Blog

  • คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เชิญชวนร่วมกิจกรรม “นิทานฟังเพลิน”

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เชิญชวนร่วมกิจกรรม “นิทานฟังเพลิน”

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เชิญชวนร่วมกิจกรรม “นิทานฟังเพลิน” เปิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านศิลปะสำหรับเด็ก

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ขอเชิญชวนเด็กอายุ 3–7 ปี เข้าร่วมกิจกรรม “นิทานฟังเพลิน” ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 เวลา 16.30–17.30 น. ฟังนิทานสนุก ๆ พร้อมสร้างสรรค์งานศิลปะ เสริมพัฒนาการผ่านการเรียนรู้แบบบูรณาการด้านศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว

    กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 2717213 ศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย โดยนิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้อย่างใกล้ชิดและเหมาะสมกับช่วงวัย

    • เปิดรับจำนวนจำกัดเพียง 15 คน
    • สถานที่จัดกิจกรรม ณ ห้องปฏิบัติการสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย (Loose Parts Play Lab) อาคาร 4 ชั้น 1 คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

    ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่
    https://forms.gle/EJtGnybSSPxAyAvB9

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/289054/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y2ps9yxR2S_pQiFGkE9yd

  • ‘หนุ่ม กรรชัย’ ลุยฟ้อง ‘ปู มัณฑนา’ ไม่หยุด สะสม 64 กรรม ขอให้รับโทษอาญา! | เดลินิวส์

    ‘หนุ่ม กรรชัย’ ลุยฟ้อง ‘ปู มัณฑนา’ ไม่หยุด สะสม 64 กรรม ขอให้รับโทษอาญา! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 ก.พ. นายพรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจาก หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย เดินทางมาที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ภายหลังศาลนัดสอบคำให้การหลังเป็นโจทก์ฟ้อง ปู มัณฑนา หิมะทองคำ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังเก็บข้อมูลการถูกโพสต์ด่าอย่างต่อเนื่องในโซเชียล

    นายพรศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนมาตามนัดศาล หลังก่อนหน้าได้ฟ้อง ปู มัณฑนา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่มาในวันนี้เพราะศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐาน โดยวันนี้มีด้วยกัน 2 คดี คดีแรกศาลได้ประทับรับฟ้องแล้ว ส่วนอีกคดีศาลได้นัดไต่สวนในวันนี้ ซึ่งทั้ง 2 คดี ได้ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เพียงแต่คนละกรรม เพราะต่างวันเวลา ยืนยันว่า หนุ่ม กรรชัย ไม่ได้เรียกค่าเสียหาย เพียงแค่ต้องการให้รับโทษทางอาญาอย่างเดียว สำหรับวันนี้คดีที่ต้องไต่สวนมีทั้งหมด 22 กรรม รวมกับคดีที่เคยฟ้องก่อนหน้า ปู มัณฑนา โดนทั้งหมด 64 กรรม เพราะคุณหนุ่ม กรรชัย กล่าวไว้ว่า “ถ้าหากยังไม่หยุดโพสต์ ก็จะฟ้องไปเรื่อยๆ”

    นายพรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตนได้ยื่นคัดค้านปล่อยตัวชั่วคราวทุกคดีที่เคยฟ้องไว้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะพิจารณาอย่างไร ที่ผ่านมาที่เขาให้การปฏิเสธ ศาลก็รับว่าคดีมีมูลแต่เชื่อว่าเขาน่าจะปฏิเสธเหมือนกันเพราะไม่ได้มีการเอ่ยชื่อ และเขาไม่ได้เอ่ยชื่อจริงๆ แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน ข้อความของเขาไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี เพราะข้อความของเขามันชัดอยู่แล้ว

    “วันนี้เขาจะสบายใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานะของเขาเพราะเขาเป็นจำเลย ตลอดเวลาสิ่งที่เขาทำและทุกอย่างที่เขาทำมันเป็นราคาที่ต้องจ่ายทุกโพสต์ เขาอยากจะเปิดหน้าชนก็ให้เขาเปิดหน้าชน แต่ตนมีที่ป้องกันดี และทุกอย่างก็สุ่มเสี่ยงเหมือนกัน และเรือนจำได้เปิดต้อนรับคนที่ไม่สำนึกในการกระทำ” นายพรศักดิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5626913/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sazZ_wGhmG63dRxaHIvQn

  • อีซี่มันนี่ เดินหน้าพลังงานสะอาด ยกระดับมาตรฐานองค์กรสู่ความยั่งยืน ควบคู่เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อสังคม

