Blog

  • ชวนเช็กลิสต์ 7 เกาะสวรรค์แดนระยอง ที่ช่วงซัมเมอร์นี้ห้ามพลาด

    ชวนเช็กลิสต์ 7 เกาะสวรรค์แดนระยอง ที่ช่วงซัมเมอร์นี้ห้ามพลาด

    ซัมเมอร์นี้ หากใครร่างกายต้องการปะทะเกลียวคลื่น ระยอง จังหวัดท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ไม่ได้มีดีแค่ผลไม้ และชายหาดบนฝั่ง แต่ยังมีหมู่เกาะสวยๆ ซ่อนตัวอยู่เพียบ 

    แถมเดินทางง่าย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จะสายชิล สายแอดเวนเจอร์ หรือสายคอนเทนต์ ก็ตอบโจทย์ครบ เที่ยวง่าย รีบแพ็กกระเป๋า แล้วตามไปเช็กลิสต์เที่ยวให้เสร็จกับ 7 เกาะเด็ดของระยองกันเลย

    เช็กลิสต์ 7 เกาะสวรรค์แดนระยอง ที่ซัมเมอร์นี้ห้ามพลาด

    1. เกาะเสม็ด แลนด์มาร์กตัวท็อป ครบจบในเกาะเดียว 

    เกาะเสม็ดยืนหนึ่งเรื่องความฮิต ด้วยหาดทรายขาวเนียนละเอียดและน้ำทะเลใสแจ๋ว มีอ่าวให้เลือกพักผ่อนเพียบ จัดเต็มทั้งที่พัก คาเฟ่ ร้านอาหาร สปา และกิจกรรมทางน้ำ ปิดท้ายวันด้วยการไปจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกท้ายเกาะ รับรองว่าได้รูปทำคอนเทนต์ลงโซเชียลแบบรัวๆ

    2. เกาะมันใน Unseen รักษ์โลก และ ทะเลแหวก

    หนึ่งในเกาะสวรรค์ของสายอีโค่ ชวนแวะทักทายน้องเต่าสุดน่ารักที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล และเตรียมกล้องให้พร้อมกับไฮไลต์ “ทะเลแหวก” ที่ทอดตัวยาวท่ามกลางน้ำทะเลใสวิ้งเมื่อยามน้ำลด

    3. เกาะมันกลาง สวรรค์แห่งการดำน้ำ

    เกาะเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ โดดเด่นด้วยชายหาดสั้นๆ สลับโขดหินน้อยใหญ่ ใครชอบดำน้ำดูปะการังแบบเป็นธรรมชาติและเงียบสงบ ต้องลิสต์เกาะนี้ไว้เลย

    4. เกาะมันนอก ไพรเวทไอส์แลนด์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

    หากใครอยากหนีความวุ่นวายมาพักใจที่เกาะส่วนตัวบนหาดทรายขาวเนียนละเอียดนุ่มเท้า สามารถนั่งเรือนำเที่ยวมาจอดเทียบรอบๆ เกาะเพื่อกระโดดน้ำทำกิจกรรมได้แบบชิลๆ ไร้สิ่งรบกวน

    5. เกาะทะลุ มหัศจรรย์โพรงหินธรรมชาติ

    สัญลักษณ์ประจำเกาะ คือ โพรงหินขนาดใหญ่ที่น้ำทะเลลอดผ่านได้ สายลุยต้องเดินขึ้นเขาไปชมวิวมุมสูงทอดสายตามองทะเลกว้างๆ หรือจะดำน้ำตื้นชมแนวปะการังที่สมบูรณ์ก็ฟินไม่แพ้กัน

    6. เกาะกุฎี เกาะลับสุดสงบ แอบดูถ้ำฤาษี

    ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากเกาะเสม็ด บรรยากาศเงียบสงบมาก เหมาะกับการหลีกหนีผู้คน ไฮไลต์เด็ดคือช่วงน้ำลดจะปรากฏ “ถ้ำฤาษี” ซึ่งเป็นโพรงถ้ำเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยหินสีสันแปลกตาสวยงาม

    7. เกาะขาม สันทรายเชื่อมเกาะสุดอเมซิ่ง

    เกาะที่รายล้อมด้วยโขดหินและแนวปะการัง ความพีคคือในช่วงน้ำลง จะเกิดเป็นสันทรายทอดยาวเชื่อมต่อระหว่างเกาะขามและเกาะกรวย ให้เราได้ลงไปเดินเล่นทอดน่องรับลมทะเลชิลๆ

    ซัมเมอร์นี้ ถ้าใครอยากหนีความวุ่นวายไปชาร์จแบตให้ร่างกาย โดยไม่ต้องเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก “ระยอง” คือคำตอบ แท็กเพื่อน แท็กแฟน แล้วออกเดินทางกันเถอะ

