Blog

  • นายกฯ เป็น​ประธาน​พิธีพระราชทานเพลิงศพ​ ผอ. รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ สั่ง​ ศธ.ดูแลการศึกษาลูกจนจบ

    นายกฯ เป็น​ประธาน​พิธีพระราชทานเพลิงศพ​ ผอ. รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ สั่ง​ ศธ.ดูแลการศึกษาลูกจนจบ

    เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 17 ก.พ. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย​ ออกเดินทางไปยัง จ.สงขลา เพื่อเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อํานวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่วัดยูงทอง อ.บางกลํา จ.สงขลา​ จากเหตุชายค​บุกจับเด็กนักเรียนเป็นตัวประกัน​ โดยมีนายบวร​ศักดิ์​ อุ​วรรณ​โณ​ รองนายก​รัฐมนตรี​ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​สาธารณสุข​ พล.อ.ชัยพฤกษ์​ ด้วง​ป​ระพัฒน์ เสนาธิการ​ทหารบก​ และนายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ร่วมเดินทาง

    จากนั้นเวลา 15.00 น. นายกฯ และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานกองบิน 56 โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.

    คมนาคม​ นายอนุกูล​ พฤกษานุศักดิ์​  นายสมยศ​ พลายด้วง​ นายสรร​เพชร​ บุญ​ญา​มณี​  ว่าที่ สส.สงขลา​ ให้การต้อนรับ​ และเดินทางต่อไปยังวัดยูงทอง อ.บางกลํา จ.สงขลา​ เพื่อเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อํานวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    โดยทันทีที่นายกฯ เดินทางมาถึงวัดยูงทอง​ นางนฤมล​ ภิญโญ​สิน​วัฒน์​ รมว.ศึกษาธิการ​ ​ได้​พาครอบครัวของผู้เสียชีวิต​ นายเจษฎา สินสโมสร ครูโรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ สามี​ และบุตร​ 2 คน​ นายสุวิจักขณ์ สินสโมสร และ เด็กหญิงธัญธร สินสโมสร มาพบกับนายกฯ ก่อนที่จะเดินเข้ามายังศาลา​บำเพ็ญกุศล ​เพื่อเคารพศพ​ ก่อนที่จะเข้าไปให้กำลังใจมารดาผู้เสียชีวิต​ โดยระบุว่า​ ไม่ต้องห่วง​ ทำใจดี ๆ เดี๋ยวหลานดูแลต่อ​ และกราบไปที่ตักของมารดาผู้เสียชีวิต​ พร้อมกล่าวว่า​ “ขอภัยด้วย”  ก่อนที่นายกฯ จะเป็นประธานทอดผ้าไตร​พระราชทาน​ และวางดอกไม้จันทน์​

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างผู้ร่วมงานวางดอกไม้จันทร์ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อํานวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ นางนฤมลได้มานั่งข้างๆ นายอนุทินและได้พูดคุยกัน ซึ่งคาดว่าจะเป็นการพูดคุยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล

    สำหรับเงินช่วยเหลือของรัฐบาล นายบวร​ศักดิ์​ อุ​วรรณ​โณ​ รองนายก​ฯ ​ได้มอบเงินกองทุน​ เงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรีจำนวน 1 ล้านบาท และจากกองทุน ช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญากระทรวง​ยุติธรรม​ จำนวน 2​ แสนบาท โดยมีนายกฯ เป็นสักขีพยาน​ และนายกฯ ยังได้ให้กำลังใจบุตรผู้เสียชีวิต​ ว่า แม่ไปสบายแล้ว​ ไม่ต้องห่วง​ ซึ่งหลังจากนี้จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลและช่วยเหลือ ให้ลูกทั้งสองคนเข้ารับราชการ​ และเข้าถึงการศึกษา​ รวมถึงเูแลค่าเล่าเรียนจนจบการศึกษา

    ทั้งนี้นายบวรศักดิ์ ได้มอบนามบัตรให้กับสามีของผู้เสียชีวิต​ พร้อมกับกล่าวว่า​  เงินเขาโอนเข้าบัญชีไว้ให้แล้วนะ มีเรื่องอะไรของน้อง 2 คนที่จะให้ช่วยก็บอก​มา​โทรศัพท์มาได้ ผมก็เป็นคนสงขลาเหมือนกัน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อสักครู่นายกฯ พูดคุยกับ นางมฤมล​ในเรื่องใด นายกฯ ปฏิเสธ​ที่จะตอบคำถาม​ก่อนจะเดินขึ้นรถไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/129798&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sIvL8VVd65jScNcrqptEG

  • นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ. รร. พะตงประธานคีรีวัฒน์

    นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ. รร. พะตงประธานคีรีวัฒน์

    วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) เวลา 15.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกองบิน 56 โดยมีพิพัฒน์ รัชกฤตการณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, อนุกูล พฤกษานุศักดิ์, สมยศ พลายด้วง และสรรเพชร บุญญามณี ว่าที่ ส.ส.สงขลา ให้การต้อนรับ

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปยังวัดยูงทอง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา โดยอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุชายคลุ้มคลั่งบุกจับนักเรียนเป็นตัวประกัน

    ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงวัดยูงทอง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้พาครอบครัวของผู้เสียชีวิต เจษฎา สินสโมสร ครูโรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ และบุตร 2 คน ได้แก่ สุวิจักขณ์ สินสโมสร และธัญธร สินสโมสร ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา เข้าพบนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเดินเข้าไปยังศาลาบำเพ็ญกุศลเพื่อเคารพศพ

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เข้าไปให้กำลังใจมารดาผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง ทำใจให้ดี เดี๋ยวหลานจะดูแลต่อ” ก่อนกราบที่ตักมารดาผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า “ขออภัยด้วย”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการฟังประวัติผู้วายชนม์ นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับสามีของผู้เสียชีวิตซึ่งนั่งอยู่ติดกันตลอด ก่อนจะเป็นประธานทอดผ้าไตรพระราชทาน และวางดอกไม้จันทน์

    ทั้งนี้ ในส่วนของเงินช่วยเหลือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 ล้านบาท และเงินจากกองทุนช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม จำนวน 200,000 บาท โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยาน

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินเข้าไปหาบุตรทั้ง 2 คน พร้อมนำมือแตะไหล่ทั้งสองข้าง พูดคุยให้กำลังใจ ก่อนที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ จะมอบนามบัตรให้กับสามีของผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า “เงินโอนเข้าบัญชีไว้ให้แล้วนะ หากมีเรื่องอะไรของน้องทั้ง 2 คน ที่ต้องการให้ช่วย โทรมาได้ ผมก็เป็นคนสงขลาเหมือนกัน”

    ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับ ได้ให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตว่า “แม่ไปสบายแล้ว ไม่ต้องห่วง” พร้อมเปิดเผยว่า หลังจากนี้จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลช่วยเหลือ ให้บุตรทั้งสองคนได้เข้ารับราชการ และเข้าถึงการศึกษา รวมถึงดูแลค่าเล่าเรียนจนจบการศึกษา

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการพูดคุยกับนฤมลก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ก่อนจะเดินขึ้นรถเพื่อเดินทางไปประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงในทันที

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 1นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 2นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 3นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 4

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-anutin-cremation-student-care/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1teMx8jbTfKMbBy9V28O2p

  • สุราษฎร์ธานีเดินหน้าขับเคลื่อน “เกาะเต่า” สู่แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    สุราษฎร์ธานีเดินหน้าขับเคลื่อน “เกาะเต่า” สู่แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    ภูมิภาค

    สุราษฎร์ธานีเดินหน้าขับเคลื่อน “เกาะเต่า” สู่แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องประชุมตาปี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี (หลังใหม่) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานการประชุมหารือการขับเคลื่อนพัฒนาการท่องเที่ยวตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน ตามหลักเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก (GSTC) โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคเอกชน และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะเต่าเข้าร่วมประชุม
     
    ที่ประชุมรับทราบความเป็นมาและแนวทางการยกระดับเกาะเต่าเข้าสู่กระบวนการประเมินรางวัล Green Destinations Award พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันสู่การเป็น 1 ใน 100 แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก (Sustainable Destination Top 100) ภายในปี 2569 โดยอ้างอิงเกณฑ์การประเมิน 6 หมวด 48 ข้อ ครอบคลุมด้านการจัดการแหล่งท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สังคม และการบริการ
     
    ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เน้นย้ำการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนเกาะเต่าให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466427&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CG1tigyIxy2c33CmDV1IY

  • อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย

    อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย

    บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการด้านวางระบบ Network และ ไอที โซลูชันเต็มรูปแบบอย่างครบวงจรโดยได้การรับรองจาก ISO9001 : 2015 และ ISO27001 นำโดย นายโกวิท ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จัดงานแถลงข่าว “เปิดกลยุทธ์ EasyNet 2026: เพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยีของ SME” มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านโมเดล “เช่าระบบ WiFi พร้อมอุปกรณ์แบบครบวงจร” (WiFi as a Service) เพื่อทลายขีดจำกัดด้านงบประมาณและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ

    นางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่เรายืนหยัดในฐานะผู้นำด้านการวางระบบ Network เราได้เห็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่มักจะติดหล่มเรื่องการลงทุนด้านไอทีที่สูงเกินความจำเป็น จากการรายงานของนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไอที (source:Gartner,Krungsri Compass) คาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศไทยปี 2025 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.9% โดยมีมูลค่ารวมเกือบ 996,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มบริการไอที (IT Services) และระบบความปลอดภัย (Cybersecurity) ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยกว่า 9-10% ต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการบริหารจัดการข้อมูล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตนี้ SME ไทยกว่า 3.2 ล้านราย ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณลงทุน (CAPEX) ที่สูงขึ้นตามราคาฮาร์ดแวร์ทั่วโลกในปีนี้ EasyNet จึงขอเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ด้วยการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายจ่ายรายเดือนที่ควบคุมได้(OPEX) ภายใต้แนวคิด ‘ใช้แค่ไหน จ่ายแค่นั้น’ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    กลยุทธ์ในปี 2026 ของเราคือการเจาะกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศไทย โดยใช้จุดแข็งเรื่องการผสมผสานนวัตกรรม WiFi ให้เป็นเครื่องมือการตลาดที่ไร้ขีดจำกัด ก้าวต่อไปของเราคือการเป็น Digital Partner ที่ช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถวิเคราะห์และวางแผนการสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำขึ้น

    นายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เน้นย้ำความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยีว่า เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2026 จะมุ่งไปที่ AI และ Hyper-Connectivity ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น EasyNet จึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ Zero Trust Architecture โดยเราติดตั้งระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง (Network Monitoring) และระบบยืนยันตัวตนที่สอดคล้องกับ พรบ. คอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวด เรามั่นใจว่าระบบของเราจะเป็น ‘Safe Zone’ ให้กับผู้ประกอบการ ทำให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโจมตีจากแฮกเกอร์หรือความขัดข้องของระบบNetwork ภายในหรือภายนอกของธุรกิจของท่าน

    EasyNet นำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์สถานะทางการเงินของธุรกิจยุคใหม่ผ่าน 2 รูปแบบหลัก

    1. โมเดลเช่าระบบ (Monthly Rental):เปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนอุปกรณ์ในครั้งเดียว

    2. โมเดลซื้อขาด (One-time Purchase):สำหรับธุรกิจที่ต้องการเป็นเจ้าของระบบอย่างเต็มตัว โดยยังคงได้รับการดูแลจากมืออาชีพที่เชี่ยวชาญผ่านการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ

    บริษัทฯ มุ่งเน้นการให้บริการแบบ Full Service ตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ไปจนถึงการตรวจสอบดูแล ได้แก่

     ระบบ WiFi Rental พร้อมอุปกรณ์: บริการเช่าระบบ WiFi ครบวงจรที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และประเภทธุรกิจ

     IT Consulting & Design:การให้คำปรึกษา ออกแบบ และกำหนดสเป็คอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมโดยวิศวกรผู้ชำนาญการ

     Cybersecurity Excellence:ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันภัยคุกคามดิจิทัลในทุกรูปแบบ

     Smart Monitoring:บริการดูแลและสังเกตการณ์ระบบโดยแผนก IT มืออาชีพ ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    นอกจากการดำเนินธุรกิจ EasyNet ยังยึดถือหลักธรรมาภิบาลผ่านโครงการ “EasyNet: WiFiis Chances” โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เมื่ออุปกรณ์ที่เช่าครบอายุสัญญา 48 เดือน บริษัทฯ จะนำอุปกรณ์ที่ยังคงสภาพดีไปส่งต่อให้กับโรงเรียนหรือชุมชนที่ขาดแคลนและเข้าถึงยาก เพราะเราเชื่อว่า “การศึกษาคือพื้นฐานของชีวิต” และต้องการหยิบยื่นโอกาสให้แก่เยาวชนผ่านเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของเรา

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับบริการการวางระบบ WiFi และโซลูชันด้านไอที สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม    หรือรับคำปรึกษาได้ที่ เว็บไซต์: www.easynet.co.th, Facebook: EasyNet Thailand, TikTok: Easynet_thailand และ Line ID: @easynet

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1559932&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zg9PBu6COxKworlwsok6i

  • เปิดโผ 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569 ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

    เปิดโผ 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569 ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

    เปิดโผ 5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต ปี 2569 จากข้อมูลจดทะเบียนใหม่เดือนมกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ “เทคโนโลยี–พลังงาน–สุขภาพ” มาแรง