    อีซี่มันนี่ เดินหน้าพลังงานสะอาด ยกระดับมาตรฐานองค์กรสู่ความยั่งยืน ควบคู่เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อสังคม

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    อีซี่มันนี่ นำโดย คุณอัครเชษฐ ประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสายงานบริหารอาคารและทรัพยากรกายภาพ พร้อมคณะผู้บริหารและทีมงาน เดินทางเยี่ยมชมและศึกษากระบวนการผลิตเทคโนโลยี Inverter ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ณ โรงงานของ Dahua Group เมือง Hangzhou สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 28-30 มกราคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเรียนรู้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพ กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และแนวทางการบริหารจัดการพลังงานสมัยใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนาระบบพลังงานสะอาดขององค์กร สนับสนุนพลังงานสีเขียว (Green Energy) และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth)

    การศึกษาดูงานครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการประกาศนโยบายติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยคณะผู้บริหารได้ศึกษาเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง ระบบ Inverter อัจฉริยะ ไปจนถึงระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Manage-ment System) ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้า ลดการสูญเสียพลังงาน และยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ พร้อมทั้งเรียนรู้นวัตกรรมแผงโซลาร์เซลล์ยุคใหม่ที่ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและรองรับการขยายระบบในอนาคต

    ในโอกาสเดียวกัน คณะผู้บริหารยังได้ศึกษานวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโซลูชันดิจิทัลของ Dahua Group อาทิ ระบบวิเคราะห์ภาพอัตโนมัติ ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการข้อมูลแบบบูรณาการ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social and Governance) ที่ยึดมั่นในความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDM0PR6GNJF5GNOH5JOW2JD78TJOJ5Z&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aabLAljuqAa1BvD3IQWvp

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ในห้วงการทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ในห้วงการทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ในห้วงการทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ประจำปี 2569

    วันที่นำเข้าข้อมูล 23 ก.พ. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 23 ก.พ. 2569

    | 78 view

    เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย พร้อมคู่สมรส ในห้วงการทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเรียนรู้เกี่ยวกับศักยภาพของไทยและอัตลักษณ์ไทย ประจำปี 2569 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์ 2569

    รัฐมนตรีฯ กล่าวต้อนรับคณะทูตฯ และผู้บริหารกระทรวงฯ พร้อมคู่สมรส โดยเน้นว่าการทัศนศึกษาโครงการฯ ในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะจากการได้มาสัมผัสเรียนรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งกล่าวถึงการส่งเสริมนวัตกรรมผ้าไทยและแฟชั่นแห่งความยั่งยืนในท้องถิ่น อันสืบเนื่องจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา รวมถึงการที่รัฐบาลผลักดันชุดไทยพระราชนิยมขึ้นทะเบียนเป็นรายการมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage: ICH) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) ซึ่งกำลังจะมีการพิจารณาในปีนี้ ทั้งนี้ รัฐมนตรีฯ ได้แสดงความขอบคุณต่อทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับมิตรประเทศในโอกาสนี้

    นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมบูธผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP และรับชมการแสดงทางวัฒนธรรมของภาคใต้ของประเทศไทยภายในงานด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-hosts-dinner-surat-dip-corps-trip-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29sxYXj9gQ5wfDG2CNdEgj

  • ทช.ทุ่ม 714 ล้าน ผุดถนนท่องเที่ยว ‘ตะนาวศรีคีรีพัฒน์’

    ทช.ทุ่ม 714 ล้าน ผุดถนนท่องเที่ยว ‘ตะนาวศรีคีรีพัฒน์’

    ‘ทางหลวงชนบท’ เดินหน้าถนนท่องเที่ยว ‘ตะนาวศรีคีรีพัฒน์’ 37 กม. หนุน Thailand Riviera คาดเสร็จปี 2570 ยกระดับโครงข่ายเลียบชายฝั่งเพชรบุรีประจวบฯเชื่อมทล.4 บรรเทารถติดช่วงเทศกาลสร้างจุดชมวิวอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวท้องถิ่นประเทศ

    23 ก.พ. 2569 – นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า กรมฯได้เดินหน้าโครงการก่อสร้างถนนท่องเที่ยวสายตะนาวศรีคีรีพัฒน์ ช่วงบ้านเขาบันได–บ้านน้ำพุร้อน ในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง และอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี วงเงินงบประมาณรวม 714.288 ล้านบาท ระยะทางรวม 37.240 กิโลเมตร(กม.) ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินงานก่อสร้างชั้นโครงสร้างทางและระบบระบายน้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570

    สำหรับโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับและต่อเติมโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) บริเวณจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยบรรเทาปริมาณการจราจรบนถนนสายหลัก โดยเฉพาะถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ในช่วงวันหยุดและเทศกาลสำคัญ ตลอดจนสนับสนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศอย่างยั่งยืน

    ขณะที่รายละเอียดการก่อสร้าง แบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลัก โดยช่วงที่ 1 บ้านเขาบันได–บ้านน้ำพุร้อน เริ่มจากกิโลเมตรที่ 21+600 ถึงกิโลเมตรที่ 43+730 ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร พร้อมไหล่ทาง ก่อสร้างสะพานจำนวน 3 แห่ง และติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยครบถ้วน

    ช่วงที่ 2 ถนนทางหลวงชนบทสาย พบ.1015 (จาก ทล.4 ถึงบ้านพุตะเคียน) เริ่มจากกิโลเมตรที่ 0+000 บริเวณทางหลวงหมายเลข 4 กิโลเมตรที่ 136+850 ถึงกิโลเมตรที่ 13+767 โดยช่วงกิโลเมตรที่ 0+000 ถึงกิโลเมตรที่ 4+000 ก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 2 ช่องจราจร มีไหล่ทาง ส่วนช่วงกิโลเมตรที่ 4+000 ถึงกิโลเมตรที่ 13+767 ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร พร้อมท่อระบายน้ำและสิ่งอำนวยความปลอดภัย

    ช่วงที่ 3 เป็นถนนทดแทนถนนช่วงที่ 1 ระยะทางจากกิโลเมตรที่ 37+655 ถึงกิโลเมตรที่ 38+453 โดยเริ่มต้นที่กิโลเมตรที่ 0+000 บริเวณแนวถนนช่วงที่ 1 ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร มีไหล่ทางและอุปกรณ์ความปลอดภัย

    ช่วงที่ 4 เป็นถนนเชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 3510 เริ่มจากกิโลเมตรที่ 0+000 บริเวณกิโลเมตรที่ 33+005 ถึงกิโลเมตรที่ 1+100 ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต 2 ชั้น ขนาด 2 ช่องจราจร มีไหล่ทาง พร้อมสิ่งอำนวยความปลอดภัย

    นอกจากนี้ โครงการยังมีการก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์ (Landscaping Work) จำนวน 1 แห่ง พร้อมจัดทำจุดพักรถและจุดชมวิวบริเวณสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ ที่กิโลเมตรที่ 36+800 ด้านขวาทาง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและเพิ่มศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่

    ทั้งนี้ ได้กำชับผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานให้เข้มงวดมาตรการความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างอย่างเคร่งครัด ทั้งการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบล่วงหน้า การติดตั้งป้ายเตือน ป้ายลดความเร็ว สัญญาณไฟกระพริบ และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ ให้ครบถ้วนและมองเห็นได้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถสัญจรได้อย่างปลอดภัยตลอดระยะเวลาก่อสร้าง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/952446/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pByJSCccWNaHSLUdZmeHB

  • BDMS Wellness นำทีมรัฐ-เอกชน สร้าง Wellness Ecosystem ดันไทยสู่เบอร์ต้น “ฮับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ”

    BDMS Wellness นำทีมรัฐ-เอกชน สร้าง Wellness Ecosystem ดันไทยสู่เบอร์ต้น “ฮับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ”

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคำว่า “Wellness” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ไลฟ์สไตล์ แต่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทั่วโลกกำลังเร่งช่วงชิงบทบาทความเป็นผู้นำ และประเทศไทย คือ หนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุดเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” (Wellness Tourism) ที่คนมองหาสถานที่พักผ่อน รักษา ฟื้นฟู ทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน

    ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) ชี้ให้เห็นว่าในปี 2022-2023 ธุรกิจ Wellness ไทยมีอัตราการเติบโตถึง 28.4% สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันในปี 2023-2024 มูลค่าการเติบโตของตลาด Wellness Tourism ไทยเติบโตถึง 36.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก

    อย่างไรก็ตามแม้ไทยจะถูกขนานนามว่าเป็น “สวรรค์แห่งการดูแลสุขภาพ” และตัวเลขข้างต้นยังสะท้อนชัดว่า ประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้มาก แต่ที่ผ่านมาภาพของ Wellness ในบ้านเรากลับเหมือนจิ๊กซอว์ที่วางกระจัดกระจาย ภาคธุรกิจและภาครัฐ ต่างคนต่างทำในมุมของตนเอง ไม่มีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ จุดนี้เองทำให้ไทยพลาดโอกาสมหาศาลในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

