Blog

  • ต่างชาติเที่ยวไทยเฉียด 6 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยเฉียด 6 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยเฉียด 6 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-22 ก.พ. 2569 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 5,947,434 คน ลดลง 4.91 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 293,119 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 969,505 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 573,323 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย 457,250 คน
    • อันดับ 4  อินเดีย 376,738 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 283,623 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยว พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 22 ก.พ. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้ว เฉียด 6 ล้านคน

    ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวมาเลเซีย และรัสเซียเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาแตะระดับ 110,000 คนในรอบ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 33.02 % จากสัปดาห์ก่อนหน้า

    ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวด้านการเดินทางหลังจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่องในประเทศแต่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 2 แสนคน

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้ (ระหว่างวันที่ 16 – 22 กุมภาพันธ์ 2569) พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 879,587 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือ 0.34 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,655 คน

    นักท่องต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 199,078 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 0.68 %  นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 111,581 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02 % นักท่องเที่ยวรัสเซีย 60,442 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.57 % นักท่องเที่ยวอินเดีย 42,893 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.78 % และนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 34,318 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 18.19 %

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียนมากขึ้น

    การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/652248&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qia1sYTPJc1YujPve5pEy

  • ผู้ว่า ธปท. กางโรดแมปผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ดันจีดีพีโตศักยภาพ 4%

    ผู้ว่า ธปท. กางโรดแมปผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ดันจีดีพีโตศักยภาพ 4%

    ผู้ว่า ธปท. กางโรดแมปผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ดันจีดีพีโตศักยภาพ 4%

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ไทยมองไทย” ภายในงานสัมมนา “Posttoday Thailand Economic Drives 2026” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ ว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีอยู่มาก แต่เชื่อว่ายังอยู่ในจุดที่มีโอกาสปรับตัวให้ดีขึ้นได้ โดยปัญหาหลัก คือการที่เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตในระดับ 8% ลดลงมาเหลือเพียง 2% กว่าในปัจจุบัน ทั้งนี้

    คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2569 อาจเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.9% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับศักยภาพ (Potential GDP) ที่ควรจะอยู่ที่ 2.7% แม้ว่าตัวเลขในไตรมาส 4 ของปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.5% จนทำให้ตลาดประหลาดใจก็ตาม

    เร่งปรับโครงสร้าง-อัพเกรดศักยภาพจาก 2.7% สู่ 4%

    นายวิทัยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตลดลงจากในอดีตที่เคยสูงถึง 8% จนปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2.7% เท่านั้น การจะขยายศักยภาพให้ไปถึงระดับ 3.5-4% ได้นั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน 

    ย้ำต้องสมดุล “นโยบายระยะสั้น-ระยะยาว”

    นายวิทัย กล่าวว่า การจะทำให้เศรษฐกิจโตตามเป้าหมายได้นั้น นโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องทำงานสอดประสานกัน โดยไม่สามารถเลือกทำเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้ ต้องมีการกระตุ้นระยะสั้น เพื่อพยุงการบริโภคควบคู่ไปกับการปฏิรูปในระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันลงมือทำอย่างจริงจัง ศักยภาพเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 3.5-4% อย่างแน่นอน

    “เสถียรภาพและเศรษฐกิจต้องเดินไปด้วยกัน แบงก์ชาติไม่สามารถดูเฉพาะเสถียรภาพโดยไม่สนการเติบโตได้ เพราะเศรษฐกิจที่โตต่ำเกินไปจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในที่สุด”

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ปรับบทบาทแบงก์ชาติ ชูมาตรการเฉพาะจุดแทนดอกเบี้ย

    นายวิทัย กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลิตภาพ (Productivity) หรือปัญหาสังคมสูงวัย แบงก์ชาติจึงหันมาใช้มาตรการเชิงรุกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ดังนี้

    1.  การแก้หนี้เสีย (NPL) รายย่อย 

    มีการโอนพอร์ต NPL ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท จำนวน 1.1 ล้านบัญชี ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ภายใต้การดูแลของแบงก์ชาติ เพื่อปรับบทบาทให้เน้นการช่วยเหลือคนมากกว่ากำไร ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี หวังว่าจะช่วยประชาชนได้กว่า 3-5 แสนคน 

    2.  อุ้มเอสเอ็มอีผ่านกลไกค้ำประกัน หรือเอสเอ็มอีเครดิตการันตี 

    จัดตั้งกองทุนแสนล้านบาทเพื่อช่วยลดต้นทุนเครดิต (Credit Cost) ให้กับเอสเอ็มอี หลังจากพบว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องมาถึง 14 ไตรมาส และอยู่ระหว่างเตรียมโครงการช่วยสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบเพิ่มเติม

    3.  คุมเข้มการค้าทองคำผ่านแอปพลิเคชัน 

    แบงก์ชาติเริ่มเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแอป เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท และป้องกันปัญหาทุนเทา โดยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ ผู้ที่ซื้อขายเกิน 50 ล้านบาทต่อวันจะถูกจำกัด และข้อมูลผู้ซื้อขายเกิน 20 ล้านบาทจะถูกรายงานต่อแบงก์ชาติ

    4  ปฏิรูปค่าธรรมเนียมธนาคาร สร้างมาตรฐานใหม่

    สำหรับค่าธรรมเนียมที่ไม่มีความชัดเจน เช่น ค่าขอ Statement หรือค่าปรับการปิดยอดเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) เพื่อลดภาระให้รายย่อยและประชาชน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน คาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 2 เดือน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3czvPwxt6Es74WTQAHN120

  • เอกนิติ ชูนโยบายธนู 3 ดอก ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาคน ปฏิรูปกฎหมาย | เดลินิวส์

