Blog

  • จับตาภาษีทรัมป์รอบใหม่ 10% แม้ศาลสั่งเบรก เกมการค้า ยังไม่จบ

    จับตาภาษีทรัมป์รอบใหม่ 10% แม้ศาลสั่งเบรก เกมการค้า ยังไม่จบ

    จับตาภาษีรอบใหม่ 10% ของทรัมป์ หลังศาลสูงสหรัฐฯ เบรกใช้กฎหมาย IEEPA เกมการค้าสหรัฐฯ ยังไม่จบ นักวิชาการชี้หนุนค่าเงินดอลลาร์อ่อน เงินบาทแข็งต่อเนื่อง

    หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาในวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และตัดสินว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถใช้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 2520 (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) เพื่อตั้งกำแพงภาษีในวงกว้างได้ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวมีไว้สำหรับใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติเท่านั้น

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. หอการค้าไทย เปิดเผยว่าอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาทำให้ “ลัทธิกีดกันการค้า” และ “ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลทรัมป์ สะดุดลง แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของนโยบายการค้าและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ได้ 

    แนวคิดลัทธิพาณิชย์นิยมใหม่และ America First ยังคงเป็นแกนหลักของนโยบายต่อไป ผลการตัดสินภาษีทรัมป์ของศาลฏีกาออกมาด้วยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ภายใต้กฎหมาย IEEPA โดยศาลให้ความเห็นว่า มาตรการภาษีแบบครอบจักรวาลที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้ในวัน “Liberation Day” เมื่อปีที่แล้วโดยอ้างกฎหมาย IEEPA ไม่สามารถทำได้

    ฉะนั้นการประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ประธานาธิบดีไม่สามารถใช้กฎหมายฉุกเฉินมาอ้างเพื่อเก็บภาษีในวงกว้างอย่างไม่มีกำหนดได้ ถือว่าการประกาศเก็บภาษีศุลกากรของทรัมป์โดยอาศัยกฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Power Act) นั้นเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด การตัดสินของศาลฏีกาสหรัฐฯเช่นนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและระบบการค้าโลกปีนี้และในระยะต่อไป 

    ในเบื้องต้นจะส่งผลบวกต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและปริมาณและมูลค่าการค้าของโลก และปัจจัยนี้จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจเอเชียรวมทั้งไทยด้วย อัตราการขยายตัวของการส่งออกในปีนี้จะดีกว่าที่คาดไว้เดิม สามารถขยายตัวเป็นบวกจากเดิมที่มีการคาดการณ์ว่าอาจติดลบจากฐานสูง (ปีที่แล้ว) และปริมาณการค้าโลกชะลอลง

    อย่างไรก็ตามการขยายตัวของภาคส่งออกไทยอาจมีข้อจำกัดจาก ผลของปัจจัยชั่วคราวในปี 2568 ที่เร่งนำเข้า-ส่งออก หรือ Front-loading ขณะที่ สภาพอากาศแปรปรวนในต่างประเทศและความกังวลต่อความมั่นคงทางอาหาร จะหนุนความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารของไทยความเสี่ยงของสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก วัฏจักรเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะขับเคลื่อนความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ

    ค่าเงินดอลลาร์อ่อน แต่เงินบาทแข็ง

    รศ. ดร. อนุสรณ์ คาดการณ์ว่าการระงับภาษีทรัมป์จะทำให้ดอลลาร์สหรัฐมีสัญญาณอ่อนค่าลง ค่าเงินบาทจะยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง เฉพาะหน้าสหรัฐอเมริกาอาจขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นและต้องหาเม็ดเงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมจากการสูญเสียรายได้จากภาษีศุลกากร และจะเป็นภาระทางการคลังสำคัญของรัฐบาลทรัมป์

    อย่างไรก็ตามการระงับภาษีทรัมป์จะส่งผลดีต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะปานกลางและระยะยาวมากกว่า คาดตลาดหุ้นโลกตอบสนองทางบวก แต่การตอบสนองในทางบวกของตลาดหุ้นและตลาดการเงินเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพราะยังมีความไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลทรัมป์จะมีมาตรการกีดกันการค้าและมาตรการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าออกมาเพิ่มเติมอย่างไร

    กลุ่มธุรกิจนำเข้าสหรัฐฯจะได้การคืนเงินประมาณ 1.29-1.33 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญ คือ รัฐบาลทรัมป์อาจหาช่องทางอื่นตามกฎหมายในการบังคับเรียกเก็บภาษีนำเข้าได้ การดำเนินการเช่นนั้นจะสร้างไม่แน่นอนต่อระบบการค้าโลกมากขึ้น แต่การใช้ช่องทางอื่นๆเพื่อขึ้นภาษีนำเข้าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการใช้อำนาจเก็บภาษีต้องผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา ต้องประเมินการขึ้นภาษีรอบใหม่ 10% จากรัฐบาลทรัมป์ล่าสุดจะสร้างผลกระทบซับซ้อนและไม่แน่นอนต่อภาคการค้าอย่างไร

