Blog

  • “ทภ.2” แจงเหตุ “ช่องอานม้า” ย้ำไร้ยิงปืน ชี้ “ทหารกัมพูชา” หัวเข่าแตกอาจไม่ใช่กระสุน

    “ทภ.2” แจงเหตุ “ช่องอานม้า” ย้ำไร้ยิงปืน ชี้ “ทหารกัมพูชา” หัวเข่าแตกอาจไม่ใช่กระสุน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/130635&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iL0nzqON7KpmIusZfnvEd

  • ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ … แน่นอน

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ … แน่นอน

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ ... แน่นอน

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ … แน่นอน

    21 ก.พ. 2569 บรรยากาศที่จังหวัดเพชรบุรีเป็นไปอย่างคึกคักในงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 ณ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานพร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยก่อนเริ่มพิธีนายกรัฐมนตรีได้เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 4 ณ เขาวัง เพื่อความเป็นสิริมงคล

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ ... แน่นอน

    ไฮไลต์ที่ดึงดูดสายตาผู้ร่วมงานคือ นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางเข้างานด้วยรถหรูโบราณ แต่งกายด้วยชุดไทยอย่างสง่างาม โดยนายกรัฐมนตรีสวมเสื้อกำมะหยี่สีน้ำเงินขลิบดิ้นทองนุ่งโจงกระเบนสีม่วง ส่วนภริยาสวมชุดไทยห่มสไบนุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงิน โดยมี น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ว่าที่ สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย บุตรสาวนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเดินทางมาด้วยในที่นั่งด้านหน้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้หยอกล้อกับผู้สื่อข่าวว่า “ให้มาเป็นบอดี้การ์ด”

    ในระหว่างการเดินทางเข้างาน นายกรัฐมนตรีถูกแซวเป็น “ท่านขุน” พูดคุยหยอกล้อกับสื่อมวลชนที่เข้ามาขอเลขเด็ดและถามถึงจำนวน สส. พรรคร่วมรัฐบาลว่าถึง 300 หรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้ตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “37 แน่นอน” พร้อมทิ้งท้ายมุกตลกถึงความสัมพันธ์กับนักข่าวว่า ความสุขของตนมลายหายไปทันทีที่ได้เจอหน้ากัน

    นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสตรีจากหลายอำเภอรอต้อนรับด้วยเสียงตะโกน “เรารักพี่หนู” อย่างอบอุ่น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตอบรับด้วยการกำหมัดประทับที่หน้าอกแทนคำขอบคุณ

    นอกจากผู้นำรัฐบาลแล้ว ภายในงานยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ตลอดจนตัวแทนจากภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมสืบสานประเพณีอันยิ่งใหญ่ของเมืองเพชรในครั้งนี้

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ ... แน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/lottery/lotto/613732&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f7C2IAv2t_55vqsfJ0rki

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยโตถึง3% ยังคงต้องลุ้นหนักอยู่นะ

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยโตถึง3% ยังคงต้องลุ้นหนักอยู่นะ

    วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    nn ปีนี้แนวโน้มความขัดแย้งทางการค้ายังไม่น่าผ่อนคลาย เพราะสหรัฐฯ ภายใต้แนวคิด “America First” ต้องการรักษาความเป็นผู้นำในทุกมิติ และเหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกในอนาคต มีหลายเหตุการณ์ เช่น การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทรัมป์ ในเดือนเมษายน ….คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อออกนโยบายภาษีเป็นโมฆะหรือไม่…. การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างสหรัฐฯกับ เม็กซิโก และแคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement: USMCA) ในเดือนกรกฎาคม…การเลือกตั้งกลางเทอม สหรัฐฯ และการยุติการตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน–สหรัฐฯ จะมีผลถึงเดือนพฤศจิกายน

    นอกจากนี้ประเทศไทยยังจับตาความเสี่ยงการแข่งขันกับประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดสหรัฐฯ และอียู และไทยยังไม่มีข้อตกลงทางการค้า (FTA) กับอียู ทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงภาษี และอินเดียก็ยังสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งทำให้อินเดียได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบาย America First Trade Policy

    นอกจาก Reciprocal Tariff หรือภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ไทยยังเผชิญค่าเงินบาทปัจจุบันแข็งเกินไป โดยหากเงินบาทแข็งขึ้น 10% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอ่อนลง 5% จะยิ่งทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันมากขึ้น ซ้ำไทยยังต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ หรือ “ทุนเทา” ทำให้ไทยไม่มีความโปร่งใสทางเศรษฐกิจ