    ทั้งหมดนี้ คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ “BDMS Wellness Clinic” ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ชวนภาครัฐและเอกชนมาวางโครงสร้าง Wellness Ecosystem ระบบนิเวศเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ครอบคลุมทุกความต้องการของนักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด The Journey Within ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการดูแลชีวิตอย่างแท้จริง

    โมเดล Wellness Ecosystem ที่สุขภาพดีได้ ตั้งแต่ก้าวลงจากเครื่องบิน

    นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ หมอแอมป์ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนระบบนิเวศคนสำคัญ อธิบายโมเดลนี้ไว้ชัดเจนในกรอบ “Travel-Stay-Scientific Wellness” คือ เชื่อมตั้งแต่เดินทางมาถึง เข้าพัก ตรวจสุขภาพเชิงลึกในระดับเซลล์ เช่น การตรวจเทโลเมียร์ การตรวจ Epigenetics การตรวจระดับวิตามิน ฮอร์โมน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ตลอดจนการออกแบบโปรแกรมอาหาร โปรแกรมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้ทั้งหมดทำงานเป็นระบบเดียวกัน ภายใต้แผนการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล

    อธิบายง่ายๆ คือ ลองนึกภาพนักท่องเที่ยวคนหนึ่งบินมาไทย เขาไม่ได้มาเที่ยวอย่างเดียว แต่มาดูแลสุขภาพจริงจัง พักโรงแรมสาย Wellness ที่มีบริการให้ตรวจสุขภาพละเอียด ข้อมูลถูกส่งต่อให้หมอ โรงแรม เทรนเนอร์ ร้านอาหาร ช่วยออกแบบโปรแกรมเฉพาะตัว จากนั้นอยากไปเที่ยวภูเก็ต เชียงใหม่ หรือสมุย การดูแลก็ยังต่อเนื่อง เพราะทุกที่อยู่ใน Wellness Ecosystem เดียวกัน นักท่องเที่ยว 1 คนทำให้เงินหมุนทั้งระบบ

    นายแพทย์ตนุพล มองว่าแต่ละวงการอย่างรีสอร์ทเพื่อสุขภาพ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร ซาวน่า มวยไทย ต่างก็มีมูลค่าอยู่แล้ว แต่ถ้านำทั้งหมดมารวมเป็น Wellness Ecosystem มูลค่าจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวและทำให้เงินหมุนทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การแพทย์ งานวิจัย ไปจนถึงเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ซึ่งนี่อาจเป็นทางรอดใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอีกด้วย

    “ประเทศไทยอาจแข่งขันด้านอุตสาหกรรมใหม่หรือเทคโนโลยีบางด้านได้ยาก แต่ในด้านบริการทางสุขภาพ การดูแลชีวิต เรามีศักยภาพสูงมาก ถ้าเรายกระดับ Wellness จากราคาถูกไปสู่ Wellness ที่มีคุณค่า มีการแพทย์ มีการวัดผล และมีมาตรฐานระดับโลก เราจะไม่ใช่ประเทศที่ขายแรงงานราคาถูก แต่เป็นประเทศที่ขายคุณภาพชีวิต”

    นอกจากนี้ นายแพทย์ตนุพล ยังวิเคราะห์ให้ถึงศักยภาพของประเทศไทยที่เราถือเป็นไม่กี่ประเทศที่มีองค์ประกอบหลักของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ที่ครบถ้วน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้ได้เปรียบกว่าหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวและธรรมชาติที่สวยงาม อาหารและโภชนาการแบบไทย ๆ สมุนไพรไทย การบริการแบบไทย แพทย์แผนไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งถ้าเราสามารถรวมทั้ง 5 อย่างนี้เป็นระบบเดียวกันได้ เราจะขึ้นมาเป็น Wellness Destination ที่แข่งขันกับใครก็ได้ โดยมีการกำหนดเป้าหมายไว้ว่าจะดันให้ Wellness Tourism ไทยกลับไปติด Top 5 ของโลก และ Wellness Economy ติด Top 10 ให้ได้

    ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรวมองค์กรใหญ่ ๆ มาอยู่ในโปรเจกต์เดียวกันเท่านั้น แต่เป็นการกำหนดบทบาทของแต่ละภาคส่วนให้ชัดว่าใครทำอะไร และช่วยต่อจิ๊กซอว์ตรงไหน เพื่อให้ Wellness Ecosystem ของประเทศไทยเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ แต่เป็นระบบที่เดินหน้าได้ในทางปฏิบัติ

    มนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (TPC) เล่าว่า Thailand Privilege ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ให้ชาวต่างชาติด้วยความมั่นใจในการใช้ชีวิตว่าถ้าเข้ามาอยู่ไทยจะมี Medical Hub ที่ได้มาตรฐานรองรับ โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูงและกลุ่มพำนักระยะยาว ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สองได้ง่ายขึ้น ขณะที่ เพลินพิศ โกศลยุทธสาร ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวและพันธมิตร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ Bangkok Airways เชื่อมต่อให้เห็นถึงบทบาทของสายการบินว่าไม่ใช่แค่พาผู้โดยสารจากจุด A ไปจุด B แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ Wellness Journey และเป็นสะพานเชื่อมที่ทำให้การเดินทางกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Wellness Ecosystem แบบไร้รอยต่อ

    ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ตัวแทนผู้บริหารโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต และ อาริญา ปราสาททองโอสถ ประธานผู้บริหารโรงแรมเซเลส สมุย (CELES SAMUI) พันธมิตรโรงแรมระดับ 6 ดาวทั้งสอง อธิบายถึงบทบาทของโรงแรม (Hospitality) ที่ทำให้การรักษาฟื้นฟูและการท่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอยู่แล้ว แต่การเติมเต็มด้าน Scientific Wellness เข้าไปในบริการโรงแรม จะช่วยสร้างความแตกต่างและดึงดูดตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

    ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ผู้เข้ารับบริการที่อยากมองหาการฟื้นฟูร่างกายไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเสมอไป แต่สามารถฟื้นฟูร่างกายในบรรยากาศธรรมชาติ จากการทำงานร่วมกับ BDMS Wellness ข้อมูลสุขภาพจากกรุงเทพฯ จะถูกส่งตรงถึงรีสอร์ตเพื่อนำมาออกแบบโปรแกรมการพักผ่อนให้ตรงกับผลตรวจของลูกค้าแต่ละคน หรือลูกค้าสามารถเจาะเลือด รับวิตามิน หรือปรึกษาแพทย์ในบรรยากาศที่ไม่ตึงเครียด พร้อมอาหารสุขภาพที่คำนวณโดยนักโภชนาการแต่ยังอร่อย ผลตรวจสามารถส่งเข้าแล็ปส่วนกลางได้ทันที ทำให้การดูแลสุขภาพไม่สะดุดแม้จะอยู่ต่างจังหวัด

    ด้าน ณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด (N Health) ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ภายใต้ BDMS ที่ทำหน้าที่เป็นแล็บตรวจวิเคราะห์เชิงลึก ตั้งแต่ระดับชีวเคมีไปจนถึงพันธุกรรมเพื่อส่งต่อฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำให้กับส่วนอื่น ๆ เสมือนเป็นกระดูกสันหลังให้กับคำว่า Scientific Wellness โดยการสนับสนุนด้านข้อมูลการแพทย์ให้โรงแรมสามารถให้บริการเจาะเลือดหรือเก็บตัวอย่างได้โดยไม่ต้องตั้งห้องแล็บเอง ทำให้ Supply Chain ของการดูแลสุขภาพสั้นลงและเข้าถึงง่ายขึ้น

    โดยรวมแล้วทุกคนเห็นตรงกันว่า หากการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub สำเร็จได้จริงสิ่งนี้จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยจุดร่วมที่สำคัญที่สุด คือ ทุกองค์กรไม่ได้มองแยกส่วนธุรกิจของใครของมันอีกต่อไป แต่มองว่า “การท่องเที่ยว” และ “สุขภาพ” ต้องถูกหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากกลับมาประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก

    สุดท้ายเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หาเงินจากต่างชาติ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และรีแบรนด์ประเทศ จากเมืองท่องเที่ยวธรรมดาสู่จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่ใครมาแล้วต้อง “อายุยืนขึ้น ตายช้าลง” นี่คือภาพของประเทศไทยในฐานะ The Land of Life ที่ BDMS Wellness และพันธมิตรภาครัฐเอกชนพยายามทำให้เกิดขึ้นจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2915187&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0erRlB2PJstHG0UCWXBYVJ

  • อุบลฯ ชวนชม “ทุ่งทานตะวัน พลังแห่งศรัทธา” เหลืองทอง 12 ไร่ เที่ยวฟรีถึง 8 มีค.นี้

    อุบลฯ ชวนชม “ทุ่งทานตะวัน พลังแห่งศรัทธา” เหลืองทอง 12 ไร่ เที่ยวฟรีถึง 8 มีค.นี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/130918&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aCjSLLjOlBIl0Y_ibBxMP

  • อุบลราชธานี เสน่ห์เมืองรองที่ต้องลองไปสัมผัส ยลงานศิลป์ถิ่นศรัทธา มหัศจรรย์แก่งหินริมโขง

    อุบลราชธานี เสน่ห์เมืองรองที่ต้องลองไปสัมผัส ยลงานศิลป์ถิ่นศรัทธา มหัศจรรย์แก่งหินริมโขง

    วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.12 น.

