Blog

  • ไทยประกันชีวิต ประกาศเป้าหมายสู่ความเป็นหนึ่ง

    ไทยประกันชีวิต ประกาศเป้าหมายสู่ความเป็นหนึ่ง

    พลเอกวินัย ภัททิยกุล ประธานกรรมการ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และ นายฮิเดกิ นากาจิมะ Director, President, Representative Executive Officer, and Group CEO บริษัท เมจิ ยาสุดะ ไลฟ์อินชัวรันส์ ร่วมเปิดงานประชุมใหญ่ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “MISSION TO WIN” ยุทธการสู่ความเป็นหนึ่ง ครองใจ ครองไทย เพื่อประกาศนโยบายก้าวสู่ความเป็นหนึ่งของไทยประกันชีวิต พร้อมมอบเป้าหมายการดำเนินงานให้แก่บุคลากรฝ่ายขายทั่วประเทศ โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูง จาก บมจ.ไทยประกันชีวิต และบริษัท เมจิ ยาสุดะ ไลฟ์อินชัวรันส์ ร่วมงาน ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/279759&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2epXGmom4OT2CjYlYtt1NN

  • รองพ่อเมืองรถม้า แถลงข่าวเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยว “ตามรอยวัดศิลปะพม่า”

    รองพ่อเมืองรถม้า แถลงข่าวเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยว “ตามรอยวัดศิลปะพม่า”

    รองพ่อเมืองรถม้า แถลงข่าวเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยว “ตามรอยวัดศิลปะพม่า” พร้อมจัดงานใหญ่ “ประเพณีปอยต่างข้าวซ่อมต่อ” ชูแนวคิด Unseen Thai Thai กระตุ้นเศรษฐกิจวัฒนธรรม

    นายรณรงค์ เทพรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดลำปาง เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วยนางเบ็ญจมาส บุญเทพ วัฒนธรรมจังหวัดลำปาง นางสุกัลญา เรืองรุ่ง รองปลัดเทศบาลนครลำปาง ดร. อนุกูล ศริพันธ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองลำปาง หัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน ผู้แทนชุมชน ร่วมการแถลง ความร่วมมือเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยจัดกิจกรรม FAM Trip “ตามรอยเส้นทางวัดศิลปะพม่า ศิลปกรรมล้ำค่านครลำปาง” และเตรียมจัดงาน “ประเพณีปอยต่างข้าวซ่อมต่อ” ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 นี้ มีจุดมุ่งเน้นการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

    จังหวัดลำปางมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะวัดศิลปะพม่าที่สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาในยุคทำไม้สักในอดีต ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่วิจิตรและหาชมได้ยาก จังหวัดเล็งเห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดมรดกเหล่านี้ให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
    ด้วยจังหวัดลำปางมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะวัดศิลปะพม่าที่สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาในยุคทำไม้สักในอดีต ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่วิจิตรและหาชมได้ยาก จังหวัดเล็งเห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดมรดกเหล่านี้ให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3887993/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XwgsmNouvyvOQIk2HH2FQ

  • ยโสธร เปิดงานเทศกาล “หลง (รัก) ลุม” ประจำปี 2569 ส่งเสริมการท่องเที่ยวและผ้าไทย | เดลินิวส์

    ยโสธร เปิดงานเทศกาล “หลง (รัก) ลุม” ประจำปี 2569 ส่งเสริมการท่องเที่ยวและผ้าไทย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ ถนนคนเดินคำเขื่อนแก้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ได้มีพิธีเปิดงานเทศกาล “หลง (รัก) ลุม” ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    โดย นางนันทิญา พูลทวี นายอำเภอคำเขื่อนแก้ว ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวศศิกานต์ จันทร์หอม ประธาน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดยโสธร รวมถึงผู้แทนจาก สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยโสธร, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร และ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร เข้าร่วมในพิธี

    ประธานในพิธีกล่าวว่า การจัดงานเทศกาล “หลง (รัก) ลุม” ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมผ้าไทย ควบคู่กับการสนับสนุนการท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล โครงการ “เมือง (ต้อง) รอง” และผลักดันให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวประจำปีของจังหวัดยโสธร เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การประกวดหนูน้อยคำเขื่อนแก้ว การประกวดนางสาวคำเขื่อนแก้ว การประกวดหนุ่มเมืองลุมพุก การแสดงดนตรีตลอดงาน รวมถึงการออกร้านจำหน่ายสินค้า อาหาร และเครื่องดื่มที่ขึ้นชื่อจากจังหวัดยโสธรและจังหวัดใกล้เคียง สร้างสีสันและบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

    สำหรับงานเทศกาล “หลง (รัก) ลุม” ประจำปี 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ถนนคนเดินคำเขื่อนแก้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร

    ในโอกาสนี้ ประธานในพิธีได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน พร้อมแสดงความหวังว่างานเทศกาลครั้งนี้จะสร้างรอยยิ้ม ความประทับใจ และเป็นพื้นที่แห่งความสุขให้กับทุกคน ก่อนประกาศเปิดงานเทศกาล “หลง (รัก) ลุม” ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5629351/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DVi-prWxfe8mTrUOKwGcb

  • กรมทางหลวง เชิญชวนท่องเที่ยว “อุทยานแห่งชาติภูพาน” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งภาคอีสาน ผ่านเส้นทางหลวง สะดวก ปลอดภัยทุกเส้นทาง

    กรมทางหลวง เชิญชวนท่องเที่ยว “อุทยานแห่งชาติภูพาน” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งภาคอีสาน ผ่านเส้นทางหลวง สะดวก ปลอดภัยทุกเส้นทาง

    กรมทางหลวง เชิญชวนท่องเที่ยว “อุทยานแห่งชาติภูพาน” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งภาคอีสาน ผ่านเส้นทางหลวง สะดวก ปลอดภัยทุกเส้นทาง


    24/02/2569 | 45 |

    กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม ขอเชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวบนเส้นทางทางหลวงแผ่นดิน มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติภูพาน แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสกลนคร และกาฬสินธุ์ โดดเด่นด้วยผืนป่าธรรมชาติของเทือกเขาภูพานที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแบบขับรถชมธรรมชาติ เพราะมีอากาศเย็นสบาย และทัศนียภาพสวยงามตลอดสองข้างทาง

                       อุทยานแห่งชาติภูพาน เป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความงดงามของภูเขา ป่าไม้ และแหล่งท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ เช่น น้ำตกคำหอม ซึ่งมีความงดงามเป็นพิเศษในช่วงที่มีปริมาณน้ำมาก เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และจุดชมวิวบนแนวเทือกเขาภูพาน ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อน เรียนรู้ระบบนิเวศ และดื่มด่ำกับบรรยากาศเงียบสงบ ใกล้ชิดธรรมชาติตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวเชิงเส้นทาง (Road Trip) ผ่านถนนสายภูเขาที่คดเคี้ยวสวยงาม โดยเฉพาะบริเวณโค้งปิ้งงู ซึ่งเป็นจุดเด่นของเส้นทางที่โอบล้อมด้วยผืนป่าและทิวเขา สร้างประสบการณ์การขับรถท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของทุ่งนา ภูเขา และชุมชนท้องถิ่นสองข้างทาง ภายในอุทยานแห่งชาติภูพานมีลานกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างคืนท่ามกลางธรรมชาติ และสามารถปิดท้ายวันด้วยการชมพระอาทิตย์ตกดิน ณ จุดชมวิวบนแนวเทือกเขาภูพาน        ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ของผืนป่าและภูเขาสลับซับซ้อน เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สะท้อนเสน่ห์ของการท่องเที่ยวธรรมชาติบนเส้นทางหลวงได้อย่างงดงามและอบอุ่น

                       การเดินทางจากกรุงเทพฯ สามารถใช้เส้นทางของ ทล. ได้อย่างสะดวกและต่อเนื่อง โดยใช้ ทล.1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านจังหวัดสระบุรี จากนั้นเชื่อมต่อ ทล.2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา และขอนแก่น ก่อนเดินทางต่อด้วย ทล.209 (ขอนแก่น – กาฬสินธุ์) และ ทล.213 (กาฬสินธุ์ – สกลนคร) จะถึงบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูพาน ซึ่งตั้งอยู่ริมทางหลวง เดินทางสะดวก มีป้ายแนะนำชัดเจนตลอดเส้นทาง โดย ทล. คอยสนับสนุนการท่องเที่ยว จุดพักรถเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน และอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยในทุกเส้นทาง ทล. ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้รถใช้ถนน ปฏิบัติตามกฎจราจร และร่วมกันดูแลรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป สอบถามเส้นทางหรือต้องการความช่วยเหลือติดต่อได้ที่แขวงทางหลวงสกลนครที่ 1 แขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ หมวดทางหลวงในพื้นที่ และสายด่วน ทล. โทร. 1586 (โทรฟรี 24 ชั่วโมง)

    ที่มา : www.thaigov.go.th/th/news/161792


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/479291&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1udxDO4R72G9J5fUiXAma3

  • เปิดลิสต์ 35 ประเทศ มีพาสปอร์ตเที่ยวได้เลย ไม่ต้องยื่นขอวีซ่า อัปเดตล่าสุด 2569!

    เปิดลิสต์ 35 ประเทศ มีพาสปอร์ตเที่ยวได้เลย ไม่ต้องยื่นขอวีซ่า อัปเดตล่าสุด 2569!

