Blog

  • ปังสนั่น ‘เป้’ ดีใจ ‘7 ประจัญบาน’ กระแสแรง การันตี ดูสนุก ฮาทะลุจอ แถมได้ข้อคิด – แนวหน้า

    ปังสนั่น ‘เป้’ ดีใจ ‘7 ประจัญบาน’ กระแสแรง การันตี ดูสนุก ฮาทะลุจอ แถมได้ข้อคิด – แนวหน้า

    เดินทางมาถึงสัปดาห์ที่สองแล้ว สำหรับซีรีส์แอ็กชั่นคอเมดี บู๊ปนฮา พาคลายเครียด เรื่อง “7 ประจัญบาน” จากค่าย 9 บีเวอร์ ฟิล์มส์ ทาง ช่อง 7HD นำแสดงโดยแก๊งกู้ชาติพันธุ์ใหม่ เป้-อารักษ์ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/947413&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UnAyJiRj5rcJnOrEqJh4G

  • ปมขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน เสี่ยงเกิดสงครามสูง เตือนผลกระทบเศรษฐกิจโลก

    ปมขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน เสี่ยงเกิดสงครามสูง เตือนผลกระทบเศรษฐกิจโลก

    ปมขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน เสี่ยงเกิดสงครามสูง เตือนผลกระทบเศรษฐกิจโลก

    ปมขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน เสี่ยงเกิดสงครามสูง เตือนผลกระทบเศรษฐกิจโลก

    นักวิชาการประเมินความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกา-อิหร่าน มีโอกาสลุกลามเป็นสงครามสูงถึง 70-80% หากถกนิวเคลียร์ล้มเหลว เตือนผลกระทบพลังงาน–ขนส่งสะเทือนเศรษฐกิจโลก

    • ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีโอกาสเกิดสงครามสูงถึง 70-80% หากการเจรจาใน 3 ประเด็นหลักไม่เป็นผล
    • ปัจจัยสำคัญที่อาจจุดชนวนสงครามคือบทบาทของอิสราเอลที่พร้อมโจมตีอิหร่านก่อน โดยมีสหรัฐฯ สนับสนุน ขณะที่รัสเซียและจีนอาจไม่เข้าช่วยเหลืออิหร่านเต็มตัว
    • หากเกิดสงครามจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูง กระทบต้นทุนการผลิต การขนส่ง และเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    นักวิชาการประเมินความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกา-อิหร่าน มีโอกาสลุกลามเป็นสงครามสูงถึง 70-80% หากถกนิวเคลียร์ล้มเหลว เตือนผลกระทบพลังงาน–ขนส่งสะเทือนเศรษฐกิจโลก

    จากรายงานของฐานเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ประเมินมีโอกาสเกิดสงครามสูงถึง 70-80% ภายใต้เงื่อนไขการเจรจาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

    ทั้งนี้ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่การเจรจา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1. อิหร่านไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
    2. การไม่ผลิตขีปนาวุธ
    3. การไม่สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาค

    โดยอิหร่านยอมรับได้เพียงเงื่อนไขเรื่องนิวเคลียร์ แต่ไม่ยอมจำกัดขีปนาวุธและเครือข่ายกองกำลัง เพราะจะกระทบต่ออำนาจและเสถียรภาพภายในประเทศ

    อีกปัจจัยสำคัญคือบทบาทของอิสราเอล ซึ่งมองว่ามีความพร้อมเปิดฉากกับอิหร่านก่อน และสหรัฐจะเข้าหนุนหลังทันที หากเกิดสงครามจริง ทั้งนี้คาดอิหร่านจะสู้แบบ “Last War” หรือสู้เต็มกำลังโดยไม่ถอย

    ส่วนรัสเซียและจีน อาจไม่เข้าช่วยอิหร่านเต็มตัว เนื่องจากรัสเซียยังติดพันสงครามในยูเครน ส่วนจีนไม่ต้องการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐในตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้หากตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีในตลาดน้ำมัน และเส้นทางขนส่งทางทะเล ราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งสูง กระทบต้นทุนการผลิต การขนส่ง และเงินเฟ้อทั่วโลก

    เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบเต็มๆ หากสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านพัฒนาไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ ทั้งต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่งสินค้า โดยเฉพาะภาคส่งออกที่พึ่งพาตลาดโลก

    นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมองว่ามีโอกาสเกิดการปะทะรอบที่ 3 ค่อนข้างมาก หากการสะสมอาวุธและยุทธวิธีใหม่ของกัมพูชายังดำเนินต่อไป โดยฝั่งกัมพูชามีการปรับยุทธศาสตร์ ทั้งการวางแผนจู่โจมและยุทธวิธีเผาป่าเพื่อพรางตาในการเสริมกำลัง ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่ที่ฝ่ายความมั่นคงไทยต้องติดตามใกล้ชิด

    ที่มา : thansettakij 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862045&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30ywqyAxc8tk9ryIGBHtc-