    เอกนิติ ชูนโยบายธนู 3 ดอก ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาคน ปฏิรูปกฎหมาย | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อฝ่ามรสุมปี 2569 ว่า การทำนโยบายคนละครึ่งพลัส และแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อปลายปี เปรียบได้ว่าเป็นการนำคนไทยออกจากห้องไอซียู แต่ในปี 69 นี้ยังมีมรสุมสำคัญ 3 ลูก ที่รออยู่ ได้แก่ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่ผสมผสานกับนโยบายเศรษฐกิจ มรสุมภัยธรรมชาติ มรสุมความอ่อนแอภายในประเทศ ทั้งหนี้ครัวเรือน สังคมผู้สูงอายุ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงเสนอแนวทาง บิ๊กวินผ่านธนู 3 ดอก ที่จะทำงานร่วมกันในช่วง 4 ปีหลังจากนี้

    ทั้งนี้ ดอกที่ 1 คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือรัฐ-เอกชน และส่งเสริมพีพีพีเพื่อแก้หนี้ ดอกที่ 2 คือ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการศึกษาด้วยดิจิทัลและเอไอ ให้ออกแบบหลักสูตรที่ตรงความต้องการของตลาดงาน และดอกที่ 3 คือ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อปลดล็อกการลงทุน เช่น เรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานทักษะสูง ให้ขอได้ง่ายขึ้น และแก้ปัญหากฎหมายที่ดิน การตั้งโรงงาน

    “ผมเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้ธนูทั้ง 3 ดอกนี้ จะสามารถเปลี่ยนประเทศไทยจากคนป่วยแห่งเอเชีย ให้กลับมาเป็น คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียได้ภายในระยะเวลา 4 ปี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5631444/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_5ZVBLgmuSLys3MSWKBSE

  • ธปท.เตรียมคุมถอนเงินสดเกิน 5 ล้าน-จัดระเบียบค่าธรรมเนียมแบงก์

    ธปท.เตรียมคุมถอนเงินสดเกิน 5 ล้าน-จัดระเบียบค่าธรรมเนียมแบงก์

    วิทัย รัตนากร​​ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Thailand Economic Drive 2026 จัดโดย โพสต์ทูเดย์ หัวข้อ “ไทยมองไทย” ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันติดอยู่ในวงจรการเติบโตต่ำ ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศจะวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมไปอีกหลายปี โดยมีปัจจัยมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 86-87% ของ GDP และที่น่ากังวลคือคุณภาพหนี้ NPL ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงสินเชื่อ SME ที่ติดลบต่อเนื่องมาถึง 14 ไตรมาส 

    อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีปัจจัยบวกจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มียอดขอรับการส่งเสริมสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ (Advance Economy) และภาคการท่องเที่ยวที่ยังเป็นเสาหลักประคองเศรษฐกิจ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะยังไม่เท่าเดิมแต่ในเชิงมูลค่ายังอยู่ในระดับที่ดี

    ธปท.ต้องใช้ “มาตรการเฉพาะจุด”

    วิทัยย้ำว่า นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพียงเครื่องมือเดียว ไม่สามารถแก้โจทย์ผลิตภาพ (Productivity) หรือยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ ธปท.จึงปรับบทบาทเชิงรุกมากขึ้น โดยเดินหน้า “มาตรการเฉพาะจุด” (Targeted Measures) ควบคู่กับการดำเนินนโยบายการเงิน

    ซึ่งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้ขับเคลื่อน และเตรียมการ 4 แนวทางหลัก หนึ่งในนั้นคือการแก้ปัญหาหนี้เสียรายย่อยผ่านกลไก “National AMC”

    ธปท.เตรียมคุมถอนเงินสดเกิน 5 ล้าน-จัดระเบียบค่าธรรมเนียมแบงก์

    แก้หนี้ NPL 

    วิทัย กล่าวต่อว่า ธปท.ได้โอนสินทรัพย์ NPL มูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท จากธนาคารพาณิชย์รวมประมาณ 1.1 ล้านบัญชี ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เพื่อทำหน้าที่เป็น “National AMC” แนวทางใหม่ของโครงการนี้ คือ “ไม่เน้นกำไร เน้นช่วยคน” เปิดโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ไม่สูง สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    ความคืบหน้าการดำเนินงานตอนนี้ มีการโอนสินทรัพย์แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ระบบติดตามหนี้และบริหารจัดการระยะที่ 1 พัฒนาเสร็จต้นเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญชวนลูกหนี้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งกำหนดกรอบเวลาดำเนินงาน 2 ปี คาดว่าจะสามารถช่วยลูกหนี้ได้ประมาณ 30–50% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด หรือคิดเป็นประชาชนราว 300,000–500,000 คน

    วิทัยระบุด้วยว่า โครงการนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น อนาคตจะมีมาตรการระยะต่อไปตามมาอีกหลายชุด ผ่านความร่วมมือระหว่างแบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ

    ธปท.เตรียมคุมถอนเงินสดเกิน 5 ล้าน-จัดระเบียบค่าธรรมเนียมแบงก์

    คุมเข้มธุรกรรมทองคำ

    นอกจากนี้ ธปท.ได้เข้ามา กำกับดูแลการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันเป็นครั้งแรก เนื่องจากธุรกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท อย่างในช่วงที่ราคาทองคำสูงขึ้น ประชาชนจะขายทองผ่านแอปฯ ทำให้ร้านทองได้รับดอลลาร์ และเมื่อร้านทองนำดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาทในปริมาณมากพร้อมกัน จะส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว 