    มีหลายประเทศได้มีข้อสรุปการเจรจาการค้าและอัตราภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯไปแล้ว บางประเทศยังอยู่ในระหว่างการเจรจา นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลทรัมป์น่าจะใช้อำนาจรัฐบัญญัติการค้า มาตรา 301 มาตรา Special 301 มาตรา 232 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหาร เพื่อปกป้องทางการค้าและรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ  

    รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ทางการต้องติดตามความเคลื่อนไหวการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าสหรัฐฯอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือได้ มีนโยบายการค้าที่เน้นให้ความสำคัญกับการสร้างฐานธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่ ตลาดใหม่ๆ ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการขยายและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสร้างระบบเตือนภัยทางการค้า การพยากรณ์ การตั้งเป้าหมายและการแสวงหาโอกาสทางการค้า

    ขยายและรักษาส่วนแบ่งตลาดโลก พัฒนาระบบการค้าบริการให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการผลิต มีองค์การเจรจาการค้าที่มีเอกภาพ เพื่อรับผิดชอบการเจรจาทั้งระดับพหุภาคี ทวิภาคีและระดับภูมิภาค พัฒนาให้ “ไทย” เป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนของภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738337&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C2JRVJ3NcdZB0f22_lB-w

  • 10 ประเทศเก่งคณิตศาสตร์ที่สุดในโลก เอเชียผงาดกวาด TOP6 แชมป์คะแนนสูงลิ่ว

    10 ประเทศเก่งคณิตศาสตร์ที่สุดในโลก เอเชียผงาดกวาด TOP6 แชมป์คะแนนสูงลิ่ว

    10 ประเทศที่นักเรียนมีทักษะคณิตศาสตร์ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก  เอเชียผงาดกวาด TOP6 แชมป์อันดับ 1 คะแนนสูงลิ่วทิ้งห่างค่าเฉลี่ย

    ทักษะทางคณิตศาสตร์ถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ทั้งในด้านนวัตกรรม ผลิตภาพ และการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางยุคสมัยที่เทคโนโลยีและข้อมูลกลายเป็นหัวใจหลัก ประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ที่แข็งแกร่งมักจะได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลก ข้อมูลล่าสุดจากรายงานของ Visual Capitalist โดยนายบรูโน เวนดิตติ (Bruno Venditti) ได้เผยแพร่การจัดอันดับประเทศที่นักเรียนมีทักษะคณิตศาสตร์ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

    การจัดอันดับครั้งนี้อ้างอิงข้อมูลจากโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA 2022 โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งวัดความสามารถของนักเรียนอายุ 15-16 ปี ในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง โดยมีคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อยู่ที่ 472 คะแนน

    ภูมิภาคเอเชียตะวันออกสร้างมาตรฐานใหม่ให้โลก

    จากรายงานพบว่าประเทศในแถบเอเชียตะวันออกครองตำแหน่งท็อป 5 ของโลกอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมี “สิงคโปร์” คว้าอันดับ 1 ไปครองด้วยคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 575 คะแนน ซึ่งทิ้งห่างค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ ตามมาด้วยมาเก๊า ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ตามลำดับ

    ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาที่เข้มงวดและการวางรากฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน โดยมีอันดับที่น่าสนใจดังนี้

    1. สิงคโปร์: 575 คะแนน
    2. มาเก๊า: 552 คะแนน
    3. ไต้หวัน: 547 คะแนน
    4. ฮ่องกง: 540 คะแนน
    5. ญี่ปุ่น: 536 คะแนน
    6. เกาหลีใต้: 527 คะแนน
    7. เอสโตเนีย: 510 คะแนน (อันดับ 1 ของยุโรป)
    8. สวิตเซอร์แลนด์: 508 คะแนน
    9. แคนาดา: 497 คะแนน (อันดับ 1 ของอเมริกาเหนือ)
    10. เนเธอร์แลนด์: 493 คะแนน

    ยุโรปฟอร์มคงที่ ขณะที่สหรัฐอเมริกายังตามหลังค่าเฉลี่ย

    ในฝั่งทวีปยุโรป “เอสโตเนีย” ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของภูมิภาค ตามมาด้วยสวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้มีคะแนนเกาะกลุ่มกันอยู่ที่ประมาณ 500 คะแนน ในขณะที่สหราชอาณาจักร โปแลนด์ เบลเยียม และเดนมาร์ก ต่างทำคะแนนได้เท่ากันที่ 489 คะแนน

