Blog

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69  ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69 ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.00 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  31.20 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.75- 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.90-31.15 บาทต่อดอลลาร์ 

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 30.99-31.22 บาทต่อดอลลาร์) แม้ผู้เล่นในตลาดจะทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม

     ทว่า ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ (SCOTUS) ได้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ได้กดดันให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้น เข้าใกล้โซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท 

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69  ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

    แนวโน้มค่าเงินบาท 

    แนวโน้มค่าเงินบาท แม้โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น แต่เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และเงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวนที่สูงขึ้น โดยต้องจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่จะส่งผลกระทบต่อทั้ง ทิศทางราคาน้ำมันดิบ ราคาทองคำ และเงินดอลลาร์ ในระยะสั้น ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจมีความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้แรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจชะลอลงบ้างและอาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม อีกทั้ง เรามองว่า ควรระวังการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด หรือในกรณีที่ตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) 

    ทั้งนี้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลุดโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแม้จะเปิดทางให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อได้ไม่ยาก แต่เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทสู่โซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก (Overvalued) จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทที่เรามองแถวโซน 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริง เป็นจังหวะที่น่าสนใจในการทยอยซื้อเงินดอลลาร์และบรรดาสกุลเงินต่างประเทศ (xTHB pairs) 

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์

    เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงในกรณีที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน อาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ได้กลับมาเป็นปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์ อีกครั้ง

    สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินดอลลาร์จะได้อานิสงส์จากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้กลับมากดดันเงินดอลลาร์อีกครั้ง

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอลุ้นผลการประชุม กนง. ของไทย พร้อมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างใกล้ชิด

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนมกราคม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนกุมภาพันธ์ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์โดย ADP และรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 21% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (IFO Business Climate) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ระยะสั้นและระยะกลาง (Inflation Expectations) ที่รวบรวมโดยทาง ECB นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 30% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้ 

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมกราคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนนโยบายการเงิน ผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือก “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 2.50% หลังเศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในธีม AI ซึ่งหนุนความต้องการ Semiconductor ทั้งในส่วนของ Chip และ Memory จากเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน ทาง BOK ได้ให้น้ำหนักกับเสถียรภาพเศรษฐกิจและค่าเงินวอน (KRW) มากขึ้น ทำให้ทาง BOK ได้ส่งสัญญาณจบรอบการลดดอกเบี้ย ตั้งแต่ในการประชุมครั้งก่อน 

    ▪ ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราคาดว่า กนง. จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอย่างจำกัด เพื่อใช้รับมือกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามความชัดเจนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ล่าสุด พร้อมรอล้นรายงานข้อมูล ยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึงข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนมกราคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1222303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lnghiEEKd1m7yms-UFP1E

  • โรงแรม-ห้าง ในตำนาน “อินทรา ประตูน้ำ” จ่อปรับโฉมใหญ่ หลัง DTP เช่ายาว 20 ปี

    โรงแรม-ห้าง ในตำนาน “อินทรา ประตูน้ำ” จ่อปรับโฉมใหญ่ หลัง DTP เช่ายาว 20 ปี

    DTP ในเครือ DTGO ขยับเกมลงทุนครั้งใหญ่ เช่าสิทธิ์บริหาร โรงแรมอินทรา รีเจนท์ และ ศูนย์การค้าอินทรา สแควร์ ใจกลางประตูน้ำ ระยะเวลา 20 ปี เริ่ม 1 มกราคม 2569 ปั้นสินทรัพย์ระดับตำนานให้สร้าง “รายได้ประจำ” (Recurring Income) ระยะยาว

    มั่นใจท่องเที่ยวไทยโตต่อ

    หรรสา สุสายัณห์ ประธานกรรมการ บริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด (DTP) ประเมินว่า ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวไทยยังเป็นขาขึ้น คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 อยู่ที่ 35.5 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 37.5 ล้านคนในปี 2570 และ 39.0 ล้านคนในปี 2571

    แรงหนุนมาจาก

    • การท่องเที่ยวโลกขยายตัว
    • จำนวนเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้น
    • มาตรการรัฐกระตุ้นท่องเที่ยว
    • จุดแข็งด้าน “ความคุ้มค่า” และทรัพยากรท่องเที่ยว

    ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังครองอันดับ 1 เมืองน่าท่องเที่ยวของโลก จากรายงาน Top 100 City Destinations Index ของ Euromonitor International เมื่อเดือนธันวาคม 2568

    สำหรับ DTP นี่คือจังหวะเข้าถือ “สินทรัพย์ทำเลทอง” ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ ฐานลูกค้าต่างชาติ (อเมริกา ยุโรป เอเชีย) และศักยภาพต่อยอดเชิงมูลค่าในอนาคต