    โดยกำหนดให้การซื้อขายทองคำเกิน 20 ล้านบาทต่อวัน ต้องรายงานข้อมูลมายัง ธปท.รวมถึงกำหนดเพดานการซื้อขายไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวันต่อราย หากเกินต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ และอาจพิจารณาลดเพดานเหลือ 20 ล้านบาทในอนาคต

    นอกจากนี้ยังสั่งให้ธนาคารรายงานสถานะการถือครองทองคำในระบบแอปพลิเคชันทั้งหมด ทำให้ ธปท.เห็นข้อมูลสต็อกทองคำรายบุคคลครบถ้วน หากมีการเบิกทองคำจริงเกิน 2 กิโลกรัม ต้องรายงานข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการใช้ทองคำเป็นช่องทางซ่อนเงิน

    เบิก-ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องมีที่มา 

    วิทัย กล่าวว่า ธปท. เตรียมประกาศใช้เกณฑ์การกำกับดูแลการถอนเงินสดจากนี้การเบิกเงินสดเกิน 5 ล้านบาท  ซึ่งมาตรการนี้กำหนดให้สถาบันการเงินต้องสอบถามเหตุผล หรือทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน เพื่อป้องปรามธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และลดโอกาสการเกิดอาชญากรรม 

    อย่างไรก็ตาม ธปท. ยืนยันว่าผู้ประกอบการ SME หรือบุคคลทั่วไปที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินสดในการทำธุรกิจตามปกติยังสามารถทำได้เพียงแค่แจ้งเหตุผลประกอบ ทั้งนี้ในอนาคตอาจมีการขยายผลไปยังเรื่องการฝากเงินสด และอาจพิจารณาปรับลดเกณฑ์การถอนเงินจาก 5 ล้านบาท ลงเหลือ 3 ล้านบาท ตามการประเมินผลในแต่ละช่วง

    จัดระเบียบค่าธรรมเนียมธนาคาร 

    นอกจากมาตรการด้านเงินสดแล้ว ธปท. ยังอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อจัดระเบียบค่าธรรมเนียมธนาคารประมาณ 10-15 รายการ ให้มีมาตรฐานและสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยกลุ่มเป้าหมายแรกจะครอบคลุม 

    • ค่าธรรมเนียมธุรกรรมพื้นฐาน: เช่น การโอนเงินหรือถอนเงินข้ามเขต, การขอ Statement และค่าธรรมเนียมบัตร ATM 
    • ค่าธรรมเนียมสำหรับ SME: เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการให้สินเชื่อ (Front-end fee) และค่าปรับกรณีการไถ่ถอนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment fee) เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นกลาง

    ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ค่าธรรมเนียมใหม่ที่ปรับลดลง ภายใน 2 เดือนข้างหน้า

    ในระยะยาว วิทัยเน้นย้ำว่าเสถียรภาพและเศรษฐกิจต้องเดินคู่กัน โดยเป้าหมายคือการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ (Potential GDP) จากปัจจุบันที่ 2.7% ให้กลับไปสู่ระดับ 3.5% หรือ 4% ผ่านการปรับโครงสร้าง การลงทุนใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00f4FxV93xFrkSlKvz9lwk

  • ‘เอกนิติ’ ลุย 3 เรื่อง พาไทยฝ่ามรสุมปี 69 เปลี่ยนเศรษฐกิจกลับมาแข็งแรงใน 4 ปี

    ‘เอกนิติ’ ลุย 3 เรื่อง พาไทยฝ่ามรสุมปี 69 เปลี่ยนเศรษฐกิจกลับมาแข็งแรงใน 4 ปี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษใน งานสัมมนา “Thailand Economic Drives 2026” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 ในหัวข้อ “ฝ่ามรสุมปี 2569” ว่า รัฐบาลเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยยุทธศาสตร์ “Big Wins” ในระยะเวลา 4 ปี เพื่อนำพาประเทศไทยฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและพลิกโฉมประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

    ที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจได้พิสูจน์ฝีมือผ่านการใช้กรอบนโยบาย Quick Big Win ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจนเห็นผลสัมฤทธิ์ โดยสามารถดึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 0.3% ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% ในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญที่ดึงการลงทุนภาคเอกชนให้กลับมาพลิกเป็นบวกได้ถึง 6% 

    “มาตรการระยะสั้นได้พาเศรษฐกิจที่กำลังติดหล่มกลับมาเดินหน้าต่อ จากผู้ป่วยออกจากห้องไอซียู แต่บริบทโลกที่ผันผวนหมายความว่าไทยจะหยุดนิ่งไม่ได้ รถไม่ได้อยู่กับที่แต่ต้องวิ่งต่อ แล้วจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตและเข้มแข็ง แข่งขันได้กับนานาประเทศ ”

    ในปี 2569 ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายจาก มรสุม 3 ลูกใหญ่ ได้แก่ 1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือ

    2.วิกฤติภัยพิบัติทางธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    3.ปัญหาโครงสร้างภายในประเทศที่เรื้อรัง ทั้งหนี้ครัวเรือน สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการขาดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ จากทั้งภาครัฐและเอกชนมาอย่างยาวนาน ซึ่งกดทับให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจต้องพึ่งพาเพียงการส่งออกและการท่องเที่ยวจนเสียสมดุล

    ดังนั้น เพื่อทะลวงฝ่าวิกฤติดังกล่าวรัฐบาลได้เตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยยุทธศาสตร์ “Big Wins” มุ่งเป้าไปที่นโยบายการลงทุนหลัก 3 ด้าน เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสทองของประเทศ และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนภายใน 4 ปี ประกอบด้วย