    ทางด้านอเมริกาเหนือ “แคนาดา” ยังคงรักษามาตรฐานได้ดีเยี่ยมโดยติดอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลก ในขณะที่ “สหรัฐอเมริกา” กลับทำคะแนนได้เพียง 465 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD และรั้งอันดับที่ 33 จากทั้งหมด 35 ประเทศที่นำมาจัดอันดับในรายงานชุดนี้ สะท้อนถึงความท้าทายในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอื่นๆ

    สำหรับ ประเทศไทย จากผลประเมิน PISA 2022 นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์อยู่ที่ 394 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD (เฉลี่ยประมาณ 472 คะแนน) และอยู่ในอันดับกลาง ๆ ของโลก

    อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าคะแนนที่แตกต่างกันนี้ยังสะท้อนถึงช่องว่างทางการศึกษาระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ที่ยังไม่ปรากฏชื่ออยู่ในกลุ่มผู้นำด้านการศึกษาระดับโลกในครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9874806/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a5eEHU6qM4ubNIe0d9wCi

  • ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาฯ ต่อเนื่องอีก 5 ปี

    ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาฯ ต่อเนื่องอีก 5 ปี

    การศึกษา

    ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาฯ ต่อเนื่องอีก 5 ปี

    วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 05.02 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาฯ ต่อเนื่องอีก 5 ปี

    นายพีระพงศ์ ไชยลาโภ  รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิศวกรรมศาสตร์ การพัฒนา และบำรุงรักษา บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ ครั้งที่ 7 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยในสาขาธรณีศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนภารกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดยพิธีจัดขึ้น ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ

    ปตท.สผ. ได้ร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ เป็นการขยายระยะเวลาความร่วมมือต่อไปอีก 5 ปี ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนทุนการศึกษา งานวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรมเฉพาะด้าน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยงานวิจัยและพัฒนาหลายโครงการได้ถูกนำไปต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้งานจริง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/education/466880&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pr4nusiPAMVh-MbuMO8UG

  • เผยสาเหตุ เสือโคร่งดับ 72 ตัวปริศนา ตรวจพบเชื้อ “หัด-แบคทีเรีย” ไม่ใช่ไข้หวัดนก

    เผยสาเหตุ เสือโคร่งดับ 72 ตัวปริศนา ตรวจพบเชื้อ “หัด-แบคทีเรีย” ไม่ใช่ไข้หวัดนก

    เผยสาเหตุ เสือโคร่งดับ 72 ตัวปริศนา ตรวจพบเชื้อ

    เผยสาเหตุ เสือโคร่งดับ 72 ตัวปริศนา ตรวจพบเชื้อ “หัด-แบคทีเรีย” ไม่ใช่ไข้หวัดนก

    ความคืบหน้ากรณีพบเสือโคร่งเสียชีวิตจำนวนมาก ถึง 72 ตัวในระยะเวลาแค่ 11 วัน ในสถานที่เลี้ยงของเอกชนที่ จ.เชียงใหม่ 

    21 ก.พ. 2569 นายสัตวแพทย์พืชผล น้อยนาฝ่าย ปศุสัตว์เขต 5 และนายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวผ่านทางเว็บไซต์ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ใจความว่า คุ้มเสือเชียงใหม่ (Tiger Kingdom) สาขาแม่ริม ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 51/1 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีการพบเสือโคร่งป่วยตายหลายตัวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องหยุดการให้บริการเยี่ยมชมสัตว์ชั่วคราวเป็นเวลา 14 วัน นั้น 

    ทางกรมปศุสัตว์ชี้แจง ภายหลังจากที่ได้รับแจ้งกรณีพบเสือโคร่งป่วยตายหลายตัว ในวันที่ 13 ก.พ. 2569 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (สบอ.16) พร้อมทั้งทีมสัตวแพทย์ของคุ้มเสือเชียงใหม่ ได้ดำเนินการตรวจสอบ และเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อการตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งเพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันการแพร่กระจายของโรค
     
     

    ซึ่งได้มีการเคลื่อนย้ายเสือโคร่งที่เหลืออยู่ ไปดูแลที่ศูนย์บริบาลสัตว์ของคุ้มเสือเชียงใหม่ ในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของพื้นที่เลี้ยงและจัดแสดงสัตว์ ได้ดำเนินการล้างทำความสะอาด ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง 

    ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนบน ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่พบสารพันธุกรรมของเชื้อ Canine distemper virus (CDV) และพบสารพันธุกรรมของเชื้อ Mycoplasma spp.
     

