Blog

  • เขาชะเมาเปิดงาน “ชมแข่งเรือ นั่งเสื่อกินปลา เฮฮาจับหอย” ดัน “อ่างเก็บน้ำประแสร์” สู่แหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน

    เขาชะเมาเปิดงาน “ชมแข่งเรือ นั่งเสื่อกินปลา เฮฮาจับหอย” ดัน “อ่างเก็บน้ำประแสร์” สู่แหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน

    เมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ที่ อ่างเก็บน้ำประแสร์ หมู่ 7 ต.ชำฆ้อ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง นายทัศนเดชา บุญสนธิ์ นายอำเภอเขาชะเมา เป็นประธานเปิดโครงการ “ชมแข่งเรือ นั่งเสื่อกินปลา เฮฮาจับหอย” ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พร้อมปล่อยตัวการแข่งขันเรือรอบปฐมฤกษ์ ท่ามกลางเสียงเชียร์และบรรยากาศคึกคักของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานอย่างเนืองแน่น

    ภายในงานมีไฮไลต์การแข่งขันเรือกลางผืนน้ำ ท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงามของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของอำเภอเขาชะเมา และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน นอกจากนี้ยังมีการออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่น โดยเฉพาะเมนูปลาน้ำจืดสดใหม่จากชาวประมงในพื้นที่ ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งเสื่อรับประทานอาหารริมอ่างฯ สัมผัสบรรยากาศแบบบ้าน ๆ อย่างใกล้ชิด

    สำหรับกิจกรรม “เฮฮาจับหอย” และกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ได้สร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับครอบครัวและเยาวชนที่เข้าร่วมงาน เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมกับวิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง

    นายอำเภอเขาชะเมา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของ ต.ชำฆ้อ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมต่อยอดสู่การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว

    บรรยากาศตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างคึกคัก สะท้อนพลังความร่วมมือของภาครัฐ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ที่ร่วมกันผลักดัน อ่างเก็บน้ำประแสร์ ให้ก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของจังหวัดระยอง

    ภูมิภาค-34

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/132013&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cbO93dr4Qcmta4UmfTP_h

  • มทภ.4 หารือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หวังยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

    มทภ.4 หารือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หวังยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่หมู่บ้านปิยะมิตร 1 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยและขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมทั้งรับฟังปัญหาข้อขัดข้องและความต้องการของชุมชน เพื่อนำไปประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการวางแนวทางช่วยเหลือและพัฒนาศักยภาพพื้นที่ต่อไป

    ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และคณะ ได้พบปะหารือกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (จคม.) และผู้นำท้องถิ่น เพื่อวางแนวทางพัฒนาอุโมงค์ปิยะมิตรให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีคุณภาพ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกพื้นที่ โดยกองทัพภาคที่ 4 มีนโยบายมุ่งเน้นกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ครอบคลุม ตั้งเป้าส่งเสริมให้คนในพื้นที่และคนไทยจากทั่วประเทศ หันมาท่องเที่ยวและศึกษาประวัติศาสตร์ในพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และคณะ ได้เยี่ยมชมอุโมงค์ปิยะมิตร ซึ่งเดิมเป็นฐานปฏิบัติการของอดีตกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 โดยได้เดินสำรวจภายในอุโมงค์ตลอดแนว เพื่อดูสภาพความเรียบร้อยของการจัดการท่องเที่ยว ทั้งนี้ อุโมงค์ปิยะมิตรมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในประกอบด้วยห้องนอน ห้องเก็บเสบียง และสถานีวิทยุ เชื่อมต่อถึงกันด้วยทางเข้าออก ปัจจุบันมีการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง มีบรรยากาศเย็นสบาย และมีความปลอดภัยสูง เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.30 น.

    ก่อนเดินทางกลับ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของบริโภคให้กับกำลังพลกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอเบตง ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อเป็นการแสดงความห่วงใยและสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000020072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BzGC_2OhYiSQzcpTEZBWf

  • “อบจ.อุดรฯ” ชวนเที่ยวคีรีวงกต นั่งอีแต๊กกลางหุบเขา ดันเศรษฐกิจ อ.นายูง

    “อบจ.อุดรฯ” ชวนเที่ยวคีรีวงกต นั่งอีแต๊กกลางหุบเขา ดันเศรษฐกิจ อ.นายูง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/131961&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YfPfUD-0Z5h_fmGVQuc0F

  • ‘อิสราเอล-จีน’คว้าแชมป์ !หวดไอทีเอฟจูเนียร์สเวิลด์ที่ไทย

    ‘อิสราเอล-จีน’คว้าแชมป์ !หวดไอทีเอฟจูเนียร์สเวิลด์ที่ไทย

    ‘อิสราเอล-จีน’คว้าแชมป์ !หวดไอทีเอฟจูเนียร์สเวิลด์ที่ไทย

    วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.31 น.

     การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ รายการใหญ่ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นรอบชิงชนะเลิศ โดย นายธานี แสนยาอุโฆษ กรรมการอำนวยการสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยฯ และประธานฝ่ายพัฒนาเยาวชน เป็นประธานมอบรางวัล

     นักกีฬาที่ได้ครองแชมป์ประเภทชายเดี่ยว ได้แก่ แดน แบรนด์ ดาวรุ่งจากอิสราเอล มือวาง 16 และมือ 81 เยาวชนโลก ที่ในรอบชิงชนะเลิศ เอาชนะ ฮยู คาวานิชิ จากญี่ปุ่น มือวาง 3 และมือ 37 เยาวชนโลก ได้แบบขาดลอย 6-1 และ 6-2

     แดน แบรนด์ ในฐานะแชมป์ประเภทชายเดี่ยว ได้รับคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลกถึง 200 คะแนน ทั้งนี้ นับเป็นแชมป์ไอทีเอฟ จูเนียร์ส รายการที่ 4 ของดาวรุ่งรายนี้ ขณะที่ ฮยู คาวานิชิ รองแชมป์ ได้รับ 140 คะแนน

     ทางด้านประเภทหญิงเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ เล่ย ไมลัวตี้ นักหวดดาวรุ่งจากจีน ซึ่งเป็นลูกครึ่งจีน-แคนาดา มือ 128 เยาวชนโลก เอาชนะ เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส มือวาง 4 และมือ 54 เยาวชนโลก ได้ 2 เซตรวด 7-5 และ 6-2

     เล่ย ไมลัวตี้ คว้าแชมป์ประเภทหญิงเดี่ยวไปครอง พร้อมรับคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก 200 คะแนน โดยนับเป็นแชมป์ไอทีเอฟ จูเนียร์ส รายการที่ 5 ของตัวเอง ขณะที่ เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส รองแชมป์ได้รับ 140 คะแนน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/949868&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BlsIw_APuebrtiMRwfuoP

  • 19 ปี รางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เวทีทรงพลังของข่าวเศรษฐกิจเชิงวิเคราะห์ไทย

    19 ปี รางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เวทีทรงพลังของข่าวเศรษฐกิจเชิงวิเคราะห์ไทย

    19 ปี รางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เวทีทรงพลังของข่าวเศรษฐกิจเชิงวิเคราะห์ไทย

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีและมอบรางวัลแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลในโครงการประกวดบทความข่าวเชิงวิเคราะห์ “รางวัลบทความป๋วย อึ๊งภากรณ์” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะเชิงวิเคราะห์ของผู้สื่อข่าว และยกระดับคุณภาพชิ้นงานด้านเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ

    โครงการดังกล่าวใช้ชื่อรางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เพื่อเชิดชูเกียรติ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในฐานะปราชญ์ทางเศรษฐกิจของไทย โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์

    สำหรับโครงการประกวด “บทความข่าวเชิงวิเคราะห์” ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในการใช้ชื่อรางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในฐานะที่เป็นปราชญ์ทางเศรษฐกิจ 

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

    โดยในปี 2568 สมาคมฯ เปิดให้สมาชิกส่งบทความเข้าประกวด ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน – 22 ธันวาคม 2568 โดยมีสมาชิกจากองค์กรสื่อต่าง ๆ ส่งบทความเข้าประกวด จำนวน 31 บทความ แบ่งเป็น 

    • สื่อออนไลน์ 21 บทความ
    • สื่อสิ่งพิมพ์ 5 บทความ
    • สื่อโทรทัศน์ 3 บทความ
    • สื่อวิทยุ 2 บทความ

    ผลรางวัลประจำปี 2568

    ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์

    รางวัลที่ 1  เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    • เรื่อง วิกฤติ&โอกาสส่งออกไทย : กรณีศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินคดี “มาตรการภาษีทรัมป์” โดย น.ส.สิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์ – หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 

    รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    • เรื่อง อนาคตเศรษฐกิจไทยบนสมรภูมิ “สหรัฐฯ VS จีน” คนละครึ่งหรือเลือกข้าง ทางรอดสุดท้ายเปลี่ยนชะตาประเทศ โดย นายวสวัตติ์ โอดทวี – หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

    รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 7,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    • เรื่อง Regaining a lucrative tourism market โดย น.ส.มลภษร ชูวงษ์ – หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ 