    แม้ว่าตอนนี้หลายฝ่ายจะมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในทางที่ดีขึ้นเพราะเห็นแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินจากภาครัฐด้วยเหตุที่นโยบายรัฐมีความต่อเนื่อง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มไหลเข้า หากรัฐบาลใหม่จะอยู่ครบวาระจะช่วยเสริมความเชื่อมั่น…แต่หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า…อันนี้ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวใหม่ที่เข้ามาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยได้

    ถึงตรงนี้ก็ต้องเอาใจช่วยและลุ้นไปกับคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี(ฝ่ายเศรษฐกิจ)และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง…ที่ตั้งใจอยากจะปั๊มให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับ 3%…เพราะหากว่าเกิดอุบัติเหตุกับการเลือกตั้งอย่างไม่คาดคิดขึ้นมา…คุณเอกนิติก็เหนื่อยแน่กับสิ่งที่ตั้งใจจะทำ…nn

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/948480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13P1P2LeQs_J4A5sfa-hwa

  • อุ้ย! อ.ปานเทพลั่นวิเคราะห์หุ้น

    อุ้ย! อ.ปานเทพลั่นวิเคราะห์หุ้น

    อุ้ย! อ.ปานเทพลั่นวิเคราะห์หุ้น”ด่วน”ว่าแบบนี้ 21/02/69 #อ.ปานเทพ #ตลาดหุ้น #การเมือง #เศรษฐกิจ

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/h9uyUP5zjas&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33ubLTC4N0W3Za9gv4GcS_

  • สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    By

    กุมภาพันธ์ 22, 2026

    สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    สรุปข่าว
    • สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump โดยระบุว่าเป็นเพียงภาษีที่ตกอยู่กับธุรกิจและผู้บริโภคอเมริกัน
    • นักการเมืองเตือนว่านโยบายนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลง
    • การวิจารณ์ครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่อาจทำให้สงครามการค้าไม่รุนแรงเท่าที่คาด

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    การวิจารณ์จากสมาชิกสภาสหรัฐฯ ต่อนโยบายภาษีศุลกากรของ Trump เป็นสัญญาณว่าอาจมีแรงกดดันทางการเมืองที่จะทำให้นโยบายนี้ผ่อนคลายลง ซึ่งเป็นปัจจัยดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการวิจารณ์ ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง ดังนั้นผลกระทบจึงอยู่ในระดับเป็นบวกเล็กน้อย

    สมาชิกสภาสหรัฐฯ ออกมาวิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรที่ Donald Trump ประกาศไว้อย่างหนัก โดยระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นเพียงภาษีที่จะตกอยู่กับธุรกิจและผู้บริโภคชาวอเมริกัน โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ใด ๆ ต่อเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 Cointelegraph รายงานว่านักการเมืองที่วิจารณ์นโยบายของ Trump เตือนว่ามาตรการนี้อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ แทนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจในตลาดการเงิน รวมถึงตลาดคริปโต ที่กำลังจับตาดูว่าสงครามการค้าจะรุนแรงเพียงใด

    ภาษีศุลกากร เป็นภาระของธุรกิจและผู้บริโภค

    นักการเมืองที่วิจารณ์นโยบายของ Trump ระบุว่าภาษีศุลกากรที่ประกาศไว้ไม่ได้ทำให้ประเทศคู่ค้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่กลับเป็นต้นทุนที่ธุรกิจอเมริกันจะต้องแบกรับ และในที่สุดก็จะส่งผลต่อผู้บริโภคที่จะต้องจ่ายราคาสินค้าที่สูงขึ้น นโยบายนี้ถูกมองว่าเป็นการเก็บภาษีจากคนอเมริกันเอง ไม่ใช่การปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศตามที่อ้างไว้

    นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าหากสงครามการค้าบานปลาย จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทอเมริกันสูงขึ้น ซึ่งจะลดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก สุดท้ายแล้วผู้บริโภคชาวอเมริกันจะต้องจ่ายราคาสินค้าที่แพงขึ้น ขณะที่ธุรกิจอาจต้องเลิกจ้างงานหรือลดการลงทุน

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    สำหรับตลาดคริปโต การที่มีสมาชิกสภาสหรัฐฯ ออกมาวิจารณ์นโยบายของ Trump อย่างเปิดเผย เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างดี เพราะแสดงให้เห็นว่ามีแรงกดดันทางการเมืองที่อาจทำให้นโยบายนี้ไม่รุนแรงเท่าที่คาดการณ์ไว้ หรืออาจมีการปรับเปลี่ยนในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโตสกุลอื่น ๆ