    แม้ “อุบลราชธานี” จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองรอง แต่ในแง่ของความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและความอลังการของธรรมชาติ จังหวัดนี้คือ “ตัวจริง” ที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางด้วยความอบอุ่น ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ผ่านกิจกรรม FAM Trip นำคณะลงพื้นที่สัมผัสเส้นทาง “แดนดินถิ่นศรัทธา คุณค่าวัฒนธรรม” เพื่อสะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวในมิติใหม่ที่ยั่งยืน และนี่คือความประทับใจที่เราอยากให้คุณไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

    เจาะลึกแหล่งท่องเที่ยว (ต้องลอง)…เสน่ห์ที่ต้องไปสัมผัส

    1. วัดพระธาตุหนองบัว: พุทธศิลป์แห่งศรัทธา ท่ามกลางประกายสีรุ้ง

    ทันทีที่ก้าวเข้าสู่บริเวณวัด สายตาของคุณจะถูกสะกดด้วย “พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์” เจดีย์สีขาวบริสุทธิ์สลักลายสีทองเหลืองอร่ามที่จำลองแบบมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดียได้อย่างไร้ที่ติ บนยอดเจดีย์ประดับด้วยทองคำแท้ที่ส่องประกายยามต้องแสงอาทิตย์ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในสถูปหินสลักลายพระเจ้า 500 ชาติ ซึ่งงดงามด้วยศิลปะแบบปาละ

     * ไฮไลต์เชิญชวน: ห้ามพลาดการกราบขอพร “พญานาคสีรุ้ง” หรือตระกูลฉัพยาปุตตะ ซึ่งเป็นงานปั้นที่อ่อนช้อยราวกับมีชีวิต เกล็ดสีรุ้งจะเปลี่ยนเฉดไปตามมุมของแสงแดด ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเคลื่อนไหวอยู่จริงๆ นอกจากนี้ ที่วัดยังมีโรงหล่อเทียนพรรษาขนาดใหญ่ให้เราได้ชมวิถีช่างแกะสลักเทียนชื่อดังของจังหวัดได้ตลอดทั้งปี เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางที่เติมเต็มทั้งพลังใจและพลังศรัทธาได้เป็นอย่างดี

    2. วัดหลวง: มนต์ขลัง 2 ศตวรรษ ริมฝั่งแม่น้ำมูล

    หากอยากสัมผัสรากเหง้าของชาวอุบลฯ ต้องมาที่วัดแรกของจังหวัดแห่งนี้ ความขรึมขลังของโบราณสถานอายุกว่า 245 ปีที่ตั้งอยู่ริมน้ำมูล จะพาคุณย้อนกลับไปสู่ยุคก่อร่างสร้างเมือง

     * ไฮไลต์เชิญชวน: เข้าไปกราบขอพร “หลวงพ่อปากดำ” พระพุทธรูปสำริดโบราณที่ประดิษฐานโดดเด่นอยู่ภายในวิหาร ความมหัศจรรย์ของเนื้อสำริดที่เปลี่ยนเป็นสีดำเข้มบริเวณริมฝีปาก ตัดกับองค์พระสีทองจำลองด้านล่าง สร้างความรู้สึกเคารพและยึดเหนี่ยวจิตใจได้อย่างประหลาด บรรยากาศรอบวัดที่ลมแม่น้ำพัดโชยมาเย็นๆ จะช่วยให้คุณได้นั่งพักผ่อนและซึมซับประวัติศาสตร์เจ้าเมืองคนแรกอย่าง “เจ้าคำผง” ผู้ก่อตั้งวัดแห่งแรกในเมืองอุบล

    3. วัดป่าปากโดม: ประตูสู่เมืองบาดาลและพญานาคผู้เมตตา

    นี่คือจุดที่ “ลำโดมใหญ่” ไหลมาบรรจบกับ “แม่น้ำมูล” เกิดเป็นทางสองสีที่สวยงามและเต็มไปด้วยตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเมืองบาดาล

     * ไฮไลต์เชิญชวน: คุณจะได้พบกับ พญานาคทะนะมูลนาคราช กายสีดำนิลสลับทองดูน่าเกรงขาม และ ย่าศรีเกศปทุม กายสีขาวมุกที่ดูสง่างาม อ่อนโยน ราวกับกำลังเลื้อยขึ้นมาจากแม่น้ำ เพื่อประทานพรให้กับผู้มาเยือน สายมูหลายท่านยืนยันว่าการมาขอพรเรื่องการค้าขายที่นี่มักจะได้ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ นอกจากนี้การได้นั่งพักบน “ศาลาเรือนแก้ว” กลางน้ำ จะทำให้คุณได้สัมผัสความเงียบสงบที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Faith-based Tourism) ที่ยกระดับใจให้สงบและเปี่ยมไปด้วยมูลค่าทางจิตใจ