    1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ประเทศไทยจำเป็นต้องดันการลงทุนขนาดใหญ่ขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ ภาครัฐเตรียมเดินหน้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และส่งเสริมการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อลดภาระการก่อหนี้สาธารณะ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จุดยืนที่เป็นกลางและโครงสร้างพลังงานสะอาดจะทำให้ไทยเป็นแม่เหล็กดึงดูดทุนข้ามชาติ หากปลดล็อกอุปสรรคได้เต็มที่ คาดการณ์ว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในปี 2569 จะพุ่งสูงถึง 9.7 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่า 20% โดยรัฐบาลจะกำกับดูแลให้เม็ดเงินและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้กระจายลงสู่ระดับชุมชน 

    2.การลงทุนในคน หรือทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกการทำงานและการศึกษา โดยให้ภาคเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรและรับเข้าทำงาน

    “เราต้องลงทุนโดยเอาดิจิทัลมาทรานส์ฟอร์มการศึกษาไทย และไม่จำเป็นต้องเป็นระบบการศึกษาแบบปกติ เราต้องทรานส์ฟอร์มทั้งครู ทั้งนักเรียน เราต้องใช้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย”

     3.การลงทุนด้านกฎหมาย ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกอุปสรรคทั้งหมด หากกติกาไม่เอื้ออำนวย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาคนย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง รัฐบาลเตรียมแก้ไขกฎระเบียบที่ล้าหลัง เช่น การทบทวนเงื่อนไขวีซ่า การรายงานตัวทุก 90 วันของแรงงานทักษะสูง (High-Skill Labor) กฎหมายที่ดินที่เป็นอุปสรรค

    ทั้งนี้ รัฐบาลยังเตรียมเครื่องมือสำคัญอย่างการออกกฎหมายรวบยอดด้านการลงทุน (Omnibus Law) และการนำระบบ BOI Fast Pass มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อร่นระยะเวลาอนุมัติจากที่เคยใช้เวลานานเกือบ 2 ปี ให้มีความรวดเร็วและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น

    “การออกกฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) เพื่อการลงทุน มันจะช่วย Fast Track ทุกอย่าง และมันเป็นกฎหมายที่จะทำให้การลงทุนเปลี่ยนโฉมประเทศไทย”

    นอกจากนี้ จะมีการตั้งเงื่อนไขสำคัญสำหรับสิทธิประโยชน์ BOI ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) สู่คนไทย เพื่อยกระดับทักษะแรงงานผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และดึงเม็ดเงินเหล่านี้ลงสู่การสร้างรายได้ให้แก่คนไทยและชุมชนอย่างแท้จริง

    “3 เรื่องที่จะทำคือ การลงทุน การลงทุน และการลงทุน ดังที่กล่าวข้างต้น แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้การลงทุนเข้ามาต่างประเทศเข้ามาอย่างเข้มแข็ง และทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งได้ เราจะไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แต่จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งในเอเชีย”

    ‘เอกนิติ’ ลุย 3 เรื่อง พาไทยฝ่ามรสุมปี 69 เปลี่ยนเศรษฐกิจกลับมาแข็งแรงใน 4 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1222547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KukhsANSCAWQMjrWAKhej

  • ‘เอกนิติ’ ชู 3 ธนูลงทุน ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ ดันจีดีพีโตแกร่งใน 4 ปี

    ‘เอกนิติ’ ชู 3 ธนูลงทุน ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ ดันจีดีพีโตแกร่งใน 4 ปี

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ฝ่ามรสุมปี 69“ ภายในงานสัมมนา “Posttoday Thailand Economic Drives 2026” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ วันที่ 24 ก.พ.2569 ว่า

    ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน รัฐบาลเผชิญกับตัวเลขเศรษฐกิจที่วิกฤตหนัก โดยสภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ว่าไตรมาส 4 ของปี 2568 จะเติบโตเพียง 0.3% จึงได้มีการผลักดันนโยบาย Quick Big Win เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นให้ฟื้นตัวได้ทันที ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยเศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 2.5% ซึ่งสูงกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ที่ 1.8%

    หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้ คือ การกระตุ้นที่เน้นการกระจายตัวแบบ Inclusive Growth เช่น โครงการ “คนละครึ่ง Plus” ที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจฐานรากในต่างจังหวัด โดยมียอดการใช้จ่ายสูงสุดในจังหวัดที่น่าสนใจอย่างหนองบัวลำภูและจันทบุรี ขณะที่การลงทุนภาครัฐเติบโตถึง 13% ซึ่งถือเป็นพระเอกหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะยาว 

    เปิด 3 มรสุมใหญ่ ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ปี 69

    อย่างไรก็ตาม แม้จะพ้นขีดอันตรายจาก “ห้อง ICU” แล้ว แต่ไทยยังจำเป็นต้อง “ออกกำลังกายและกินวิตามิน” เพื่อให้กลับมาแข็งแรงและแข่งขันได้ในระดับสากล และแม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะดีขึ้น แต่ไทยยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ “มรสุม 3 ลูก” ที่กำลังตั้งเค้าในปี 2569 ได้แก่

    มรสุมลูกที่ 1 สงครามภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ 

    มรสุมลูกแรกเกิดจากการที่ความขัดแย้งทางการเมืองโลกถูกนำมาผสมผสานกับเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ออก โดยประเทศมหาอำนาจเริ่มใช้เครื่องมือทางภาษี (Tariff) และค่าธรรมเนียมต่างๆ มาเป็นอาวุธทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น นโยบายภาษีสหรัฐ ความผันผวนนี้ส่งผลให้ไทยต้องตั้งรับอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทิศทางนโยบายการค้าโลกอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาและส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้า-ส่งออกของไทยโดยตรง 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    มรสุมลูกที่ 2 วิกฤตภัยธรรมชาติและภาวะโลกร้อน