    ข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ททท.สำนักงานระยอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2921155&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F0hjLrhfl-UyGb4xVwZ82

  • “กู้วิกฤต พลิกชีวิต เด็กอีสาน” ดันสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ

    “กู้วิกฤต พลิกชีวิต เด็กอีสาน” ดันสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ

    Locals

    สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วม
    สาธารณะไทยพีบีเอส (Thai PBS)

    ©2026 All rights reserved | Locals Thai PBS.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/rcd68nyirxhvc8r7pdkvj1jf-&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Sh3QeL6BjEHA4wx2oM1Aw

  • คาสิโอ หนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ  ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก   

    คาสิโอ หนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก  

    นายชินโกะ ยามากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ สิงคโปร์ จํากัด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของคาสิโอ เปิดเผยว่า คาสิโอได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ยุโรป ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา โดยได้สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์อย่างเหมาะสมในฐานะเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้  

    สำหรับประเทศไทย คาสิโอ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และโรงเรียน   ต่าง ๆ  เพื่อขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนนำร่อง DSP (Demonstration School Program) ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยโครงการได้ขยายครอบคลุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 61 เขตทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 98% ของประเทศไทย และการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2568  อยู่ภายใต้โครงการโรงเรียนนำร่อง DSP ที่จัดขึ้นในครั้งนี้

    ด้าน นายซึเนโอะ นากาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า การประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะฯ ได้จัดขึ้นสำหรับคุณครูรายวิชาคณิตศาสตร์และรายวิชาฟิสิกส์  เพื่อได้แสดงศักยภาพและทักษะการออกแบบกิจกรรมและสื่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ โดยใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ CASIO ClassWiZ เป็นเครื่องมือ มีโรงเรียนในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 77 ทีมทั่วประเทศ  ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 16 ทีม แบ่งเป็น วิชาคณิตศาสตร์ 8 ทีม และวิชาฟิสิกส์จำนวน 8 ทีม จำนวน 15 โรงเรียน 14 พื้นที่การศึกษา  ทั้ง 16 ทีมนำเสนอผลงานผ่านรูปแบบโปสเตอร์ และได้รับการคัดเลือกเหลือ 6 ทีมเพื่อมานำเสนอผลงานรูปแบบวาจารอบสุดท้าย

    ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนคุณภาพ  การเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. สสวท. และ       คาสิโอ ภายใต้โครงการโรงเรียนนําร่อง DSP ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนา ห้องเรียนต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของผู้เรียน

    ทั้งนี้ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน โดยมุ่งส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง อันเป็นทักษะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและนโยบายของ สพฐ. ที่มุ่งเน้นการยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้มีความทันสมัย ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพครูให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ดร.สุพัตรา ผาดิวิสันติ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนพัฒนาทักษะการออกแบบจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ(Inquiry-based Learning) ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริง และนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีอย่างเครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ ClassWiZ มาใช้สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์

    สิ่งสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือการมุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้เชิงรุกหรือ Active Learning ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ทดลอง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และนับเป็นปีแรกที่ครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์เข้าร่วมการประกวดร่วมกับครูคณิตศาสตร์ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัด หนองคาย จากแผนการเรียนรู้เรื่อง เอสเอ็มอี มิชชัน บ๊อกซ์ (SME MISSION BOX) ภารกิจบริหารความเสี่ยงและตรวจสอบคุณภาพสินค้าหลักความน่าจะเป็น   โรงเรียนราชดำริ กรุงเทพ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง เสนอแผนการเรียนรู้เรื่อง ไขความลับการสร้างสะพานด้วย พาราโบลาและรางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยมจากการโหวตของคณะกรรมการและผู้เข้าแข่งขันทั้ง 16 ทีมและโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการเขลางค์นคร จังหวัด ลำปาง เสนอแผนการเรียนรู้ เรื่อง วิกฤตพลังงานในซองอาหาร เมื่ออัตราการทานชนะการเบิร์น  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง

    ด้านโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาฟิสิกส์ ได้แก่ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคมจากจังหวัด ปทุมธานี เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภารกิจพิชิตกำแพงล่องหน  โรงเรียนตากพิทยาคม จังหวัดตากได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการสลายและครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี และรางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยม และโรงเรียนจะโหนงพิทยาคม  จังหวัดสงขลา ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ ที่นำใช้กับผลไม้ทำให้ยืดอายุผลิตภัณฑ์ทางเกษตรให้เน่าเสียช้าลง