    4. สามพันโบก: มหัศจรรย์แก่งหินที่ธรรมชาติบรรจงสลัก

    นี่คือ “แกรนด์แคนยอนเมืองไทย” ที่แท้จริง เมื่อแม่น้ำโขงลดระดับลง โลกใต้พิภพที่ถูกซ่อนไว้จะปรากฏแก่สายตา หลุมบ่อนับพันที่เกิดจากแรงดันน้ำมานานนับศตวรรษกลายเป็นงานประติมากรรมหินทรายขนาดมหึมา

     * ไฮไลต์เชิญชวน: การเดินลัดเลาะไปตามหลุมหินต่างๆ คือความสนุกที่มาพร้อมความงาม คุณจะได้ตื่นเต้นกับการค้นหา “หลุมมิกกี้เมาส์” ที่ดูเหมือนจริงจนน่าตกใจ หรือ “โบกรูปหัวใจ” ที่กลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดฮิตของคู่รัก “โบกรูปหัวสุนัข” ที่ยืนออกไปในอากาศอย่างน่ามหัศจรรย์ และที่พลาดไม่ได้คือ “สระมรกต” หลุมขนาดใหญ่ที่มีน้ำใสสะท้อนสีฟ้าเขียวสวยงามจับตา เหมือนสระน้ำในฝัน แนะนำให้นั่งรถกระบะชาวบ้านหรือล่องเรือชมวิวรับลมโขง จะได้เห็นภาพวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านควบคู่ไปกับความอลังการของหินรูปร่างแปลกตา เป็นประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง

    5.คุ้มจันทร์หอม: สัมผัสวิถี “สโลว์ไลฟ์” และหัวใจของช่างทอผ้า ในเรือนไทยอีสาน

    ปิดท้ายการเดินทางด้วยการสัมผัสภูมิปัญญาผ้าทอเมืองอุบลที่ “คุ้มจันทร์หอม” แหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) ที่เกิดขึ้นจากความรักในผืนผ้าของ คุณวิยะดา อุนนะนันทน์ ที่มีความรักในผ้าไหมตั้งแต่เด็ก และลาออกจากงานมาสานต่อมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกับชุมชน

    ไฮไลต์เชิญชวน: เมื่อก้าวเข้าไปในโรงทอ คุณจะได้เห็นกระบวนการผลิตผ้าไหมที่ละเอียดอ่อนทุกขั้นตอน ที่นี่เน้นการใช้สีจากธรรมชาติและลวดลายเอกลักษณ์อย่าง “ผ้าไหมลายกาบบัว” และ “ผ้าไหมลาวอุบล” ซึ่งแต่ละผืนมีลวดลายไม่ซ้ำกัน คุณสามารถลองลงมือทำ ผ้ามัดย้อม ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดฮิตที่เปิดโอกาสให้คุณสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเดียวในโลกท่ามกลางบรรยากาศเรือนไทยอีสานประยุกต์อันร่มรื่น พร้อมลิ้มรสอาหารอีสานรสเลิศและกาแฟหอมๆ ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยมิตรภาพของคนในชุมชน สะท้อนคอนเซ็ปต์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเป็นมากกว่าแค่นักท่องเที่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวชาวอุบลฯ

    กิจกรรม FAM Trip ครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การท่องเที่ยวเมืองรองอย่างอุบลราชธานีนั้นมีเสน่ห์ที่เข้าถึงง่ายและมีคุณค่าล้นเหลือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพร้อมผลักดันให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ทุกคน “ต้องลอง” มาสัมผัสสักครั้งในชีวิต แล้วคุณจะหลงรักเมืองดอกบัวแห่งนี้อย่างหมดใจ

    ติดตามข้อมูลและความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่:

    Facebook: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา https://www.facebook.com/Mots.official.TH

    Facebook: เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง https://www.facebook.com/ThailandHiddenGemsTourismFestival

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/948777&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AOhHsUGiBVxwOA_CA76WN

  • ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน เหลืองอร่ามเต็มทุ่ง เช็กอินใกล้กรุง

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน เหลืองอร่ามเต็มทุ่ง เช็กอินใกล้กรุง

              ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ชวนเช็กอินทุ่งปอเทืองสีเหลืองสดใส สวยสะดุดตาต้องแวะ ใครมองหาทริปใกล้กรุง บรรยากาศดี ๆ เห็นทีต้องมาหน่อยแล้ว