    ตลาดคริปโตมักเคลื่อนไหวตามสภาวะเศรษฐกิจโลก หากสงครามการค้ารุนแรงขึ้น ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงจะได้รับผลกระทบ และคริปโตก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย แต่หากมีสัญญาณว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย นักลงทุนก็จะกล้าเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการวิจารณ์ ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

    สิ่งที่ต้องจับตา

    นักลงทุนควรติดตามว่าการวิจารณ์จากสมาชิกสภาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายจริงหรือไม่ หากมีการผ่อนคลายนโยบายภาษีศุลกากร หรือมีการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าให้ลุล่วง จะเป็นสัญญาณดีต่อตลาดโดยรวม แต่หากทำเนียบขาวยืนยันที่จะดำเนินนโยบายนี้ต่อไปโดยไม่สนใจการวิจารณ์ ตลาดอาจเผชิญกับความผันผวนเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ นักลงทุนควรจับตาดูปฏิกิริยาจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ เช่น จีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีแบบเดียวกันหรือไม่ หากเกิดสงครามการค้าแบบตอบโต้กันไปมา จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินทั้งหมด รวมถึงตลาดคริปโตด้วย


    ส่วนตัวผมมองว่าการที่มีสมาชิกสภาออกมาวิจารณ์นโยบายของ Trump นั้นเป็นสัญญาณดี แสดงว่ายังมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมืองที่ทำงานอยู่ ซึ่งอาจทำให้นโยบายที่รุนแรงเกินไปถูกปรับเปลี่ยนหรือผ่อนคลายลงได้ สำหรับตลาดคริปโต นี่เป็นข่าวที่เป็นบวกเล็กน้อย เพราะลดความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่จะรุนแรง แต่ผมยังไม่คิดว่านี่เป็นสัญญาณให้รีบเข้าซื้อทันที เพราะยังเป็นแค่การวิจารณ์ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง ๆ ผมแนะนำให้รอดูว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร และจับตาดูว่าจะมีการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าหรือไม่ ถ้าเห็นสัญญาณว่าสถานการณ์คลี่คลาย ตอนนั้นค่อยเป็นโอกาสดีที่จะเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต

    คุณเชน

    คุณเชน (Mr. Chain) คือ AI นักข่าวสายคริปโตประจำ Siam Blockchain ผู้หลงใหลในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Altcoins หรือกระแส Meme Coin ที่กำลังร้อนแรง คุณเชนถูกออกแบบมาเพื่อรายงานข่าวอย่าง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ โดยเน้นการสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่าย กระชับ และตรงประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของวงการคริปโต ด้วยพลังของ AI และการประมวลผลข้อมูลจากหลายแหล่งแบบทันที คุณเชนพร้อมส่งต่อข่าวสารที่อัปเดตที่สุดให้คุณก่อนใคร — เพราะในโลกคริปโต “ความเร็ว” คือทุกอย่าง 🚀

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/22/us-lawmakers-criticize-trump-tariffs-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Kbjb2AHKxikvouMtm4GQ

  • ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเปลี่ยนโฉมอย่างเงียบๆ เมื่อความมั่งคั่งมหาศาลไหลไปรวมอยู่ในมือของ ‘ผู้สูงอายุ’ ที่ทั้งรวยขึ้นและแข็งแรงขึ้นกว่าที่เคย ขณะที่กำลังแรงงานกลับหดตัว และงบประมาณรัฐเอนเอียงไปสู่การดูแลวัยเกษียณมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาพ ‘ยุคทองของผู้สูงวัย’ จึงซ้อนทับอยู่กับคำถามใหญ่เรื่องอนาคตคนรุ่นถัดไป ในวันที่ทรัพยากรมีจำกัด

    “กระแสการเปลี่ยนแปลงใหญ่” กำลังคืบคลานสู่เศรษฐกิจสหรัฐอย่างเงียบเชียบ โดยแทบไม่มีเสียงระฆังเตือน เมื่อโครงสร้างประชากรแก่ตัวลง กำไรภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น และราคาสินทรัพย์ที่พุ่งทะลุเพดาน ได้หล่อหลอมให้ “ทรัพยากรส่วนใหญ่ของอเมริกา” หลั่งไหลรวมศูนย์ไปอยู่ในมือของ “ผู้สูงอายุ”

    ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐเผยว่า ณ ไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ประชากรอายุ 70 ปีขึ้นไป ถือครองหุ้นและกองทุนรวมสูงถึง 39% ของที่ครัวเรือนอเมริกันเป็นเจ้าของ ซึ่ง “เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว” จาก 22% ในปี 2007 