    นางสาวหทัยรัตน์ นาราษฎร์ ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย           ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาคณิตศาสตร์ เปิดเผยว่า นอกจากการแข่งขันและได้รับรางวัลแล้ว ที่สำคัญ     คือการได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้ทรงวุฒิและเป็นแรงกระตุ้นให้สามารถเปลี่ยนแปลงห้องเรียนคณิตศาสตร์ให้สนุกเข้ากับชีวิตประจำวัน และนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อเรียนรู้ และในชีวิต    จริงได้

    ส่วน นางสาววิจิตตา อำไพจิตต์  ครูฟิสิกส์ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม จังหวัดปทุมธานี ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาฟิสิกส์ กล่าวว่า เครื่องคำนวณทางวิทยาศาสตร์มาช่วยสำหรับการออกแบบการเรียนการสอน โดยเฉพาะมุมประกอบในการเคลื่อนที่ให้นักเรียนกำหนดค่าได้เอง โดยเครื่องคิดเลขสามารถช่วยคิดคำนวณได้ถูกต้องแม่นยำ โดยมองว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนทำให้เพิ่มประสิทธิภาพได้ถูกต้องและแม่นยำ เสริมทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนได้

    สำหรับคณะกรรมการตัดสิน การประกวดฯ ครั้งนี้  มาจากผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของไทย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (สพฐ.)  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ดร. รัชนิกร ชลไชยะ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หนึ่งในกรรมการ ด้านคณิตศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า การจัดการประกวดครั้งนี้ถือว่า เป็นโอกาสที่ดีของครูและของประเทศ   ที่มีการออกแบบแผนการเรียนการสอน ที่ทำให้ทราบว่า เครื่องคำนวณสามารถนำมาใช้สำหรับการเรียนการสอนได้จริง เครื่องคำนวณใช้ในการสืบเสาะข้อเท็จจริงได้ โดยเทคโนโลยีสามารถขับเคลื่อนความคิดได้ ในทิศทางในบริบทของสังคม ครูที่เข้ามาแข่งขันถือว่าเป็นกลุ่มที่กระตุ้นให้ประเทศสามารถจัดทำแผนการเรียนคณิตศาสตร์ไปได้ให้เร็วขึ้น

    อาจารย์อุรชา นุชเหลือบ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หนึ่งในกรรมการด้านฟิสิกส์ กล่าวว่า  นับว่าเป็นปีแรกที่มีวิชาฟิสิกส์เข้าร่วมแข่งขัน ทำให้คุณครูได้มานำเสนอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน มีคณะกรรมการช่วยเสนอแนะมุมมองที่กว้างขึ้น และเป็นการแสดงความสามารถของคุณครูแต่ละท่าน   นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นว่ายุคปัจจุบันการสอนแบบเดิม  ไม่เพียงพอ การมีเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนจะทำให้ก้าวหน้าและทันยุคมากขึ้น

    นายชินโกะ ยามากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ สิงคโปร์ จํากัด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของคาสิโอ   กล่าวทิ้งทายว่า “คาสิโอขอขอบคุณผู้ร่วมการแข่งขัน คณะกรรมการ และผู้สนับสนุนทุกหน่วยงานที่ทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นต่อการสร้างอนาคตของนักเรียน และขอให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นโอกาสอันมีค่าในการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการเติบโตไปด้วยกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/135902&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PoJfbuyAuoYIA_2Aw5CCe

  • ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเยือนเมียนมา กระชับความสัมพันธ์ พร้อมย้ำความร่วมมือด้านความมั่นคง

    ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเยือนเมียนมา กระชับความสัมพันธ์ พร้อมย้ำความร่วมมือด้านความมั่นคง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/135806&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Brm_llbH4b8JvlTUIwaS3

  • “แสวง” แจงด่วน กกต.- เลขาฯ ไม่ไปแล้ว งดบินนอกดูงานกับ พตส. หลัง ครม. ขอความร่วมมือ

    “แสวง” แจงด่วน กกต.- เลขาฯ ไม่ไปแล้ว งดบินนอกดูงานกับ พตส. หลัง ครม. ขอความร่วมมือ

    ไม่ไปแล้ว “เลขาฯ แสวง” ชี้แจงด่วน กกต. – เลขาฯ งดร่วมบินนอกดูงานกับ พตส. หลัง ครม. ร่อนหนังสือขอความร่วมมือ

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ภายหลังปรากฏการณ์นำเสนอข่าวประธาน กกต. และผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานจะนำคณะผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) จะเดินทางไปดูงานต่างประเทศนั้น ล่าสุด นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาชี้แจงว่าในการเดินทางไปศึกษาดูงานนั้น นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และกรรมการการเลือกตั้ง รวมถึงเลขาธิการ กกต. ไม่ได้ร่วมเดินทางไปต่างประเทศตามที่ปรากฏเป็นข่าว