  • ภูมิรัฐศาสตร์เดือด! สหรัฐ-อิหร่านเสี่ยงเกิดสงคราม  70-80% จับตาไทย-กัมพูชาปะทะรอบใหม่

    ภูมิรัฐศาสตร์เดือด! สหรัฐ-อิหร่านเสี่ยงเกิดสงคราม 70-80% จับตาไทย-กัมพูชาปะทะรอบใหม่

    ภูมิรัฐศาสตร์เดือด! สหรัฐ-อิหร่านเสี่ยงเกิดสงคราม  70-80% จับตาไทย-กัมพูชาปะทะรอบใหม่

    ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกา–อิหร่าน มีโอกาสลุกลามเป็นสงครามสูงถึง 70-80% หากการเจรจานิวเคลียร์ล้มเหลว เตือนผลกระทบพลังงาน–ขนส่งสะเทือนเศรษฐกิจโลก พร้อมชี้ความเสี่ยงปะทะไทย–กัมพูชารอบ 3 ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กรณีโครงการนิวเคลียร์ผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ประเมินมีโอกาสเกิดสงครามสูงถึง 70-80% ภายใต้เงื่อนไขการเจรจาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

    ทั้งนี้ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่การเจรจา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. อิหร่านไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ 2. การไม่ผลิตขีปนาวุธ และ 3. การไม่สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาค โดยอิหร่านยอมรับได้เพียงเงื่อนไขเรื่องนิวเคลียร์ แต่ไม่ยอมจำกัดขีปนาวุธและเครือข่ายกองกำลัง เพราะจะกระทบต่ออำนาจและเสถียรภาพภายในประเทศ

    “ตอนนี้เรือรบของสหรัฐฯ เข้าไปประชิดพื้นที่แล้ว หากการเจรจาล้มเหลว โอกาสปะทะมีสูงมาก” ดร.อัทธ์ กล่าว

    อีกปัจจัยสำคัญคือบทบาทของอิสราเอล ซึ่งมองว่ามีความพร้อมเปิดฉากกับอิหร่านก่อน และสหรัฐจะเข้าหนุนหลังทันที หากเกิดสงครามจริง ทั้งนี้คาดอิหร่านจะสู้แบบ “Last War” หรือสู้เต็มกำลังโดยไม่ถอย

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม มองว่า รัสเซียและจีน อาจไม่เข้าช่วยอิหร่านเต็มตัว เนื่องจากรัสเซียยังติดพันสงครามในยูเครน ส่วนจีนไม่ต้องการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐในตะวันออกกลาง ทั้งนี้หากตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีในตลาดน้ำมันและเส้นทางขนส่งทางทะเล ราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งสูง กระทบต้นทุนการผลิต การขนส่ง และเงินเฟ้อทั่วโลก

    “เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ หากสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านพัฒนาไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ ทั้งต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่งสินค้า โดยเฉพาะภาคส่งออกที่พึ่งพาตลาดโลก” ดร.อัทธ์กล่าว พร้อมระบุว่า ความผันผวนค่าเงินและตลาดทุนจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นอกจากความเสี่ยงในตะวันออกกลางแล้ว ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมองว่ามีโอกาสเกิดการปะทะรอบที่ 3 ค่อนข้างมาก หากการสะสมอาวุธและยุทธวิธีใหม่ของกัมพูชายังดำเนินต่อไป โดยฝั่งกัมพูชามีการปรับยุทธศาสตร์ ทั้งการวางแผนจู่โจมและยุทธวิธีเผาป่าเพื่อพรางตาในการเสริมกำลัง ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่ที่ฝ่ายความมั่นคงไทยต้องติดตามใกล้ชิด

    ดร.อัทธ์เสนอว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ทั้งในมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ เพราะหากเกิดแรงกระแทกพร้อมกันทั้งตะวันออกกลางและชายแดนไทย อาจกลายเป็นแรงกดดันซ้อนต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงเปราะบาง

    “ปีนี้ไม่ใช่ปีปกติของภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงพร้อมปะทุหลายจุด ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องเตรียมรับมือทั้งสงครามไกลตัว และความขัดแย้งใกล้บ้าน” ดร.อัทธ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ข้อมูล :
    สำหรับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และอิหร่านมีรากฐานมาจากการเฝ้าระวังโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ โดยในปี 2018 สหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) เนื่องจากมองว่าเป็นข้อตกลงที่บกพร่อง ไม่ครอบคลุมถึงโครงการขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนติดอาวุธในภูมิภาค

    เมื่อทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งในปี 2025 ได้ใช้มาตรการกดดันสูงสุด (Maximum Pressure) และยื่นคำขาดผ่านจดหมายถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่านให้บรรลุข้อตกลงใหม่ภายใน 60 วัน ทว่าเมื่อพ้นกำหนดโดยไม่มีข้อตกลง อิสราเอลและสหรัฐ จึงได้เปิดฉากโจมตีสถานนิวเคลียร์และเป้าหมายทางทหารของอิหร่านอย่างรุนแรงในเดือนมิถุนายน 2025