    ต้นปีมักเป็นช่วงเวลาที่นักธุรกิจใช้มองเข็มทิศเศรษฐกิจว่า “กระแสไหนกำลังมา” และ “โอกาสอยู่ตรงไหน” ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจใหม่จึงไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่เป็นสัญญาณของการเคลื่อนไหวในโลกการค้า 

    ปี 2569 ก็เช่นกันแม้ภาพรวมการตั้งธุรกิจใหม่จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะชี้ว่า ชะลอลงเล็กน้อย แต่ภายใต้ตัวเลขนั้นกลับสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่เทคโนโลยี พลังงาน สุขภาพ ไปจนถึงเกษตรมูลค่าสูง

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดข้อมูลล่าสุดที่ไม่เพียงบอกว่า “ใครกำลังลงทุน” แต่ยังชี้ชัดว่า 5 ธุรกิจใดกำลังจะกลายเป็นดาวรุ่งของปี ธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมเมกะเทรนด์โลก และอาจเป็นคำตอบของผู้ประกอบการที่กำลังมองหาจังหวะก้าวต่อไป

    นายพูนพงษ์ เปิดเผยการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน ม.ค.2569 มีจำนวน 8,418 ราย ลดลง 5.01% มีทุนจดทะเบียน 24,375 ล้านบาท ลดลง 2.30% โดยเดือนนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 9,050 ล้านบาท คือ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,050 ล้านบาท ประกอบธุรกิจวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และบริษัท ทวีลาภ 698 จำกัด ทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ซื้อขาย จัดส่ง จัดหา สำรวจ พัฒนา แปรสภาพ และวางแผน

    ทั้งนี้ ในเดือน ม.ค.2569 มีธุรกิจตั้งใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ คือ

    • ธุรกิจบริการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งไม่ได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 238 ราย เพิ่มขึ้น 453.49% ทุนจดทะเบียน 118.30 ล้านบาท
    • ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร มีจำนวน 398 ราย เพิ่มขึ้น 18.45% ทุนจดทะเบียน 626.49 ล้านบาท
    • ธุรกิจเกี่ยวกับบัญชีการทำบัญชีและการตรวจสอบบัญชี การให้คำปรึกษาด้านภาษี มีจำนวน 177 ราย เพิ่มขึ้น 35.11% ทุนจดทะเบียน 99.15 ล้านบาท

    ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือน ม.ค.2569 มีจำนวน 1,252 ราย ลดลง 12.51% มีทุนจดทะเบียนเลิก 13,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 188.36% โดยในนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัท พิษณุโลก บิ๊กซี 2015 จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,478 ล้านบาท ประกอบธุรกิจดิสเคาท์สโตร์ ซุปเปอร์เซ็นเตอร์

    5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต

    นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการประเมินการจดตั้งบริษัทใหม่ในปี 2569 พบว่า มี 5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ 

    1.ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม

    ที่สอดรับการการที่องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ Cloud Computing ที่ไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Destination) การสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่มีความซับซ้อนสูงรองรับความปลอดภัยของข้อมูลขนาดใหญ่

    2.ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน

    ปัจจุบันมีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ทำให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์เปลี่ยนจากการติดตั้งเพื่อลดค่าไฟ สู่การส่งออกตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี (Battery Energy Storage System : BESS) จึงเข้ามาช่วยเก็บไฟไว้ใช้ช่วงพีคหรือช่วงที่ผลิตได้น้อย และใช้ AI มาช่วยบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพ

    3.ธุรกิจสุขภาพและยา

    การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วยให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม หรือมีบริการเสริมอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคให้เข้ามาสู่สินค้าของตนเอง เกิดการทดลองใช้และกลายเป็นความจงรักภักดีต่อสินค้าตามมา

    4.ธุรกิจท่องเที่ยวและนันทนาการ

    ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังมีแรงวิ่ง ขณะที่ไทยมีโอกาสในตลาดที่ดี โดยผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างการบริการในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่จะเกิดความประทับใจให้ฝังอยู่ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจนเกิดการบอกต่อ และกลับมาเที่ยวซ้ำ

    รวมถึงบริการ wellness ที่ครบวงจร ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความถนัดอยู่แล้ว อาทิ สปา ฟื้นฟูสุขภาพ โภชนาการ โปรแกรมพักผ่อนเชิงป้องกันโรค และการบริการที่เป็นมิตรกับครอบครัวและผู้สูงวัย

    อีกทั้ง หากผู้ประกอบการสามารถทำแพกเกจให้เลือกได้ตามงบประมาณ และใช้การรีวิวเป็นมาตรฐานบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก็จะช่วยดึงลูกค้าจากทั่วโลกได้