    โดยแจ้งงดเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งได้มีการพูดคุยกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในที่ประชุม กกต. หลังจากได้รับหนังสือขอความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ให้งดเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ จากคณะรัฐมนตรีแล้ว ส่วนรายละเอียดจะมีการออกเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    “ท่านประธาน กกต. และ กกต. ทุกท่าน รวมทั้งเลขาฯ ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ในการไปดูงานกับนักศึกษา พตส. ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด รายละเอียดจะเพรสข่าวพรุ่งนี้ ( 19 มี.ค.) ครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2921022&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LwbaukOIUn4BxRD6CCoDe

  • นายก อบจ.สุพรรณฯ มอบใบสัมฤทธิผลผู้สำเร็จการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง | เดลินิวส์

    นายก อบจ.สุพรรณฯ มอบใบสัมฤทธิผลผู้สำเร็จการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง | เดลินิวส์

    ที่ห้อง ประชุม 2 อาคารอำนวยการ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร อ.เมือง  จ.สุพรรณบุรี ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายก อบจ.สุพรรณบุรี  เป็นประธานพิธีมอบใบ สัมฤทธิผลทางการศึกษาพร้อมกล่าวให้โอวาท แก่ผู้สำเร็จการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาเทคนิคเภสัชกรรม ประจำปีการศึกษา 2568 

    สำหรับวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ก่อตั้งตั้งแต่  ปีพุทธศักราช2536 และเปิดทำการในปีพุทธศักราช 2542 โดยดำริของ ฯพณฯบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี พระราชอิสริยยศในขณะนั้น พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย เป็นชื่อวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี ตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ลงวันที่ 7 มกราคม 2537  เปิดทำการสอนในหลักสูตรประกาศนียบัตรสาธารณสุขศาสตร์ หลักสูตร 2 ปี และปรับปรุงเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาธารณสุขศาสตร์ ในปีพุทธศักราช 2550 และเข้าสมทบกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต 4 ปี สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน และสาขาวิชาทันตสาธารณสุข ในปีพุทธศักราช 2555

    โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นวิทยาลัยของชุมชนที่มุ่งเน้นการผลิต และพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพให้เป็นคนดี คนเก่งมีคุณค่า และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขรวมทั้งเป็นศูนย์ศึกษาวิจัย และให้บริการวิชาการแก่สังคม เพื่อพัฒนาชุมชนให้อุดมปัญญาทางสุขภาวะตอบสนองความต้องการของสถานบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขดังเอกลักษณ์ของวิทยาลัย คือ สร้างคนจากชุมชนให้เข้าถึงชุมชนเพื่อตอบสนองระบบสุขภาพชุมชน และมุ่งมั่นให้บัณฑิตมีอัตลักษณ์เป็นผู้ให้บริการสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ วิทยาลัยจึงมุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ คุณธรรม สมดั่งเจตนารมณ์ของกระทรวงสาธารณสุข และตามความคาดหวังของสังคม ในปีการศึกษา 2568 มีผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาเทคนิคเภสัชกรรม จากวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี  จำนวนทั้งสิ้น 37 คน ซึ่งจะต้องไปปฏิบัติงานตามโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน  และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นั้น

    ดร.อุดม กล่าวว่าผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเทคนิคเภสัชกรรม นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในการให้บริการ  ทางการแพทย์และการสาธารณสุข นอกจากจะต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถแล้วยังต้องมีความเอื้ออาทรต่อผู้เจ็บป่วย มีความขยันและอดทน และปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มกำลังความสามารถ โดยถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่หนึ่ง ซึ่งวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ตระหนักในภารกิจนี้ จึงได้อบรมสั่งสอนนักศึกษา ทุกคนให้มีคุณลักษณะดังกล่าว มีความพร้อมที่จะออกไปปฏิบัติงานให้ประชาชนไทยมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ และพัฒนาการสาธารณสุขของไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไป  ขอให้ทุกท่านดำรงไว้ซึ่งเกียรติของผู้สำเร็จการศึกษา และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นกำลังสำคัญในงานสาธารณสุขของประเทศ และพัฒนางานสาธารณสุขให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5700656/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M1hie1VOJMaJp-VD2SjOH

  • บริษัทเลิกจ้าง Gen Z หลังทำงานไม่กี่เดือน เพราะทัศนคติการทำงาน

    บริษัทเลิกจ้าง Gen Z หลังทำงานไม่กี่เดือน เพราะทัศนคติการทำงาน

    ช่วงหลังๆ มานี้ มีกระแสว่าบริษัทจำนวนมากเริ่มเลิกจ้างพนักงาน Gen Z ภายในไม่กี่เดือนหลังรับเข้าทำงาน บางแห่งก็ลังเลจะจ้างงานเด็กจบใหม่อีกในอนาคต สะท้อนช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่มหาวิทยาลัยสอน” กับ “สิ่งที่โลกทำงานต้องการ” ที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในตลาดแรงงานยุคใหม่

    หลายคนคงเคยได้ยินเสียงบ่นเกี่ยวกับพนักงาน Gen Z มักปรากฏอยู่ในที่ประชุมผู้บริหารหรือในโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทัศนคติการทำงาน ความรับผิดชอบ หรือการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรื่องเหล่านั้นจะไม่ใช่แค่คำบ่นอีกต่อไป แต่นำไปสู่การเลิกจ้างจริงๆ

    ผลสำรวจล่าสุดพบว่า บริษัทจำนวนมากเริ่มเลิกจ้างพนักงาน Gen Z ที่เพิ่งจบใหม่ ภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังรับเข้าทำงาน พร้อมตั้งคำถามใหญ่ต่อระบบการศึกษา วัฒนธรรมการทำงาน และความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ตรงกับโลกความเป็นจริง

    บริษัทเลิกจ้าง Gen Z มากขึ้น มองว่าเด็กยังไม่พร้อม

    ผลสำรวจจาก Intelligent แพลตฟอร์มให้คำปรึกษาด้านอาชีพ ซึ่งได้สอบถามผู้นำธุรกิจในสหรัฐฯ เกือบ 1,000 คน พบตัวเลขที่ค่อนข้างน่าตกใจ โดยพบว่านายจ้างราวๆ  6 ใน 10 ยอมรับว่า พวกเขาเคยเลิกจ้างพนักงาน Gen Z ที่เพิ่งจบใหม่ ภายในเวลาไม่นานหลังจากรับเข้าทำงาน

    ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการจ้างเด็กจบใหม่ในช่วงหลัง ทำให้ 1 ใน 6 ของผู้บริหารบอกว่า เริ่มลังเลที่จะรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงานอีก และประมาณ 1 ใน 7 ยอมรับว่า อาจหลีกเลี่ยงการจ้างเด็กจบใหม่ทั้งหมดในปีหน้า ขณะที่เกือบ 75% ของบริษัทที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจ ยังระบุด้วยว่า พนักงานจบใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา มีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามที่คาดหวัง

    นายจ้างบ่นมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องความเก่ง แต่คือ “ทัศนคติ”

    เมื่อถามว่าทำไมบริษัทถึงตัดสินใจเลิกจ้างพนักงาน Gen Z จำนวนมาก เหตุผลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดไม่ใช่เรื่องความสามารถทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องพฤติกรรมและทัศนคติในการทำงาน โดย 50% ของผู้บริหารที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการขาดแรงจูงใจและความกระตือรือร้นในการทำงาน

    นอกจากนี้ ยังพบว่ามีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ซ้ำๆ เช่น ความไม่เป็นมืออาชีพ, ขาดการบริหารจัดการเวลา, สื่อสารไม่ชัดเจน, มาทำงานสายหรือเข้าประชุมไม่ตรงเวลา, แต่งตัวไม่เหมาะสมกับที่ทำงาน, ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมในองค์กร ฯลฯ 

    มากกว่าครึ่งของผู้จัดการที่ร่วมสำรวจยังมองว่า เด็กจบใหม่จำนวนมาก “ยังไม่พร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง” และกว่า 20% เชื่อว่า พวกเขารับมือกับปริมาณงานไม่ได้

    ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันการศึกษาหลายแห่งก็เริ่มยอมรับว่า นักศึกษาจำนวนไม่น้อย ยังไม่พร้อมสำหรับโลกการทำงานหลังเรียนจบ จนทำให้ในบางมหาวิทยาลัยมีการเปิดวิชาใหม่ที่สอนเรื่องทักษะชีวิตและทักษะการทำงาน เช่น มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ บางแห่งเริ่มสอนนักศึกษาเรื่องการเข้าสังคมในที่ทำงาน, การอ่านบรรยากาศการสนทนา หรือแม้แต่การรู้ว่าเมื่อไรควรจบการคุย

    ขณะที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในลอนดอน มีการทดลองใช้ตารางเรียนยาวถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อฝึกให้นักเรียนคุ้นเคยกับรูปแบบชีวิตของผู้ใหญ่ และโลกการทำงานจริง

    อะไรสิ่งที่นายจ้างอยากเห็นจากเด็กจบใหม่มากที่สุด?