    นอกจากนี้ สหรัฐ ยังยอมรับว่าได้จงใจสร้างสภาวะขาดแคลนเงินดอลลาร์เพื่อทำลายค่าเงินเรียลของอิหร่านจนเศรษฐกิจล่มสลาย นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,000 รายในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026

    สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากสหรัฐ ได้ส่งกองเรือรบและเรือบรรทุกเครื่องบินสองกลุ่ม (USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford) เข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีทางทหารที่อาจกินเวลานานหลายสัปดาห์หากการเจรจาล้มเหลว แม้ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มกลับมาเจรจาทางอ้อมรอบใหม่ที่ประเทศโอมาน

    โดยสหรัฐ ยื่นเงื่อนไขให้อิหร่านส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดและยุติโครงการขีปนาวุธ แต่อิหร่านยังคงยืนกรานว่าโครงการขีปนาวุธเป็น “เส้นแดง” ที่ไม่สามารถเจรจาได้ แม้การพูดคุยเบื้องต้นจะถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นที่ดี” แต่ความเชื่อมั่นยังอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางการเฝ้าระวังจากจีนและรัสเซียที่คอยสนับสนุนอิหร่านและร่วมกันเตือนสหรัฐ ว่าการใช้กำลังทหารจะทำลายเสถียรภาพของโลกอย่างรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/651729&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36GW_nFXhq2nKtpk12Zio3

  • พลิกฟื้นบ่อกุ้งร้างเมืองคอน ปั้น “ปูขาว” สัตว์เศรษฐกิจใหม่

    พลิกฟื้นบ่อกุ้งร้างเมืองคอน ปั้น “ปูขาว” สัตว์เศรษฐกิจใหม่

    กลายเป็นโมเดลความสำเร็จ เมื่อเกษตรกรในพื้นที่ อ.เมือง อ.ปากพนัง และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช สามารถพลิกฟื้นนากุ้งทิ้งร้างที่มีรายได้เป็นศูนย์และเต็มไปด้วยหนี้สิน ให้กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงปูทะเลมูลค่ามหาศาล โดยเน้นการเลี้ยง “ปูขาว” ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

    ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน เกษตรกรในพื้นที่ต้องเผชิญกับหนี้สินสะสมจากธุรกิจนากุ้งที่ล้มเหลว ส่งผลให้มีบ่อกุ้งร้างจำนวนมาก กว่า 44,000 ไร่ หนี้บางรายสูงถึง 7-8 หลัก และมีพื้นที่นาเปิดที่มีการเลี้ยงปูทะเลแบบเดิมหรือแบบพึ่งพาธรรมชาติ มากกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งมีอัตรารอดเพียง 15-20% ทำให้เกษตรกรมีรายได้ไม่แน่นอนและไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ความพยายามในการหาทางรอดจึงนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ ภายใต้ความร่วมมือคณะนักวิจัยคณะเกษตรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นำโดย ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และการสนับสนุนทุนวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    ดร.กิตติชนม์ เปิดเผยว่า โครงการ “การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง” มีเป้าหมายเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการฟื้นฟูบ่อกุ้งร้างให้กลับมาใช้ประโยชน์ ยกระดับการเลี้ยงปูทะเลแบบดั้งเดิมสู่การเลี้ยง “ปูขาว” ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรในพื้นที่

    โครงการดังกล่าวต่อยอดจาก “ปูขาว-นครศรีโมเดล” มุ่งพัฒนาชุดความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง เพิ่มอัตราการรอด ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับคุณภาพสู่มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) โดยไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ

    ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ คณะนักวิจัยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

    ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ คณะนักวิจัยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

    ชุดความรู้ที่รับการพัฒนาขึ้นจากโครงการวิจัยนี้ ทำให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการผลิตซึ่งสามารถยกระดับอัตราการรอดตายของปูขาวจากต่ำกว่า 20 % เป็น 60 – 80 % โดยลูกพันธุ์ปูขนาดใหญ่ และมากกว่า 80 % สำหรับปูไซส์ตลาดสามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 30,000 บาทต่อรอบ สำหรับการขุนลูกพันธุ์และ 76,800 บาทต่อรอบ สำหรับการเลี้ยงปูไซส์ตลาด แต่ยังคงมีข้อจำกัดในการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจในวงกว้างและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน

    โครงการวิจัยนี้ ได้ดำเนินการกับกลุ่มผู้ประกอบการเป้าหมายจำนวน 16 ราย ประกอบด้วยผู้ผลิตปูขาว 14 ราย และแพรับซื้อ 2 ราย ซึ่งจะมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการผลิตปูขาวเพื่อเน้นแก้ไขปัญหาคอขวดของห่วงโซ่คุณค่าเดิมที่ข้อต่อผู้ผลิตปูขาว การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าใหม่ ดำเนินการด้วยการปรับชุดความคิด ชุดทักษะความรู้ในการเลี้ยง และสร้างนวัตกรรมชุดเครื่องมือเทคโนโลยีที่เหมาะสม

    สำหรับวงจรธุรกิจปูขาว จะมีระบบธุรกิจในการผลิตต้นแบบ 3 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่