              ช่วงนี้ใครที่เดินทางมาชมชมพูพันธุ์ทิพย์ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ที่กำลังออกดอกสวยสุด ๆ แล้ว และถ้าใครได้รูปสวยแล้วแต่ยังไม่รับกลับบ้าน เรามีอีกพิกัดทุ่งดอกไม้สวยของที่นี่ให้ได้แวะชม กับทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน บอกเลยว่าสวยไม่แพ้กัน คนที่กำลังมองหาทริปสั้น ๆ ใกล้กรุงเทพฯ แบบได้ฟีลธรรมชาติเต็ม ๆ

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน อยู่ตรงไหน

              ทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน แห่งนี้ตั้งอยู่ข้างอุโมงค์ยูคาลิปตัส บริเวณศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมเกษตร (พิกัด : ทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน)

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน มีอะไรดี

               ต้องบอกว่าทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน ที่นี่ไม่ได้มีแค่ต้นไม้ดอกไม้ธรรมด แต่คือ “ทะเลสีเหลือง” สุดลูกหูลูกตาบนพื้นที่หลายสิบไร่ ด้วยความที่เป็นพื้นที่วิจัยและสาธิตทางเกษตรกรรม ทำให้ต้นปอเทืองที่นี่เติบโตอย่างสมบูรณ์ ต้นสูงท่วมหัว ดอกแน่นสะพรั่ง ให้ฟีลสบาย ๆ โล่ง โปร่ง ลมพัดเอื่อย ๆ เดินเล่นได้เพลิน ๆ

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน เที่ยวช่วงไหนดี

              ช่วงที่ดอกบานเต็มทุ่งจะสวยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตอนเช้าและเย็น แสงนุ่ม ๆ ถ่ายรูปขึ้นสุด ๆ แนะนำเช็กช่วงบานก่อนเดินทาง จะได้ไม่พลาดช็อตสวย ๆ ซึ่ง ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ดอกปอเทืองกกำลังออกดอกสวยงาม โดยจะบานอย่างนี้ไปประมาณ 50-60 ก่อนที่จะไถกลบต่อไป

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ข้อแนะนำ

              ใครที่เดินทางมาเที่ยวชมทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน แนะนำว่าให้พกร่ม หมวก มาด้วย เพราะช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อน และอย่าดึง รั้ง และหักกิ่งต้นปอเทือง เพราะกิ่งค่อนข้างเปราะและหักง่ายมาก ๆ ไว้เก็บความสวยงามให้ส่งต่อให้คนอื่น ๆ ได้มาเชยชมด้วย

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

              ถ้าอยากเติมสีเหลืองสดใสให้วันธรรมดา ลองแวะมาที่ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ทริปสั้น ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ที่ได้ทั้งพักผ่อนและรูปสวยกลับบ้าน ^ ^ 

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวสวนดอกไม้ ที่เที่ยวนครปฐม อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view298976.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00x8UiiEuUkghFEGXtEPij

  • อัยการสั่งฟ้อง ‘นานา-เวย์’ คดีฉ้อโกง-แชร์ลูกโซ่ เสียหายกว่า 170 ล้านบาท

    อัยการสั่งฟ้อง ‘นานา-เวย์’ คดีฉ้อโกง-แชร์ลูกโซ่ เสียหายกว่า 170 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ได้นำตัว นางไรบีนา อินทชัย (นานา) และ นายปริญญา อินทชัย (เวย์ ไทเทเนี่ยม) พร้อมด้วย บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด และ บริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 ยื่นฟ้องต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และปลอมเอกสาร

    คำฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2564 ถึงตุลาคม 2568 จำเลยทั้ง 4 ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 ราย ให้ร่วมลงทุนในธุรกิจหลายรูปแบบ อาทิ การปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล, ซื้อขายสินทรัพย์, ธุรกิจกีฬา, ร้านอาหารต่างประเทศ และหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยเสนอผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 4-7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด

    จากการสอบสวนพบว่า จำเลยไม่มีเจตนานำเงินไปลงทุนจริง แต่เป็นการนำเงินรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้รายเดิมในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

    ทางด้านพนักงานอัยการระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง มูลค่ารวมกว่า 170 ล้านบาท จึงขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก และขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวเนื่องจากเกรงจะหลบหนี พร้อมขอให้จำเลยชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำฟ้อง

    ล่าสุด ศาลรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.508/2569 ขณะนี้จำเลยอยู่ระหว่างการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว และรอคำสั่งพิจารณาจากศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30mO21wYDe130QCqIZCzSW