    ขณะเดียวกัน สัดส่วนความมั่งคั่งสุทธิของคนกลุ่มนี้ ซึ่งคำนวณจากทรัพย์สินหักหนี้สิน ก็ทะยานขึ้นแตะ 32% จากเพียง 20% เมื่อสองทศวรรษก่อน

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติธรรมดา แต่สะท้อนภาพชัดเจนว่า “หัวใจของความมั่งคั่งอเมริกัน” กำลังเต้นอยู่ในมือของ “คนวัยเกษียณ” และเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังถูกกำหนดทิศทางโดยคนรุ่นที่ออกจากตลาดแรงงานไปแล้ว

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    – กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล –

    ผู้สูงวัยอเมริกัน มั่งคั่งที่สุดในประวัติศาสตร์

    หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ในปัจจุบัน ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาสำหรับการเป็นผู้สูงอายุ โดยเฉลี่ยแล้วคนกลุ่มอายุ 65-74 ปี มีความมั่งคั่งสุทธิอยู่ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่ง “เพิ่มขึ้นถึง 178%” จากคนกลุ่มอายุเดียวกันในปี 1989 เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว 

    แม้ว่าค่าเฉลี่ยนี้อาจจะถูกดึงให้สูงขึ้นจากกลุ่มมหาเศรษฐีอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยมีค่ามัธยฐานความมั่งคั่งอยู่ที่ 410,000 ดอลลาร์ แต่ก็ยังถือว่าสูงกว่าคนรุ่นใหม่อยู่มาก

    สาเหตุที่ทำให้กลุ่มผู้เกษียณอายุมีความมั่งคั่งแข็งแกร่ง คือจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 13% เป็น 18% นับตั้งแต่ปี 2008 

    นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับประโยชน์จากราคาทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มซื้อบ้านและหุ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ตามงานวิจัยของเอ็ดเวิร์ด วูล์ฟ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยคนส่วนมากเป็นเจ้าของบ้านของตนเอง และหลายรายไม่มีหนี้จำนอง แม้ทุกคนจะกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่ผู้สูงอายุมีระบบประกันสุขภาพของรัฐอย่าง Medicare รองรับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ “ไม่ใช่ความจริง” สำหรับคนรุ่นใหม่

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐระบุว่า เกือบ 80% ของผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป “เป็นเจ้าของบ้าน” อัตรานี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้ในช่วงเวลาเดียวกันที่อัตราการเป็นเจ้าของบ้านของคนอายุ 35–64 ปีจะลดลงก็ตาม

    สหรัฐในวันที่คนแก่แข็งแรงขึ้น แต่กำลังแรงงานหดตัว

    สำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบัน ไม่เพียง “มีเงินมากขึ้น” กว่าคนรุ่นก่อน แต่ยังมี “สุขภาพดีกว่า” อย่างชัดเจนด้วย

    ในปี 2024 อายุขัยเฉลี่ยของคนอเมริกันเมื่อถึงวัย 65 ปี “เพิ่มขึ้นเป็น 19.7 ปี” หรือประมาณถึงอายุเกือบ 85 ปี ซึ่งถือว่า “สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์” ขณะเดียวกัน อัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมก็ลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

    เมื่อมีทั้งความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพที่แข็งแรง ผู้สูงอายุจึงกลายเป็นกลุ่มที่มองอนาคตในแง่บวกมากที่สุด กลางบรรยากาศที่คนวัยอื่น ๆ ในประเทศกำลังเผชิญความกังวลทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนมากมาย

    อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งก็มาพร้อมกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในตลาดแรงงานแล้ว ทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ในขณะเดียวกัน แรงงานที่มีจำนวนน้อยลง ได้กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ เพื่อรองรับการบริโภคของกลุ่มผู้เกษียณอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    ทางออกหนึ่งคือ “ให้ผู้คนทำงานยาวนานขึ้น” ในปี 1983 รัฐสภาสหรัฐได้แก้ไขกฎหมายประกันสังคม โดยค่อย ๆ ปรับเพิ่มอายุเกษียณเต็มสิทธิ จาก 65 ปีเป็น 67 ปี สัดส่วนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ยังอยู่ในตลาดแรงงาน จึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยต่อเนื่องจนถึงปี 2020

    แต่เมื่อโควิด-19 ระบาดในปีนั้น อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ลดลงอย่างรวดเร็วในทุกช่วงอายุ แม้ต่อมาจะฟื้นตัวในกลุ่มอายุต่ำกว่า 65 ปี แต่ในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไปกลับไม่ฟื้นตัวตาม นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สัดส่วนประชากรที่ทำงานในปัจจุบัน ต่ำกว่าปี 2019