    รางวัลชมเชย เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    • เรื่อง ‘ฐานะการคลังไทย’ สัญญาณเตือนจาก ‘เครดิตเรตติ้ง’ สู่ ‘แผนการคลังระยะปานกลาง’ ฉบับปฏิรูป โดย นายนครินทร์ ศรีเลิศ – หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

    19 ปี รางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เวทีทรงพลังของข่าวเศรษฐกิจเชิงวิเคราะห์ไทย

    ประเภทสื่อโทรทัศน์

    รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท

    •  เรื่อง คลินิกแก้หนี้ สร้างโอกาสใหม่ให้มนุษย์เงินเดือน โดย น.ส.ขนิษฐา อมรเมศวรินทร์ – สำนักข่าวไทย ช่อง 9 MCOT 
    • เรื่อง จับตากลุ่มทุนรุกป่าตะวันออก โดย นางลักขณา หมานระเด่น – ThaiPBS

    รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท

    • เรื่อง “ส่งออกไทย” เสี่ยงวิกฤตซ้ำ! เผชิญหน้าภาษีสหรัฐฯ – การเมืองไม่นิ่ง โดย น.ส.ธาราภรณ์ ฤกษ์ดี – PPTV HD36

    ประเภทสื่อวิทยุ

    รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท

    • เรื่อง ภาครัฐยกระดับตัดวงจรบัญชีม้า โดย นายเอกวิณ กากะนิก – สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 

    ประเภทสื่อออนไลน์

    รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท

    • เรื่อง กับดักหนี้คน Gen Z : วิกฤตการณ์หนี้ที่ซ่อนตัวในความสะดวกสบายยุคดิจิทัล โดย น.ส.ดาริน วิวัฒน์เจริญพงศ์ – สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย 

    รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท

    • เรื่อง ผูกขาดค่า GP–กินรวบขนส่ง! สั่นคลอน ‘อีคอมเมิร์ซ’ ไทย โดย น.ส.ปานฉัตร สินสุข – หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

    รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 7,000 บาท

    • เรื่อง เจาะ Open Data เปิด “3 มายากลก๊าซเรือนกระจก” โดย น.ส.ชนิตา งามเหมือน – Onlinenewstime 

    รางวัลชมเชย  เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    • Wellbeing Economy เมื่อ “สุขภาวะ” กลายเป็นเครื่องมือชี้วัดเศรษฐกิจอันใหม่ – BrandAge  เมื่อธรรมาภิบาล “ตลาดทุนไทย” ถูกท้าทาย – สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย
    • พ.ร.ก.อาชญากรรมไซเบอร์ ป้องกัน หรือ พันธนาการ – ผู้จัดการรายวัน 360

    19 ปี รางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เวทีทรงพลังของข่าวเศรษฐกิจเชิงวิเคราะห์ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652565&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20v0wDe5DeP2AsMy1ouk5a

  • ‘ระเบิดเวลาลูกใหม่ เศรษฐกิจไทย-โลก’ เม็ดเงินทำลายธรรมชาติ สูงกว่าการฟื้นฟูถึง 30 เท่า

    ‘ระเบิดเวลาลูกใหม่ เศรษฐกิจไทย-โลก’ เม็ดเงินทำลายธรรมชาติ สูงกว่าการฟื้นฟูถึง 30 เท่า

    โลกในปี พ.ศ. 2569 กำลังเผชิญกับจุดหักเหที่น่าสะพรึงกลัว แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องจะดูเหมือนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดในสายตาประชาชน

    แต่รายงาน Global Risks Report 2569 โดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) กลับส่งสัญญาณเตือนภัยที่ดังกว่าเดิมว่า “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ คือมหันตภัยระยะยาวที่จะล้มล้างความมั่งคั่งของมนุษยชาติ หากเรายังไม่เร่งปรับทิศทางการไหลของเงินทุนโลก

    ตัวเลขที่น่าตกใจ เรากำลังจ่ายเงินเพื่อทำลายตัวเอง

    รายงานจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในชื่อ State of Finance for Nature 2569 เปิดเผยสถิติที่ฟังดูเหลือเชื่อว่า ในทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่โลกพยายามลงทุนเพื่อปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติ กลับมีเงินถึง 30 ดอลลาร์สหรัฐ  ที่ถูกใช้ไปในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำลายธรรมชาติ เช่น การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล การทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่ทำลายหน้าดิน และการประมงเกินขนาด