    อัปเดต 2569! ประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า สำหรับผู้ถือพาสปอร์ตไทย

    สำหรับการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในปัจจุบัน เรื่องของ “วีซ่า” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกและประหยัดเวลามากขึ้น ล่าสุด กรมการกงสุลได้เผยแพร่ข้อมูล (อัปเดต ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569) เกี่ยวกับประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยสามารถเดินทางไปได้โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตราล่วงหน้า ซึ่งช่วยให้การเดินทางไปพักผ่อนหรือติดต่อธุรกิจในหลายทวีปทั่วโลกทำได้ง่ายเพียงแค่มีพาสปอร์ตเล่มเดียว

    กระทรวงการต่างประเทศ ประกาศรายชื่อประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า อัปเดตปี2569 

    กระทรวงการต่างประเทศประกาศอย่างเป็นทางการ! อัปเดตรายชื่อประเทศที่ยกเว้นวีซ่าสำหรับคนไทยประจำปี 2569 (ประกาศเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2569) โอกาสดีของนักเดินทางที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ ทั้งแบบฟรีวีซ่าและ Visa on Arrival

    รายชื่อ 35 ประเทศไม่ต้องขอวีซ่าเดินทาง

    ทวีปเอเชีย และตะวันออกกลาง (24 แห่ง)

    1. บรูไน* (14 วัน)

    2. กัมพูชา* (60 วัน)

    3. จีน (30 วัน)

    4. จอร์เจีย* (365 วัน)

    5. ฮ่องกง (30 วัน)

    6. อินโดนีเซีย* (30 วัน)

    7. ญี่ปุ่น* (15 วัน)

    8. คาซัคสถาน (30 วัน)

    9. สาธารณรัฐเกาหลี (90 วัน)

    10. สาธารณรัฐคีร์กีซ* (30 วัน)

    11. ลาว (30 วัน)

    12. มาเก๊า (30 วัน)

    13. มองโกเลีย (30 วัน)

    14. มาเลเซีย* (30 วัน)

    15. มัลดีฟส์* (30 วัน)

    16. เมียนมา (14 วัน)

    17. โอมาน* (14 วัน)

    18. ฟิลิปปินส์* (30 วัน)

    19. สิงคโปร์* (30 วัน)

    20. ไต้หวัน* (14 วัน)

    21. ทาจิกิสถาน* (30 วัน)

    22. ติมอร์-เลสเต (30 วัน)

    23. ตุรกี* (30 วัน)

    24. เวียดนาม (30 วัน)

    ทวีปยุโรป (1 แห่ง)

    1. รัสเซีย (30 วัน)

    ทวีปอเมริกาใต้ (5 แห่ง)

    1. อาร์เจนตินา (90 วัน)

    2. บราซิล (90 วัน)

    3. ชิลี (90 วัน)

    4. เอกวาดอร์* (90 วัน)

    5. เปรู (90 วัน)

    ทวีปอเมริกากลาง / แคริบเบียน (2 แห่ง)

    1. เฮติ* (90 วัน)

    2. ปานามา* (90 วัน)

    ทวีปแอฟริกา (2 แห่ง)

    1. เซเชลส์* (30 วัน)

    2. แอฟริกาใต้* (30 วัน)

    โอเชียเนีย (1 แห่ง)

    1. ซามัว* (60 วัน)

    เครื่องหมายดอกจัน (*): หมายถึงประเทศที่ประกาศยกเว้นการตรวจลงตราให้ไทยฝ่ายเดียว (ควรตรวจสอบข้อมูลก่อนเดินทางอีกครั้ง เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)

    35 ประเทศไม่ต้องขอวีซ่าเดินทาง

    รายชื่อ 34 ประเทศที่ขอ Visa on Arrival ได้

    1. บาห์เรน (14 วัน)

    2. เบนิน (30 วัน)

    3. โบลิเวีย (30 วัน)

    4. บุรุนดี (30 วัน)

    5. กาบูเวร์ดี (30 วัน)

    6. คอโมโรส (45 วัน)

    7. หมู่เกาะคุก (31 วัน)

    8. เอธิโอเปีย (90 วัน)

    9. ฟิจิ (4 เดือน)

    10. แกมเบีย (28 วัน)

    11. กินี-บิสเซา (90 วัน)

    12. จอร์แดน (30 วัน)

    13. มาลาวี (30 วัน / 90 วัน)

    14. หมู่เกาะมาร์แชลล์ (ไม่จำกัด / 90 วัน)

    15. มอริเชียส (60 วัน)

    16. นามิเบีย (90 วัน)

    17. เนปาล (15 วัน / 30 วัน / 90 วัน)

    18. นิการากัว (30 วัน)

    19. นีอูเอ (30 วัน)

    20. ปาเลา (30 วัน)

    21. ปารากวัย (15 วัน)

    22. กาตาร์ (30 วัน)

    23. รวันดา (30 วัน)

    24. ซาอุดีอาระเบีย (90 วัน)

