเหนือจากเสถียรภาพแล้ว องค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนคณะรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนรัฐบาลควรเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับและมีความสามารถอย่างแท้จริง บุคคลเหล่านี้จะต้องเข้ามาช่วยนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละจุด ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านเศรษฐกิจ ปัญหาระหว่างประเทศ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่เป็นฐานรากของประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมและภาคส่วนอื่นๆ รัฐบาลจึงต้องการผู้ที่มีฝีมือเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติ

    สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ลำดับแรก คือ “การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ” เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนโดยทั่วไป

    ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากจนเกินไป และสามารถใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายรูปแบบเข้ามาจัดการได้ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เร็ว จะทำให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน รวมถึงเป็นผลดีต่อประเทศในระยะสั้นด้วย

    “การปล่อยให้ปัญหาเศรษฐกิจยืดเยื้อจะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นที่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังจะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการลงทุน โดยนักลงทุนอาจตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นแทน ดังนั้นการได้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถเข้ามาจัดการปัญหาในช่วงแรก จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยไม่ให้สถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยไปมากกว่านี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/651627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kcBTPs9C4iLxrLjZs0enK

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 16/02/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 16/02/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ปั๊ม “ปตท.” (PTT),ปั๊ม “บางจาก” (Bangchak),ปั๊ม “เชลล์” (Shell),ปั๊ม “พีที” (PT)

    วันที่ 16 ก.พ.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน การอัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุดมีราคาดังนี้ (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 9 ม.ค.2569 เวลา 05.00 น.)

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม : ราคา 40.04 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    เบนซิน 95 :ราคา 39.14 / ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.59 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 43.44 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 ราคา : 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.59 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 45.64 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    เบนซิน ราคา 39.64 ราคาบาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 30.85 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.48 บาท/ลิตร

    ดีเซล ราคา 29.94 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 28.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 30.78 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 31.35บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/129467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tewqqsQAyLosOItZO3TBm