    ปัญหาโลกร้อน ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางการคลังที่สำคัญ โดยในปีที่ผ่านมา รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนหลายหมื่นล้านบาทเพื่อเยียวยาและจัดการกับปัญหาน้ำท่วม และในปี 2569 มีแนวโน้มจะเผชิญกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น มรสุมลูกนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาคการเกษตรและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ยังเป็นภาระงบประมาณมหาศาลที่รัฐต้องจ่ายไปกับการเยียวยาแทนการลงทุนเพื่ออนาคต 

    มรสุมลูกที่ 3 ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    มรสุมลูกที่ใหญ่ที่สุดคือความอ่อนแอจากภายในที่สะสมมานานกว่า 20 ปี ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ 

    • ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนให้ไม่เติบโตเท่าที่ควร
    • สังคมผู้สูงอายุ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปทำให้รายได้จากการทำงานหายไปหลังเกษียณ ส่งผลต่อกำลังซื้อในภาพรวม
    • การลงทุนที่หดตัว สัดส่วนการลงทุนรวมของไทยลดลงอย่างน่าใจหาย จากที่เคยสูงถึง 40% ของ GDP ในช่วงก่อนปี 2540 ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 23% ของ GDP เท่านั้น 
    • การพึ่งพาต่างชาติสูงเกินไป เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยขาดความสมดุล โดยต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้า 60% และบริการ/ท่องเที่ยวอีก 10% รวมเป็น 70% ของ GDP

    “เพราะเราพึ่งพาการส่งออก และนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงเกินไป ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวนหรือนักท่องเที่ยวบางสัญชาติหายไป เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบทันที”นายเอกนิติกล่าว

    ยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” หนุนเศรษฐกิจไทยโตแกร่ง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากมรสุมดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่สมดุล ฉะนั้น เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนั้น ต้องใช้ยุทธศาสตร์ธนู 3 ดอก เพื่อก้าวสู่ Big Win สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจในอีก 4 ปีข้างหน้า ได้แก่ 

    ดอกที่ 1 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว

    โดยการลงทุนที่สำคัญ คือ ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น Smart Agriculture, Food Processing (โดยเฉพาะอาหารสัตว์เกรดพรีเมียม), Smart Electronics และ EV ] โดยในปีที่ผ่านมามีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และตั้งเป้าจะผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงถึง 9.7 แสนล้านบาทในปี 2569

    นอกจากนี้จะเน้นพลังงานสะอาด (Clean Energy) เช่น โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ และการเปิดเสรี PPA เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนระดับโลก

    ดอกที่ 2 การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 

    โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลปฏิรูปการศึกษาผ่านโครงการ “Skill Bridge” โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรและฝึกอบรมครูและนักเรียน โดยใช้ AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ภายใต้เงื่อนไขรับเด็กเข้าทำงานด้วย รวมถึงการนำ AI ไปใช้ในระดับฐานรากผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่ออัปเกรดทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่

    ดอกที่ 3 การปฏิรูปกฎหมายเพื่อการลงทุน (Omnibus Law) 

    มีแนวคิดที่จะเดินหน้ากฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) เพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อนของการอนุมัติโรงงานและการลงทุน จากเดิมที่ต้องผ่านหลายหน่วยงานและใช้เวลานานเกือบ 2 ปี ให้เหลือเพียง Fast Track เดียว พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบวีซ่าสำหรับผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง (High-skill Labor) ไม่ต้องรายงานตัวทุก 90 วัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ 

    “การลงทุนด้านกฎหมาย ซึ่งสามารถปลดล็อกทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งหากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำตามแผนนี้ ภายใน 4 ปี เศรษฐกิจไทยจะกลับมาแข็งแกร่งและไม่เป็นคนป่วยของเอเชียอีกต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vXuXvRMiCxHVcbJg6hb_U

  • “เอกนิติ” เปิดยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” พลิกเศรษฐกิจไทยปี69 ฝ่ามรสุมโลกเดือด

    “เอกนิติ” เปิดยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” พลิกเศรษฐกิจไทยปี69 ฝ่ามรสุมโลกเดือด

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกในงานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ในหัวข้อฝ่ามรสุมปี 2569 ว่า ประเทศไทยฝ่ามรสุมมาโดยตลอดทั้งน้ำท่วม, ภัยแล้ง เรารู้อยู่แล้วว่าไทยมีมรสุมอะไรบ้าง 

    ในปี 2568 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ในขณะนั้นเศรษฐกิจไทยเผชิญกับมรสุมหลายด้าน ทั้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

    ทีมเศรษฐกิจจึงได้ใช้เฟรมเวิร์ก “Quick Big Win Policy” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเร่งด่วน เนื่องจากตัวเลขคาดการณ์ GDP ไตรมาส 4/2568 ในขณะนั้นอาจเหลือเพียง 0.3%

    ผลจากการดำเนินนโยบาย เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เน้นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยมีเงินหมุนเวียนในกรุงเทพฯ เพียง 15% ที่เหลือกระจายทั่วประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

    อย่างไรก็ตามเปรียบเทียบว่านี่เป็นเพียงการนำคนไทยออกจากห้อง ICU แต่ยังต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อที่จะวิ่งต่อไปได้ในระยะยาว