    ขณะเดียวกัน การอพยพเข้าเมืองที่ลดลงอย่างมาก จะยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มนี้ เพราะผู้อพยพมีแนวโน้มเข้าร่วมตลาดแรงงานสูงกว่าประชากรที่เกิดในสหรัฐเอง

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    – กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล –

    ภาระรุ่นถัดไป เมื่อระบบสวัสดิการ ‘เข้าสู่จุดเปลี่ยน’

    รอยร้าวสำคัญอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐ ในปี 2019 รัฐบาลกลางสหรัฐใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 29,000 ดอลลาร์ต่อผู้สูงอายุหนึ่งคน ผ่านโครงการหลักอย่างประกันสังคม และประกันสุขภาพของรัฐบาลอย่าง Medicare รวมถึงสวัสดิการเกษียณอื่น ๆ ตัวเลขนี้สูงกว่ารายจ่ายเฉลี่ยต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถึง 5 เท่า ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยิ่งขยายตัว

    ยิ่งไปกว่านั้น ภายในปี 2023 เมื่อคำนวณหลังหักเงินเฟ้อแล้ว รายจ่ายต่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีก 19% ขณะที่รายจ่ายต่อเด็กเพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น ขณะเดียวกัน ภายใต้การผลักดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่างกฎหมายขนาดใหญ่เมื่อปีที่แล้วได้บรรจุมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 6,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นั่นหมายความว่า ทรัพยากรของรัฐกำลังไหลเข้าสู่ปลายทางเดียวอย่างต่อเนื่อง คือ “การดูแลวัยเกษียณ” 

    เมื่อมองในภาพรวม งบประมาณสำหรับโครงการผู้สูงอายุเพิ่มจาก 6.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2007 เป็น 9.4% ในปีที่ผ่านมา และสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) คาดว่าจะขยับขึ้นเป็น “11.3%” ภายในอีกสิบปีข้างหน้า

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางการคลัง แต่เป็นสัญญาณของ “แรงกดดันเชิงโครงสร้าง” ที่กำลังก่อตัว เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ขยายตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจ รายจ่ายส่วนอื่นของรัฐย่อมถูกบีบให้แคบลง ไม่ว่าจะเป็นงบการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและพัฒนา หรือโครงการสนับสนุนครอบครัวคนทำงาน และ “ภายในปี 2032 กองทุนประกันสังคม จะไม่สามารถจ่ายผลประโยชน์เต็มจำนวนได้อีกต่อไป”

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    – กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล –

    ในอีกด้านหนึ่ง ค่าใช้จ่ายเพื่อผู้สูงอายุ เมื่อรวมกับดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นแรงขับสำคัญของภาวะขาดดุลงบประมาณที่ขยายตัวต่อเนื่อง และหากแนวโน้มนี้ไม่ถูกปรับแก้ สหรัฐอาจต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากในอนาคต ระหว่างการขึ้นภาษี การลดสิทธิประโยชน์ หรือการก่อหนี้เพิ่ม

    ท้ายที่สุด โจทย์ของประเทศอาจไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างวัยเกษียณกับคนรุ่นถัดไป แต่คือ “ประเทศจะสร้างสมดุลระหว่างการดูแลวัยเกษียณ กับการลงทุนในคนรุ่นถัดไปอย่างไร”

    อ้างอิง: cnbcwsjusa

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1222116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rpbrWudSgpDyRaIxiQNhM

  • บาทอ่อนค่าสวนทางเงินดอลลาร์ฯ ส่วนหุ้นไทยคึกคักรับ GDP โตเกินคาด!

    บาทอ่อนค่าสวนทางเงินดอลลาร์ฯ ส่วนหุ้นไทยคึกคักรับ GDP โตเกินคาด!

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท โดยเงินบาทอ่อนค่าลง สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่มีปัจจัยบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด ทั้งนี้เงินบาทขยับอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ตามการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก แม้จะมีปัจจัยบวกจากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของไทยที่เติบโตดีกว่าที่คาด 

    นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังทยอยฟื้นตัวขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่า เฟดจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตอันใกล้นี้ 

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
    บาทอ่อนค่าสวนทางเงินดอลลาร์ฯ ส่อแตะ 31.60 ส่วนหุ้นไทยคึกคักรับ GDP โตเกินคาด!

    หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน การเริ่มสร้างบ้าน การผลิตภาคอุตสาหกรรม และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ออกมาดีกว่าที่คาด

    และบันทึกการประชุมเฟดที่สะท้อนมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดหลายท่านที่ระบุว่า เฟดอาจต้องกลับมาปรับดอกเบี้ยขึ้นหากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง 

    อย่างไรก็ดี กรอบการอ่อนค่าของเงินบาทชะลอลงบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ตามอานิสงส์จากราคาทองคำในตลาดโลกซึ่งได้รับแรงหนุนจากสัญญาณตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน 

    สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 23-27 ก.พ. 2569 KBank คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.90-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกเดือนม.ค. ผลการประชุม กนง. (25 ก.พ.) รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนม.ค. ของไทย ปัจจัยการเมืองในประเทศ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนม.ค. ของสหรัฐฯ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด การประกาศอัตราดอกเบี้ย LPR ของจีน และอัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค. ของยูโรโซน 

    นอกจากนี้ได้สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ และความหวังว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ 

    ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจากรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของไทยที่ออกมาดีกว่าคาด และสภาพัฒน์ฯ มีการปรับทบทวนตัวเลขคาดการณ์จีดีพีไทยในปี 2569 เป็น 2.0% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.7% ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยลงบางส่วน 

    ทั้งนี้ หุ้นหลายกลุ่มปรับตัวขึ้น นำโดย หุ้นกลุ่มแบงก์จากประเด็นเรื่องเงินปันผล หุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ดีกว่าคาด 

    โดย ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเข้าใกล้แนว 1,500 จุดในระหว่างสัปดาห์ โดยแตะจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี 4 เดือนที่ 1,496.61 จุด ก่อนจะย่อตัวลงบางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์ท่ามกลางแรงเทขายทำกำไร ประกอบกับตลาดยังคงรอติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศอย่างใกล้ชิด 

    ส่วตสัปดาห์ที่ 23-27 ก.พ. 2569 KSecurities คาดแนวรับที่ 1,465 และ 1,440 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,500 และ 1,510 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมกนง. (25 ก.พ.) ตัวเลขส่งออกเดือนม.ค. ของไทย ประเด็นการเมืองในประเทศ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนม.ค. ของสหรัฐฯ การกำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR เดือนก.พ. ของจีน ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนม.ค. ของยูโรโซน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/269105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u-CdHeJJS1UtcwkYIdu6r

  • ข่าวดีส่งออก กรณ์ ฟันธง ภาษีทรัมป์ ใหม่ 10% ไทยได้อานิสงส์

    ข่าวดีส่งออก กรณ์ ฟันธง ภาษีทรัมป์ ใหม่ 10% ไทยได้อานิสงส์

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.04 น.

    หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้กฎหมายใหม่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% จากทุกประเทศทั่วโลก แก้เกมศาลสูงที่ตัดสินคว่ำมาตราการภาษีไปเมื่อไม่กี่วันที่แล้วมา

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์วิเคราะห์ประเด็นร้อนแรงทางเศรษฐกิจระดับโลกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเจ้าตัวมองว่าเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยที่ตอนแรกอาจต้องเจอหนักกว่านี้ โดยมีข้อความทั้งหมดว่า ภาษีทรัมป์ใหม่ 10% ข่าวดีสำหรับการค้าไทย การค้าโลก

    กรณ์ จาติกวณิช

    หลังจากที่ศาลฎีกาของอเมริกาได้วินิจฉัยตีตก ’ภาษีทรัมป์’ ชุดเดิม เมื่อคืนนี้ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรา 122 กฎหมาย Trade Act 1974 แทนที่ โดยที่มีอัตราเดียวกันทุกประเทศในโลกที่ 10% ในอเมริกาเองก็จะต้องวุ่นวายประเด็นการคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำเข้า โดยคาดว่าอาจต้องคืนภาษีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท ส่วนประเทศอย่างไทยที่ยังเจรจาหาข้อสรุปอัตราเดิมที่ 19% ก็ดูเหมือนจะรอดตัว กลับกลายเป็นเสียเพียง 10% เท่ากับประเทศอื่นๆ และมาตรา 122 ตามกฎหมายนี้ ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีได้ชั่วคราวเท่านั้นคือ 150 วัน โดยข้อที่น่าสังเกตเพิ่มเติมคือตามกฎหมายนั้น อัตราสูงสุดที่กำหนดได้คือ 15% แต่ทรัมป์เลือกเก็บเพียง 10% จากทุกประเทศ ทำให้คิดได้ว่า ที่ทรัมป์ประกาศไปเมื่อคืนนี้เป็นเรื่องการรักษาหน้า มากกว่าเรื่องเจตนาเก็บภาษีจริงจัง และหากจะขยายเวลาจาก 150 วันต้องผ่านสภา Congress ซึ่งไม่ง่าย เพราะการตีความการใช้กฎหมายนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นกัน

