Blog

  • ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’

    ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’

    ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยเดินหน้าสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘รบ.ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’ สร้างโอกาสผู้หญิงและทุกเพศสภาพ เติบโตมั่นคงในสังคมที่เท่าเทียม

    • ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยยังคงสานต่อนโยบายจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์และรัฐบาลแพทองธาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงและทุกเพศสภาพ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิทธิ และความปลอดภัยในสังคม
    • ตัวอย่างนโยบายสำคัญ ได้แก่ “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” ที่ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้หญิงทั่วประเทศ และโครงการ “Empower Young Women” ที่ส่งเสริมผู้หญิงรุ่นใหม่ด้านผู้ประกอบการ รวมถึงระบบ “One Stop Crisis Center (OSCC)” เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง
    • ชยิกามองว่า ภารกิจเพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพยังต้องเดินหน้าต่อ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ พร้อมผลักดันให้สังคมไทยเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาส ปลอดภัย และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

    ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยเดินหน้าสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘รบ.ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’ สร้างโอกาสผู้หญิงและทุกเพศสภาพ เติบโตมั่นคงในสังคมที่เท่าเทียม

    นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงความสำคัญของวันสตรีสากล และนโยบายสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงของพรรคเพื่อไทยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นความก้าวหน้าของผู้หญิงในหลายด้าน ทั้งโอกาสทางการศึกษา รายได้ สิทธิ และการรวมตัวของเครือข่ายผู้หญิงที่เข้มแข็งมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความขัดแย้ง ก็ทำให้ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพเปลี่ยนรูปแบบไปเช่นกัน แต่ประเทศไทย ก็มีนโยบายสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงอย่างเป็นรูปธรรม และนโยบายเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากการทำงานอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่องของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย 

    ทั้ง “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” ที่ริเริ่มโดย “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของผู้หญิง ด้วยความเชื่อว่า หากผู้หญิงยังไม่สามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ ก็ยากที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ กองทุนนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างโอกาส สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้หญิงทั่วประเทศ ด้วยงบกองทุนหมุนเวียน จังหวัดละ 100 ล้าน 77 จังหวัด จนมีเครือข่ายกองทุนสตรีฯมากกว่า 14 ล้านคน ถึงวันนี้นโยบายดังกล่าวก็ยังได้รับการสานต่อโดย “รัฐบาลแพทองธาร” ด้วยงบประมาณกองทุนหมุนเวียน 1,500 ล้านบาท พร้อมต่อยอดไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ผู้หญิงรุ่นใหม่ อย่างโครงการ “Empower Young Women” ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาหญิงได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ ได้คิดโมเดลธุรกิจ ลงมือทำ และได้เห็นศักยภาพของตัวเองในฐานะพลังสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย จึงขอบคุณกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ยังดำเนินนโยบายดี ๆ ต่อเนื่องเพื่อผู้หญิง

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    นอกจากนั้น ใน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ยังได้ริเริ่มแนวคิด “One Stop Crisis Center” หรือ OSCC ที่บูรณาการความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การคุ้มครองผู้หญิงต้องไม่ใช่เพียงหลักการที่พูด แต่ต้องเป็นระบบที่เข้าถึงได้จริง ทันท่วงที และเท่าทันกับความรุนแรงในรูปแบบใหม่ ๆ

    นางสาวชยิกา ยังระบุว่า นี่เป็นเพียง 2 นโยบายตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อผู้หญิง และเชื่อว่า ภารกิจเพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพยังไม่จบ เพราะยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอีกหลายด้านที่ต้องช่วยกันแก้ไข ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และระบบคุ้มครองที่ต้องทำงานได้จริง

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862371&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12HoYem4gPjmKjjdB2hBVu

  • สลด! สาวไรเดอร์รมควันดับ เซ่นพิษลงทุนทองคำสูญนับล้าน แบกภาระดูแลแม่ป่วย | เดลินิวส์

    สลด! สาวไรเดอร์รมควันดับ เซ่นพิษลงทุนทองคำสูญนับล้าน แบกภาระดูแลแม่ป่วย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 มี.ค. พ.ต.ต.ณัฏฐ์ ศรีทา สว.สอบสวน สภ.เมืองจันทบุรี พร้อมชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช เข้าตรวจสอบเหตุสลดใจภายในบ้านเช่าหรูพื้นที่ หมู่ 9 ต.เกาะขวาง อ.เมือง จ.จันทบุรี หลังได้รับแจ้งพบหญิงสาวรมควันเสียชีวิตอยู่ภายในห้องนอน