    25. เซเนกัล (90 วัน / 90 วัน / 30 วัน)

    26. เซเชลส์ (90 วัน)

    27. เซียร์ราลีโอน (30 วัน)

    28. หมู่เกาะโซโลมอน (3 เดือน)

    29. ซูรินาม (90 วัน)

    30. แทนซาเนีย (90 วัน)

    31. ติมอร์-เลสเต (30 วัน)

    32. ตูวาลู (40 วัน)

    33. วานูอาตู (30 วัน)

    34. แซมเบีย (90 วัน)

    รายชื่อ 34 ประเทศที่ขอ Visa on Arrival ได้

    Tips เล็กๆ ก่อนเช็กอินโกอินเตอร์ (อัปเดต 2569)

    • เช็กอายุพาสปอร์ต: ต้องเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก่อนวันเดินทาง
    • ลงทะเบียนล่วงหน้า: บางประเทศแม้ฟรีวีซ่า แต่ต้องลงทะเบียนออนไลน์ก่อน เช่น K-ETA (เกาหลีใต้) หรือ MDAC (มาเลเซีย)
    • เตรียมเอกสารยืนยัน: ควรมี ตั๋วขากลับ และ ใบจองที่พัก ติดตัวไว้ (แบบพิมพ์หรือไฟล์ในมือถือ) เผื่อ ตม. ขอเรียกตรวจ
    • ประกันเดินทาง: แนะนำให้ทำติดไว้เสมอ เพื่อความอุ่นใจเรื่องค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ
    • ตรวจสอบก่อนบิน: ประเทศที่ยกเว้นวีซ่าให้ไทยฝ่ายเดียว (มีเครื่องหมาย *) อาจมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้ตลอดเวลา ควรเช็กประกาศล่าสุดอีกครั้งก่อนจองตั๋วครับ

    สุดท้ายนี้ ใครที่อยากจะไปเที่ยวที่ไหนแล้วไม่ชัวร์ว่าข้อมูลที่เราให้ไปนี้ถูกต้องหรือไม่ สามารถตรวจสอบกับ สถานทูต/สถานกงสุลของประเทศปลายทาง หรือเว็บไซต์รัฐบาลก่อนเดินทางทุกครั้งเพื่อให้ได้ข้อมูลล่าสุดได้ครับ

    ขอบคุณข้อมูลจาก

    1. กระทรวงการต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453598/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o1p7kLi2NPGu8PBOLf5cp

  • Krungsri เอ็กซ์คลูซีฟ มองเศรษฐกิจโลก 2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวน ชี้จังหวะกระจายพอร์ต ลดน้ำหนักหุ้นเทคสหรัฐฯ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Krungsri เอ็กซ์คลูซีฟ มองเศรษฐกิจโลก 2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวน ชี้จังหวะกระจายพอร์ต ลดน้ำหนักหุ้นเทคสหรัฐฯ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ (24 กุมภาพันธ์ 2569) – กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) จัดงานสัมมนา KRUGNSRI EXCLUSIVE Investment Outlook 2026: Building Resilient Portfolios in Volatile World โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของกรุงศรี และพันธมิตร อัปเดตมุมมองเศรษฐกิจและเทรนด์การลงทุนปี 2569 ให้กับลูกค้ากรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ สรุปใจความสำคัญว่าปี 2569 แม้เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรฟื้นตัว แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยเชิงโครงสร้างยังเป็นแรงกดดันสำคัญ ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนควรให้น้ำหนักหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ กระจายความเสี่ยง ลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคฯใหญ่สหรัฐฯ ไปยังหุ้นขนาดกลาง-เล็ก หุ้นวัฏจักร และตลาดเกิดใหม่ พร้อมเน้นการบริหารพอร์ตอย่างยืดหยุ่น เพื่อรับโอกาสฟื้นตัวอย่างมีคุณภาพ

    เศรษฐกิจโลก 2569: “โตได้ แต่ไม่ง่าย”

    ดร. พิมพ์นารา หิรัญกสิ (ซ้าย) หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

    ดร. พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ฉายภาพเศรษฐกิจโลกปี 2569 ว่าแม้ยังเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แต่ต้องเผชิญบริบท “ระเบียบโลกใหม่” ที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้วทางสังคมและการเมือง โดยความเสี่ยงระยะสั้นในช่วง 1–2 ปีนี้มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก รองลงมาคือปัญหาข้อมูลบิดเบือนและความแตกแยกทางสังคม ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาวใน 10 ปีข้างหน้า จะโยงกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

    สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ยังเติบโตโดดเด่นจากเม็ดเงินลงทุนใน AI นโยบายการคลังและโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี แต่สหรัฐฯ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโลกจากนโยบายกีดกันทางการค้า การขึ้นภาษีนำเข้า และความพยายามควบคุมจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ด้านยุโรปยังคงทรงตัว โดยมีภาคบริการที่ยังคงช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ภาคการผลิต–ส่งออกยังคงอ่อนแรง ส่วนญี่ปุ่น แม้จะได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว แต่ก็มีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสำคัญอย่างแร่หายาก (Rare Earth) ขณะที่จีนเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของภาคการผลิตและบริการ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังซบเซา โครงสร้างประชากรสูงวัย และหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่สะสมจากการลงทุนมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา

    ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อน แม้มีแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังคงเติบโตโดดเด่น แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการส่งออก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged society) ซึ่งล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

    แนะรีวิวพอร์ตทุก 3 เดือน รับเศรษฐกิจฟื้น ชูหุ้นเกิดใหม่เด่นปี 69

    Mr. David Chao, Global Market Strategist, Asia Pacific ex Japan, Invesco

    ด้าน Mr. David Chao, Global Market Strategist, Asia Pacific ex Japan, Invesco ได้แนะนำให้นักลงทุนทบทวนพอร์ตทุก 3 เดือนผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่

    1. ประเมินภาพเศรษฐกิจมหภาค: เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้มาก ซึ่งความกังวลเรื่องผลกระทบจากภาษีการค้าที่คาดว่าจะเข้ามากดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจกำลังก้าวออกจากภาวะชะลอตัวเข้าสู่วัฏจักรการฟื้นตัวอย่างชัดเจน

    นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจคือ ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีมูลค่าแพงเกินไปเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต และมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยกดดันหลักมาจากการคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั่วโลกยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ รวมถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติและชะลอการตอบโต้กัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย ช่วยเปิดทางให้ประเทศโดยรอบรวมถึงเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาเติบโตได้ชัดเจนขึ้น

    1. กำหนดธีมการลงทุน: เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวและผู้คนในภูมิภาคหลักมีรายได้ที่แท้จริงสูงขึ้น ธีมการลงทุนในปีนี้จึงเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่กระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่การกระจายโอกาสในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินอื่น ธนาคารกลางในท้องถิ่นเริ่มอัดฉีดสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ
    2. จัดสรรสินทรัพย์ให้เหมาะสม: แนะว่ากลยุทธ์การจัดพอร์ตในปี 2569 ควรให้น้ำหนักไปที่หุ้นมากกว่าตราสารหนี้ และควรหลีกเลี่ยงการถือครองพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เนื่องจากหากเกิดภาวะเงินเฟ้อแฝงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่อาจขยับขึ้นจะทำให้ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง

    สำหรับการเลือกลงทุนในตลาดหุ้น แนะนำให้ทำการปรับสมดุลพอร์ต โดยกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ และโยกเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นขนาดกลางและเล็กที่เน้นการเติบโต (Mid-cap & Small-cap Growth) รวมถึงหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) ซึ่งจะทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษในช่วงต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงหุ้นไทยและเอเชีย) ที่ได้อานิสงส์ตรงจากดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และหากต้องการลงทุนในธีมเทคโนโลยีหรือ AI ควรพิจารณากระจายไปที่หุ้นกลุ่ม China AI ของจีน ซึ่งมีความแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยเน้นการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ ผสานเข้ากับหุ่นยนต์และภาคการผลิตขั้นสูง ซึ่งมี Use Case ในการสร้างรายได้ที่จับต้องได้จริง

    เปิด 5 กองทุน Flagship ตอบโจทย์ทุกสภาวะตลาดปีนี้

    นายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา, CFA (ที่ 1 จากซ้าย) ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

    ด้านนายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นปีนี้ว่ายังมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และเม็ดเงินลงทุนใน AI ที่ยังคงสูง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงเรื่อง Valuation ที่ตึงตัว การหมุนกลุ่มลงทุนจากความกังวลเรื่อง AI นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ และท่าทีของ Fed ที่ผ่อนคลายช้ากว่าคาด กรุงศรีจึงแนะนำ
    กลยุทธ์จัดพอร์ตโดยมี Global Equity เป็นแกนหลัก (Core Port) และหาจังหวะลงทุนระยะสั้น (Tactical) ในตลาด Non-US พร้อมนำเสนอกองทุน Flagship ประจำปีผ่านธีม A.L.P.H.A ได้แก่

    • Asset Stability ผ่านกองทุนตราสารหนี้ KF-CSINCOME
    • Long-term AI Theme ผ่านกองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกอย่าง KFHTECH-A
    • Portfolio Rebalancing ผ่านกองทุน KF-GEI-A เพื่อปรับสมดุล
    • Hands-on Allocation ด้วยกองทุน KFGDB-A ที่มีการปรับพอร์ตอย่างยืดหยุ่น และ
    • Active Selection ผ่านกองทุน KKP GNP-H ที่เน้นคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว

    Mr.  Ken Lin, CFA, CAIA, Managing Director, Head of Hong Kong and Southeast Asia Intermediary Business, Invesco

    สำหรับการเจาะลึกกองทุนในธีม Portfolio Rebalancing อย่าง KF-GEI-A ถือเป็นทางออกสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนหุ้นโลกแต่กังวลความผันผวนของกลุ่ม AI โดย Mr. Ken Lin, CFA, CAIA, Managing Director, Head of Hong Kong and Southeast Asia Intermediary Business, Invesco ได้เผยกลยุทธ์หลักว่า กองทุน KF-GEI-A จะเน้นเฟ้นหาบริษัทระดับผู้นำที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และไม่ไล่ราคาหุ้นเทคโนโลยีที่ Valuation แพงเกินไป ซึ่งกลยุทธ์นี้เองที่คุณวิรัตน์ หัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence มองว่าเข้ามาช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนอกจาก 70-100% ของกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะเป็น “Dividend Compounder” ที่บริษัทสามารถจ่ายปันผลเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ การมีสัดส่วนหุ้นเทคน้อยกว่าตลาดยังช่วยลดความผันผวนได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่ตลาดเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนัก กองทุนนี้กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังสามารถทำผลตอบแทนบวกสวนทางตลาดได้อีกด้วย

    Mr. Kelvin Lam, CAIA, Managing Director Head of Sales, Southeast Asia Retail and Private Bank Distribution, Allianz Global Investors

    ในส่วนของกองทุน KFGDB-A ซึ่งกรุงศรีจัดให้อยู่ในธีม Hands-on Allocation นั้น Mr. Kelvin Lam, CAIA, Managing Director Head of Sales, Southeast Asia Retail and Private Bank Distribution, Allianz Global Investors ได้พาเจาะลึกความน่าสนใจในฐานะกองทุนประเภท Dynamic Asset Allocation ที่มีขอบเขตการลงทุนกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และสินทรัพย์ทางเลือก จุดเด่นสำคัญคือการปรับพอร์ตเชิงรุก (Active Rotation) ตัวอย่างเช่น การกล้าถือเงินสดสูงถึง 30% ในยามวิกฤต หรือการสับเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (EM) และทองคำเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นแล้ว คุณวิรัตน์ยังได้เสริมจุดเด่นเพิ่มเติมว่า การที่กองทุนเลือกลงทุนผ่าน Euro Share Class จะช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging Cost) ได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

    นางสาวลักษณ์ชนก สงวนรักศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้จัดการกองทุน-การลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเกียรตินาคินภัทร จำกัด

    ปิดท้ายด้วยกองทุน KKP GNP-H ซึ่งตอบโจทย์ธีม Active Selection ของทางกรุงศรี โดย นางสาวลักษณ์ชนก สงวนรักศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้จัดการกองทุน-การลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเกียรตินาคินภัทร จำกัด ได้เจาะลึกถึงกระบวนการเฟ้นหาหุ้นแบบ Bottom-up ที่มีกระบวนการจัดสรรพอร์ต (Portfolio Allocation) ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยแบ่งสัดส่วนการบริหารพอร์ต 20% แรกให้กับทีม Research เป็นผู้คัดเลือกหุ้นโดยตรง และสัดส่วน 80% ที่เหลือจะกระจายให้ผู้จัดการกองทุนถึง 10 ท่าน เพื่อร่วมกันเฟ้นหาหุ้นบริษัทชั้นนำทั่วโลกให้เหลือเพียง 200 กว่าบริษัทที่เป็นผู้ชนะในธุรกิจนั้นๆ ซึ่งการไม่พึ่งพาผู้จัดการกองทุนเพียงคนเดียวนี้ ช่วยสร้างความต่อเนื่องให้กับการจัดการพอร์ตลงทุนได้อย่างดี

    สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมย้อนหลังได้ผ่านช่องทาง YouTube: Krungsri Simple หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ KRUNGSRI EXCLUSIVE โทร 02-296-5566 LINE: @KrungsriExclusive

    ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต – KFGDB-A, KF-GEI-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ – KFHTECH-A ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/24/619589/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JBiTnAmkhlNj9M4RFMuAd

  • เมื่อ “คนป่วยแห่งเอเชีย” สร้างการเติบโตให้เพื่อนบ้าน

    เมื่อ “คนป่วยแห่งเอเชีย” สร้างการเติบโตให้เพื่อนบ้าน

    ภาพของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกต่างชาติมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยตัวเลขล่าสุดขยายตัวเพียง 2.4% แม้จะฟื้นตัวจากช่วงก่อนหน้า

    แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามที่เติบโตในระดับสูง จนเกิดกระแสมองกันว่าเศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งแซงหน้าไทยอย่างเป็นรูปธรรมในปีนี้

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ จะพบภาพอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคเอกชนไทยยังคงขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และเข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค

    โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญ ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 500,000 ล้านบาท ผ่านโครงการลงทุนกว่า 775 โครงการ

    เม็ดเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่กระจายอยู่ในอุตสาหกรรมสำคัญที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งแต่พลังงาน ค้าปลีก เกษตรอุตสาหกรรม ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทต่อการเติบโตของเวียดนามในระยะยาว

    ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อกิจการ Sabeco ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของเวียดนาม บริษัทลูกอย่างเบอร์ลี่ยุคเกอร์ ลงทุนใน MM Mega Market Vietnam ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ถึง 30 สาขา และเตรียมรุกลงทุนต่อเนื่อง

    ขณะที่บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขยายเครือข่ายห้าง GO! และอีโคซิสเต็มของกลุ่ม ทั้งศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เกต ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านเฉพาะทางต่างๆ ทั้งอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ก่อสร้างและอื่นๆไปทั่วประเทศ

    เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีสร้างธุรกิจเกษตรและอาหารแบบครบวงจรกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอาหารในเวียดนาม รวมถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้เข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม รองรับการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ เช่นเดียวกับบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    การลงทุนของบริษัทไทยเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามโดยตรง ทั้งในด้านการผลิต การส่งออก และการจ้างงาน และมีส่วนช่วยให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค

    ภาพดังกล่าวสะท้อนความจริงที่น่าสนใจว่า แม้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมจะเติบโตในอัตราที่จำกัด แต่ภาคเอกชนไทยกลับยังคงแข็งแรง และสามารถขยายธุรกิจออกไปสร้างการเติบโตในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

    ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดของตลาดในประเทศ ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กำลังซื้อที่เติบโตชะลอลง และระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การสร้างการเติบโตในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับบริษัทขนาดใหญ่

    การตัดสินใจเคลื่อนทัพออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสมรภูมิที่มีศักยภาพสูงอย่างเวียดนาม จึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาวที่ช่วยยกระดับให้บริษัทไทยก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนมิติที่ซับซ้อนของเศรษฐกิจไทยได้อย่างชัดเจน แม้ในสายตาโลกไทยจะถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่เติบโตช้าและติดหล่มปัญหาโครงสร้าง แต่ในอีกด้านหนึ่ง

    “ดีเอ็นเอ” ของภาคเอกชนไทยกลับยังเปี่ยมด้วยศักยภาพในการแข่งขันและสามารถปักธงสร้างความมั่งคั่งนอกบ้านได้อย่างต่อเนื่อง

    ท่ามกลางภาพลักษณ์การเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ทุนไทยจำนวนมหาศาลกลับกลายเป็นฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านให้พุ่งทะยาน

    มันคือตลกร้ายที่คนป่วยกำลังสร้างบ้านให้เพื่อนบ้าน และนับเป็นหนึ่งในความย้อนแย้งที่สุดของเศรษฐกิจไทยในยุคปัจจุบัน.

    ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

    คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2915918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eqOFHTToKr34QIT1LLzU6

  • &

    &

    พร้อมหรือยัง? เมื่อโลกเปลี่ยนขั้ว และเกมเศรษฐกิจเปลี่ยนกติกา ในวันที่ธุรกิจจะอยู่รอดได้…ไม่ใช่คนที่ใหญ่ที่สุด แต่คือคนที่ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด” ท่ามกลางกระแสความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และระเบียบเศรษฐกิจหลายขั้วที่กำลังขีดเส้นกติกาการค้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานเทคโนโลยี หรือเกณฑ์ด้านพลังงานและความยั่งยืน (Sustainability) ปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือกลยุทธ์สำคัญที่กระทบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจโดยตรง สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมเจาะลึกวิสัยทัศน์ในงาน “Executive Insight: From Global Tensions to Strategic Choices” เวทีที่จะช่วยให้คุณอ่านเกมการเมืองและเศรษฐกิจโลก โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่าจะเป็น

    • ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเชียน
    • คุณสมบูรณ์ เลิศสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด
    • ผศ. ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    โดย คุณปิยพร พรรณเชษฐ์ กรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษากลุ่ม Corporate Performance Management Group, TMA เป็นผู้ดำเนินรายการ