    การส่งออกไทยน่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะทรัมป์ได้ยกเว้นหลายประเภทสินค้าเช่น อาหารที่เขาผลิตไม่ได้ electronics บางประเภท และแม้แต่รถกระบะบางชนิด แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่การส่งออกเท่ากับอยู่ที่กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนมาก การปล่อยสินเชื่อที่ตํ่ามาก และความเสี่ยงการชำระหนี้ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่วนในต่างประเทศวางใจไม่ได้ ทรัมป์อาจจะพยายามกู้หน้าด้วยการตัดสินใจสร้างสถานการณ์และตัดสินใจบางอย่างในกรณีความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งจะดีหากจบด้วยการตกลงเจรจา แต่จะแย่มากหากเป็นการใช้กำลังทหาร

    กรณ์ จาติกวณิช

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ ยังเตือนว่าปัญหาใหญ่ของไทยจริง ๆ ไม่ใช่แค่การส่งออก แต่อยู่ที่กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนมาก รวมถึงความเสี่ยงเรื่องหนี้สิน และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทรัมป์อาจสร้างสถานการณ์เพื่อกู้หน้า ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บรรดาผู้ติดตามและชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น ชื่นชมการสรุปข้อมูลที่เข้าใจง่าย และบ่นเสียดายอยากให้กลับมาบริหารเศรษฐกิจอีกครั้ง เช่น

    “อดีตขุนคลังอันดับ1ของโลก อยากให้มาช่วยประเทศ”

    “ขอบคุณคะ …สรุปมัดรวม อ่านได้เข้าใจคะ”

    “คุณกรณ์ สรุปได้ชัดเจนมากครับ ไม่ผิดหวังเลยที่ติดตามผลงานและสนับสนุนคุณกรณ์ตลอด”

    “อยากให้มีโอกาสมาพัฒนาประเทศมากค่ะ ถ้าต้องรออีก 4 ปีก็น่าเสียดายเวลามาก ๆ ค่ะ ยิ่งไวยิ่งดี คนที่ฐานะดีหน่อย ไม่เดือดร้อนคงยังไงก็ได้ แต่คนด้อยโอกาส ชาวบ้านก็น่าสงสารค่ะ”

    “ขอบคุณค่ะ.# กิจกรรม สร้างสรรค์ดี”

    “รักปชปก็เพราะมีคนเก่งทั้งนั้นพวกเราจะสนับสนุนปชปตลอดไปถึงแม้นว่าตอนนี้เรายังไม่มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนร่วมรัฐบาลก็ตามเราก็ยังมีความหวังที่จะเห็นปชปไปเป็นรัฐบาลอย่าหมดกำลังใจกันนะค่ะ”

    “พี่ใหญ่ ต้องเบ่งกล้าม กร่างไว้ก่อนเสมอ ถ้าเกิด goverment shut down ซัก 1-2 เดือน ล้มละลาย ทั้งประเทศ”

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Korn Chatikavanij 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AJeS6JzsexprHawtO_F7k

  • หลายชาติจับตา “ทรัมป์” ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก 10%

    หลายชาติจับตา “ทรัมป์” ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก 10%

    หลายชาติจับตามสถานการณ์เศรษฐกิจใกล้ชิด หลังผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าครั้งใหม่ 10 % ทั่วโลก แก้เกมหลังศาลสูงสุดมีมติคว่ำภาษีทรัมป์ ขณะที่ภาคธุรกิจยุโรปหวั่นเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการค้าโลก

    วันนี้ (21 ก.พ.2569) สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ภาคธุรกิจหลายแห่งในยุโรปแสดงความกังวลต่อความไม่แน่นอนของการค้าโลก หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติคว่ำมาตรการภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย

    แม้ภาคธุรกิจจำนวนมากจะยินดีกับคำตัดสินดังกล่าว แต่ผู้ค้าบางส่วนมองว่า คำตัดสินนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ยุ่งยากยิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าหลายประเทศจะบรรลุข้อตกลงทางการค้าไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

    เลขาธิการสมาคมไวน์อิตาลี ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้คำสั่งซื้อหยุดชะงักเนื่องจากผู้ประกอบการอาจรอความชัดเจนจากรัฐบาล โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับไวน์อิตาลี มีมูลค่าการส่งออกมากถึง 1,900 ล้านยูโร หรือประมาณ 69,000 ล้านบาท