    โรงแรมอินทรา รีเจนท์
    โรงแรมอินทรา รีเจนท์

    อินทรา รีเจนท์ จากตำนาน 50 ปี สู่เกมรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์

    สำหรับการเข้าลงทุนใน โรงแรมอินทรา รีเจนท์ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กยุคบุกเบิกประตูน้ำ (เปิดครั้งแรกปี 2514) DTP เตรียม “ยกเครื่องเชิงกลยุทธ์” อาทิ

    • ปรับภาพลักษณ์
    • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
    • บริหารกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ
    • ใช้ Customer Insight และทดสอบแพ็กเกจตลาดก่อนขยาย

    ปัจจุบันโรงแรมมีห้องพักราว 200 ห้อง อัตราเช่า (Occupancy Rate) เฉลี่ย 70–80% “เตรียมขยายเพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 400 ห้อง“ บนทำเลบนถนนราชปรารภ ใกล้ Airport Rail Link สถานีราชปรารภ และย่านค้าส่งประตูน้ำ

    DPT ตั้งเป้าให้ โรงแรมอินทราฯ เป็นผู้นำโรงแรมระดับ 4 ดาวในโซนนี้

    ทั้งหมดคือ กลไกเพิ่ม Asset Utilization และเสริมความต่อเนื่องของกระแสเงินสดในอนาคต

    โรงแรมอินทรา รีเจนท์

    ยกเครื่อง “อินทรา สแควร์”

    อีกขาในสมการนี้ คือ ศูนย์การค้าอินทรา สแควร์ พื้นที่รวม 26,900 ตารางเมตร มีร้านค้ากว่า 300 ร้าน

    เบื้องต้น DTP เตรียมอัปเกรดพื้นที่รีเทลและศูนย์อาหาร พร้อมจับมือพันธมิตรใหม่ เพื่อให้สอดรับพฤติกรรม  ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติสายช้อป อาทิ อินเดีย เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง อาเซียน

    สำหรับ โครงสร้างรายได้หลักเป็นค่าเช่ารายเดือนจากร้านค้ากว่า 300 ร้าน ทั้งแฟชั่นค้าส่ง ร้านอาหารอินเดียและฮาลาล Modern Trade และบริการต่าง ๆ

    โมเดลนี้ทำให้โครงการมีรายได้ประจำที่มั่นคง และช่วยบาลานซ์ความเสี่ยงร่วมกับรายได้จากโรงแรม

    อินทรา สแควร์

    อย่างไรก็ดี ความแข็งแรงของอินทรา คือ “การมีโครงสร้างรายได้สองขา” ได้แก่ โรงแรม + รีเทล ในพื้นที่เดียวกัน

    โมเดลดังกล่าวช่วยหลายด้าน เช่น

    • กระจายความเสี่ยง
    • เสริมเสถียรภาพกระแสเงินสด
    • สร้าง Long-Term Yield

    ขณะที่ ดีลครั้งนี้ยังต่อยอดพอร์ตฯ โรงแรมของ DTP ที่ปัจจุบันถือครองโรงแรมในอังกฤษ 17 แห่ง รวม 3,383 ห้อง Occupancy 80.7% และมีรายได้ครึ่งปีแรก 2568 รวม 3,146 ล้านบาท

    ดังนั้น การเข้าบริหารอินทราครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเช่าสิทธิ์ 20 ปี แต่คือการยกระดับแลนด์มาร์กยุค 70s สินทรัพย์ Prime Area กรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ระยะยาวอย่างมีโครงสร้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1560783&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zO5QHAtY17RaKKNYo5emS

  • เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์ “เปอร์โต วัลลาร์ตา” ด่วน! หลังกองทัพปลิดชีพเจ้าพ่อ

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์ “เปอร์โต วัลลาร์ตา” ด่วน! หลังกองทัพปลิดชีพเจ้าพ่อ

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์ “เปอร์โต วัลลาร์ตา” ด่วน! หลังกองทัพปลิดชีพเจ้าพ่อ

    คมจบให้เกิดอะไรขึ้นที่เม็กซิโก! ล่าสุด สหรัฐฯ และแคนาดาประกาศคำสั่ง “Shelter in Place” สั่งนักท่องเที่ยวใน “เปอร์โต วัลลาร์ตา” และรัฐฮาลิสโก หลบในที่พักด่วน หลังเกิดเหตุจลาจลทั่วเมืองจากการที่กองทัพเม็กซิโกวิสามัญ “เอล เมนโช” ผู้นำกลุ่มคาร์เทล CJNG ผู้ทรงอิทธิพลที่สุด ขณะที่กลุ่มติดอาวุธตอบโต้ด้วยการเผารถ-ปิดถนน-กราดยิงสนามบิน ทำการบินเป็นอัมพาต!