    ความย้อนแย้งนี้กำลังขยาย “ช่องว่างทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity Finance Gap) ให้สูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 24 ล้านล้านบาท) ซึ่งหากไม่รีบอุดช่องว่างนี้ โลกจะเผชิญกับภาวะ “ระบบล่มสลาย” ที่ย้อนกลับคืนมาไม่ได้

    ขีดจำกัดโลก (Planetary Boundaries) ที่ถูกทลาย

    ปัจจุบัน มนุษย์ได้ทำลายขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกไปแล้วถึง 7 ใน 9 ด้าน โดยเฉพาะล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ภาวะมหาสมุทรเป็นกรด (Ocean Acidification) ได้ก้าวเข้าสู่ “เขตอันตราย” (Danger Zone) อย่างเป็นทางการ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อาหารทางทะเลและอุตสาหกรรมการประมงทั่วโลก

    ผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อ GDP กว่าครึ่งแขวนอยู่บนเส้นด้าย

    สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือความเสี่ยงระดับ “มหภาค” เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงธรรมชาติอย่างมหาศาล

    1. ความเปราะบางของภาคเกษตรและอาหาร: กว่า 58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัญของ GDP โลก (หรือราว 50% ของเศรษฐกิจทั้งหมด) มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบนิเวศ ในไทยเอง ภาคการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP หากดินเสื่อมสภาพหรือน้ำขาดแคลน ต้นทุนการผลิตจะพุ่งสูงจนแข่งขันไม่ได้
    2. วิกฤติน้ำกิน-น้ำใช้: สอดคล้องกับรายงานระดับโลกที่ระบุว่าประชากรกว่า 4,000 ล้านคนต้องเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอย่างน้อย 1 เดือนต่อปี สำหรับไทย ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กำลังทำให้ภาคอุตสาหกรรมในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และภาคเกษตรกรรมต้องแย่งชิงทรัพยากรน้ำกันเอง
    3. การท่องเที่ยวทางทะเล: เมื่อมหาสมุทรเป็นกรดและปะการังฟอกขาว แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินตราต่างประเทศของไทยย่อมเสื่อมถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ภาคการเงินไทยขยับตัว จาก “ทางเลือก” สู่ “ทางรอด”

    ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย เริ่มนำประเด็นเรื่องธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ความยั่งยืน

    • Thailand Taxonomy: ไทยได้เริ่มประกาศใช้เกณฑ์การจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่ไม่ทำลายระบบนิเวศมากขึ้น
    • การประเมินความเสี่ยงเชิงลึก: ธนาคารพาณิชย์ในไทยเริ่มถูกกดดันให้ประเมิน “ความเสี่ยงทางกายภาพ” ของลูกหนี้ หากโรงงานหรือพื้นที่เกษตรของลูกค้าตั้งอยู่ในเขตที่เสี่ยงต่อภัยแล้งหรือน้ำท่วมซ้ำซาก สินทรัพย์เหล่านั้นอาจกลายเป็น “หนี้เสีย” ในอนาคต
    • โอกาสในตลาดใหม่: การลงทุนใน Nature-based Solutions (NbS) เช่น การปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันน้ำท่วมและดักจับคาร์บอน หรือการทำเกษตรยั่งยืน กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจมากขึ้น

    กฎระเบียบโลก กำแพงภาษีและมาตรฐานรายงานฉบับใหม่

    กระแสโลกกำลังบังคับให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัวผ่านกฎหมายและข้อตกลงสากล

    • COP30 ที่บราซิล (พ.ศ. 2568): ได้ข้อยุติสำคัญคือ “Global Mutirão” ที่มุ่งเน้นการหยุดยั้งการทำลายป่าไม้ทั่วโลกภายในปี พ.ศ. 2573
    • TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures): ปัจจุบันองค์กรกว่า 620 แห่งทั่วโลกได้รับเอามาตรฐานนี้มาใช้ และในไทยเอง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เริ่มถูกนักลงทุนถามถึงผลกระทบที่บริษัทมีต่อธรรมชาติ (Impact) และความเสี่ยงที่ธรรมชาติมีต่อบริษัท (Dependency)

    ไม่ใช่แค่การรักษ์โลก แต่คือการรักษาความมั่งคั่ง

    การรวมเรื่องธรรมชาติเข้ากับกลยุทธ์ทางการเงินไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์องค์กร (CSR) อีกต่อไป แต่มันคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลน

    “การนิ่งเฉยในวันนี้ คือการก้าวถอยหลังสู่ความล้มละลายในวันหน้า” ภาคธุรกิจที่เริ่มปรับตัวก่อนโดยการใช้เทคโนโลยีติดตามข้อมูล (Geospatial Data) และการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานให้เป็นมิตรต่อธรรมชาติ จะเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนราคาถูกและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว

    ที่มา : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1222995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HJABThA9J83Zt1bE8ifXW

  • วิจัยกรุงศรี คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2.0% ชะลอตัวลงจากปี 68 ที่ 2.4%

    วิจัยกรุงศรี คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2.0% ชะลอตัวลงจากปี 68 ที่ 2.4%

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แต่ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่พอจะเป็นความหวังได้ โดยเศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่

    • ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
    • การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลงการค้าที่คาดว่าจะยังคงดำเนินการต่อ อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม
    • ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่อาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาด และจะกระทบต่อผลผลิตตลอดจนรายได้เกษตรกร
    • ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม ในขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจได้บ้าง

    แต่เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า อาจส่งผลให้กรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากหลายด้านในปี 2569
    gdp

    แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนในปี 2569: ภาพรวมเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียน ยังเติบโตต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัว จากมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการผ่อนคลายนโยบายการเงินในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ คาดว่าการส่งออกจะได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีขาขึ้นของโลก แม้อาจจะชะลอลงบ้างหลังการเร่งส่งออกในปีก่อนหน้า จากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ นอกจากนี้ อาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าการลงทุนทั่วโลก ผนวกกับความท้าทายจากปัจจัยเฉพาะในประเทศ โดยเฉพาะความกังวลด้านความน่าเชื่อถือของภาครัฐในอินโดนีเซีย และการปราบปรามการทุจริตในฟิลิปปินส์ที่อาจกดดันการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่นภาคเอกชนต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนในระยะปานกลาง แม้ความได้เปรียบด้านต้นทุนของภูมิภาคนี้จะลดถอยลงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Transshipment Tariffs) แต่จุดแข็งเฉพาะตัวและนโยบายเร่งพัฒนาปัจจัยเชิงคุณภาพของแต่ละประเทศ รวมถึงอานิสงส์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค (Regionalization) ภายใต้กระแสการกระจายห่วงโซ่อุปทานจากจีน สะท้อนว่าอาเซียนยังคงมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในระยะข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/947928/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XxcQrOffmda7OfOTC187p

  • “ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ” ยันดอกเบี้ยนโยบาย 1% เหมาะสม พร้อมปรับลดทันที หากเศรษฐกิจแย่ลง

    “ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ” ยันดอกเบี้ยนโยบาย 1% เหมาะสม พร้อมปรับลดทันที หากเศรษฐกิจแย่ลง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวถึงการที่ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาการปรับลดค่าธรรมของการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ 10-15 รายการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน เนื่องจากค่าธรรมเนียมของธนาคารในปัจจุบันมีความแตกต่างกันในแต่ละธนาคาร ซึ่ง ธปท. ต้องการให้มีมาตรฐานเดียวกันและมีค่าธรรมเนียมที่ปรับลดลง เช่น ค่าธรรมเนียมขอ Statement, ค่ารักษาบัญชี, ค่าธรรมเนียมออกบัตร ATM  ค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขตและฝากเงินข้ามเขต, ค่าโอนเงินรายใหญ่ การเรียกเก็บเช็ตข้ามเขตจังหวัด เป็นต้น

    ทั้งนี้ ในระยะถัดไป ธปท. มีแผนปรับลดค่าธรรมเนียมรายการอื่นๆเพิ่มเติมในอนาคต หากมาตรการปรับลดค่าธรรมเนียมช่วงแรกได้ผลที่ดี

    โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 2 เดือนจะมีความชัดเจนในการกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละธนาคาร จะใช้หลักเกณฑ์ของตนเองในการกำหนด และไม่ได้มีการแข่งขันกันอย่างแท้จริง จึงทําให้ค่าธรรมเนียมมีความแตกต่าง และบางรายการก่อนหน้านี้อาจจะมีต้นทุนของการทําธุรกรรม ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ต้นทุนดังกล่าวจึงลดลง แต่ก็ต้องให้ธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับที่สามารถดูแลต้นทุนของตนเองได้ 

    อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปได้ อยากเห็นค่าธรรมเนียมให้ การเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยกําหนดไม่ให้เกินเพดานที่กำหนดอาไว้ ยอมรับว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงต้องใช้ระยะเวลาในการดําเนินการ 

    ส่วนเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ของไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1% ถือว่าอยู่ในและอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ตามที่ ธปท. ได้ประเมินไว้ หากมีการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะเวลาที่รวดเร็วก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงิน อย่างไรก็ตาม หากภาพเศรษฐกิจของไทยในอนาคตเปลี่ยนไปจากที่ได้ประเมินไว้หรือเศรษฐกิจแย่ลง ธปท. ก็พร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อดูแลเศรษฐกิจ 

    โดยขณะนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 3 รองจากสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269701&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y-cgZsRAAIkiESEydBJSu

  • จัดทัพดันงบ 69-70 ชงรัฐบาลใหม่ วาระเร่งด่วน ประคองเศรษฐกิจ!