    3 มรสุมใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญในปี 2569

    ภายในปี 2569 จะมีมรสุมสำคัญ 3 ลูกที่ตั้งเค้าอยู่ ได้แก่ 

    1. มรสุม Geopolitics & Geo-economics ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่ผสมผสานกับนโยบายเศรษฐกิจ มีการใช้กำแพงภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจโล
    2. มรสุมภัยธรรมชาติ ปัญหาโลกร้อนที่นำไปสู่ภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและงบประมาณภาครัฐที่ต้องนำไปเยียวยา
    3. มรสุมความอ่อนแอภายในประเทศ หนี้ครัวเรือนและโครงสร้างประชากร สังคมผู้สูงอายุทำให้กำลังการบริโภคภาคเอกชนลดลง การขาดการลงทุน ประเทศไทยไม่ได้ลงทุนใหญ่มานานนับตั้งแต่ปี 2540 ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไม่สมดุล ต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกิดความผันผวนตามเศรษฐกิจโลก

    ยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” เพื่อปราบมรสุม

    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว คุณเอกนิติได้นำเสนอแนวทาง “Big Wins” ผ่านธนู 3 ดอกที่จะทำงานร่วมกันในช่วง 4 ปีหลังจากนี้ นั่นก็คือ

    ดอกที่ 1 คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว 

    • พลังงานสะอาด มุ่งเน้นการลงทุนใน Green Energy เช่น Solar Farm, Floating Solar และการเปิด PPA ซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง เพื่อเป็นรากฐานของโลกยุคใหม่
    • การดึงดูด FDI ใช้ประโยชน์จากความเป็นกลางของไทยท่ามกลางความขัดแย้งโลกเพื่อดึงฐานการผลิตในกลุ่ม Smart Electronics, Smart Agriculture, Food Processing เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง, Wellness และ EV
    • ความร่วมมือรัฐ-เอกชน ส่งเสริมโครงการ PPP เพื่อลดการก่อหนี้สาธารณะ และผลักดัน Low Carbon City เช่น สระบุรีโมเดล เพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตให้ชุมชน

    ดอกที่ 2 คือ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์

    • Transform การศึกษาด้วยดิจิทัลและAI ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งระบบ ตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงนักเรียนและครู
    • โครงการ Skill Bridge สร้างสะพานเชื่อมระหว่างการศึกษากับการทำงานจริง โดยให้เอกชนช่วยออกแบบหลักสูตรที่ตรงความต้องการของตลาดงานและรับเข้าทำงานทันที
    • Technology Transfer กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทที่เข้ามาลงทุน (FDI) ต้องมีการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้คนไทย

    ดอกที่ 3 คือ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อปลดล็อกการลงทุน

    • ปลดล็อกอุปสรรครายวัน แก้ไขปัญหาเรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานทักษะสูง (High Skill Labor) ให้ขอได้ง่ายขึ้น และแก้ปัญหากฎหมายที่ดินหรือข้อติดขัดเชิงเทคนิคที่ขวางการตั้งโรงงาน
    • Omnibus Law (กฎหมายรวบยอด) เสนอให้ออกกฎหมายที่รวบรวมขั้นตอนการอนุมัติการลงทุนจากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิด Fast Track ในการทำธุรกิจ ลดระยะเวลาการพิจารณาจากปีเหลือเพียงไม่กี่เดือน

    อย่างไรก็ดี ตนเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้ธนูทั้ง 3 ดอกนี้ จะสามารถเปลี่ยนประเทศไทยจาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” ให้กลับมาเป็น “คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย” ได้ภายในระยะเวลา 4 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yTBfmRfIscDtUaPxw1RGW

  • เงินอิสราเอลเชเกล (NIS) แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 30 ปีสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจของอิสราเอลแข็งแกร่งจริงหรือ?

    เงินอิสราเอลเชเกล (NIS) แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 30 ปีสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจของอิสราเอลแข็งแกร่งจริงหรือ?

    บทสัมภาษณ์ของ Prof. Zvi Eckstein อดีตรองผู้ว่าการ ธนาคารกลางอิสราเอล ที่ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าว Globes ว่า
    มีสาเหตุใด ที่ทำให้ค่าเงินเชเกลของอิสราเอล (NIS) จึงมีการแข็งค่าขึ้นอย่างมากที่สุดในรอบ 30 ปี
    ที่มีการใช้เงินสกุลนี้ของอิสราเอล ปัจจุบันอยู่ที่ 3.08 NIS ต่อ 1 USD (16 ก.พ. 2569)
     

    โดย สคต. สามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังต่อไปนี้

    1. ปัจจัยภายในประเทศ – ค่าเงินเชเกลแข็งค่ามากกว่า 13 % ในรอบ 1 ปี และระดับแข็งที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
    โดยเฉพาะเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างๆ อาทิ (1) ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล (surplus) ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004
    ทำให้เงินต่างประเทศไหลเข้าสู่ระบบ (2) เงินออมและเงินบำนาญของครัวเรือนอิสราเอลกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ
    ทำให้เกิดการแปลงเงินเป็นเชเกลมากขึ้น (3) ความคาดหวังของนักลงทุนว่าตลาดต่างประเทศ
    “แพงกว่าหุ้นและสินทรัพย์ในอิสราเอล” จึงทำให้มีการถือเชเกลเพิ่มขึ้น
    ส่งผลตลาดทุนที่มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าเพื่อเก็งกำไรมากขึ้น
    2. ปัจจัยภายนอก – สกุลเงินดอลลาร์เอง อ่อนค่าลงทั่วโลก ในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้เชเกลเทียบกับดอลลาร์ยิ่งแข็งขึ้น
    และนักลงทุนจำนวนมากมองว่า “มูลค่าสินทรัพย์และหุ้นในสหรัฐอาจแพงเกินไป” เนื่องจากหุ้นแสดงราคาสูงสุด
    ส่งผลนักลงทุนถอนเงินจากดอลลาร์ไปลงทุนที่อื่น ซึ่งรวมถึงสินทรัพย์และหุ้นในอิสราเอล
    3. สิ่งที่ทำให้เชเกลแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง – Prof. Eckstein อธิบายถึง “วงจรที่ส่งเสริมตัวเอง” ว่า เมื่อเชเกลแข็ง
    นักลงทุนคาดว่าจะยังแข็งต่อไปหลายคนจึง ลดการลงทุนที่ต้องแปลงเงินเป็นสกุลต่างประเทศ และการทำ “hedging”
    (การป้องกันความเสี่ยงโดยการซื้อเชเกลล่วงหน้า) ก็ ยิ่งช่วยพยุงค่าเงินให้แข็ง มากขึ้นอีก