    การเปลี่ยนผ่านของโลกจากระเบียบเดิมที่นำโดย สหรัฐอเมริกา สู่ยุคหลายขั้วท่ามกลางการแข่งขันเชิงระบบกับ จีน ซึ่งไม่ใช่เพียงสงครามการค้า แต่คือศึกเทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ชิปถึง AI ในระยะยาวโลกมีแนวโน้ม “แข่งขันแต่ไม่แตกหัก” ขณะที่การเมืองสหรัฐฯ โดยเฉพาะแรงกดดันต่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินจากศาลฎีกาประเด็น Tariff การก่อตั้ง Board of Peace อาจทำให้ท่าทีต่างประเทศผันผวน และทุกความตึงเครียดกับ อิหร่าน หรือประเด็นอย่าง กรีนแลนด์ สามารถกระทบพลังงานและการค้าโลก พร้อมกันนี้แรงกดดันมาตรฐานสิ่งแวดล้อมจาก สหภาพยุโรป ยิ่งเร่งให้ภูมิทัศน์การค้าเปลี่ยนเร็ว สำหรับ อาเซียน และไทย นี่ไม่ใช่โจทย์ “เลือกข้าง” แต่คือ “เลือกประโยชน์” ในการผ่านสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เสริมความพร้อมซัพพลายเชน และลงทุนเทคโนโลยี -พลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ ลดความเสี่ยง และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นทิศทางนโยบายของไทย อาเซียน จีน สหรัฐฯ และยุโรปอย่างรอบด้าน พร้อมวางแผนปรับตัวและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมั่นใจในโลกที่ผันผวน

    งาน “Executive Insight” จัดขึ้น ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 – 20.45 น. โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.tma.or.th , FB: TMA – Thailand Management Association หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณญาณินท์ ก้านเหลือง โทร. 094-650-9444 E-mail: [email protected]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.newswit.com/th/ieufxzsui0r1jmzj29jvpa6axaloz72x&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CXXjcfvWKrHmMdsB4OVZX

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 24/02/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 24/02/69

    วันที่ 24 ก.พ.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/130995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gG4KT4fa32nKP3eIRA8rH

  • กองทัพใหญ่สหรัฐบุกอ่าวเปอร์เซีย ทองคำน่าซื้อหรือยัง? – InterGold

    กองทัพใหญ่สหรัฐบุกอ่าวเปอร์เซีย ทองคำน่าซื้อหรือยัง? – InterGold

    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.49 น.

    กองทัพใหญ่สหรัฐบุกอ่าวเปอร์เซีย ทองคำน่าซื้อหรือยัง?

    .

    ราคาทองคำทะลุ 5,100 ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามและวิกฤตหนี้โลก: จุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่หรือเพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น

    .

    ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น ราคาทองคำได้กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง โดยสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ระดับ 5,100 ได้สำเร็จ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ในโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ความตึงเครียดในภูมิภาค อ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเงินใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเผชิญกับภาระหนี้มหาศาลและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    .

    ทองคำในฐานะสินทรัพย์ Safe Haven มักจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทันทีเมื่อโลกเข้าสู่ภาวะเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ หรือความไม่มั่นคงของค่าเงิน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่าน ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงหนุนให้ราคาทองคำในช่วงนี้ เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลก หากเกิดความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตหรือการขนส่งน้ำมัน ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง และกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น

    .

    ในขณะเดียวกัน ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือสถานการณ์หนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งต้องดำเนินการ Roll over หนี้จำนวนมหาศาลภายใต้สภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) อยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันต่อระบบการเงิน และเพิ่มโอกาสที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) อาจต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยหรือการกลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

    .

    หากเกิดการใช้นโยบาย QE จริง จะหมายถึงการเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบผ่านการสร้างเงินใหม่ ซึ่งในอดีต นโยบายลักษณะนี้มักส่งผลให้มูลค่าของเงินกระดาษลดลงในเชิงกำลังซื้อ และเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทองคำไม่สามารถถูกสร้างเพิ่มได้เหมือนสกุลเงิน จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องรักษามูลค่า (Store of Value) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

    .

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาทองคำที่ทะลุระดับ $5,100 จะเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ในเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากราคาปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังต่อความเสี่ยงต่างๆ ไปแล้วในระดับหนึ่ง การไล่ซื้อในจังหวะที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเผชิญกับการย่อตัวระยะสั้น โดยเฉพาะหากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย หรือมีความคืบหน้าในเชิงบวกด้านนโยบายการเงิน

    .

    กลยุทธ์ที่เหมาะสมในภาวะเช่นนี้คือการรอจังหวะที่ราคาปรับฐาน และทยอยสะสมในระดับราคาที่ได้เปรียบมากกว่า สำหรับนักลงทุนที่ถือทองคำอยู่แล้ว การถือต่อเพื่อรันเทรนด์ระยะยาวยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจัยมหภาคหลายประการยังคงสนับสนุนแนวโน้มขาขึ้นของทองคำ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้โลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินโลก

    .

    ท้ายที่สุด ทองคำไม่ใช่เพียงสินทรัพย์สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจ การจัดสรรทองคำในพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมสามารถช่วยเพิ่มความมั่นคงและลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตได้ ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นปัจจุบัน ทองคำจึงยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับการรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/VXIPSQXuS6k

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold  

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-23-02-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hqlzKiafJPPv3g1wiM8qU