    จัดทัพดันงบ 69-70 ชงรัฐบาลใหม่ วาระเร่งด่วน ประคองเศรษฐกิจ!

    การใช้จ่ายภาครัฐ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และมีความสำคัญไปไม่น้อยกว่าการส่งออก แม้ปัจจุบันการใช้จ่ายงบประมาณจะมีข้อจำกัดในช่วงสุญญากาศทางการมืองหลังรัฐบาลประกาศยุบสภา ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2569 และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะสามารถขับเคลื่อนเงินออกไปประคับประคองเศรษฐกิจได้

    นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงบประมาณ กำลังพิจารณาแนวทางการเตรียมออกมาตรการเร่งรัดการทำงานเพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 ปลาย ๆ สามารถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสำนักงบประมาณเตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมต่อไป

    “สำนักงบประมาณให้ความสำคัญและต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แม้ในปัจจุบันสถานะการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ จะยังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ แต่ในระยะต่อไปอาจมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นสปีดการทำงานให้เร็วขึ้นกว่าเดิม” นายอนันต์ กล่าว

    สำหรับการขับเคลื่อนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2569 อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปลายปี 2568 ได้เห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และหน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางในการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี เงินงบประมาณ และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ครอบคลุมทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ 

    โดยปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินภาครัฐ จำนวน 4.37 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 3.21 แสนล้านบาท งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 2.65 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 75% รายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า 98% รายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า 93% และการใช้จ่ายงบประมาณ (ก่อหนี้) รายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำ และรายจ่ายภาพรวม 100% รวมทั้งการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน

    ขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ เชื่อว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะเป็นไปตามไทม์ไลน์ในปฏิทินงบประมาณ โดยสำนักงบประมาณ คาดว่า พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะสามารถประกาศใช้ได้ในเดือนธันวาคมนี้ 

    ดันงบประมาณ 2 ล้านล้านปี 69

    ก่อนหน้านี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยอมรับว่า ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปี 2569 ที่สำคัญส่วนหนึ่งคือการใช้จ่ายงบประมาณ ส่วนแรก หากพิจารณากรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่วงเงิน 2.45 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากปีงบประมาณก่อนหน้า แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 1.80 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% และรายจ่ายลงทุน 6.49 แสนล้านบาท ขยายตัว 14.8%

    ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากสมมติฐานอัตราเบิกจ่ายที่คาดไว้ในกรณีฐานสำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่ 90.6% แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 98% และรายจ่ายลงทุน 70% ตามลำดับ ส่งผลให้คาดว่าจะมีเงินงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวม 2.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 1.76 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% และรายจ่ายลงทุน 4.54 แสนล้านบาท ขยายตัว 18.2% 

    ต่อมาคือ กรอบงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมประจำปีงบประมาณ 2569 รวมทั้งสิ้น 2.09 แสนล้านบาท ลดลง 8% จากปีงบประมาณก่อนหน้า แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 3.03 หมื่นล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 1.78 แสนล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว 4.2% และลดลง 9.8% ตามลำดับ

    ชงรัฐบาลใหม่เร่งทำงบ ปี 70 

    ส่วนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ซึ่งขณะนี้หยุดชะงักไปในช่วงที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ล่าสุด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ระบุว่า ในขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ ณ ปัจจุบัน สำนักงบประมาณยังต้องรอความชัดเจนจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนในแต่ละขั้นตอนอีกครั้ง โดยยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเตรียมนำเสนอปฏิทินงบประมาณฉบับปรับปรุงใหม่ให้เสนอให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้ง 

    นายอนันต์ กล่าวว่า ล่าสุดนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้เตรียมการจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้รวดเร็วที่สุดเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดขึ้นได้โดยเร็ว โดยมั่นใจว่ากระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะรวดเร็วกว่าในช่วงปีที่มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดคือปี 2566 ซึ่งในปีนั้นต้องใช้ระยะเวลากว่า 6 เดือนกว่า พ.ร.บ.งบประมาณจะประกาศใช้