    5.ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ

    อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยภาคเกษตรอัจฉริยะจะขับเคลื่อนด้วยการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ การจัดการน้ำ ปุ๋ย และโรคพืช แบบแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และทำให้รายได้สม่ำเสมอขึ้น 

    ขณะที่อาหารมูลค่าสูงจะโตจากเทรนด์สุขภาพ สังคมสูงวัย และความต้องการอาหารเฉพาะกลุ่ม อาทิ โปรตีนทางเลือก อาหารเสริม โภชนาการเฉพาะบุคคล โดยสินค้าจะเน้นที่คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้มากกว่าเลือกเพราะราคาถูกเพียงอย่างเดียว และเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะนำพาสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในระดับโลกได้

    ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,058,497 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.95 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 974,255 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.47 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 775,946 ราย คิดเป็น 79.65% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.46 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,803 ราย คิดเป็น 20.20% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,506 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/738120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nSSGS2saBvnBGr2YW5U14

  • บล.พาย คาด เศรษฐกิจไทยโต 2%YoY บริโภคเด่น หนุนค้าปลีก มาตรการรัฐกระตุ้น

    บล.พาย คาด เศรษฐกิจไทยโต 2%YoY บริโภคเด่น หนุนค้าปลีก มาตรการรัฐกระตุ้น

    บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์หุ้นวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1430 – 1450 อาจพักฐานบ้างจากการ Rally มาต่อเนื่องประกอบกับเริ่มมีแรงซื้อจากต่างชาติที่น้อยลงเป็นปัจจัยกดดันเชิงจิตวิทยา ทั้งนี้กลยุทธ์การลงทุน SET Index เริ่มมี PE ไม่ถูกจึงเน้นควบคุมความเสี่ยง ระยะสั้นเน้นเก็งกำไรหุ้นได้ประโยชน์ช่วงตรุษจีน อาทิ ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT) ค้าปลีก (BJC CPALL HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN)

    หลังมีการประกาศตัวเลข การเติบโตทางเศรษฐกิจ จากสภาพัฒน์ว่า ขยายตัวได้ 2.5%YoY ดีกว่า Bloomberg consensus คาดการณ์ไว้ที่ 1.3%YoY การขยายตัวเด่นมาจากการลงทุนรวม (+8%YoY) เร่งจากการลงทุนภาครัฐ (+13%YoY) สภาพัฒน์ ระบุว่า การลงทุนภาครัฐขยายตัวจากหมวดก่อสร้าง (+15%YoY) การบริโภคขยายตัวได้ดีจากรถยนต์ EV ที่เร่งซื้อก่อนจะหมดมาตรการ EV 3.0 พร้อมกับการใช้จ่ายในหมวดบริการที่ขยายตัว 3%YoY แต่หลักๆ เป็นเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและขนส่งเป็นสำคัญ

    ในฝั่งของการส่งออกขยายตัวได้ 9%YoY ตามการส่งออกสินค้า Technology เป็นสำคัญ (อุปกรณ์สื่อสารและโทรคมนาคม +83%YoY , ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ +30%YoY) แต่สวนทางกับการส่งออกภาคบริการที่ -7%YoY เป็นไปตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

    เมื่อมองไปข้างหน้าแล้วสภาพัฒน์คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 26 จะขยายตัวในค่าเฉลี่ย 2%YoY และการขยายตัวของหลายๆเครื่องยนต์เศรษฐกิจพบว่าค่อนข้างต่ำอยู่ในระดับเพียง 1-3%YoY อย่างการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวเด่นในช่วง 4Q25 ทั้งปี 26 คาดเพียง 1.7%YoY การบริโภคก็ขยายตัวเพียง 2.1%YoY แต่หากมองหุ้นได้ประโยชน์จะประกอบไปด้วยกลุ่มอิงการบริโภคเช่นค้าปลีก (BJC CRC CPALL HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN) เครื่องดื่ม (ICHI CBG)

    ส่วนปัจจัยระยะสั้นนักลงทุนจะจับตารอดูช่วงเทศกาลตรุษจีน ทาง ATTA เผยว่าในช่วง 13 – 22 ก.พ. นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยวันละ 2.8 หมื่นรายมากกว่าช่วงปกติที่ 1.3 หมื่นรายต่อวันหากเป็นเช่นนี้จริงมองเป็นสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยและหุ้นที่ได้ประโยชน์อย่างพวกค้าปลีก โรงแรม สนามบิน ประเมินข่าวกดดันต่างๆที่เคยเป็นประเด็นก่อนหน้านี้น่าจะคลายกังวลลงไปบ้างแล้วเช่นความปลอดภัย เรื่องของดาราที่เคยหายตัวไป