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    สถานการณ์ในประเทศเม็กซิโกทวีความรุนแรงขึ้นทันทีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกองทัพเม็กซิโกเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบในเมืองทาพัลพา (Tapalpa) รัฐฮาลิสโก (Jalisco) จนนำไปสู่การปะทะกันอย่างรุนแรง ผลที่ตามมาคือการเสียชีวิตของ “เนเมสิโอ รูเบน โอเซเกรา เซอร์วันเทส” หรือที่รู้จักกันในนาม “เอล เมนโช” (El Mencho) หัวหน้ากลุ่มคาร์เทลรุ่นใหม่ฮาลิสโก (CJNG) ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรที่โหดเหี้ยมและมีอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    หลังข่าวการเสียชีวิตของ “เอล เมนโช” แพร่สะพัด สมาชิกกลุ่มคาร์เทลได้ออกมาตอบโต้อย่างบ้าคลั่งด้วยการทำ “Narco-blockades” หรือการนำรถบัสและรถยนต์มาเผากลางถนนเพื่อปิดกั้นเส้นทางจราจรในหลายรัฐ รวมถึงเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “เปอร์โต วัลลาร์ตา” (Puerto Vallarta) มีรายงานเสียงปืนดังสนั่นในหลายจุด รวมถึงความพยายามบุกยึดสนามบินในกวาดาลาฮารา (Guadalajara) จนสร้างความตื่นตระหนกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างหนัก

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และแคนาดา ได้ออกประกาศเตือนระดับสูงสุด สั่งให้พลเมืองของตนที่อยู่ในพื้นที่รัฐฮาลิสโกและเปอร์โต วัลลาร์ตา “Shelter in Place” หรือกักตัวอยู่แต่ภายในที่พักและโรงแรม ห้ามออกไปภายนอกโดยเด็ดขาด เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่งและเสี่ยงต่อการถูกลูกหลงจากการปะทะ ขณะที่สนามบินนานาชาติเปอร์โต วัลลาร์ตา (PVR) ต้องระงับการให้บริการชั่วคราว สายการบินยักษ์ใหญ่อย่าง Air Canada และ WestJet ประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากติดค้างอยู่ภายในรีสอร์ทโดยมีกำลังทหารและตำรวจติดอาวุธหนักเข้าควบคุมสถานการณ์รอบเมือง

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    ผู้ว่าการรัฐฮาลิสโกได้ประกาศยกระดับความมั่นคงเป็น “ระดับสีแดง” (Code Red) พร้อมสั่งระงับการให้บริการรถสาธารณะและแอปพลิเคชันเรียกรถทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยและเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าควบคุมพื้นที่ ยืนยันจะปราบปรามกลุ่มอิทธิพลมืดให้สิ้นซากแม้จะมีการโต้ตอบด้วยความรุนแรงก็ตาม

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/foreign/613766&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GW_9y7k34zUZVef4ggUNJ

  • “พิพัฒน์” เผยเดินหน้าสร้างดิสนีย์แลนด์ในไทย ดึงท่องเที่ยว

    “พิพัฒน์” เผยเดินหน้าสร้างดิสนีย์แลนด์ในไทย ดึงท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ดี นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีกาสิโน ในส่วนของ entertainment เราไม่จำเป็นต้องมีกาสิโน เราก็สามารถดึงนักท่องเที่ยวมาได้ ผมให้สัมภาษณ์มาโดยตลอดว่า ตรงนี้ไม่มีคำว่ากาสิโนเด็ดขาด

    “ขอตอกกลับไปสู่อาจารย์บางท่านที่ไม่ทันได้ฟัง ก็มามั่วใส่ผม กล่าวหาว่าผมจะเอาเรื่องกาสิโนมา ขอฝากไปที่อาจารย์นะครับ ท่านสอนนิสิตนักศึกษาไปแล้ว ก็ควรจะมีจิตสำนึกที่ดี อันนี้ขอตอบโต้แบบแรงๆ”

    แผนการพัฒนาพื้นที่ใน EEC

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การจัดสรรพื้นที่ทีมงานของ EEC มาหารือ ปรากฏว่าเขาได้สำรองที่ไว้ทั้งหมดประมาณ 15,000 ไร่ จึงไปว่าขอใช้พื้นที่สำหรับในส่วนของกีฬาและของสวนสนุกประมาณ 5,000 ไร่ พื้นที่สีเขียว (Green Area) ใน 15,000 ไร่ ถือเป็นพื้นที่กรีนแอเรีย จะไม่มีส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมมาอยู่ในบริเวณตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรงพยาบาล ในเรื่องของ medical มาเป็นศูนย์รวมเป็นองค์ประกอบใน  EEC ที่จะเป็นการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา

    มูลค่าการลงทุน

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องของกีฬา เรื่องของสวนสนุก มูลค่าการลงทุน คาดการณ์ว่าโครงการกีฬาและสวนสนุกจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 – 350,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการพื้นฐานเดิมอาจสูงถึง 600,000 – 700,000 ล้านบาท จะช่วยสร้างงานมหาศาล

    การเมืองและการจัดตั้งรัฐบาล

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เรามีการแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการแถลงข่าวร่วมกับพรรคเล็กๆ ต่างๆ

    “จะมีการเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ต้องรอให้ กกต. รับรองผลของการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ขณะที่เรารวบรวมได้ 300 เสียง ถือว่ามีเสถียรภาพ เพราะเราเกินกว่าครึ่งหนึ่งไปถึง 50 เสียง

    เมื่อถามว่า ปิดรับพรรคกล้าธรรมแล้วหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อยู่ที่กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคเป็นผู้ตอบคำถามนี้

    เมื่อถามถึงมีการร้องเรียนให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่โมฆะ เป็นหน้าที่ของส่วนต่างๆ ไม่ว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของ กกต. ตนไม่สามารถที่จะไปวิเคราะห์หรือวิจารณ์ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973913&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01I20Vxu8DBcR7Gqz6RKB2

  • เอกชน “ภูเก็ต” เสนอ “รัฐบาลใหม่” ปลดล็อค 3 ข้อให้ภูเก็ตไปต่ออีกไกล!

    เอกชน “ภูเก็ต” เสนอ “รัฐบาลใหม่” ปลดล็อค 3 ข้อให้ภูเก็ตไปต่ออีกไกล!

    นายภูมิกิตต์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนและตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต สะท้อนมุมมองต่อรัฐบาลใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการจัดตั้ง เน้นย้ำถึงการเร่ง 4 ประเด็นที่รัฐบาลต้องปลดล็อค ซึ่งจะช่วยให้ “ภูเก็ต” สามารถไปต่อได้ไกลกว่าเดิม

    การก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติ

    นายภูมิกิตต์ระบุว่า คือ เรื่องที่สำคัญเป็นอันดับแรก ที่จะทำให้ภูเก็ตไปต่อได้ ภูเก็ตจำเป็นต้องมีสถานที่จัดงานระดับโลกเพื่อรองรับกลุ่ม MICE และงานสัมนาระดับโลกต่างๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินที่มีอยู่มหาศาล

    อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในปัจจุบัน นายภูมิกิตต์กล่าวว่า “ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับภาคเอกชน

    ทั้งนี้ สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวภูเก็ต เคยระบุไว้ในคราวรัฐบาลของอดีตนายกเศรษฐา ทวีสินว่า ภูเก็ตเผชิญสภาวะขาดแคลนสถานที่จัดงานในระดับศูนย์ประชุมนานาชาติ ซึ่งแยกตัวเป็นเอกเทศจากส่วนของโรงแรมมานานกว่า 20 ปี โดยมีความต้องการศูนย์ประชุมขนาดอย่างน้อย 10,000 ตารางเมตร ที่รองรับคนได้กว่า 5,000 คน เพื่อดึงดูดงานแสดงสินค้าและงานประชุมวิชาการระดับโลก

    จากการที่ โพสต์ทูเดย์ รวบรวมข้อมูล พบว่าโครงการศูนย์ประชุมนานาชาติใน “ภูเก็ต” เป็นโครงการที่เคยเกิดขึ้นและต้องล้มพับไปแล้วหลายครั้ง

    ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2553 ยุครัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเคยอนุมัติให้จัดตั้งศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต บนที่ดินราชพัสดุ 150 ไร่ ณ หาดไม้ขาว อำเภอถลาง โดยจัดสรรงบประมาณ 2,600 ล้านบาท ภายใต้แผน “ไทยเข้มแข็ง (Thai Khem Khaeng)” เพื่อออกแบบและก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับกิจกรรมระดับนานาชาติ

    อย่างไรก็ตามพบข้อท้วงติงจากหลายหน่วยงานและยุติโครงการไปในยุคของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

    ต่อมาโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ ถูกรื้ออีกครั้งในสมัยของ รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่มีการเปลี่ยนสถานที่ และมีความคิดจะเปลี่ยนจากศูนย์ประชุมนานาชาติ เป็น ศูนย์สุขภาพนานาชาติ

    ในยุคของรัฐบาลเศรษฐา ต่อเนื่องถึงนางสาวแพทองธาร โครงการได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ และมีการอนุมัติงบประมาณวงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าก่อสร้างศูนย์สุขภาพนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบแทนจากที่เป็นศูนย์ประชุมนานาชาติอย่างเดียว

    ทั้งนี้ นายภูมิกิตต์ยืนยันว่า อยากให้โครงการมีความคืบหน้ารวดเร็ว เนื่องจากภูเก็ตพยายามที่จะเสนอตัวจัดงาน Specialized Expo 2028 ในธีม “Longevity” ซึ่งเท่ากับว่าต้องก่อสร้างให้เสร็จทันการจัดงาน