    สำหรับ Mycoplasma spp. เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่ไม่มีผนังเซลล์ จากการศึกษาพบว่า สามารถพบเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ทั้งในเสือที่เลี้ยงและเสือในธรรมชาติ 

    จากการศึกษาพบว่า เชื้อดังกล่าวมีช่องทางการติดต่อหลักผ่านสัตว์พาหะจำพวกสัตว์ดูดเลือด เช่น เห็บ หมัด และแมลงวันคอก การติดต่อกันระหว่างสัตว์ผ่านการสัมผัสเลือดจากการกัดกัน รวมทั้งการติดต่อถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวก่อให้เกิดอาการ ซึม เบื่ออาหาร อ่อนแรง เกิดภาวะโลหิตจางจากภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ทำให้เกิดซีดของเยื่อเมือก ภาวะดีซ่าน และม้ามโตในกรณีที่เกิดโรครุนแรง
     

    โดยปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค ได้แก่ ภาวะที่สัตว์มีภูมิคุ้มกันต่ำ จากทั้งภาวะความเครียด การป่วยเรื้อรัง รวมทั้งสัตว์ที่มีอายุสูง โดยการรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับการรักษาตามอาการ นอกจากนี้การลดจำนวนสัตว์พาหะในสิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของเชื้อในพื้นที่เลี้ยง 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/613724&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23LC6j6DzpWkJvq8DdpALU

  • “ทภ.2” แจงเหตุ “ช่องอานม้า” ย้ำไร้ยิงปืน ชี้ “ทหารกัมพูชา” หัวเข่าแตกอาจไม่ใช่กระสุน

    “ทภ.2” แจงเหตุ “ช่องอานม้า” ย้ำไร้ยิงปืน ชี้ “ทหารกัมพูชา” หัวเข่าแตกอาจไม่ใช่กระสุน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/130635&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iL0nzqON7KpmIusZfnvEd

  • ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ … แน่นอน

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ … แน่นอน

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ ... แน่นอน

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ … แน่นอน

    21 ก.พ. 2569 บรรยากาศที่จังหวัดเพชรบุรีเป็นไปอย่างคึกคักในงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 ณ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานพร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยก่อนเริ่มพิธีนายกรัฐมนตรีได้เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 4 ณ เขาวัง เพื่อความเป็นสิริมงคล

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ ... แน่นอน

    ไฮไลต์ที่ดึงดูดสายตาผู้ร่วมงานคือ นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางเข้างานด้วยรถหรูโบราณ แต่งกายด้วยชุดไทยอย่างสง่างาม โดยนายกรัฐมนตรีสวมเสื้อกำมะหยี่สีน้ำเงินขลิบดิ้นทองนุ่งโจงกระเบนสีม่วง ส่วนภริยาสวมชุดไทยห่มสไบนุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงิน โดยมี น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ว่าที่ สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย บุตรสาวนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเดินทางมาด้วยในที่นั่งด้านหน้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้หยอกล้อกับผู้สื่อข่าวว่า “ให้มาเป็นบอดี้การ์ด”

    ในระหว่างการเดินทางเข้างาน นายกรัฐมนตรีถูกแซวเป็น “ท่านขุน” พูดคุยหยอกล้อกับสื่อมวลชนที่เข้ามาขอเลขเด็ดและถามถึงจำนวน สส. พรรคร่วมรัฐบาลว่าถึง 300 หรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้ตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “37 แน่นอน” พร้อมทิ้งท้ายมุกตลกถึงความสัมพันธ์กับนักข่าวว่า ความสุขของตนมลายหายไปทันทีที่ได้เจอหน้ากัน

    นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสตรีจากหลายอำเภอรอต้อนรับด้วยเสียงตะโกน “เรารักพี่หนู” อย่างอบอุ่น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตอบรับด้วยการกำหมัดประทับที่หน้าอกแทนคำขอบคุณ

    นอกจากผู้นำรัฐบาลแล้ว ภายในงานยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ตลอดจนตัวแทนจากภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมสืบสานประเพณีอันยิ่งใหญ่ของเมืองเพชรในครั้งนี้

    ส่องเลขเด็ดท่านขุนหนู หลังนักข่าวอ้อนขอ 3 ตัวตรง นายกฯลั่น เลขนี้ ... แน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/lottery/lotto/613732&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f7C2IAv2t_55vqsfJ0rki

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยโตถึง3% ยังคงต้องลุ้นหนักอยู่นะ

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยโตถึง3% ยังคงต้องลุ้นหนักอยู่นะ

    วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    nn ปีนี้แนวโน้มความขัดแย้งทางการค้ายังไม่น่าผ่อนคลาย เพราะสหรัฐฯ ภายใต้แนวคิด “America First” ต้องการรักษาความเป็นผู้นำในทุกมิติ และเหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกในอนาคต มีหลายเหตุการณ์ เช่น การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทรัมป์ ในเดือนเมษายน ….คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อออกนโยบายภาษีเป็นโมฆะหรือไม่…. การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างสหรัฐฯกับ เม็กซิโก และแคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement: USMCA) ในเดือนกรกฎาคม…การเลือกตั้งกลางเทอม สหรัฐฯ และการยุติการตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน–สหรัฐฯ จะมีผลถึงเดือนพฤศจิกายน

    นอกจากนี้ประเทศไทยยังจับตาความเสี่ยงการแข่งขันกับประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดสหรัฐฯ และอียู และไทยยังไม่มีข้อตกลงทางการค้า (FTA) กับอียู ทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงภาษี และอินเดียก็ยังสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งทำให้อินเดียได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบาย America First Trade Policy

    นอกจาก Reciprocal Tariff หรือภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ไทยยังเผชิญค่าเงินบาทปัจจุบันแข็งเกินไป โดยหากเงินบาทแข็งขึ้น 10% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอ่อนลง 5% จะยิ่งทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันมากขึ้น ซ้ำไทยยังต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ หรือ “ทุนเทา” ทำให้ไทยไม่มีความโปร่งใสทางเศรษฐกิจ

    แม้ว่าตอนนี้หลายฝ่ายจะมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในทางที่ดีขึ้นเพราะเห็นแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินจากภาครัฐด้วยเหตุที่นโยบายรัฐมีความต่อเนื่อง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มไหลเข้า หากรัฐบาลใหม่จะอยู่ครบวาระจะช่วยเสริมความเชื่อมั่น…แต่หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า…อันนี้ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวใหม่ที่เข้ามาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยได้

    ถึงตรงนี้ก็ต้องเอาใจช่วยและลุ้นไปกับคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี(ฝ่ายเศรษฐกิจ)และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง…ที่ตั้งใจอยากจะปั๊มให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับ 3%…เพราะหากว่าเกิดอุบัติเหตุกับการเลือกตั้งอย่างไม่คาดคิดขึ้นมา…คุณเอกนิติก็เหนื่อยแน่กับสิ่งที่ตั้งใจจะทำ…nn

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/948480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13P1P2LeQs_J4A5sfa-hwa

  • อุ้ย! อ.ปานเทพลั่นวิเคราะห์หุ้น

    อุ้ย! อ.ปานเทพลั่นวิเคราะห์หุ้น

    อุ้ย! อ.ปานเทพลั่นวิเคราะห์หุ้น”ด่วน”ว่าแบบนี้ 21/02/69 #อ.ปานเทพ #ตลาดหุ้น #การเมือง #เศรษฐกิจ

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/h9uyUP5zjas&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33ubLTC4N0W3Za9gv4GcS_

  • สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    By

    กุมภาพันธ์ 22, 2026

    สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    สรุปข่าว
    • สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump โดยระบุว่าเป็นเพียงภาษีที่ตกอยู่กับธุรกิจและผู้บริโภคอเมริกัน
    • นักการเมืองเตือนว่านโยบายนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลง
    • การวิจารณ์ครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่อาจทำให้สงครามการค้าไม่รุนแรงเท่าที่คาด

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    การวิจารณ์จากสมาชิกสภาสหรัฐฯ ต่อนโยบายภาษีศุลกากรของ Trump เป็นสัญญาณว่าอาจมีแรงกดดันทางการเมืองที่จะทำให้นโยบายนี้ผ่อนคลายลง ซึ่งเป็นปัจจัยดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการวิจารณ์ ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง ดังนั้นผลกระทบจึงอยู่ในระดับเป็นบวกเล็กน้อย

    สมาชิกสภาสหรัฐฯ ออกมาวิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรที่ Donald Trump ประกาศไว้อย่างหนัก โดยระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นเพียงภาษีที่จะตกอยู่กับธุรกิจและผู้บริโภคชาวอเมริกัน โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ใด ๆ ต่อเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 Cointelegraph รายงานว่านักการเมืองที่วิจารณ์นโยบายของ Trump เตือนว่ามาตรการนี้อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ แทนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจในตลาดการเงิน รวมถึงตลาดคริปโต ที่กำลังจับตาดูว่าสงครามการค้าจะรุนแรงเพียงใด