    ในที่เกิดเหตุพบร่างน.ส.บี อายุ 35 ปี สภาพนอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงนอน ภายในห้องยังมีกลิ่นควันลอยคละคลุ้ง และพบเตาปิ้งย่างวางอยู่ข้างประตู โดยยังมีเศษเถ้าถ่านที่เพิ่งมอดไหม้ และอุปกรณ์จุดไฟที่ถูกจัดเตรียมไว้ในห้องครัว เบื้องต้นแพทย์นิติเวชระบุเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 10 ชั่วโมง ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายหรือการรื้อค้นทรัพย์สิน

    จากการสอบถามเพื่อนชายผู้พบศพให้ข้อมูลว่า น.ส.บี เพิ่งย้ายมาเช่าบ้านหลังนี้ได้ประมาณ 1 เดือนเศษ โดยหันมาประกอบอาชีพขี่รถจักรยานยนต์ส่งอาหารและกำลังวางแผนจะรับแม่ที่ป่วยติดเตียงจากจ.ระยอง มาดูแลด้วยตนเอง ส่วนสาเหตุที่จูงใจให้เกิดเหตุสลดนั้น เพื่อนๆ คาดว่าอาจมาจากแรงกดดันเรื่องภาระทางการเงินที่สะสมมา

    โดยก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่า ผู้ตายเคยนำเงินก้อนประมาณ 1 ล้านบาท ไปลงทุนในลักษณะเก็งกำไรราคาทองคำ ทว่าในช่วงก่อนที่จะเกิดสถานการณ์สงคราม ราคาในตลาดเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงจนผิดทิศทาง ทำให้การลงทุนขาดทุนอย่างหนัก ต่อมาแม้จะได้รับเงินก้อนใหม่ประมาณ 5 แสนบาทจากทางครอบครัวอดีตสามีเพื่อมาตั้งตัวใหม่ แต่คาดว่าสภาวะการหมุนเวียนเงินที่ติดขัด ประกอบกับภาระที่หนักอึ้ง อาจทำให้เจ้าตัวเกิดความเครียดสะสมจนหาทางออกไม่ได้

    เพื่อนผู้ตายระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา ยังไปทานอาหารสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนสนิทตามปกติ ซึ่ง น.ส.บี ไม่มีอาการซึมเศร้าหรือเล่าปัญหาทุกข์ใจให้ใครฟัง จนกระทั่งช่วงเช้าวันนี้เห็นผิดสังเกตที่เจ้าตัวไม่ตอบข้อความในกลุ่มไลน์ จึงขี่รถมาดูที่บ้านพบว่าไม่ได้ล็อกประตู เมื่อเข้าไปในบ้านกลับเจอควันไฟหนาทึบและพบร่างเพื่อนสาวนอนแน่นิ่งไปแล้ว

    ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบหลักฐานในที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมทั้งสอบปากคำญาติและผู้ใกล้ชิดเพื่อพิสูจน์ทราบชนวนเหตุที่แท้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5666584/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RHyUzL0TmDAL5imarjnFr

  • นทท.เที่ยวเกาะช้างทะลัก 2 วันนับหมื่น ต่างชาติยังไม่กลับ หลังไฟล์ทบินเปลี่ยนแปลง

    นทท.เที่ยวเกาะช้างทะลัก 2 วันนับหมื่น ต่างชาติยังไม่กลับ หลังไฟล์ทบินเปลี่ยนแปลง

    วันที่ 8 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด หลังจากที่นักท่องเที่ยวเดินทางลงเที่ยวเกาะช้างกว่า 2 หมื่นคน และยังมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงไม่เดินทางกลับ จากการที่ไฟล์ทบินมีการเปลี่ยนแปลง โดยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์(วันที่ 7-8 มีนาคม 2569)ที่อำเภอเกาะช้างยังมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจะมีมากกว่า 2 หมื่นคน

    โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงท่องเที่ยวตามชายหาดต่างๆ และเช่ารถจักรยานยนต์เดินทางไปท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ ส่วนนักท่องเที่ยวไทยที่มาทั้งเป็นกลุ่มและเป็นครอบครัว และนำรถยนต์มาต่างเดินทางกลับตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 8 มีนาคม 2569 ทำให้ต้องรอขึ้นเรือเฟอร์รี่นายกว่า 1 ชม. และในช่วงบ่ายรถยนต์ยังต้องรอลงเรือเฟอร์รี่นานกว่าช่วงสายทำให้ต้องรอนายเกินกว่า 1 ชม. ล่าสุดในเวลา 14.30 น.รถยนต์รอลงเรือเฟอร์รี่ติดยาวไปกว่า 1 กม. ซึ่งทางตำรวจสภ.เกาะช้างได้เข้ามาจัดระเบียบในเรื่อวการต่อคิวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

    ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดตราดขณะนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังทยอยเดินทางกลับ และเป็นช่วงนักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางมาแล้ว ส่วนที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ยังอยู่ในเกาะช้างขณะนี้มีทั้งที่ยังไม่เดินทางกลับ และที่ได้รับผลกระทบจากไฟล์ทการเดินทางที่มีสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปได้ทั้งหมด ซี่งยอมรับว่า จำนวนนักท่องเที่ยวตั้งปีใหม่ 2569 ถึงวันนี้ที่เดินทางมาตราดและท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 3 เกาะหลัก และในพื้นที่เมืองตราด ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

    สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.0 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.5 – 5.5) เมื่อเทียบกับปีก่อน จากอานิสงส์การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินในช่วงเวลาเช้า ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเดินทางต่อเนื่องเพื่อขึ้นเรือไปท่องเที่ยว

    ยังเกาะต่าง ๆ ประกอบกับผู้ประกอบการเดินเรือมีแผนเพิ่มจำนวนเรือและขนาดเรือให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ในปี 2569

    ภูมิภาค-24

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133557&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10dbMlWgnkZg9ZYKDZCXWj

  • ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ครอบคลุมภารกิจทั้งด้านส่งเสริมสนับสนุนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา (ด้านการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง) การป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเพิ่มศักยภาพการป้องกันสาธารณภัยและการฟื้นฟู ช่วยเหลือ เยียวยา และการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกรูปแบบ ซึ่งทั้ง 76 จังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเต็มกำลังและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วภายใต้หลักการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เน้นหนักเพิ่มเติม 2 ด้าน ได้แก่

    1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการบูรณาการกลไกของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคมของพื้นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ดึงศักยภาพของจังหวัดมาเป็นฐานการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการ Upskill และ Reskill ด้านการตลาด เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งในตลาดออนไลน์ และกิจกรรมทางการตลาดในระดับพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน

    2. ด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การส่งเสริมและสร้างอาชีพ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในชุมชนให้เหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยจัดให้มีพื้นที่สวนสาธารณะหรือปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะให้มีมาตรฐานสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเสียและบริหารจัดการขยะให้ได้มาตรฐานและถูกวิธี

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นกลไกหลักในการกำกับสั่งการ และบูรณาการบุคลากร งบประมาณ ดำเนินการตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ พิจารณาจัดเตรียมแผนงาน/โครงการและขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากช่องทางที่เหมาะสม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามพระโอวาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดี ที่ว่า “ลงพื้นที่ให้รองเท้าสึก ก่อนก้นกางเกงขาด” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ลงไปสู่พื้นที่นั้น สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประชาชนและชุมชนเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000022815&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32rXbq3evWtXJCfu9UlCne

  • OECD ชี้ไทยต้องปรับใหญ่อุตสาหกรรมพลาสติก หากจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero

    OECD ชี้ไทยต้องปรับใหญ่อุตสาหกรรมพลาสติก หากจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xzj3YuTn58MCDfY4RPTbG

  • ไฟสงครามปะทุ!กดดันเศรษฐีหนีจากดูไบสู่ตลาดอสังหาฯไทย

    ไฟสงครามปะทุ!กดดันเศรษฐีหนีจากดูไบสู่ตลาดอสังหาฯไทย

    ไฟสงครามตะวันออกกลางสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกเปิด“โอกาส” ให้อสังหาฯไทยกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเศรษฐีหนีจากดูไบมาซื้อที่อยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี

    นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยากจะคาดเดาจุดจบ และเริ่มส่งแรงสะเทือนมายังตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยภาคธุรกิจจึงต้องตั้งรับอย่างระมัดระวัง ทั้งการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการเตรียมแผนรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด

    “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าเนื่องจากแรงส่งจากเศรษฐกิจโลกเริ่มสะดุด และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันการลงทุนเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและมองหาตลาดใหม่เพื่อสร้างโอกาสท่ามกลางความผันผวน”

    โอกาสไทยบ้านหลังที่2ของเศรษฐีทั่วโลก

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง กลุ่มนักลงทุนระดับมหาเศรษฐีเริ่มมองหาพื้นที่ “Safe Haven” สำหรับกระจายสินทรัพย์ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญ ทั้งในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก และตลาดบ้านพักตากอากาศของชาวต่างชาติ ทำเลที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เกาะสมุย  
     

    ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ การศึกษา และสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่มีความขัดแย้งรุนแรง ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยถูกมองว่าเป็น “ตลาดระดับโกลบอล” ที่สามารถรองรับดีมานด์จากนักลงทุนต่างชาติได้

    “ตลาดอสังหาฯดูไบซึ่งเคยร้อนแรงที่สุดในโลกและถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเม็ดเงินจากน้ำมัน กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองโลก ทำให้มุมมองด้านความปลอดภัยเปลี่ยนไป จากเดิมที่ดูไบเป็น “ที่หลบภัย” กลับกลายเป็น “แม่เหล็กดูดมิไซล์” หรือเป้าหมายของความขัดแย้ง เหตุการณ์นี้ถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทยที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ เนื่องจากไทยมีความพร้อมด้านซัพพลายอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี”
     

    พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ดึงเงินทุนผ่านอสังหาฯ

    นายประเสริฐเสนอว่า รัฐบาลควรใช้จังหวะนี้ออกมาตรการหรือนโยบายเชิงรุก เพื่อดึงเงินทุนจากเศรษฐีตะวันออกกลางและนักลงทุนต่างชาติมาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่การส่งเสริมที่อยู่อาศัยระยะยาว ควรเน้นให้ต่างชาติมาอยู่ยาวรองรับตลาดอัลตราลักชัวรี
     ทำให้มีการจ่ายภาษีที่ชัดเจน ,การแก้ไขกฎหมายเช่าระยะยาวเสนอให้ปรับเป็นสัญญาเช่า 50 ปี เพื่อความโปร่งใสและช่วยให้ต่างชาติตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และควรนำรายได้ภาษีที่เก็บจากชาวต่างชาติมาตั้งเป็นกองทุน”Soft Loan” หรือดอกเบี้ยราคาพิเศษเพื่อช่วยเหลือคนไทยให้สามารถซื้อบ้านหลังแรกได้ง่ายขึ้น เป็นการลดความเหลื่อมล้ำและหมุนเวียนเงินในระบบให้เกิดประโยชน์ต่อคนในประเทศ

    “สงครามอาจเป็นจุดเปลี่ยนของการซื้ออสังหาฯในดูไบ ทำให้ดีมานด์ส่วนหนึ่งของกลุ่มเศรษฐีมีโอกาสไหลเข้าสู่ประเทศไทย หากรัฐบาลมีมาตราการออกมาได้ถูกจังหวะเวลา หากวางโครงสร้างภาษีและกฎระเบียบอย่างเหมาะสม อสังหาริมทรัพย์สามารถกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” นายประเสริฐกล่าว

    สงครามยืดเยื้อดันต้นทุนวัสดุ–กระทบกำลังซื้อ

    ด้านณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงครามหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 6–12 เดือน ราคาน้ำมันและค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างนำเข้าอาจปรับสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันต้นทุนภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อภายในประเทศขณะเดียวกัน ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน อาจกระทบการท่องเที่ยวระยะไกลในระยะยาวอย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ไทยอาจได้อานิสงส์จากการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติบางกลุ่มที่ต้องการความมั่นคงมากขึ้น

    ไทยจุดสมดุลภูมิรัฐศาสตร์ หนุนเงินทุนไหลเข้า

    จุดยืนความเป็นกลางของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากร ทำเล และคุณภาพชีวิต ที่สามารถรองรับการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติได้