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    ข้อดี – ค่าเงินแข็งช่วย ลดต้นทุนการนำเข้า และช่วยให้เงินเฟ้อลดลง โดยอัตราเงินเฟ้อของอิสราเอลลดลง จนถึงระดับต่ำสุดในรอบ
    4-5 ปี ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางมีเหตุผลในการ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 4.0% คาดว่าจะลดลงเป็น 3.75%
    ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 นี้
    ข้อเสีย – ผู้ส่งออกสินค้าและบริการอาจถูกกดดัน เพราะสินค้าอิสราเอลเมื่อขายต่างประเทศจะกลายเป็น “แพงขึ้น”
    และนักลงทุนที่มีรายได้จากต่างประเทศอาจได้รับผลกระทบจากกำไรเมื่อแปลงกลับเป็นเชเกล
    นโยบายของ ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) ต่อค่าเงินที่แข็งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ธนาคารกลางยังไม่เข้าแทรกแซงค่าเงินโดยตรงในตอนนี้ เพราะมองว่าการแข็งค่าของเชเกล สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจทั่วไป
    แต่ยังคงมีทางเลือก เช่น ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อทำให้การถือเงินเชเกล “ไม่น่าสนใจเท่าการถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า”
    หรือถ้าความแข็งค่ารุนแรงเกินไปและเริ่มกระทบภาคผลิตหรือเทคโนโลยี อาจต้องพิจารณา “มาตรการแทรกแซง” โดยตรง
    แต่โอกาสตามสถานการณ์ปัจจุบันนี้ยังถือว่าต่ำ ที่ธนาคารกลางจะเข้าแทรกแซง

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. เห็นว่า การที่เศรษฐกิจอิสราเอลมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี จนค่าเงินปรับตัวแข็งขึ้นนั้น
    ทำให้มีผลบวกต่อการนำเข้าสินค้าที่มีต้นทุนลดลง และธนาคารกลางของอิสราเอลยังใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสม เช่น
    การลดดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น น่าจะช่วยให้การค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลที่มีมูลค่าประมาณ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (USD)
    ต่อปี (2568) น่าจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายคือ + 3.5% โดยในปี 2568 ไทยส่งออกมาปีละประมาณเกือบ 800 ล้าน USD
    และนำเข้าประมาณ 550 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 200-300 ล้าน USD

    ในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.68) ไทยส่งออกมาอิสราเอลมีมูลค่า 785 ล้าน USD ลดลง -4.7% แต่ในปี 2569 สคต. คาดว่า
    จะกลับมาขายตัวได้ที่ +3.5% และน่าจะมีมูลค่าประมาณ 815 ล้าน USD ได้ เนื่องจากว่า
    เศรษฐกิจของอิสราเอลขยายตัวได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเริ่มมีการนำเข้าสินค้ามากขึ้น
    หลังความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสมีข้อตกลงหยุดยิงกัน ซึ่ง สคต. มองว่า
    จะมีการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นคามลำดับ โดยมีสินค้าสำคัญและมีศักยภาพ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ
    ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักกร ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ทูน่ากระป๋อง เป็นต้น

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล
    ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://en.globes.co.il/en/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/otk7178kc0x3q2k2d6d83jde&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_IB-vQw-kkfMTFfe6e1zs

  • ซีไอเอ็มบี ไทย คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 ฟื้นตัวครึ่งปีหลัง หวังรัฐบาลใหม่เร่งเบิกจ่าย

    ซีไอเอ็มบี ไทย คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 ฟื้นตัวครึ่งปีหลัง หวังรัฐบาลใหม่เร่งเบิกจ่าย

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหารและเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แม้งบประมาณปี 2570 อาจมีความล่าช้าเล็กน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

    “อยากเห็นมาตรการลดค่าครองชีพ สนับสนุนการจ้างงาน ผ่อนคลายกฎระเบียบช่วยผู้ประกอบการ SME สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเจาะจง จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมถึงการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุน สร้างตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่สูงขึ้น และกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน การเร่งย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศ และดึงดูด FDI เข้ามาจะเป็นแรงหนุนต่อการลงทุนในเครื่องจักรและการเพิ่มศักยภาพการผลิต” 

    หลังสภาพัฒน์รายงานการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2568 ที่ 2.4% CIMB THAI ได้ปรับมุมมองการคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% โดยมองว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปี มีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ส่วนการผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะระดับ 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับธรรมาภิบาลลดการทุจริต เร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

    ด้านดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ และคงที่ 1.25% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6–12 เดือน ถึงเวลานั้น เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ส่วนค่าเงินบาท คาดค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 32.8 บาท/ดอลลาร์ สิ้นปี 2569 หากค่าเงินบาทแข็งค่ามีความเสี่ยงกระทบความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก–ท่องเที่ยว ควรติดตามกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด 
     

    “จับตาวิกฤตภาษีสหรัฐฯ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน 1) ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2) FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน 3) ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว” ดร.อมรเทพ กล่าว