    วันนี้รอติดตามการประกาศตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและคืนนี้สหรัฐฯรอติดตามตัวเลขภาคผลิต Bloomberg consensus คาดการณ์ไว้ที่ 6.4 (Index)

    หุ้นสหรัฐฯและสินค้าโภคภัณฑ์ปิดทำการเนื่องในวันประธานาธิบดี ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดการณ์จะขยายตัวเพียง 2%YoY ค่อนข้างต่ำและไม่จูงใจมากนัก มองการบริโภคขยายตัวเด่นสุดราว 2.1%YoY ดีกับหุ้นกลุ่มค้าปลีกและยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นบริโภคของภาครัฐหลังจากจัดตั้งรัฐบาล ส่วนเทศกาลตรุษจีน ATTA ประเมินว่านักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 2.8 – 3 หมื่นราย เร่งขึ้นจากช่วงปกติที่ 1.3 หมื่นราย มองเป็นปัจจัยเชิงบวกระยะสั้นต่อกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก วันนี้เลือก AWC , CPALL เป็น Top Pick

    ตลาดหุ้น Dow Jones และสินค้าโภคภัณฑ์ปิดทำการเนื่องในวันประธานาธิบดี ฝั่งตลาดหุ้นยุโรปพบว่าผสมผสานกล่าวคือมีทั้งบวกและลบสลับกัน สะท้อนถึงภาวะที่ไร้ปัจจัยใหม่ๆในการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CVCm8Mv2xc47sXu_63PQG

  • เศรษฐกิจลาวฟื้นตัวดี จีดีพีโต 4.2% แม้ธุรกิจยังขาดแคลนคนงาน | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจลาวฟื้นตัวดี จีดีพีโต 4.2% แม้ธุรกิจยังขาดแคลนคนงาน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ว่าขณะเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง ธุรกิจขนาดเล็กต่างติดป้าย “ด่วน! ต้องการพนักงาน”

    ขณะที่เจ้าของร้านกาแฟ ร้านซ่อม และสตูดิโอการตลาดต่างกล่าวว่า พวกเขากำลังดิ้นรนหาคนงาน สวนทางกับตัวเลขของรัฐบาล ที่สะท้อนถึงแนวโน้มที่ดี

    การเติบโตในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การส่งออกเหมืองแร่และพลังงาน ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ของประเทศ อย่างไรก็ตาม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ยังคงไม่รู้สึกถึงแรงผลักดันดังกล่าว

    แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แต่ราคาสินค้ายังคงสูงอยู่ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคของลาวแตะระดับ 256.8 จุดในเดือน ม.ค. 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 244.2 จุดในปีก่อนหน้า โดยสำหรับคนงานจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายรายวัน ตั้งแต่ค่าอาหารไปจนถึงค่าสาธารณูปโภค ยังคงสูงกว่าช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างมาก

    ในเดือน ต.ค. 2567 รัฐบาลได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 2.5 ล้านกีบ (ราว 3,635 บาท) แต่ค่าใช้จ่ายที่ยังคงสูงขึ้น ได้ทำให้หนุ่มสาวจำนวนมากมองหางานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ขณะที่ธุรกิจบางแห่งประสบปัญหาในการหาแรงงานฝีมือ และต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศด้วยต้นทุนที่สูงกว่า.

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5609654/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29Oq1gxnO9J7m0Vos_OA6D

  • ‘เบญจรงค์’ ชี้ GDP ไตรมาส 4 สัญญาณแรง ‘เร่งตัว’ 1.9% สูงสุดรอบ 4 ปี

    ‘เบญจรงค์’ ชี้ GDP ไตรมาส 4 สัญญาณแรง ‘เร่งตัว’ 1.9% สูงสุดรอบ 4 ปี

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ว่าเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน โดยระบุว่าการวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจสามารถมองได้หลายมิติ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยง สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) ไปแล้วหรือไม่ และสัญญาณการฟื้นตัวมีความชัดเจนเพียงใด ซึ่งความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การวัดว่าเศรษฐกิจ “โตเร็ว” หรือเศรษฐกิจ “เร่งตัว”

    จากการแถลงตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 พบว่ามีตัวเลขสำคัญ 2 ด้าน คือ การเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 2.5% ซึ่งอาจทำให้ดูเหมือนไทยเติบโตไม่สูงนักเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน

    แต่หากพิจารณาตัวเลขการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการปรับฤดูกาลแล้ว พบว่าเศรษฐกิจไทย “เร่งตัว” ได้สูงถึง 1.9% ถือเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่สูงสุดในรอบ 16 ไตรมาส หรือในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 ที่เคยทำได้ 2.5% สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังเริ่มออกตัวอย่างรวดเร็ว