    นายภูมิกิตต์ รักแต่งาม

    การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานที่ค้างท่อ

    นายภูมิกิตต์ ระบุว่าปัญหาโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นสิ่งที่ค้างคามานานและต้องได้รับการลงมือทำทันที โดยเน้นย้ำว่า “รอไม่ได้แล้ว” ซึ่งมีประเด็นหลักที่ต้องจัดการคือ ปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและการเดินทางท่องเที่ยว รวมไปถึงโครงการอุโมงค์ต่างๆ ที่ยังค้างท่ออยู่ ควรจะต้องได้รับการอนุมัติและดำเนินการให้เสร็จสิ้นทั้งหมด

    การผลักดันให้ภูเก็ตเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษ

    โดยเป็นข้อเสนอเพื่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ นายภูมิกิตต์มองว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษจะสามารถทำให้เกิดการปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณ

    หากเปรียบเทียบเป็น “นักวิ่งมาราธอน” ภูเก็ตเหมือนลูกที่วิ่งมาราธอนเก่ง แต่การจะวิ่งระยะ 42 กิโลเมตรให้ไหว ต้องได้รับ “อาหาร” ซึ่งก็คืองบประมาณและทรัพยากรที่แตกต่างและมากกว่า นักวิ่งระยะ 10 หรือ 21 กิโลเมตร หากอาหารไม่ถึง นักวิ่งก็จะหมดแรงและไปต่อไม่ได้

    เพราะฉะนั้นการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจะช่วยให้ภูเก็ตได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมกับศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    …..

    เอกชน “ภูเก็ต” เสนอ “รัฐบาลใหม่” ปลดล็อค 3 ข้อให้ภูเก็ตไปต่ออีกไกล!

    นอกจากนี้ นายภูมิกิตต์ ยังสะท้อนว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเท่ากับภาคการส่งออก อุตสาหกรรม หรือเกษตรกรรม

    “ผมมองว่า การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศ แต่ไม่ค่อยมีใครมาดูเรื่องนี้จริงจังเท่าไหร่”

    โดยมองว่าปัจจุบันรัฐบาลมักจะหวังผลจากการท่องเที่ยวมาก แต่กลับดูแลและจัดการอุปสรรคน้อยเกินไป อีกทั้งไม่สามารถอาศัย “ของเดิม” แล้วหวังผลมากขึ้นได้  จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลการพัฒนาการท่องเที่ยวในแต่ละส่วนอย่างจริงจังเพิ่มขึ้น  คำว่าลงไปดูแต่ละส่วน เช่น ส่วนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวแบบ Wellness ว่าแต่ละส่วนนั้นเจอกับปัญหาอะไร เป็นต้น

    ทั้งนี้ นายภูมิกิตต์กล่าวว่า สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ภูเก็ตมีรายได้จากการท่องเที่ยวในระดับ “ดีมาก” แต่ภาพรวมในช่วงที่เหลือของปียังไม่สามารถรับปากได้ว่าตัวเลขจะดีต่อเนื่องหรือไม่ และค่อนข้างมีความกังวล เนื่องจากปัจจัยเรื่องค่าเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

    โดยเฉพาะในไตรมาส 2 และ 3 ที่จะเป็นฤดูของนักท่องเที่ยวจาก “ออสเตรเลีย” เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย (บาหลี)

    นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องเที่ยวบินตรง ที่ปัจจุบันสายการบินไทย (TG) ไม่ได้บินตรงจากออสเตรเลียเข้าภูเก็ต แต่เปลี่ยนไปบินเข้ากรุงเทพฯ ทั้งหมด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/738402&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z7ApN-VazXOQmUoIX_jvc

  • ปปท.ลุยพังงา! หาทางออก ‘สระว่ายน้ำร้าง 30 ปี’ หลังชาวบ้านร้องอาคารพัง-ไร้คนดูแล

    ปปท.ลุยพังงา! หาทางออก ‘สระว่ายน้ำร้าง 30 ปี’ หลังชาวบ้านร้องอาคารพัง-ไร้คนดูแล

    วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.59 น.