    แนวคิดนโยบายที่ภาคเอกชนเสนอเพิ่มเติม ได้แก่ การขยายระยะเวลาเช่าที่ดิน วีซ่าลองสเตย์สำหรับผู้พำนักระยะยาว โดยกำหนดโซนหรือรูปแบบอสังหาริมทรัพย์สำหรับต่างชาติมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภคภายในประเทศ

    สูตรรับมือโลกผันผวนของดีเวลอปเปอร์

    ในมุมของเอสซี แอสเสท เตรียมรับมือความผันผวนด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. กระจายพอร์ตธุรกิจให้หลากหลาย
    2. รักษาสภาพคล่องทางการเงิน
    3. สร้างพันธมิตรการลงทุนที่แข็งแกร่ง

    กลยุทธ์ดังกล่าวครอบคลุมทั้งโครงการที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม โรงแรม และคลังสินค้า เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1224165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N8q3TijdirUhnZPku0o3V

  • ปลัดมหาดไทยสั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

    ปลัดมหาดไทยสั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

    ปลัดมหาดไทยสั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม


    8/03/2569 | 51 |

    (8 มี.ค. 69) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ครอบคลุมภารกิจทั้งด้านส่งเสริมสนับสนุนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย – กัมพูชา (ด้านการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง) การป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเพิ่มศักยภาพการป้องกันสาธารณภัยและการฟื้นฟู ช่วยเหลือ เยียวยา และการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกรูปแบบ ซึ่งจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเต็มกำลังและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วภายใต้หลักการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เน้นหนักเพิ่มเติม 2 ด้าน ได้แก่ 

    1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการบูรณาการกลไกของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคมของพื้นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ดึงศักยภาพของจังหวัดมาเป็นฐานการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการ Upskill และ Reskill ด้านการตลาด เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งในตลาดออนไลน์ และกิจกรรมทางการตลาดในระดับพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน

    2. ด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน “โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง” ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การส่งเสริมและสร้างอาชีพ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในชุมชนให้เหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยจัดให้มีพื้นที่สวนสาธารณะหรือปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะให้มีมาตรฐานสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเสียและบริหารจัดการขยะให้ได้มาตรฐานและถูกวิธี
    “ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นกลไกหลักในการกำกับสั่งการ และบูรณาการบุคลากร งบประมาณ ดำเนินการตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ พิจารณาจัดเตรียมแผนงาน/โครงการและขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากช่องทางที่เหมาะสม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามพระโอวาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดี ที่ว่า “ลงพื้นที่ให้รองเท้าสึก ก่อนก้นกางเกงขาด” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ลงไปสู่พื้นที่นั้น สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประชาชนและชุมชนเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/483258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IaADPcd4vWy_n7kaxGVws

  • ประธาน สอท. ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ จี้รัฐหามาตรการอุ้ม SMEs

    ประธาน สอท. ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ จี้รัฐหามาตรการอุ้ม SMEs

    สถาบันการสร้างชาติ จัดเสวนา “ชี้ชะตา SMEไทยตั้งรับอย่างไรให้รอดฯในสงครามการค้าโลกใหม่“ ปธ.สภาอุตสาหกรรม เปรียบ ศก.เหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ แนะ รัฐจัดหาแหล่งทุนอุ้ม SME หนุน แก้กม.ขยายตลาดเพิ่ม จี้ เร่งปราบทุนเทา-คอร์รัปชัน

    สถาบันการสร้างชาติ โดยคณะนักศึกษาจัดงาน NBI EXCLUSIVE SEMINAR ในหัวข้อ “ชี้ชะตา SME ไทยตั้งรับอย่างไรให้รอด รุกอย่างไรให้ชนะในสงครามการค้าโลกใหม่ 2026“ มีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายอัคคพล  เสนาณรงค์ อดีตผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยเกษตรวิศวกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)เป็นวิทยากรพิเศษในงาน น.สพ.วีระพล เหมรัตนากร ดำเนินรายการเสวนา  

    โดยศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ พลเรือโท เดชดล ภู่สาระ อดีตรองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ทร.ในฐานะประธานพิสิษฐ์ หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ(นสช.)กล่าวต้อนรับผู้ร่วมเสวนา พล.ต.ต.วสันต์ บุญเจริญ อดีตผู้บัญชาการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สตช. กรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ประธานอำนวยการ หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของงานเสวนาและนายทัศน์ไชย โชตธิติรัตน์ กรรมการบริหาร บจก.วัชรบรรจุภัณฑ์ ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวสรุปและขอบคุณวิทยากร

    นายอัคคพล กล่าวว่า ภาคการเกษตรจำเป็นต้องมีการเพิ่มทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยีใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้ามาช่วยมากขึ้น อาทิ การใช้โดรน ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ ลดต้นทุนการผลิต โดยใช้ AI เข้ามาช่วย ที่สำคัญต้องเพิ่มการส่งออกให้มีกำไร เป้าหมายเพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นเมืองอาหารโลกได้จริงตามนโยบายรัฐบาล

    ขณะที่นายเกรียงไกร ระบุ เปรียบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็นเหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ จาก GDP 10 ปีเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.9% และปี 2025 ขยายตัวที่ 2.4% ซึ่งยังดีที่รัฐบาลมีทีมเศรษฐกิจที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยกู้วิกฤตให้ประเทศไม่ติดหล่มได้ โดยปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย เรื่องการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบถือเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญมาก โดยผู้สูงอายุมีกว่า 14 ล้านคน สูงถึง 21% อัตราการเกิดใหม่ต่ำ แค่ปีละ4 แสนคนสวนทางกับอัตราการตายที่สูงถึงปีละ 5แสนคน ไทยจึงเกิดปัญหาขาดแรงงาน ขณะเดียวกัน ไทยยังติดกับดักรายได้ปานกลางมาหลายสิบปี SME ยังขาดบุคลากร ขาดนวัตกรรม ต้นทุนการผลิตสูง มาตรฐานสินค้ายังไม่ผ่านเกณฑ์สากล และกฎหมายยังซับซ้อน ต้องปรับแก้เพื่อช่วยผู้ประกอบการ

    ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือ SME ใน 6 ด้าน ว่า รัฐบาลต้องมีการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน/สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี การทำวิจัยและพัฒนา (R&D ) ควบคู่กับการ ขยายตลาดและคู่ค้าต่างประเทศ อีกทั้งยังต้องเริ่มพัฒนาทักษะแรงงาน/ จัดตั้งวันสต็อปเซอร์วิสและปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ โดยแนะนำให้ใช้การตลาดเข้ามาช่วยส่งเสริมควบคู่ SME จึงจะเติบโตและไปรอดได้

    ประธาน สอท. ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ จี้รัฐหามาตรการอุ้ม SMEs

    “อีกเรื่องซึ่งสำคัญมากที่รัฐบาลต้องรีบแก้ปัญหาคือ ปราบทุนเทาและคอร์รัปชัน ที่เป็นต้นเหตุปัญหาทุกอย่างของประเทศ หากทำได้จะสามารถแก้ปัญหาได้มากถึง 50% ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วย SME ที่เป็นฐานของเศรษฐกิจไทยจะทำให้ภาพรวมไปได้ ไม่ติดหล่ม ซึ่ง SME เองก็ต้องปรับตัว เลิกแข่งขันด้านราคากับตลาดจีน แต่ควรเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ เน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม พัฒนาแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนสถานการณ์สงครามถือว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัฐบาลต้องมีแผนรับมือ”นายเกรียงไกร กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1224263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y1QfJSvdP22b0TFlFct45

  • ผ่างบ ‘กองทุนเอสเอ็มอี’ 3 พันล้าน ปล่อยกู้ดอกต่ำ ปั้นธุรกิจไทยฝ่าวิกฤติ

    ผ่างบ ‘กองทุนเอสเอ็มอี’ 3 พันล้าน ปล่อยกู้ดอกต่ำ ปั้นธุรกิจไทยฝ่าวิกฤติ

    กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าหนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยฝ่าความผันผวนเศรษฐกิจ เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ชูแพ็กเกจ “เสือติดปีก-คงกระพัน” เติมทุนเสริมสภาพคล่อง พร้อมเร่งยกระดับศักยภาพธุรกิจด้านการเงิน เทคโนโลยี และการขยายตลาดสู่สากล หวังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 209 ล้านบาท และเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานรากเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนฯ ได้กำหนดกรอบโครงการสินเชื่อใหม่ในปีงบประมาณ 2569 เพื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม

    ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อใหม่มีวงเงินรวม 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ผลิตภัณฑ์หลัก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในแต่ละช่วงการเติบโตของธุรกิจ ได้แก่

    1. สินเชื่อ “เสือติดปีก เฟส 2” สำหรับเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมายและต้องการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อยกระดับธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3-5% วงเงินกู้สูงสุดรายละ 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี

    2. สินเชื่อ “คงกระพัน เฟส 2” เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5-7% วงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 3 ปี

    3. สินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (Top up) วงเงินรวม 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุนที่มีประวัติการชำระหนี้ดีเยี่ยมระดับ A ต่อเนื่อง 12 เดือน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่พิเศษ 2.5-3.5% วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย

    นอกจากมาตรการด้านการเงิน กองทุนฯ ยังจัดสรรงบประมาณอีก 20 ล้านบาท สำหรับดำเนิน โครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 3 โครงการ เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจในมิติสำคัญ ได้แก่ การเงิน เทคโนโลยีการผลิต การตลาด และมาตรฐานสากล ประกอบด้วย

    โครงการ Financial Shield เสริมทักษะบริหารการเงินและการจัดการหนี้ ผ่านการให้คำปรึกษาเชิงลึกและอบรมเชิงปฏิบัติการ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 100 กิจการ รวม 400 คน

    โครงการ Productivity Accelerator มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจและลดต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการธุรกิจ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 200 กิจการ 400 คน

    โครงการ Global & Future Readiness เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่ตลาดสากล โดยพัฒนาองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสากล การขยายตลาดใหม่ และการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG พร้อมกิจกรรมเชื่อมโยงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้า 100 กิจการ 200 คน

    กองทุนฯ คาดว่าการดำเนินโครงการพัฒนาทั้ง 3 โครงการ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมได้กว่า 209 ล้านบาท และเตรียมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการภายในเดือนเมษายนนี้

    นายณัฐพล กล่าวว่า การดำเนินโครงการสินเชื่อและโครงการพัฒนาเอสเอ็มอีในปี 2569 จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี และมาตรฐานการดำเนินงาน

    “กองทุนฯ คาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเสริมฐานรากธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้มีความแข็งแกร่ง สร้างโอกาสใหม่ในการแข่งขัน และสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1223998&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DHjjE21J4DqBZZ9el65Qk

  • “เพื่อไทย” ระส่ำพรรคสำรองโผล่ | เดลินิวส์

    “เพื่อไทย” ระส่ำพรรคสำรองโผล่ | เดลินิวส์

    จนถูกมองว่า อาจเปิดช่องให้พรรคอื่นเข้ามาเป็น “พรรคสำรอง” ทางการเมืองได้ในอนาคต ปมความวุ่นวายของ “เพื่อไทย” เริ่มจากการจัดสรรโควตารัฐมนตรีที่มีจำนวนจำกัด ทำให้เกิดแรงกดดันจากหลายกลุ่มภายในพรรค โดยเฉพาะแรงต้านจาก “2 ส.” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สมศักดิ์ เทพสุทิน

    รวมถึงกระแสไม่พอใจกรณีมีการกันโควตาไว้ให้บุคคลใกล้ชิดแกนนำ มากกว่าคนทำงานในพรรค จนถูกมองว่าเป็นการจัดสรรตำแหน่งในลักษณะ เด็กนาย มากกว่าการพิจารณาจากผลงาน

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านการขยับรายชื่อรัฐมนตรีในช่วงโค้งสุดท้าย มีรายงานว่ามีการสลับตำแหน่งสำคัญหลายจุด เช่น สุดาวรรณหวังศุภกิจโกศลรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถูกดันขึ้นมาเป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่ ประเสริฐจันทรรวงทองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถูกปรับไปคุม“กระทรวงศึกษาธิการ และ จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถูกขยับไปเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

    ส่วนตำแหน่งหลักอื่นๆ อย่าง สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคเพื่อไทย ยังคงอยู่ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ยศชนันวงศ์สวัสดิ์สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ยังคงดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