    นายเบญจรงค์ ระบุว่า หากนำอัตราการเร่งตัวที่ 1.9% ในไตรมาสเดียวมาคำนวณเป็นอัตราการเติบโตต่อปี จะพบว่าถ้าเศรษฐกิจไทยสามารถรักษาแรงส่งนี้ไว้ได้ต่อเนื่องทั้ง 4 ไตรมาส เศรษฐกิจไทยจะมีศักยภาพในการเติบโตได้สูงถึง 7.8% ต่อปี

    นอกจากนี้ เมื่อนำอัตราเร่งดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนในไตรมาสเดียวกัน พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นกว่าหลายประเทศ โดยมาเลเซียเติบโต 0.8% อินโดนีเซียเติบโต 1.5% และเวียดนามเติบโต 1.8% ดังนั้นในแง่ของ “อัตราเร่ง” ประเทศไทยจึงถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาค

    ‘เบญจรงค์’ ชี้ GDP ไตรมาส 4 สัญญาณแรง ‘เร่งตัว’ 1.9% สูงสุดรอบ 4 ปี

    อย่างไรก็ตาม นายเบญจรงค์ ยอมรับว่าประเทศไทยยังคงมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องจัดการ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ขณะที่ในปี 2569 ยังมีความเสี่ยง และความท้าทายที่ต้องบริหารจัดการอีกมาก

    แต่เมื่อชีพจรเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้นแล้ว จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องส่งต่อโมเมนตัมนี้ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไปได้อย่างกระจายตัว มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้สัมฤทธิผล

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26gZfwSL9VuniJ3vY-LIGD

  • ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

    ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

    ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” แถลงว่า ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.4% หลังไตรมาส 4 เติบโต 2.5% และคาดการณ์ปี 2569 จะโตได้ราว 2% นั้น

    หากมองเพียงผิวเผินอาจถือเป็นสัญญาณประคองตัวในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มองว่าเศรษฐกิจไทยสามารถ “พ้นจากหล่ม” ได้แล้ว และไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เพราะออกจากไอซียูแล้ว รอฟื้นตัวกลับมาแข็งแรง
        

    หากคำถามสำคัญยังคงวนเวียน คือ ตัวเลขหรือคำพูดดังกล่าวนั้นสะท้อน “ความแข็งแรง” ที่แท้จริงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยแล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงการประมาณการบนสมมติฐานที่ตั้งอยู่บน “ความหวัง” มากกว่า “ความเป็นจริง” เพราะเมื่อพิจารณา “ไส้ใน” ตัวเลขจะพบว่าแรงขับเคลื่อนหลักยังกระจุกตัวในภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาคส่งออก ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างเปราะบาง และกำลังซื้อของครัวเรือน ถูกบั่นทอนจากภาระหนี้ในระดับสูง การเติบโตระดับ 2% กว่าๆ จึงอาจเป็นเพียงการ “ทรงตัวต่ำ” มากกว่าการ “ฟื้นตัวแรง” และยังห่างไกลจากศักยภาพที่เศรษฐกิจไทยเคยทำได้ในอดีต

    ยิ่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ “การจัดตั้งรัฐบาล” ความเชื่อมั่นเป็นตัวแปรสำคัญ เสียงสนับสนุนที่ดูมั่นคงและภาพลักษณ์รัฐบาลที่ดูจะแข็งแกร่ง อาจช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง นักลงทุนต้องการเสถียรภาพและความชัดเจนเชิงนโยบาย ภาพรวมทางการเมืองครั้งนี้อาจพอสร้างความหวังได้ หากแต่ความหวังนั้นจะยั่งยืนหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” ของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่า “ปริมาณ” ของเสียงสนับสนุน

    โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่กับรัฐมนตรีและ “ทีมงานด้านเศรษฐกิจเพียงไม่กี่คน” ที่ต้องแบกรับภารกิจพลิกฟื้นประเทศท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาผลิตภาพแรงงานที่ชะงักงัน การแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ไทยตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และระบบราชการที่ยังขาดความคล่องตัว คำถามคือ บุคลากรชุดเล็กๆ จะเพียงพอหรือไม่ในการเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งระบบ หรือรัฐบาลจำเป็นต้องดึงมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาเสริมทัพอย่างจริงจัง มากกว่าการจัดสรรตำแหน่งตามสมดุลทางการเมือง
        