    ปปท.เขต 8 ลุยพังงา! หาทางออก ‘สระว่ายน้ำร้าง 30 ปี’ หลังชาวบ้านร้องอาคารพัง-ไร้คนดูแล พบโครงสร้างแตกร้าวเห็นเหล็กเส้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการ ปปท. เขต 8 นำทีมหน่วยงานภาคีเครือข่าย อาทิ ป.ป.ช., กอ.รมน., สำนักงานคลังจังหวัด, โยธาธิการและผังเมือง และท้องถิ่น ลงพื้นที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา ต.นบปริง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอาคารสระว่ายน้ำถูกปล่อยทิ้งร้างและใช้งานไม่ได้ตามที่ประชาชนร้องเรียน

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น นางพิศมัย วงศ์แก้ว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา ระบุว่า สระว่ายน้ำขนาด 25 x 50 เมตรแห่งนี้ ก่อสร้างโดยกรมพลศึกษาตั้งแต่ปี 2537 และโอนให้สำนักงานฯ ดูแลในปี 2545 แม้ที่ผ่านมาจะมีการซ่อมแซมเล็กน้อยและใช้จัดการแข่งขันถึงปี 2566 แต่ล่าสุดผลสำรวจจากโยธาธิการจังหวัดเมื่อต้นปี 2569 ยืนยันว่า โครงสร้างคอนกรีตแตกร้าวจนเห็นเหล็กเสริมที่เป็นสนิม ซึ่งเสี่ยงต่อการรับน้ำหนักและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน จึงสั่งงดใช้พื้นที่ทันที

    เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักคือการขาดบุคลากรเนื่องจากเจ้าหน้าที่ดูแลสระได้เกษียณอายุราชการทั้งหมด และเมื่อของบประมาณซ่อมแซมไปยังกระทรวงต้นสังกัดกลับไม่ได้รับสนับสนุนเท่าที่ควร ต่างจากการของบจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ได้รับงบประมาณง่ายกว่า ทำให้สถานกีฬาถูกละเลย

    ทั้งนี้ นายสุภาพ ศิริ ผอ.ปปท. เขต 8 ได้สรุปมติที่ประชุมเพื่อหาทางออกไว้ 2 แนวทาง ดังนี้ 1.ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อรับโอนพื้นที่ไปก่อสร้าง “ศูนย์พัฒนากีฬาจังหวัดพังงา” ตามที่เคยเสนอไว้ในปี 2562 และ 2.หากไม่โอนให้ท้องถิ่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องจัดสรรงบประมาณซ่อมแซมใหญ่และจัดหาบุคลากรเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุด

    ///////////////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/948667&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PCHZ26mq9EOOPIiou4FEd

  • CIMBT กระตุ้นคนไทยประคองตัวรอรัฐบาลใหม่พร้อมทำงานครึ่งปีหลัง เชื่อเศรษฐกิจไทยจะโต 3% ได้ ต้องลดทุจริต เจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CIMBT กระตุ้นคนไทยประคองตัวรอรัฐบาลใหม่พร้อมทำงานครึ่งปีหลัง เชื่อเศรษฐกิจไทยจะโต 3% ได้ ต้องลดทุจริต เจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สองนักเศรษฐศาสตร์ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเริ่มฟื้นตัวครึ่งหลัง หวังรัฐบาลใหม่ เร่งเบิกจ่าย ออกมาตรการช่วยครัวเรือน SME ปรับโครงสร้างฟื้นเชื่อมั่นลงทุน ดึง FDI เชื่อ GDP จะโต 3% ได้ถ้าลดทุจริต เร่งเจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหารและเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แม้งบประมาณปี 2570 อาจมีความล่าช้าเล็กน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม

    “อยากเห็นมาตรการลดค่าครองชีพ สนับสนุนการจ้างงาน ผ่อนคลายกฎระเบียบช่วยผู้ประกอบการ SME  สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเจาะจง จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมถึงการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุน สร้างตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่สูงขึ้น และกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน การเร่งย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศ และดึงดูด FDI เข้ามาจะเป็นแรงหนุนต่อการลงทุนในเครื่องจักรและการเพิ่มศักยภาพการผลิต”

    หลังสภาพัฒน์รายงานการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2568 ที่ 2.4% CIMB THAI ได้ปรับมุมมองการคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% โดยมองว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปี มีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ส่วนการผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะระดับ 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับธรรมาภิบาลลดการทุจริต เร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

    ด้านดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ และคงที่ 1.25% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6–12 เดือน ถึงเวลานั้น เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ส่วนค่าเงินบาท คาดค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 32.8 บาท/ดอลลาร์ สิ้นปี 2569 หากค่าเงินบาทแข็งค่ามีความเสี่ยงกระทบความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก–ท่องเที่ยว ควรติดตามกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด

    “จับตาวิกฤตภาษีสหรัฐฯ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน 1) ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2) FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน 3) ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว” ดร.อมรเทพ กล่าว

    ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน “10 พลัส” การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมาย ยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรปก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง

    แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลงซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นและพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของธปท. ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ณ ธันวาคม 2558 อยู่ที่66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570

    “ขณะที่หนี้ภาคเอกชน สูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวังและพิจารณาความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย” ดร.นงนุช

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/23/619265/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yu2CnX-TZ0IxYEt5f4YYG

  • ลุ้น ผลการประชุม กนง. พร้อมทั้งจับตา สถานการณ์ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน | Investing.com

    ลุ้น ผลการประชุม กนง. พร้อมทั้งจับตา สถานการณ์ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน | Investing.com

    การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
    ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
    Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
    ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
    Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย

    © 2007-2026

    Fusion Media Limited ขอสงวนลิขสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200456480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HKTKZhwf-TPo0KFv1oRZo

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 – InterGold

    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.35 น.