    1.ธุรกิจผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่ 5 เซนติเมตร

    2.ธุรกิจผลิตปูขาวไซส์ตลาดจากลูกพันธุ์ 5 เซนติเมตร

    3.ธุรกิจแบบผสมที่ผู้ประกอบการ 1 รายสามารถผลิตทั้งลูกพันธุ์ 5 เซนติเมตรและปูไซส์ตลาด

    ผลจากงานวิจัยโครงการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลที่ตามมา กล่าวคือ เกิดผู้ประกอบการธุรกิจปูขาวในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นจำนวน 16 ราย เกิดชุดความรู้ในการผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่ อัตราการรอดของลูกพันธุ์ปูขนาดใหญ่ 60 % และชุดความรู้การผลิตปูขาวไซส์ตลาด อัตราการรอดของปูไซส์ตลาดจากปู 5 เซนติเมตร จำนวน 80 % นอกจากนี้ยังได้เกิดโมเดลธุรกิจ แบบร่างแผนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการผลิตปูขาว

    สำหรับตัวเลขแห่งความสำเร็จ ต่อ 1 ไร่ ปริมาณผลผลิตประมาณ 500 กิโลกรัม ราคาขายประมาณ 450 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 3 เดือน

    นอกจากนี้ยังได้ก่อเกิดผลลัพธ์ที่สำคัญคือ รายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจปูขาวในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100% เกิดมูลค่าทรัพยากรพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มขึ้นมากกว่า 200% รวมทุกข้อต่อในชุมชน

    ความสำเร็จของโครงการได้ขับเคลื่อนให้เกิดนิเวศธุรกิจปูขาวครบวงจรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วยยกระดับรายได้ผู้ประกอบการ กระตุ้นธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เพิ่มการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรท้องถิ่น ภายใต้ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ ส่งผลให้ปูขาวก้าวสู่การเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

    ในมิติทางสังคม ชุมชนเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนังสามารถสร้างอาชีพ แก้ปัญหาความยากจน และเพิ่มรายได้ ผ่านการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ การจ้างงานในชุมชน และการพัฒนาทักษะควบคู่ภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่าให้เข้มแข็ง

    ขณะเดียวกัน รูปแบบการเลี้ยงที่ใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงและรักษาสมดุลระบบนิเวศ ยังช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ อ.หัวไทร อ.ปากพนัง และ อ.เมือง อีกทั้งการนำปลาหมอคางดำซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นมาแปรรูปเป็นอาหารปู ยังช่วยลดต้นทุน ควบคุมสายพันธุ์รุกราน และสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนไปพร้อมกัน

    ในปีงบประมาณ 2568 ได้รับการต่อยอดสู่การดำเนินงานภายใต้ “โครงการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง” โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. กรอบการวิจัยการขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยยังคงดำเนินการต่อเนื่องในบริเวณลุ่มน้ำปากพนังครอบคลุมพื้นที่ใน อ.หัวไทร อ.ปากพนัง และ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีกลุ่มเป้าหมายรวม 120 ครัวเรือน เป็นเกษตรกรแม่ข่าย 16 ครัวเรือน และเกษตรกรลูกข่าย 104 ครัวเรือน (กลุ่มหัวไทร 49 ครัวเรือน กลุ่มปากพญา 55 ครัวเรือน กลุ่มปากพูน 16 ครัวเรือน) โดยตั้งเป้าหมายยกระดับรายได้ให้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 60,000 บาทต่อปี

    อ่านข่าว :

    “บ้านปลามีชีวิต” งานวิจัยผสานภูมิปัญญา ฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา

    พลิกโฉมชายขอบ! เดินหน้างานวิจัยหนุนการศึกษา – ทุนวัฒนธรรมกะเหรี่ยงราชบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aO4EPM0fReEFBIM-quBGO

  • ผลเลือกตั้งออกมาแล้วกดดันให้โมฆะ…ระยะเวลาที่รอคือความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ผลเลือกตั้งออกมาแล้วกดดันให้โมฆะ…ระยะเวลาที่รอคือความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ดร.ธนิต  โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เผยแพร่บทความสะท้อนความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมชี้ว่า “ความล่าช้า” ในการจัดตั้งรัฐบาล หรือกรณีรุนแรงถึงขั้นเลือกตั้งใหม่ จะสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาลให้ประเทศ

    การเมืองต้องชัดเจน อย่าปล่อยสุญญากาศยืดเยื้อ

    บทความระบุว่า ผลเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนำ และมีแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมาก ควรนำไปสู่กระบวนการรับรองผลโดย กกต. และเร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว

    ผู้เขียนมองว่า หากเกิดกรณี “เลือกตั้งโมฆะ” และต้องจัดเลือกตั้งใหม่ จะต้องใช้งบประมาณกว่า 7,800 ล้านบาท และใช้เวลารวมกว่า 4–5 เดือนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งช่วงเวลารอยต่อนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และการบริหารงบประมาณปีถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ

    เศรษฐกิจเปราะบาง แม้ตัวเลขบางส่วนดูดี

    แม้ข้อมูลจากสภาพัฒน์ระบุว่า GDP ปีล่าสุดขยายตัว 2.4% และการส่งออกเติบโตดี รวมถึงคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทำสถิติสูง แต่ผู้เขียนชี้ว่า “ปากท้องประชาชน” ยังอ่อนแรง

           •      การบริโภคเอกชนชะลอลงต่อเนื่อง เหลือคาดการณ์เพียง 2.1%

           •      หนี้ครัวเรือนสูงถึง 86% ของ GDP

           •      หนี้เสียและหนี้เฝ้าระวังรวมราว 2 ล้านล้านบาท

    ภาวะดังกล่าวทำให้กำลังซื้ออ่อนแอ ภาคธุรกิจแข่งขันด้านราคา กำไรลดลง สภาพคล่องตึงตัว และเสี่ยงกระทบการจ้างงาน

    ความเสี่ยงปี 2569: โตต่ำเพียง 2%

    บทความประเมินว่า GDP ปี 2569 อาจขยายตัวเพียง 2.0% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรง ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดด้านงบประมาณ หากการตั้งรัฐบาลล่าช้า

    ผู้เขียนเสนอให้เร่งเดินหน้ามาตรการแก้หนี้ เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และการใช้กลไก AMC ซื้อหนี้เสีย เพื่อลดแรงกดดันเชิงระบบ

    “เวลาที่รอ คือความเสียหายของประเทศ”

    ข้อสรุปสำคัญของบทความ คือการเมืองไม่ควรใช้อัตตาหรือเกมต่อรองเหนือผลประโยชน์ชาติ เพราะต้นทุนที่แท้จริงจะตกอยู่กับเศรษฐกิจและประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแรงและความเชื่อมั่นเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gdp-vote-business&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hPYNI4Cf9Gk90ngeCv9bZ

  • คิวบาระงับจัดเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรทำเศรษฐกิจย่ำแย่ : อินโฟเควสท์

    คิวบาระงับจัดเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรทำเศรษฐกิจย่ำแย่ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลคิวบาตัดสินใจระงับการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปี ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในช่วงปลายเดือนก.พ. ณ กรุงฮาวานา เมืองหลวง เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลคิวบากำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต

    ฮาบานอส เอสเอ (Habanos S.A.) หน่วยงานของรัฐบาลคิวบาและเป็นผู้จัดงานเทศกาลซิการ์ เปิดเผยว่า ทางหน่วยงานได้ระงับเทศกาลดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษามาตรฐานระดับสูงสุดทั้งในด้านคุณภาพ ความเป็นเลิศ และประสบการณ์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานระดับนานาชาติงานนี้ ขณะเดียวกันทางหน่วยงานกำลังดำเนินการเพื่อกำหนดวันจัดงานใหม่ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

    ที่ผ่านมา เทศกาลซิการ์ประจำปีของคิวบาต้อนรับแขกมากกว่า 1,000 คนจากประมาณ 80 ประเทศ ซึ่งผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมในกิจกรรมการประมูลและเยี่ยมชมไร่ยาสูบ โดยซิการ์ระดับพรีเมียมของคิวบามีชื่อเสียงไปทั่วโลกและถือว่ามีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างสูง โดยเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักและเป็นแหล่งรายได้สกุลเงินต่างประเทศที่สำคัญของคิวบา อย่างไรก็ตาม ซิการ์เหล่านี้เป็นสิ่งผิดกฎหมายในสหรัฐฯ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ

    เมื่อปีที่แล้ว ฮาบานอส เอสเอ ซึ่งถือสิทธิผูกขาดในการขายซิการ์คิวบาทั่วโลก รายงานยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 827 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ปัจจุบันคิวบากำลังเผชิญกับความยากลำบากอันเนื่องมาจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง อันเป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการปิดกั้นการค้าน้ำมันต่อคิวบา

    เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดคิวบาออกจากอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างเต็มรูปแบบ นับตั้งแต่สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 ม.ค. โดยปธน.ทรัมป์ระบุว่ามาดูโรเป็นภัยคุกคาม และขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศใดก็ตามที่ส่งน้ำมันให้แก่คิวบา

    รัฐบาลคิวบาประณามการกระทำดังกล่าวของสหรัฐฯ และได้ออกมาตรการไม่นานมานี้ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมการบริการที่จำเป็นและปันส่วนการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับภาคส่วนสำคัญ

    ด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนเมื่อต้นเดือนก.พ.ว่า ปริมาณน้ำมันที่ลดน้อยลงในคิวบาอาจทำให้ประเทศเผชิญกับการล่มสลายด้านมนุษยธรรม โดยสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษก UN เปิดเผยว่า เลขาธิการ UN มีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายลงในคิวบา และกล่าวว่า ต่อให้สถานการณ์ไม่ถึงขั้นล่มลาย ก็จะเกิดวิกฤตอย่างหนักหากปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569658&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xSSrH5Srwe8QnAu6dVkRV

  • อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์

    อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์

    ผมขอยืนยันว่าผมจะไม่ทำให้ทุกท่านที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะแนนด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้

    ทุกนโยบายที่ได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผมและพรรคภูมิใจไทยขอยืนยันว่าจะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นทุกประการ

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบด้าน #การบริหารงานความมั่นคง ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

    #การปิดด่านชายแดนจะดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึง #การยกเลิก MOU 44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย

    ผมและคุณสีหศักดิ์ สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนาน ขึ้นมาจากหล่มให้ได้ การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือ ทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลักคือ อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์

    ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ

    ทั้งหมดนี้จะอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา

    ผมขอสัญญาว่าจะทำให้ทุกคะแนนที่ท่านมอบให้พรรคภูมิใจไทย มีคุณค่าสูงสุด และเป็นพลังที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน

    สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กินดี อยู่ดี สุขภาพดี มีรายได้ มีความสุข ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

    ผมถือว่า ทุกคะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับคือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชาที่ผมจะต้องปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วครับ

    ขอกราบขอบพระคุณและจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน

    ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

    อนุทิน ชาญวีรกูล

    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

    ———————–

    ครับ…นายกฯ อนุทินมีต้นทุนสูงจากการบริหารประเทศช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา ภายในประเทศให้การยอมรับ ต่างประเทศจับตามอง 

    ฉะนั้นการประกาศถึงทิศทางการบริหารประเทศขณะที่ยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ และยังมิได้แถลงนโยบาย สัญญานี้จึงสำคัญดุจดังคำประกาศพาประเทศไทยก้าวพ้นความเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”

      นี่ยังเป็นการประกาศว่า โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี จะจัดวางรัฐมนตรีถูกที่ถูกทางมากที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา

    พรรคภูมิใจไทยจะคุมกระทรวงด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการต่างประเทศทั้งหมด

    ประเมินคร่าวๆ เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มหาดไทย ต่างประเทศ คลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม พลังงาน คมนาคม เกษตรและสหกรณ์ ล้วนมาจากพรรคภูมิใจไทยทั้งสิ้น

    หากโครงสร้างคณะรัฐมนตรีเป็นไปตามนี้จริง ทีมในการบริหารประเทศจะมีประสิทธิภาพชนิดที่คนไทยไม่เคยเห็นมาก่อน

    แน่นอนครับ การขับเคลื่อนนอกจากตัว “อนุทิน” แล้ว ๓ ทหารเสือ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” จะถูกจับตามองว่า ความสำเร็จของการเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ ๓ เดือน คือเรื่องบังเอิญ เรื่องของโชค

    หรือ ความสามารถ

    ความมั่นคง การต่างประเทศ ต่อยอดจากผลงานเดิมได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

    ที่จริงรัฐบาลอนุทินก้าวไปอีกขั้นเพื่อรองรับรัฐบาลใหม่แล้ว นั่นคือการยกเลิก MOU 44

    ดินแดนทางทะเล ผลประโยชน์ทางปิโตรเลียม ต้องคุยใหม่หมด

    นาทีนี้หากรัฐบาลกัมพูชายังอยู่ภายใต้ระบอบฮุน เซน แทบไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่ไทยยังกอด MOU 44 ไว้ หวังจะใช้การทูตหาข้อยุติในสิทธิทับซ้อน

    การทบทวนท่าทีต่อกัมพูชาใหม่หมด เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยละเลยไม่ได้ มาตรการแข็งกร้าวจำเป็นต้องใช้ เพื่อให้กัมพูชาเลิกสร้างปัญหา

    อยู่ในข่ายที่รัฐบาลใหม่ดำเนินการได้ไม่ยากนัก

    แต่…ที่ยากคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    นอกจากกระทรวงเศรษฐกิจแล้ว กระทรวงด้านความมั่นคง การต่างประเทศ ก็ต้องเล่นดนตรีเพลงเดียวกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน

    ยกตัวอย่างภาษีทรัมป์ที่ยังไม่จบ หากปล่อยกระทรวงเศรษฐกิจลุยเดี่ยวมีโอกาสจบเห่

    ความมั่นคง ต่างประเทศ ต้องสอดประสานในช่วงจังหวะที่เหมาะสม

    มาถึงปัญหา ปากท้องประชาชน ขัดสนเงินทอง รัฐบาลใหม่จะขยับอย่างไร

    หมดยุคต่างคนต่างทำแล้วครับ

    ต้องยอมรับว่า ประเด็นเศรษฐกิจนั้น “ศุภจี-เอกนิติ” ถูกคาดหวังไว้มาก

    สภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส ๔/๒๕๖๘ ขยายตัว ๒.๕%

    จากที่คาดการณ์ไว้ที่ ๐.๖%

    นับเป็นสารตั้งต้นที่ดีที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจปีนี้โตต่อเนื่อง