    กระนั้นก็ตาม ต่อให้ได้ “ทีมในฝัน” ที่เปี่ยมประสบการณ์และวิสัยทัศน์ หากการปฏิรูปเชิงลึกยังต้องเผชิญกลไกบางอย่างในระบบการเมืองแบบไทยๆ ทั้งแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ การต่อรองเชิงอำนาจ วัฒนธรรมการบริหารที่มักให้ความสำคัญกับความอยู่รอดทางการเมืองมากกว่าความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ การเติบโตเชิง “ปริมาณ” ไม่อาจทดแทน “คุณภาพ” ของการพัฒนาได้

    หาก”จีดีพี“ขยายตัว แต่ความเหลื่อมล้ำยังฝังลึก ธุรกิจขนาดกลางและเล็กยังเข้าถึงทุนได้ยาก คนรุ่นใหม่ยังมองไม่เห็นโอกาสในประเทศ ตัวเลขคาดการณ์ก็เป็นเพียง “แค่สถิติ” มากกว่าจะเป็นความหวังที่จับต้องได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1221481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jmm4uZBLiGfopdPB89zbV

  • วิจัยกรุงศรี ชี้ เศรษฐกิจไทยQ4/68 โต2.5% ดีกว่าคาด เล็งปรับเพิ่มคาดการณ์ ปี69

    วิจัยกรุงศรี ชี้ เศรษฐกิจไทยQ4/68 โต2.5% ดีกว่าคาด เล็งปรับเพิ่มคาดการณ์ ปี69

    วิจัยกรุงศรี รายงาน ภาวะเศรษฐกิจและการเงินสัปดาห์นี้ โดย สหรัฐฯ : ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนมกราคมดีกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนว่าเฟดมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระยะอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดแรงงานมีทิศทางชะลอตัวสะท้อนจากอัตราส่วนตำแหน่งงานว่างต่อจำนวนผู้ว่างงานที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ค่าจ้างรายชั่วโมงที่ชะลอตัวมากสุดในรอบ 18 เดือน 

    ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ที่ 2.4% YoY แม้ยังสูงกว่าเป้าหมายเฟดที่ 2% ข้อมูลดังกล่าวเปิดทางให้เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง นับจากช่วงกลางปีนี้

    ยุโรป: รัฐสภายุโรปได้กลับมาเดินหน้าพิจารณาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกแผนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป ขณะเดียวกัน ข้อตกลงการค้าระหว่างยุโรปกับอินเดียคาดส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัดจากสัดส่วนการค้าของอินเดียที่ต่ำเพียง 2.0% ของการส่งออกทั้งหมดของสหภาพยุโรป

    จีน: ภาวะอุปทานส่วนเกินยังกดดันเศรษฐกิจต่อเนื่อง แม้ดัชนีราคาผู้ผลิตในภาพรวมหดตัวชะลอลง แต่การลดลงของราคาสินค้าขั้นสุดท้ายมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นสวนทางกับราคาวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมปลายน้ำเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง และอุปทานส่วนเกิน ขณะที่ความอ่อนแอด้านอุปสงค์จำกัดความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ปัจจัยทั้งหมดนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันให้กำไรในหลายอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่อง

    ไทย: GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 โตเกินคาด แต่แรงส่งการเติบโตอาจแผ่วลงในปี 2569 สภาพัฒน์ฯ รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ขยายตัว 2.5% YoY เร่งขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาส 3 และเติบโตดีกว่าที่วิจัยกรุงศรีและตลาดคาดไว้ที่ 1.2% และ 1.3% ตามลำดับ แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคและการลงทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการชะลอตัวลง สำหรับในปี 2569 สภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP เติบโตที่ 1.5-2.5% (ค่ากลางที่ 2.0%) จาก 1.2-2.2% (ค่ากลางที่ 1.7%)

    ตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีเกินคาดได้รับแรงหนุนปัจจัยบวกชั่วคราว อาทิ 1. มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งพลัส 2. การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตใประเทศก่อนที่มาตรการอุดหนุนจะสิ้นสุดลง 3. การเร่งรัดเบิกจ่ายภาครัฐ และ 4. การสะสมสินค้าคงคลัง สำหรับในระยะข้างหน้า คาดว่าแรงส่งการเติบโตจะชะลอลง เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยหมดลง การใช้จ่ายภาครัฐที่ค่อนข้างจำกัดในช่วงรัฐบาลรักษาการ และผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ 

    ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีกำลังทบทวนประมาณการ GDP ปี 2569 ซึ่งเดิมคาดไว้ที่ 1.8% (มีกำหนดเผยแพร่วันที่ 26 กุมภาพันธ์) โดยมีแนวโน้มปรับเพิ่มเล็กน้อย เนื่องจากฐาน GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีกว่าคาด ผนวกกับความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dVQxP6m61tuBwFfWgNXwt