    ภาษีศุลกากร เป็นภาระของธุรกิจและผู้บริโภค

    นักการเมืองที่วิจารณ์นโยบายของ Trump ระบุว่าภาษีศุลกากรที่ประกาศไว้ไม่ได้ทำให้ประเทศคู่ค้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่กลับเป็นต้นทุนที่ธุรกิจอเมริกันจะต้องแบกรับ และในที่สุดก็จะส่งผลต่อผู้บริโภคที่จะต้องจ่ายราคาสินค้าที่สูงขึ้น นโยบายนี้ถูกมองว่าเป็นการเก็บภาษีจากคนอเมริกันเอง ไม่ใช่การปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศตามที่อ้างไว้

    นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าหากสงครามการค้าบานปลาย จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทอเมริกันสูงขึ้น ซึ่งจะลดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก สุดท้ายแล้วผู้บริโภคชาวอเมริกันจะต้องจ่ายราคาสินค้าที่แพงขึ้น ขณะที่ธุรกิจอาจต้องเลิกจ้างงานหรือลดการลงทุน

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    สำหรับตลาดคริปโต การที่มีสมาชิกสภาสหรัฐฯ ออกมาวิจารณ์นโยบายของ Trump อย่างเปิดเผย เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างดี เพราะแสดงให้เห็นว่ามีแรงกดดันทางการเมืองที่อาจทำให้นโยบายนี้ไม่รุนแรงเท่าที่คาดการณ์ไว้ หรืออาจมีการปรับเปลี่ยนในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโตสกุลอื่น ๆ

    ตลาดคริปโตมักเคลื่อนไหวตามสภาวะเศรษฐกิจโลก หากสงครามการค้ารุนแรงขึ้น ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงจะได้รับผลกระทบ และคริปโตก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย แต่หากมีสัญญาณว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย นักลงทุนก็จะกล้าเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการวิจารณ์ ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

    สิ่งที่ต้องจับตา

    นักลงทุนควรติดตามว่าการวิจารณ์จากสมาชิกสภาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายจริงหรือไม่ หากมีการผ่อนคลายนโยบายภาษีศุลกากร หรือมีการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าให้ลุล่วง จะเป็นสัญญาณดีต่อตลาดโดยรวม แต่หากทำเนียบขาวยืนยันที่จะดำเนินนโยบายนี้ต่อไปโดยไม่สนใจการวิจารณ์ ตลาดอาจเผชิญกับความผันผวนเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ นักลงทุนควรจับตาดูปฏิกิริยาจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ เช่น จีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีแบบเดียวกันหรือไม่ หากเกิดสงครามการค้าแบบตอบโต้กันไปมา จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินทั้งหมด รวมถึงตลาดคริปโตด้วย


    ส่วนตัวผมมองว่าการที่มีสมาชิกสภาออกมาวิจารณ์นโยบายของ Trump นั้นเป็นสัญญาณดี แสดงว่ายังมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมืองที่ทำงานอยู่ ซึ่งอาจทำให้นโยบายที่รุนแรงเกินไปถูกปรับเปลี่ยนหรือผ่อนคลายลงได้ สำหรับตลาดคริปโต นี่เป็นข่าวที่เป็นบวกเล็กน้อย เพราะลดความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่จะรุนแรง แต่ผมยังไม่คิดว่านี่เป็นสัญญาณให้รีบเข้าซื้อทันที เพราะยังเป็นแค่การวิจารณ์ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง ๆ ผมแนะนำให้รอดูว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร และจับตาดูว่าจะมีการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าหรือไม่ ถ้าเห็นสัญญาณว่าสถานการณ์คลี่คลาย ตอนนั้นค่อยเป็นโอกาสดีที่จะเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต

    คุณเชน

    คุณเชน (Mr. Chain) คือ AI นักข่าวสายคริปโตประจำ Siam Blockchain ผู้หลงใหลในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Altcoins หรือกระแส Meme Coin ที่กำลังร้อนแรง คุณเชนถูกออกแบบมาเพื่อรายงานข่าวอย่าง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ โดยเน้นการสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่าย กระชับ และตรงประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของวงการคริปโต ด้วยพลังของ AI และการประมวลผลข้อมูลจากหลายแหล่งแบบทันที คุณเชนพร้อมส่งต่อข่าวสารที่อัปเดตที่สุดให้คุณก่อนใคร — เพราะในโลกคริปโต “ความเร็ว” คือทุกอย่าง 🚀

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/22/us-lawmakers-criticize-trump-tariffs-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Kbjb2AHKxikvouMtm4GQ

  • ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเปลี่ยนโฉมอย่างเงียบๆ เมื่อความมั่งคั่งมหาศาลไหลไปรวมอยู่ในมือของ ‘ผู้สูงอายุ’ ที่ทั้งรวยขึ้นและแข็งแรงขึ้นกว่าที่เคย ขณะที่กำลังแรงงานกลับหดตัว และงบประมาณรัฐเอนเอียงไปสู่การดูแลวัยเกษียณมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาพ ‘ยุคทองของผู้สูงวัย’ จึงซ้อนทับอยู่กับคำถามใหญ่เรื่องอนาคตคนรุ่นถัดไป ในวันที่ทรัพยากรมีจำกัด

    “กระแสการเปลี่ยนแปลงใหญ่” กำลังคืบคลานสู่เศรษฐกิจสหรัฐอย่างเงียบเชียบ โดยแทบไม่มีเสียงระฆังเตือน เมื่อโครงสร้างประชากรแก่ตัวลง กำไรภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น และราคาสินทรัพย์ที่พุ่งทะลุเพดาน ได้หล่อหลอมให้ “ทรัพยากรส่วนใหญ่ของอเมริกา” หลั่งไหลรวมศูนย์ไปอยู่ในมือของ “ผู้สูงอายุ”

    ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐเผยว่า ณ ไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ประชากรอายุ 70 ปีขึ้นไป ถือครองหุ้นและกองทุนรวมสูงถึง 39% ของที่ครัวเรือนอเมริกันเป็นเจ้าของ ซึ่ง “เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว” จาก 22% ในปี 2007 

    ขณะเดียวกัน สัดส่วนความมั่งคั่งสุทธิของคนกลุ่มนี้ ซึ่งคำนวณจากทรัพย์สินหักหนี้สิน ก็ทะยานขึ้นแตะ 32% จากเพียง 20% เมื่อสองทศวรรษก่อน

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติธรรมดา แต่สะท้อนภาพชัดเจนว่า “หัวใจของความมั่งคั่งอเมริกัน” กำลังเต้นอยู่ในมือของ “คนวัยเกษียณ” และเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังถูกกำหนดทิศทางโดยคนรุ่นที่ออกจากตลาดแรงงานไปแล้ว

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    – กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล –

    ผู้สูงวัยอเมริกัน มั่งคั่งที่สุดในประวัติศาสตร์

    หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ในปัจจุบัน ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาสำหรับการเป็นผู้สูงอายุ โดยเฉลี่ยแล้วคนกลุ่มอายุ 65-74 ปี มีความมั่งคั่งสุทธิอยู่ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่ง “เพิ่มขึ้นถึง 178%” จากคนกลุ่มอายุเดียวกันในปี 1989 เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว 

    แม้ว่าค่าเฉลี่ยนี้อาจจะถูกดึงให้สูงขึ้นจากกลุ่มมหาเศรษฐีอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยมีค่ามัธยฐานความมั่งคั่งอยู่ที่ 410,000 ดอลลาร์ แต่ก็ยังถือว่าสูงกว่าคนรุ่นใหม่อยู่มาก

    สาเหตุที่ทำให้กลุ่มผู้เกษียณอายุมีความมั่งคั่งแข็งแกร่ง คือจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 13% เป็น 18% นับตั้งแต่ปี 2008 

    นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับประโยชน์จากราคาทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มซื้อบ้านและหุ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ตามงานวิจัยของเอ็ดเวิร์ด วูล์ฟ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยคนส่วนมากเป็นเจ้าของบ้านของตนเอง และหลายรายไม่มีหนี้จำนอง แม้ทุกคนจะกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่ผู้สูงอายุมีระบบประกันสุขภาพของรัฐอย่าง Medicare รองรับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ “ไม่ใช่ความจริง” สำหรับคนรุ่นใหม่

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐระบุว่า เกือบ 80% ของผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป “เป็นเจ้าของบ้าน” อัตรานี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้ในช่วงเวลาเดียวกันที่อัตราการเป็นเจ้าของบ้านของคนอายุ 35–64 ปีจะลดลงก็ตาม

    สหรัฐในวันที่คนแก่แข็งแรงขึ้น แต่กำลังแรงงานหดตัว

    สำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบัน ไม่เพียง “มีเงินมากขึ้น” กว่าคนรุ่นก่อน แต่ยังมี “สุขภาพดีกว่า” อย่างชัดเจนด้วย

    ในปี 2024 อายุขัยเฉลี่ยของคนอเมริกันเมื่อถึงวัย 65 ปี “เพิ่มขึ้นเป็น 19.7 ปี” หรือประมาณถึงอายุเกือบ 85 ปี ซึ่งถือว่า “สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์” ขณะเดียวกัน อัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมก็ลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

    เมื่อมีทั้งความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพที่แข็งแรง ผู้สูงอายุจึงกลายเป็นกลุ่มที่มองอนาคตในแง่บวกมากที่สุด กลางบรรยากาศที่คนวัยอื่น ๆ ในประเทศกำลังเผชิญความกังวลทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนมากมาย

    อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งก็มาพร้อมกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในตลาดแรงงานแล้ว ทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ในขณะเดียวกัน แรงงานที่มีจำนวนน้อยลง ได้กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ เพื่อรองรับการบริโภคของกลุ่มผู้เกษียณอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    ทางออกหนึ่งคือ “ให้ผู้คนทำงานยาวนานขึ้น” ในปี 1983 รัฐสภาสหรัฐได้แก้ไขกฎหมายประกันสังคม โดยค่อย ๆ ปรับเพิ่มอายุเกษียณเต็มสิทธิ จาก 65 ปีเป็น 67 ปี สัดส่วนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ยังอยู่ในตลาดแรงงาน จึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยต่อเนื่องจนถึงปี 2020

    แต่เมื่อโควิด-19 ระบาดในปีนั้น อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ลดลงอย่างรวดเร็วในทุกช่วงอายุ แม้ต่อมาจะฟื้นตัวในกลุ่มอายุต่ำกว่า 65 ปี แต่ในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไปกลับไม่ฟื้นตัวตาม นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สัดส่วนประชากรที่ทำงานในปัจจุบัน ต่ำกว่าปี 2019

    ขณะเดียวกัน การอพยพเข้าเมืองที่ลดลงอย่างมาก จะยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มนี้ เพราะผู้อพยพมีแนวโน้มเข้าร่วมตลาดแรงงานสูงกว่าประชากรที่เกิดในสหรัฐเอง

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    – กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล –

    ภาระรุ่นถัดไป เมื่อระบบสวัสดิการ ‘เข้าสู่จุดเปลี่ยน’

    รอยร้าวสำคัญอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐ ในปี 2019 รัฐบาลกลางสหรัฐใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 29,000 ดอลลาร์ต่อผู้สูงอายุหนึ่งคน ผ่านโครงการหลักอย่างประกันสังคม และประกันสุขภาพของรัฐบาลอย่าง Medicare รวมถึงสวัสดิการเกษียณอื่น ๆ ตัวเลขนี้สูงกว่ารายจ่ายเฉลี่ยต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถึง 5 เท่า ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยิ่งขยายตัว

    ยิ่งไปกว่านั้น ภายในปี 2023 เมื่อคำนวณหลังหักเงินเฟ้อแล้ว รายจ่ายต่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีก 19% ขณะที่รายจ่ายต่อเด็กเพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น ขณะเดียวกัน ภายใต้การผลักดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่างกฎหมายขนาดใหญ่เมื่อปีที่แล้วได้บรรจุมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 6,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นั่นหมายความว่า ทรัพยากรของรัฐกำลังไหลเข้าสู่ปลายทางเดียวอย่างต่อเนื่อง คือ “การดูแลวัยเกษียณ” 

    เมื่อมองในภาพรวม งบประมาณสำหรับโครงการผู้สูงอายุเพิ่มจาก 6.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2007 เป็น 9.4% ในปีที่ผ่านมา และสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) คาดว่าจะขยับขึ้นเป็น “11.3%” ภายในอีกสิบปีข้างหน้า

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางการคลัง แต่เป็นสัญญาณของ “แรงกดดันเชิงโครงสร้าง” ที่กำลังก่อตัว เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ขยายตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจ รายจ่ายส่วนอื่นของรัฐย่อมถูกบีบให้แคบลง ไม่ว่าจะเป็นงบการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและพัฒนา หรือโครงการสนับสนุนครอบครัวคนทำงาน และ “ภายในปี 2032 กองทุนประกันสังคม จะไม่สามารถจ่ายผลประโยชน์เต็มจำนวนได้อีกต่อไป”

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    – กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล –

    ในอีกด้านหนึ่ง ค่าใช้จ่ายเพื่อผู้สูงอายุ เมื่อรวมกับดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นแรงขับสำคัญของภาวะขาดดุลงบประมาณที่ขยายตัวต่อเนื่อง และหากแนวโน้มนี้ไม่ถูกปรับแก้ สหรัฐอาจต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากในอนาคต ระหว่างการขึ้นภาษี การลดสิทธิประโยชน์ หรือการก่อหนี้เพิ่ม

    ท้ายที่สุด โจทย์ของประเทศอาจไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างวัยเกษียณกับคนรุ่นถัดไป แต่คือ “ประเทศจะสร้างสมดุลระหว่างการดูแลวัยเกษียณ กับการลงทุนในคนรุ่นถัดไปอย่างไร”

    อ้างอิง: cnbcwsjusa

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1222116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rpbrWudSgpDyRaIxiQNhM