    อย่างไรก็ตามเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณปี 2568 ในเดือน ก.ย.ในระหว่างที่รอ พ.ร.บ. งบประมาณฉบับใหม่ประกาศใช้ จะต้องมีการประกาศใช้งบประมาณไปพลางก่อน โดยหลักการคือการนำ พ.ร.บ. งบประมาณของปีที่ผ่านมามาใช้ตามแผนงานและโครงการเดิม 

    แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ จะสามารถเบิกจ่ายได้เฉพาะโครงการต่อเนื่องหรือโครงการเดิมเท่านั้น ไม่สามารถเริ่มโครงการใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมหรืออนุมัติงบประมาณใหม่ได้ โดยผู้อำนวยการสำนักงบประมาณจะเป็นผู้มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายต่าง ๆ โดยต้องผ่านกระบวนการอนุมัติตามขั้นตอนต่อไป 

    ปฏิทินงบปี 70 เริ่มใช้ ธ.ค.นี้

    สำหรับปฏิทินการจัดทำงบประมาณปี 2570 ตามไทม์ไลน์เดิม กำหนดขั้นตอนภายหลังจากที่มีการประกาศยุบสภาฯแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เมื่อมีรัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีจะมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณ และหน่วยรับงบประมาณต้องส่งรายละเอียดคำขอภายในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 

    จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา โดยคาดว่าสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาวาระที่ 1 ในช่วงวันที่ 2-4 กันยายน 2569 และพิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2569 ก่อนที่วุฒิสภาจะพิจารณาในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน และนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 โดยคาดว่า พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะบังคับใช้ภายในเดือนธันวาคม 2569

    จัดทัพดันงบ 69-70 ชงรัฐบาลใหม่ วาระเร่งด่วน ประคองเศรษฐกิจ!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cPfA77etgN5Ql9SqG_nE-

  • “ดร.สุวิทย์” ยกเหตุผล ทำไมต้อง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” นั่งบริหารกระทรวง อว.

    “ดร.สุวิทย์” ยกเหตุผล ทำไมต้อง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” นั่งบริหารกระทรวง อว.

    “สุวิทย์ เมษินทรีย์” อดีตรัฐมนตรีการอุดมศึกษาฯ ยกเหตุผล รมว. อว. ทำไมต้อง “ยศชนัน” ชี้สู่โอกาสรีเซตทิศทาง Technosphere ของชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ทำไมต้องนาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ผู้นำที่ประเทศไทยต้องการ เพื่อขับเคลื่อน Fourth Human Evolution ผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    นายสุวิทย์ ระบุ ว่า มนุษยชาติกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากยุคเกษตรกรรม สู่อุตสาหกรรม สู่ดิจิทัล และวันนี้สู่ Fourth Human Evolution ยุคที่ Technosphere ไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องมือ” แต่กลายเป็น “โครงสร้างอำนาจ” ที่กำหนดเศรษฐกิจ สังคม และแม้แต่ความหมายของความเป็นมนุษย์

    AI, Neurotechnology, Bioengineering, Quantum Computing และ Data Infrastructure กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และสมดุลอำนาจของรัฐและตลาดอย่างเป็นระบบ คำถามของประเทศไทยจึงไม่ใช่ว่า จะใช้เทคโนโลยีอย่างไร แต่คือจะออกแบบ Technosphere ของตนเองอย่างไร เพื่อรักษาอธิปไตยและความสมดุลทางอารยธรรมในบริบทนี้ กระทรวง อว. จึงไม่ใช่ “กระทรวงงบวิจัย” หากแต่คือ Strategic Core ของประเทศ

    1. อว. คือคานงัดเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ ภายใต้กรอบ Four Civilizational Layers (อ่านรายละเอียดในบทความที่โพสต์ก่อนหน้า) กระทรวง อว. ทำหน้าที่กำกับ Technosphere ซึ่งเป็นระนาบที่เติบโตเร็วและส่งผลลึกที่สุดต่อประเทศ

    Technosphere วันนี้กำหนด
    • โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล
    • ขีดความสามารถการแข่งขัน
    • ความมั่นคงไซเบอร์
    • ระบบข้อมูลข่าวสาร
    • สมดุลอำนาจในสังคม

    หากไร้ผู้นำที่มองเห็นภาพระบบ Technosphere จะเติบโตแบบไร้ทิศทาง และปะทะกับ Biosphere, Sociosphere และ Ecosphere อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    2. เหตุผลที่ ศ. ยศชนัน เหมาะสม 1) Systems Thinker มากกว่า Administrator ในฐานะอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ศ. ยศชนัน กำกับยุทธศาสตร์วิจัยทั้งระบบ ครอบคลุมคุณภาพ มาตรฐานสากล การจัดสรรทุน ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ และการเชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม ประเทศวันนี้ต้องการ Policy Integrator ที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง

    • AI กับแรงงาน
    • งานวิจัยกับเศรษฐกิจจริง
    • มหาวิทยาลัยกับความมั่นคง
    • เทคโนโลยีกับคุณธรรม

    ในยุคเปลี่ยนอารยธรรม เราต้องการ Integrator มากกว่า Bureaucrat 

    2) Tech Literacy เชิงสถาปัตยกรรม การกำกับ AI และ Deep Tech ต้องการความเข้าใจเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงเชิงนโยบายผิวเผิน พื้นฐานด้าน Brain Engineering และ Neurotechnology — ที่เชื่อม Brain–Computer Interface, Neuro-modulation และ AI — ทำให้เห็นชัดว่าเทคโนโลยีกำลังแตะ “แก่นของความเป็นมนุษย์” รัฐมนตรี อว. ต้องสามารถ

    • สนทนากับนักวิจัยขั้นสูงได้
    • เข้าใจ Data Ecosystem
    • มองเห็นผลกระทบของ Algorithmic Governance

    ความรู้เชิงสถาปัตยกรรมนี้คือเงื่อนไขขั้นต่ำของผู้นำ Technosphere

    3) Moral Framing ของเทคโนโลยี ประเทศไทยไม่ควรสุดโต่งระหว่าง Laissez-faire แบบ Silicon Valley กับ Authoritarian Tech Model เราต้องการ Tech-Moral Path — เส้นทางที่ยอมรับพลังของเทคโนโลยี ควบคู่กับหลักคิดทางจริยธรรม ผู้นำที่เข้าใจว่า AI ไม่ใช่แค่ Productivity Tool แต่คือโครงสร้างอำนาจ ย่อมเหมาะสมจะวางกรอบ Tech-Moral Discipline ให้ประเทศ

    3. Strategic Agenda ที่ต้องมีผู้ “In Charge” หากไทยจะขับเคลื่อน Fourth Human Evolution ในแบบของตนเอง รัฐมนตรี อว. ต้องทำหน้าที่เป็น Chief Architect of Thailand’s Tech-Moral Civilization

    วาระเร่งด่วน ได้แก่
    1. จัดทำ Thailand Tech-Moral Framework
    2. วาง AI Oversight Architecture
    3. ปรับ KPI มหาวิทยาลัยจาก paper-based เป็น impact-based
    4. จัดสรรงบวิจัยตาม Four Civilizational Layers
    5. สร้าง Human Augmentation Economy แทน AI Displacement Economy

    วาระเหล่านี้ไม่ใช่ Incremental Reform แต่คือการ Re-architect ระบบทั้งโครงสร้าง

    4. หน้าต่างโอกาสของประเทศไทย ประเทศไทยกำลังเผชิญสามความเสี่ยงใหญ่

    • พึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติสูง
    • มหาวิทยาลัยไม่เชื่อมเศรษฐกิจจริง
    • การกำกับ AI ล่าช้า

    หาก อว. ทำหน้าที่เพียง Funding Agency ประเทศอาจสูญหายไปอีกหนึ่งทศวรรษ แต่หากมองกระทรวงนี้เป็น Strategic Lever ไทยสามารถ Repositioning ตนเองเป็น Tech-Moral Hub ของ ASEAN

    5. Beyond Minister — Toward Civilizational Leadership รัฐมนตรีทั่วไปบริหารงบประมาณ แต่รัฐมนตรีในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่ออารยธรรม ต้องบริหาร “ทิศทางของระบบ” บทบาทของ ศ. ยศชนัน จึงไม่ควรถูกจำกัดที่ตำแหน่งบริหาร หากแต่ควรถูกยกระดับเป็นผู้ออกแบบสมดุล Technosphere ให้สอดประสานกับ

    • Biosphere (ความมั่นคงพื้นฐาน)
    • Sociosphere (ความเป็นธรรม)
    • Ecosphere (ความยั่งยืน)

    เพื่อวางรากฐานอารยธรรมเทคโนโลยีที่มีหลักการและยั่งยืน

    นายสุวิทย์ ระบุ ว่า บทสรุป ในศตวรรษที่อธิปไตยไม่ได้วัดจากกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่จากความสามารถในการกำกับ AI และ Deep Tech ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คือ Chief Architect ของ Technosphere ไทย คำถามจึงไม่ใช่ “ใครบริหารได้” แต่คือ “ใครออกแบบอนาคตเป็น” หาก ศ. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้รับความไว้วางใจ นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล หากแต่คือโอกาสในการรีเซตทิศทาง Technosphere ของชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2916996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wUQdev9EeLh71xAW81hHQ