    หวังลึกๆ ว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลอนุทิน ๒

    คงไม่ถึงขั้นปฏิรูป

    ไม่ถึงขั้นต้องสร้างใหม่

    แค่รีโนเวตก็น่าพลิกฟื้นให้ “คนป่วยแห่งเอเชีย” หายจากโรคที่รุมเร้าได้

    ไม่ได้คาดหวังอย่างที่ “ลอว์เรนซ์ หว่อง” นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ประกาศ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากแรงขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูง

    จัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National Artificial Intelligence Council) ที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในโลกยุคใหม่

    เอาแค่ซ่อมเครื่องยนต์ทุุกเครื่องให้กลับมาทำงานอย่างมั่นคงอีกครั้ง

    ทั้งท่องเที่ยว อุตสาหกรรม เกษตรฯ ขยับอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในช่วงเวลาที่ฝ่ายค้านรบกับ กกต.ไปพลาง สะดุดขาตัวเองไปพลางแบบนี้ การเมืองดูไม่มีอะไรให้คาดหวังมากนัก

    อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ จึงต้องสร้างความแตกต่างให้ได้

    จะรอดูครับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/948673/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Ygbj8k8hu5Xt44O0yqbM

  • จีดีพีปี 68 โตเกินคาด 2.4% สะท้อนประสิทธิภาพรัฐบาล ปลุกเชื่อมั่น

    จีดีพีปี 68 โตเกินคาด 2.4% สะท้อนประสิทธิภาพรัฐบาล ปลุกเชื่อมั่น

    ​นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงาน GDP ไตรมาส 4/2568 เติบโต 2.5% สูงกว่าที่คาดไว้ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0–2.2% และปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 เป็น 1.5–2.5% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำงานอย่างมืออาชีพ แม้ว่าจะเป็นในช่วงเวลาสั้นมากๆ โดยมีการประสานภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทำให้มาตรการต่าง ๆ ออกแบบได้ตรงจุด โปร่งใส และเกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่เน้นการร่วมออกแบบและร่วมขับเคลื่อนอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มาตรการ “Quick Big Win” มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมๆกับ การวางรากฐานในระยะยาว มีการกำหนดเจ้าภาพชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่วัดผลได้ ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง และกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน รวมถึงการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ Connect the Dots เพื่อจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น การติดตามเส้นทางการเงินและสินทรัพย์เสมือนเงิน ซึ่งช่วยลดปัญหาเงินเทา และแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

    ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย  

    นายผยงกล่าวว่า โจทย์สำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้าง Trust and Confidence ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดย GDP ล่าสุด และผลการเลือกตั้งที่ออกมาในเชิง “Vote of Confidence” สะท้อนความคาดหวังต่อความต่อเนื่องของนโยบายและความมั่นคงของรัฐบาล ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐอย่างเต็มที่ โดยสมาคมธนาคารไทยร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ PromptBiz ภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนการค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสภาพคล่องด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ลดการใช้หลักประกัน และผลักดัน Financial Inclusion ในระบบเศรษฐกิจจริง

    “การที่รัฐบาลได้มืออาชีพที่มีประสบการณ์ตรงเข้ามาบริหารงานและสามารถ Action ได้เลย ดังเช่น ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนข้อมูล อยู่ในกรอบมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าได้ภายใต้ภาวะความผันผวนและความท้าทายที่เกิดขึ้น โมเมนตัมเศรษฐกิจปลายปี 2568 เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิด Positive Surprise ต่อเนื่องมาในปี 2569 และถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งความเปราะบางของครัวเรือนจากหนี้สูง ความสามารถแข่งขันของ SME และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ทุจริต เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve และพลิกฟื้นประเทศไทยให้กลับมาโดดเด่นในภูมิภาคอีกครั้ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lvKrdO3qM9KfNz8pvswq4

  • บวท.รับศึกตรุษจีน เที่ยวบินพุ่งเฉลี่ยเกือบ 3,000 เที่ยวต่อวัน

    บวท.รับศึกตรุษจีน เที่ยวบินพุ่งเฉลี่ยเกือบ 3,000 เที่ยวต่อวัน

    ‘วิทยุการบินฯ’ เตรียมมาตรการให้บริการจราจรทางอากาศ พร้อมรับมือปริมาณเที่ยวบินช่วงตรุษจีน คาดปริมาณเที่ยวบินจากจีนเข้า-ออกไทย ระหว่างวันที่ 17–26 ก.พ. 2569 เฉลี่ยเกือบ 3,000 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.3% สะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยในภาพรวม

    17 ก.พ.2569-นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการเดินทางทางอากาศของประเทศไทยเริ่มกลับมาคึกคักต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา มีปริมาณเที่ยวบินที่ให้บริการ เฉลี่ยวันละ 2,895 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และในบางวันมีปริมาณเที่ยวบินสูงกว่า 3,000 เที่ยวบินต่อวัน

    ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาล และขยายตัวต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของชาวจีน ระหว่างวันที่ 17–26 กุมภาพันธ์ 2569 รวม 10 วัน โดยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณเที่ยวบิน รวมทั้งสิ้น 29,096 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,910 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ พบว่าเส้นทางประเทศไทย–จีน มีปริมาณสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง เฉลี่ยวันละประมาณ 330 เที่ยวบิน และมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงหลังเดือนมกราคม 2569

    ขณะที่เส้นทางประเทศไทย–อินเดีย มีปริมาณเฉลี่ยวันละ 130 เที่ยวบิน และเส้นทางประเทศไทย–มาเลเซีย เฉลี่ยวันละ 98 เที่ยวบิน ซึ่งทั้งสองเส้นทาง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ส่วนสนามบินหลักของประเทศที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน  ได้แก่  ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฉลี่ยวันละ 1,150 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานดอนเมือง เฉลี่ยวันละ 700 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานภูเก็ต เฉลี่ยวันละ 380 เที่ยวบิน และท่าอากาศยานเชียงใหม่ เฉลี่ยวันละ 220 เที่ยวบิน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดการเดินทางระหว่างประเทศ โดยคาดว่าเที่ยวบินจากประเทศจีนมายังประเทศไทยจะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป

    นายสุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า  วิทยุการบินฯ ได้ออกมาตรการและวิธีปฏิบัติการบริหารจราจรทางอากาศ รวมทั้งเตรียมพร้อมด้านอัตรากำลัง รวมถึงอุปกรณ์/เทคโนโลยี  โดยเข้าร่วมในคณะกรรมการจัดสรรตารางการบิน หรือ Slot Allocation ให้สอดคล้องกับค่าความสามารถในการรองรับ (Capacity) รวมทั้งกำหนดแนวทางการบริหารจัดการความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management) มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกๆ ด้าน เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มสูงในช่วงเทศกาล ซึ่งตัวเลขเที่ยวบินในช่วงตรุษจีนปีนี้ เป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่า การบินของไทยกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแรง

    ทั้งนี้ วิทยุการบินฯ ยืนยันว่าจะบริหารจัดการจราจรทางอากาศอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกเที่ยวบินที่เข้ามาในน่านฟ้าไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูงสุด พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/949051/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MBcUdDMhbyGw8Q9gZVDDP

  • ศึกษาพบวัยรุ่นออสเตรเลียครึ่งหนึ่ง เสี่ยง

    ศึกษาพบวัยรุ่นออสเตรเลียครึ่งหนึ่ง เสี่ยง

    เมลเบิร์น, 16 ก.พ. (ซินหัว) — วันจันทร์ (16 ก.พ.) สถาบันเบอร์เน็ต (Burnet Institute) ของออสเตรเลียเผยแพร่ผลการศึกษาฉบับใหม่ที่เตือนว่าวัยรุ่นในออสเตรเลียราวครึ่งหนึ่งมีแนวโน้มเผชิญภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้าภายในอายุ 20 ปี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการถูกกลั่นแกล้ง ความยากจน และการเหยียดเชื้อชาติ

    ผลการศึกษานี้ชี้ว่าโครงการริเริ่มในโรงเรียน เช่น การป้องกันการกลั่นแกล้ง การให้ความรู้เรื่องการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และการส่งเสริมทักษะทางสังคมและอารมณ์ความรู้สึกที่สร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจตั้งแต่เด็ก ถือเป็นมาตรการป้องกันที่คุ้มค่าและมีประสิทธิผลมากที่สุด

    นอกจากนั้นผลการศึกษานี้ที่เผยแพร่ผ่านวารสารจิตเวชศาสตร์แห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ระบุว่าการช่วยเหลือแทรกแซงตั้งแต่ระยะแรกที่จัดการกับปัจจัยเสี่ยงอย่างการทารุณกรรมเด็กและความตึงเครียดทางการเงินของครอบครัวได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันเป็นประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ เยาวชนที่เผชิญการกลั่นแกล้ง การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ หรือการทารุณกรรม มีความเสี่ยงป่วยโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยสูงขึ้นราว 3 เท่า

    ศาสตราจารย์ ซูซาน ซอว์เยอร์ ผู้ร่วมเขียนผลการศึกษาและผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพวัยรุ่นประจำสถาบันวิจัยเด็กเมอร์ด็อกและโรงพยาบาลเด็กรอยัลของออสเตรเลีย กล่าวว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงคือการป้องกันอันตรายได้ก่อน ซึ่งกุญแจสำคัญอยู่ที่การลงทุนช่วยเหลือแทรกแซงที่จัดการกับปัจจัยเสี่ยงอย่างความยากจน การล่วงละเมิด และการเลือกปฏิบัติ

    แบบจำลองใหม่ของการศึกษานี้พบว่าการลงทุนในโครงการป้องกันราว 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.1 พันล้านบาท) จนถึง 1 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2.2 หมื่นล้านบาท) ต่อปีอาจปกป้องเยาวชนในออสเตรเลียจากภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้ามากถึง 7.87 แสนคนภายในปี 2050 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจในสังคมสูงถึง 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.63 ล้านล้านบาท)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uk6K3AAIAn92xcPpmdbB7