    กลยุทธ์ : มีลุ้นทดสอบ All time High
    แนวรับ : $5,100 หรือ 75,000
    แนวต้าน : $5,400 หรือ 78,000

    ข่าว :

    .

    ตลาดโลกกลับเข้าสู่โหมด “เสี่ยงสูง” อีกครั้ง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก 15% สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลก แม้จะมีแรงต้านทางกฎหมาย แต่ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายทำให้นักลงทุนเร่งโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยทันที ทองคำจึงดีดตัวแรงแตะบริเวณ $5,095 ภายในเวลาอันรวดเร็ว ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอ่อนแรงชัดเจน ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 โตเพียง 1.4% ต่ำกว่าคาดมาก หลังเผชิญ Government Shutdown ยาว 43 วัน ขณะที่ Core PCE กลับเร่งขึ้นแตะ 3.0% สะท้อนภาวะ “ชะลอแต่เงินเฟ้อไม่ลง” หรือ Stagflation ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อทองคำ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณกดดันอิหร่านเพิ่ม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันและเพิ่ม Risk Premium ให้ตลาดการเงิน ขณะที่พันธมิตรอย่างอินเดียชะลอเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ สะท้อนความสั่นคลอนของระเบียบการค้าโลก ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นธีมหลักของตลาดในช่วงนี้

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ททองคำกำลังกลับเข้าสู่บทบาท “Safe Haven เบอร์หนึ่ง” อย่างชัดเจน จาก 3 แรงหนุนหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงสงครามการค้า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอแต่เงินเฟ้อดื้อ และความตึงเครียดตะวันออกกลาง เมื่อภาพรวมกลายเป็น Stagflation + Geopolitical Risk สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มผันผวน ขณะที่ทองคำได้แรงซื้อเชิงป้องกันความเสี่ยง เชิงเทคนิค การทะลุผ่านบริเวณ $5,095–$5,100 ถือเป็นการผ่านแนวต้านจิตวิทยาสำคัญ และเปิดทางสู่โซนเป้าหมายถัดไปที่ $5,200 ก่อนจะทดสอบ $5,400 หากโมเมนตัมยังแข็งแรง โครงสร้างราคาปัจจุบันยังคงเป็นขาขึ้น (Bullish Structure) และมีโอกาสลุ้นทดสอบ All-Time High รอบใหม่ หากปัจจัยเสี่ยงยังไม่คลี่คลาย

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลักในระยะสั้นยังให้น้ำหนักฝั่ง “ถือและรอทดสอบยอดสูงสุด” โดยใช้โซน $5,100 หรือประมาณ 75,000 บาท เป็นแนวรับสำคัญ หากราคายืนได้ถือเป็นจังหวะสะสมหรือถือต่อเพื่อรอเป้าหมาย $5,400 หรือ 78,000 บาท การบริหารพอร์ตควรเน้นแบ่งไม้เข้าซื้อ และติดตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนจะยังสูงมากในช่วงนี้ หากสถานการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อ ทองคำมีโอกาสเดินหน้าทำสถิติใหม่ แต่หากมีสัญญาณผ่อนคลายเชิงนโยบายหรือดีลการค้าชัดเจน อาจเห็นแรงขายทำกำไรระยะสั้นตามมาได้ ภาพรวมยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อทองคำ และมีลุ้นทดสอบ All-Time High ตามกรอบกลยุทธ์ที่วางไว้

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-23-feb-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zgTqYJMmDmhSkuegBAH5D

  • สัญญาณจาก Insider! เทขายหุ้นเร็วสุดในรอบ 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ทำคือก่อนตลาดหมีปี 2022

    สัญญาณจาก Insider! เทขายหุ้นเร็วสุดในรอบ 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ทำคือก่อนตลาดหมีปี 2022

    By

    กุมภาพันธ์ 22, 2026

    สรุปข่าว
    • อัตราส่วนการขาย/ซื้อของ Corporate Insiders ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่ Insider เทขายระดับนี้คือปี 2021 ซึ่งเป็นช่วง “Crazy valuations” ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่ Bear Market ปี 2022 อย่างรุนแรง
    • ข้อมูลระบุว่าอัตราส่วนการขาย/ซื้อของตลาดรวมสหรัฐฯ ร่วงลงมาอยู่ที่ 0.24 (ณ 1 ก.พ. 2026) ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 0.34 อย่างมาก แปลว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ Insider ซื้อหุ้น มีการขายออกถึง 4 ดอลลาร์
    • สถาบันระดับโลกหลายแห่ง ได้แก่ IMF, Fidelity International และ Northern Trust ต่างออกมาเตือนว่า Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในระดับ “สูงเกินจริง” โดยเฉพาะหุ้น AI ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของ Insider ที่กำลังถอยออกจากตลาด

    แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Bearish 

    อัตราส่วนการขาย/ซื้อของ Insider ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี เป็นสัญญาณเชิงลบต่อตลาดหุ้น ซึ่งในปัจจุบัน Bitcoin มีความสัมพันธ์สูงกับ Nasdaq/S&P 500 หากตลาดหุ้นปรับฐานแรง ตลาดคริปโตก็มีโอกาสถูกลากลงตามไปด้วย


    ผู้บริหารและพนักงานระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ กำลังเทขายหุ้นในมืออย่างรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วง “ฟองสบู่” ปี 2021 ตามข้อมูลจาก Maverick Equity Research อัตราส่วนอัตราส่วนการขาย/ซื้อของ Corporate Insiders พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี สิ่งที่น่ากังวลคือครั้งสุดท้ายที่ Insider เทขายในระดับนี้คือช่วงปลายปี 2021 ซึ่งตลาดหุ้นมี Valuation สูงลิ่ว และหลังจากนั้นไม่นาน ก็เข้าสู่ Bear Market ปี 2022 ที่ S&P 500 ร่วงกว่า 25% และ Bitcoin ร่วงจาก $69,000 เหลือ $15,500

    Insider ขาย 4 ดอลลาร์ต่อทุก 1 ดอลลาร์ที่ซื้อ

    ข้อมูลจาก GuruFocus แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนโดยอัตราส่วนการซื้อ/ขายของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมอยู่ที่ 0.24 ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ต่ำกว่าค่ามัธยฐานระยะยาวที่ 0.34 อย่างมาก และเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 0.12 ตัวเลขนี้หมายความว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ Insider ซื้อหุ้น จะมีการขายออกถึง 4 ดอลลาร์ เป็นสัดส่วนที่เอียงไปทาง “ขาย” อย่างสุดขั้ว

    Michael Allison จาก Avail Invest วิเคราะห์ว่าแม้ Insider อาจมีเหตุผลหลายประการในการขาย เช่น กระจายพอร์ต หรือวางแผนภาษี แต่การขายในระดับ “5-Year High” พร้อมกันทั่วทั้งตลาดนั้นเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อ S&P 500 วิ่งขึ้น +23.3% ในปี 2024, +16% ในปี 2025 และทะลุ 7,000 จุดเป็นครั้งแรกในต้นปี 2026 ทำให้ Valuation อยู่ในระดับที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐาน

    ทำไมเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อ Bitcoin?

    ในอดีต Insider Selling อาจไม่เกี่ยวข้องกับคริปโตโดยตรง แต่ในปี 2026 สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่มี Spot Bitcoin ETF, Bitcoin ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “Risk Asset” ในพอร์ตสถาบัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับ Nasdaq สูงขึ้นอย่างมาก

    สิ่งที่ต้องจับตาคือ หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงปรับฐานรุนแรง ซึ่ง IMF เตือนว่ามีความเสี่ยงสูง เนื่องจาก Valuation ที่สูงลิ่วโดยเฉพาะหุ้น AI กระแส Risk-Off อาจทำให้สถาบันถอนเงินออกจาก Bitcoin ETF มากกว่าเดิม ซึ่งขณะนี้ กองทุน ETF ก็เผชิญการไหลออกกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่แล้ว


    ผู้เขียนมองว่า การเทขายของ Insider ในระดับนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง สำหรับทั้งนักลงทุนหุ้นและคริปโต เพราะ Insider เหล่านี้เป็นคนที่มีข้อมูลมากที่สุดเกี่ยวกับสุขภาพทางการเงินของบริษัทตัวเอง และข้อเท็จจริงที่ว่าครั้งสุดท้ายที่มีเทขายระดับนี้ ได้ตามมาด้วย Bear Market ที่ทำลายล้างทั้งหุ้นและคริปโต ก็เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

    ที่มา: MaxCrypto, Yahoo Finance, GuruFocus, Avail Invest, Benzinga, CryptoSlate

    Tharadon

    วัยรุ่น Crypto ที่ไม่ได้มอง Cryptocurrency เป็นเพียงสิ่งที่เก็บไว้เก็งกำไรหรือสร้างรายได้แต่มองเป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเงิน และระบบต่างๆของโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/22/us-corporate-insiders-selling-stocks-fastest-pace-5-years-bearish-signal-crypto/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FpwEcPAL3z7WJNYUBYgXn