    ซีไอเอ็มบี ไทย คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 ฟื้นตัวครึ่งปีหลัง หวังรัฐบาลใหม่เร่งเบิกจ่าย

    ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน “10 พลัส” การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมาย ยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรปก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง 

    แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลงซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นและพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของธปท. ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ณ ธันวาคม 2558 อยู่ที่66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570 

    “ขณะที่หนี้ภาคเอกชน สูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวังและพิจารณาความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย” 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JwyZMR4XWAcNRHWfdo9zs

  • “คปภ.” การประกันภัย : กลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจร้านอาหารไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “คปภ.” การประกันภัย : กลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจร้านอาหารไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเข้ามาเป็นหนึ่งในภาคบริการหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเชื่อมโยงกับภาคการผลิต การเกษตร การท่องเที่ยว และบริการอื่น ตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ พบว่า ในปี 2568 ภาคธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีการใช้จ่ายของผู้บริโภคเฉลี่ยราว 600,000 ล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานมากกว่า 1 ล้านตำแหน่ง และมีสถานประกอบการประมาณ 700,000 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในทุกภูมิภาคของประเทศ ประกอบกับการเติบโตภาคการท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติกลับมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นในลักษณะเที่ยวด้วยตนเอง (FIT) หรือการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมเข้ามารับประทานอาหารไทย เพื่อดื่มด่ำวัฒนธรรมมากขึ้น ดังนั้นการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในลักษณะของคาเฟ่ หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานการให้บริการที่ประทับใจ อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจในภาคบริการดังกล่าวยังเผชิญกับความเสี่ยงหลายมิติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของกิจการ หากขาดระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม

    ความเสี่ยงที่สำคัญของธุรกิจร้านอาหาร ได้แก่ ความเสียหายด้านทรัพย์สินจากอัคคีภัย น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติ ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจก่อให้เกิดความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ซึ่งก็คือลูกค้าที่มาทานอาหาร ตลอดจนความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้รายได้หายไปในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ รวมถึงความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การโจรกรรม การฟ้องร้องดำเนินคดี หรือความเสียหายต่อชื่อเสียงของกิจการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย เหตุการณ์รุนแรงเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลให้กระแสเงินสดสะดุด และไม่สามารถฟื้นตัวกลับมา ดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง

    ในบริบทดังกล่าว ระบบประกันภัย จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง โดยช่วยแปลงความไม่แน่นอน ให้เป็นความสามารถในการรับมือและฟื้นฟูกิจการ ผ่านกลไกการชดเชยความเสียหายตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ แต่ยังมีส่วนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค สำนักงาน คปภ. แนะนำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารพิจารณาจัดให้มีความคุ้มครองประกันภัยพื้นฐานที่สอดคล้องกับลักษณะและระดับความเสี่ยงของธุรกิจ โดยควรครอบคลุมการประกันอัคคีภัยเพื่อคุ้มครองอาคารและทรัพย์สินภายในร้าน การประกันภัย ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพื่อคุ้มครองกรณีผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการใช้บริการ การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ รวมถึงการประกันภัยโจรกรรมเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินจากการสูญหายหรือความเสียหาย

    อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังอาจขาดความเข้าใจหรือไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งคำนึงถึงการปกป้องและคุ้มครองลูกค้าเป็นลำดับแรก บางรายมองว่าประกันภัยเป็นต้นทุนที่สูง มีเงื่อนไขซับซ้อน หรือไม่มั่นใจว่าความคุ้มครองจะสอดคล้องกับความเสี่ยงของธุรกิจตนเอง ส่งผลให้หลายกิจการยังไม่ได้รับ การคุ้มครองอย่างเพียงพอ ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้านควบคู่กับการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจึงมี ความจำเป็น

    เพื่อให้สามารถเลือกความคุ้มครองได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า สำนักงาน คปภ. จึงได้ขับเคลื่อนโครงการ “ร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง” ผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย หอการค้าจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนาระบบทะเบียนกลางสำหรับร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ และการออกตราสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคว่าร้านดังกล่าวมีการบริหารความเสี่ยงและมีความคุ้มครองประกันภัยที่เหมาะสม ซึ่งคำนึงถึงการปกป้องและคุ้มครองลูกค้าเป็นลำดับแรก โดยมาตรการดังกล่าวไม่เพียง สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ณ จุดใช้บริการ หากยังเป็นแรงจูงใจเชิงบวกให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการภายในร้านอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งฐานข้อมูลที่เป็นระบบยังเอื้อต่อการกำกับติดตาม การประเมินผล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจร้านอาหารที่มีความหลากหลาย

    ในปี 2569 สำนักงาน คปภ. มุ่งขยายการรับรู้และการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในทุกจังหวัดทั่วประเทศไปพร้อม ๆ กัน แต่มีกิจกรรมเป้าหมายในบางจังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต และขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีความหนาแน่นของธุรกิจร้านอาหารและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจบริการและการท่องเที่ยวของประเทศ การดำเนินงานเชิงรุกในพื้นที่ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว

    ท้ายที่สุด การส่งเสริมให้ธุรกิจร้านอาหารมีระบบประกันภัยที่เหมาะสม มิใช่เพียงการปกป้องผู้ประกอบการจากความเสี่ยงทางการเงิน หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ และยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัยของสังคมโดยรวม การบูรณาการเครื่องมือประกันภัยเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจบริการอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับพันธกิจของสำนักงาน คปภ. ในการเสริมสร้างความมั่นคงให้ระบบประกันภัยและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/24/619723/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pAC43S8Bfbxydbm9zFoUm