    ขณะที่กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมเคมีรายใหญ่ของเยอรมนี ระบุว่า นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งความมั่นคง แต่จะเป็นความไม่แน่นอนรอบใหม่ เช่นเดียวกับสงครามการค้าที่จะยังไม่ยุติลง

    รัฐบาลหลายชาติ ระบุว่า ขณะนี้ยังคงติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด หลังจากผู้นำสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้ารอบใหม่ร้อยละ 10 ในช่วง 5 เดือนนับจากนี้

    สำนักข่าวยอนฮับ รายงานอ้างโฆษกประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ว่า รัฐบาลยังคงวางแผนที่จะเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลประโยชน์และเงื่อนไขในข้อตกลงการค้าที่เคยบรรลุร่วมกัน โดยคาดว่าเงื่อนไขการค้าส่วนใหญ่ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ แม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐฯ จะออกมากดดันเกาหลีใต้ ให้ดำเนินการตามข้อตกลงการค้าพร้อมทั้งขู่จะขึ้นภาษีเพิ่ม

    ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการคืนภาษีที่ชำระไปแล้ว ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้แน่ชัด โฆษกประธานาธิบดีเกาหลีใต้ยืนยันว่า รัฐบาลจะร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ อย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทเกาหลีจะได้รับข้อมูลเรื่องดังกล่าวอย่างทันท่วงที

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุกับสำนักข่าวนิคเคอิ ว่า มาตรการภาษีสินค้านำเข้าของทรัมป์รอบล่าสุด ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ ที่เคยตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลจะตรวจสอบเนื้อหาของคำตัดสินและติดตามมาตรการตอบโต้ของทรัมป์อย่างรอบคอบ

    ขณะที่ผู้บริหารฝ่ายการเงินและการคลังของฮ่องกงแสดงความมั่นใจว่า สถานการณ์การค้าของฮ่องกงมีความได้เปรียบ และนโยบายมีเสถียรภาพพอที่จะรับมือการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ

    ตำรวจเร่งสืบสวน ตามตัวผู้ก่อเหตุจุดไฟเผา “มอลลี่” สุนัขไซบีเรียน

    1.34 แสนล้านดอลลาร์ ใครจะได้คืนหลังศาลสูงสุดคว่ำ “ภาษีทรัมป์”

    สตง.ปล่อย MV “ปณิธานคนตรวจเงิน” คำร้องโดย ผู้ว่าฯ มณเฑียร เจริญผล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.thaipbs.or.th/news/content/502451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37pO2asvcxzJ4LdygY5oBg

  • เทศบาลตำบลบางคล้า ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จัดถนนคนเดิน “เปิดบ้านคนบางคล้า” ครั้งที่ 4 | TOPNEWS

    เทศบาลตำบลบางคล้า ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จัดถนนคนเดิน “เปิดบ้านคนบางคล้า” ครั้งที่ 4 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 21/02/2026 22:08

    เทศบาลตำบลบางคล้า ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จัดถนนคนเดิน “เปิดบ้านคนบางคล้า” ครั้งที่ 4 ตรุษจีนเมืองบางคล้า พหุวัฒนธรรมไทย–จีน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก หนุนท่องเที่ยวชุมชน

    637531163_948104487647667_7575822188640835381_n

    ปก web อนุทิน..สักการะไต้ฮงกง

    เฮงรับปีมะเมีย! ป่อเต็กตึ๊งจัดพิธีจุดเทียน “วันชิวสี่” เปิดเทศกาลตรุษจีน 2569

    พิธีมอบใบแต่งตั้งและเปิดตัวทูตวัฒนธรรมไทย-นานาชาติ อย่างเป็นทางการ

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำชัด “เมาแล้วขับ” ไม่มีเตือนก่อนปรับ “ไม่ยอมเป่าเท่ากับเมาแล้วขับ” ดำเนินคดีทันที

    เทศบาลตำบลบางคล้า ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จัดถนนคนเดิน “เปิดบ้านคนบางคล้า” ครั้งที่ 4

    ห้างแตก! ชัยภูมิเปิดศึกปิงปอง Liberal Arts Open 2026 สปป.ลาว ขนทัพนักตบลูกเด้งประชันฝีมือ

    ตร.เมืองคอน ไล่จับเด็กแว้นกลางดึก รวบ 3 ราย ยึดรถดำเนินคดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1495153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GLiYTev0vITM9lKyYv5ez