    เมื่อถามว่าอะไรจะทำให้เด็กจบใหม่ “ดึงดูดใจนายจ้าง” ได้มากขึ้น คำตอบที่ผู้บริหารพูดตรงกันมากที่สุด ก็คือ การมีทัศนคติที่ดี และความคิดริเริ่มในการทำงาน

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอาชีพแนะนำว่า คนรุ่นใหม่ควรเริ่มจากการสังเกตวัฒนธรรมองค์กร ว่า คนในที่ทำงานสื่อสารกันอย่างไร ทำงานกันแบบไหน และอะไรคือพฤติกรรมที่เหมาะสม จากนั้นให้ลองเริ่มตั้งคำถาม ขอคำแนะนำจากรุ่นพี่ตามวิถีขององค์กรนั้น และนำคำแนะนำไปปรับใช้

    สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้หัวหน้ามองเห็นความตั้งใจในการพัฒนาตนเองของเหล่าพนักงานมือใหม่ได้มากขึ้น รวมถึงการรักษาความรับผิดชอบ ทำงานให้เสร็จตามกำหนด และอาสารับงานเพิ่มเมื่อมีโอกาส ก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาผู้จัดการ

    ซีอีโอระดับโลก มองตรงกัน “ทัศนคติสำคัญกว่าใบปริญญา”

    ผู้นำองค์กรระดับโลกหลายคนเคยพูดตรงกันว่า ความสำเร็จทางอาชีพการงานในช่วงวัยยี่สิบต้นๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเกรดตอนเรียนจบ หรือการมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่าง แอนดี้ แจสซี (Andy Jassy) ซีอีโอของ Amazon เขาเคยกล่าวไว้ว่า ความสำเร็จจำนวนมากในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ขึ้นอยู่กับทัศนคติในการทำงาน เพราะหัวหน้างานมักอยากร่วมงานกับคนที่มีพลังบวก และพร้อมเรียนรู้มากกว่าคนที่เก่งแต่ทำงานด้วยยาก

    ด้าน ริชาร์ด แบรนด์สัน (Richard Branson) ผู้ก่อตั้ง Virgin ก็เคยแนะนำคนรุ่นใหม่หลายครั้งว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตจริงสำคัญไม่แพ้การเรียนในมหาวิทยาลัย และบางครั้ง “โรงเรียนของชีวิต” อาจสอนทักษะที่ใช้ในโลกทำงานได้มากกว่าในห้องเรียน

    ขณะที่ Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta ก็เคยแสดงความเห็นว่า ความสามารถตามธรรมชาติและบุคลิกภาพในการทำงาน มีความสำคัญมากกว่าวุฒิการศึกษาบนกระดาษ แนวคิดนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของ David Meads ผู้บริหารระดับสูงของ Cisco ในสหราชอาณาจักร ซึ่งลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 16 ปี ก่อนจะไต่เต้าจนขึ้นมาเป็นผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

    เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ Fortune ว่า สิ่งที่สำคัญจริงๆ ในโลกการทำงาน ไม่ใช่ตัวอักษรต่อท้ายชื่อ หรือใบปริญญาที่เขียนอยู่ในเรซูเม่ แต่คือทัศนคติ ความสามารถในการเรียนรู้ และความพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

    ผู้นำในสายเทคโนโลยีและธุรกิจจำนวนมากยังเห็นตรงกันว่า ความสามารถในการปรับตัว บุคลิกภาพ และทัศนคติในการทำงาน มักมีผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพ มากกว่าวุฒิการศึกษาที่อยู่ในเรซูเม่เพียงอย่างเดียว

    4 บุคลิกเด็กจบใหม่ Gen Z ที่หลายบริษัท “เจอทีไรปวดหัวทุกที”

    อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่าเด็กจบใหม่ทุกคนจะเป็นตัวปัญหาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นผู้นำองค์กร เจ้าของบริษัท หรือหัวหน้างานที่กำลังเปิดรับเด็กจบใหม่เข้ามาทำงาน คงอยากรู้ว่าลักษณะของคนรุ่นใหม่แบบไหนที่ชวนปวดหัว และควรหาวิธีรับมือให้เหมาะสม สำหรับพนักงานเด็กจบใหม่ที่มีปัญหามักมีพฤติกรรมดังนี้

    1. เป็นคนเก่ง แต่ไม่อยากเล่นตามระบบ

    พนักงานกลุ่มนี้มักมีความสามารถสูง มีไอเดีย และเรียนรู้เร็ว แต่ไม่ชอบโครงสร้างองค์กรแบบเดิม ไม่ชอบลำดับขั้น ไม่อยากทำงานที่มองว่าไม่มีความหมายสำหรับตัวพนักงานเอง พวกเขามองว่านี่คือความซื่อสัตย์กับตัวเอง แต่สำหรับองค์กร มันอาจถูกมองว่าเป็นการไม่ให้ความร่วมมือ และทำให้ทำงานร่วมกับทีมยาก