    ภาพรวมโควตาของ เพื่อไทย ในรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่ รัฐมนตรีว่าการ5 ตำแหน่งและรัฐมนตรีช่วยอีก3 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยยังอยู่ระหว่างการจัดวางตัวบุคคล

    ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในโควตา เพื่อไทย ยังเป็นของ มนพรเจริญศรีรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ กันพื้นที่เพื่อลดแรงแย่งชิงเก้าอี้ ครม. ที่มีจำนวนจำกัด

    ในขณะที่บางชื่อหลุดจากโผ เช่น สมศักดิ์เทพสุทินแกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งคาดว่าจะถูกขยับไปช่วยในกระทรวงเกษตรฯแทน ความปั่นป่วนภายใน เพื่อไทย ทำให้พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่าง ภูมิใจไทย เริ่มประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะความไม่เป็นเอกภาพภายในพรรคพันธมิตร อาจกระทบเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว

    จังหวะนี้ทำให้ ภูมิใจไทยมี แต้มต่อทางการเมือง เพิ่มขึ้น และอาจใช้สถานการณ์กดดันในการต่อรอง โดยเฉพาะประเด็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีข่าว ภูมิใจไทย ต้องการทวงคืน เนื่องจากมองว่าเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและฐานเสียงทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ ภูมิใจไทย ต้องชั่งน้ำหนักเช่นกัน เพราะหากกดดันมากเกินไป รวมถึงยกเรื่องคุณสมบัติที่เข้มข้น ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด อาจทำให้แกนนำ เพื่อไทย ได้รับผลกระทบ ส่อพรรคร้าว อาจกระทบเสถียรภาพรัฐบาลในภาพรวม

    อีกปัจจัยสำคัญที่กำลังถูกจับตาคือความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 2 . ที่มีกระแสข่าวว่ามี สส.อยู่ในมือราว 30 คน และอาจใช้เป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง หากไม่พอใจการจัดสรรตำแหน่งภายในพรรค

    ทางเลือกของกลุ่มนี้มีตั้งแต่การต่อรองภายในพรรค ไปจนถึงการแยกตัวออกไปตั้งหลักทางการเมืองใหม่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจกลายเป็น กลุ่มอิสระ หรือรอเป็น งูเห่า ที่ถูกพรรคอื่นช้อนตัวไปเสริมเสียงรัฐบาลได้เช่นกัน

    ในเวลาเดียวกัน พรรคกล้าธรรม ก็ถูกจับตามองว่าอาจเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะมีสัญญาณลดเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการไม่ผลักดันให้ ..ธรรมนัสพรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เข้าร่วม ครม. ไม่ต่อรองเกรดกระทรวง และไม่กำหนดสูตรจำนวน สส.ต่อรัฐมนตรีเหมือนในอดีต

    ท่าทีดังกล่าวทำให้ กล้าธรรม ถูกมองว่าอาจพร้อมเข้ามาเป็น พรรคสำรอง หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจากฝั่ง เพื่อไทย

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มมีสัญญาณความเคลื่อนไหวหลัง ชัยชนะ เดชเดโชสส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรค นำ 5 สส. ปชป. มารายงานตัวสส. โดยไม่เข้ารายงานตัวพร้อมกลุ่มหลักนำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

    ท้ายที่สุด แกนนำรัฐบาลอย่าง ภูมิใจไทย จึงต้องประเมินอย่างรอบคอบว่าความปั่นป่วนในค่าย เพื่อไทย จะส่งผลต่อเอกภาพของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด เพราะหากพรรคร่วมขาดความเป็นเอกภาพใน ครม.

    การตัดสินใจสำคัญในสภา ไม่ว่าจะเป็นการผ่านกฎหมาย การให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงทางการเมืองได้

    ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากราคาพลังงาน เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบริหารประเทศ

    และในเกมอำนาจครั้งนี้ความวุ่นวายในค่ายแดงอาจกลายเป็นช่องว่างทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้พรรคสำรองขยับเข้ามามีบทบาทในสมการอำนาจของรัฐบาลชุดใหม่ได้ทุกเมื่อ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5665842/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12rghwrZVKb9Pwq6gfEFH9