    2. คาดหวังการตอบแทนสูง แต่ไม่เข้าใจโลกการทำงาน

    เด็กจบใหม่จำนวนมากเติบโตมาในยุคที่พูดเรื่อง work-life balance และ self-worth มากขึ้น ทำให้พวกเขาคาดหวังความก้าวหน้า การขึ้นเงินเดือน หรือความยืดหยุ่นเร็วกว่าเดิม ปัญหาคือ หลายองค์กรยังใช้ระบบการโปรโมตแบบเดิม เมื่อความคาดหวังชนกับระบบองค์กรที่ไม่ตรงกัน ฝั่งพนักงานจึงเกิดความรู้สึกว่าบริษัทไม่ยุติธรรม ขณะที่ฝั่งบริษัทก็รู้สึกว่าพนักงานใจร้อนเกินไป

    3. เรียนเก่ง แต่ขาดประสบการณ์ชีวิตทำงาน

    บางคนมีผลการเรียนดี แต่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานจริง ไม่คุ้นเคยกับการทำงานภายใต้แรงกดดัน ไม่รู้ว่าควรสื่อสารกับหัวหน้าแบบไหน หรือไม่เข้าใจว่ามาตรฐานความเป็นมืออาชีพในที่ทำงานคืออะไร เมื่อเข้ามาในองค์กรจริง จึงต้องใช้เวลาปรับตัวมากกว่าที่บริษัทคาดไว้

    4. ตั้งใจจริงแต่หลงทาง ไม่เก็ตวัฒนธรรมองค์กร

    มีพนักงานคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่อยากทำงานดี แต่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร เช่น ไม่รู้ว่าควรถามเรื่องงานได้แค่ไหน, ไม่รู้ว่าควรแสดงความเห็นหรือเงียบ, ไม่รู้ว่าการทำงานให้ดีในสายตาหัวหน้าคืออะไร ฯลฯ ในหลายกรณี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กจบใหม่อย่างเดียว แต่อยู่ที่องค์กรไม่เคยสื่อสารความคาดหวังให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

    อย่างไรก็ตาม กระแสการเลิกจ้างพนักงาน Gen Z ที่เกิดขึ้นในหลายบริษัท หากดูผิวเผินหลายคนอาจมองว่าเป็นปัญหาที่ตัวเด็กเอง แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้กลับสะท้อนความไม่สอดคล้องกันของทั้งระบบ เมื่อมหาวิทยาลัยสอนอีกแบบ แต่องค์กรคาดหวังอีกแบบ และคนรุ่นใหม่ก็เติบโตมาในโลกที่ต่างจากรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง เมื่อทั้งสามอย่างมาบรรจบกันในที่ทำงาน ความขัดแย้งระหว่างรุ่นจึงเกิดขึ้นแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทางออกของปัญหานี้อาจไม่ใช่การเลิกจ้างเด็กจบใหม่ หรือการบอกให้คนรุ่นใหม่ต้องปรับตัวฝ่ายเดียว แต่ทั้งองค์กรและสถาบันการศึกษา ก็ต้องช่วยกันเตรียมความพร้อมให้คนทำงานตั้งแต่ก่อนก้าวเข้าสู่บริษัทจริง ไม่ว่าจะเป็นทักษะการสื่อสาร มาตรฐานความเป็นมืออาชีพ หรือความเข้าใจว่าวัฒนธรรมองค์กรแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน

    ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่เองก็อาจต้องเรียนรู้ว่า ความก้าวหน้าในอาชีพไม่ได้เกิดขึ้นทันที และบางครั้งการเริ่มจากการปรับตัว เข้าหาคนในทีม และเข้าใจระบบก่อน ก็เป็นทักษะสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการทำงาน เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกันและกันก็ย่อมพาองค์กรก้าวหน้าต่อไปในยุคโลกการทำงานเปลี่ยนเร็วได้ดีขึ้นกว่าเดิม

    อ้างอิง: Fortune, intelligentWSJ How to behave in office

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1225748&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZYZ0kxTcUDNZEgyMIpZIq

  • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “สนามบินแห่งการเรียนรู้” | TOPNEWS

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “สนามบินแห่งการเรียนรู้” | TOPNEWS

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “สนามบินแห่งการเรียนรู้”

    • เผยแพร่ : 18/03/2026 16:11

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เปิดพื้นที่เพื่อการศึกษาดูงานและเรียนรู้การดำเนินงานของท่าอากาศยานจากสถานที่จริง สะท้อนบทบาทของสนามบินในฐานะ “สนามบินแห่งการเรียนรู้” ที่มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้
    และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการสนามบินเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน

    ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของ ทสภ. นอกจากการเป็นท่าอากาศยานที่เปิดให้บริการด้านการคมนาคมทางอากาศเป็นสำคัญแล้ว ทสภ. ยังได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ท่าอากาศยานอื่นๆ รวมถึงคณะนักเรียนและนักศึกษา ที่มีความสนใจในกิจการท่าอากาศยานได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ระบบการดำเนินงานด้านงานบริการท่าอากาศยาน เทคโนโลยีที่ใช้ในการบริหารจัดการสนามบิน อาทิเช่น การใช้เครื่อง CUSS (Common Use Self Service) ระบบลงทะเบียนแบบ Biometric การโหลดสัมภาระด้วยตนเอง CUBD (Common Use Bag Drop) มาใช้เพื่อลดระยะเวลากระบวนการการเช็คอินของผู้โดยสาร ณ บริเวณพื้นที่ให้บริการสาธารณะ
    ของอาคารผู้โดยสารหลัก รวมถึงเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าศึกษาแนวทางการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของท่าอากาศยาน อาทิ ระบบสุขาภิบาลภายในอาคารผู้โดยสาร ระบบบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ ซึ่งดำเนินงานตามมาตรฐานสากลเพื่อควบคุมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาเรียนรู้การดำเนินงานของสนามบินจากสถานที่การทำงานจริง เพื่อเป็นองค์ความรู้ สำหรับนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของตน และเพื่อการพัฒนาตนเองในอนาคตของเหล่านิสิต นักศึกษาต่อไป

    นอกจากนี้ ทสภ. ยังมีพิพิธภัณฑ์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 6 ของอาคารจอดรถโซน 3 ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ ทสภ. และประวัติกิจการการบินของประเทศไทย รวมถึงโครงสร้างโดยทั่วไปของท่าอากาศยานแห่งนี้ โดยเน้นเชิญชวนให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานต่างๆ และผู้ที่สนใจเข้าศึกษาดูงานได้เข้ามาเรียนรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นประโยชน์ และเป็นการต่อยอดการศึกษาของหน่วยงาน สถาบันการศึกษาต่างๆ

    ทั้งนี้ สถาบันการศึกษา หน่วยงาน และผู้ที่สนใจเข้าศึกษาดูงาน เพื่อเรียนรู้การดำเนินงานของสนามบินจากประสบการณ์จริง สามารถประสานงานเพื่อขอเข้าศึกษาดูงานได้ที่ฝ่ายกิจการพิเศษและมวลชนสัมพันธ์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลาทำการ หมายเลขโทรศัพท์ 062 593 9996

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1519834&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H0RH2Zh9qzRsX-_xCDl8F

  • วิทยาลัยจีนสั่งนักศึกษา ปิดเทอมนี้ ‘ให้ออกไปมีความรัก’ ไปเที่ยว ไปเดต อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ

    วิทยาลัยจีนสั่งนักศึกษา ปิดเทอมนี้ ‘ให้ออกไปมีความรัก’ ไปเที่ยว ไปเดต อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ

    ในประเทศที่ระบบการศึกษาเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างจีน การที่สถาบันการศึกษาจะบอกให้นักศึกษาออกไปมีแฟน ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ล่าสุด Sichuan Southwest Vocational College of Aviation วิทยาลัยอาชีวศึกษาด้านการบินในมณฑลเสฉวน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนบนโลกโซเชียลด้วยการประกาศหยุดยาวช่วงฤดูใบไม้ผลิ พร้อมบอกให้นักศึกษา “ลองออกจากหน้าหนังสือ ไปชมดอกไม้และไปตกหลุมรักดูสักครั้ง”

    จุดประสงค์ของเรื่องนี้คือการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในวัฒนธรรมการทำงานและการเรียนที่หนักหน่วง (996 culture) ได้มีเวลาออกไปใช้ชีวิต สัมผัสธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือตกหลุมรัก

    ทำไมจีนต้องผลักดันเรื่องความรัก

    หากมองข้ามความโรแมนติกไป เราจะพบว่านี่คือการดำเนินนโยบายตามทิศทางของรัฐบาลกลาง (NDRC) ที่พยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกินประเทศ

    ในปี 2025 ประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และอัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลจึงต้องพยายามสร้างนิเวศวิทยาที่เอื้อต่อการสร้างครอบครัว ตั้งแต่การปรับปรุงผังเมืองให้เป็น Child-friendly ล่าสุดก็มีการประกาศว่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ทั้งหมด ตั้งแต่การตรวจครรภ์ไปจนถึงการคลอดบุตร สามารถเบิกได้ 100% จากกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ

    นอกจากมิติด้านประชากรศาสตร์แล้ว นโยบายนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ การกระจายวันหยุดแบบเหลื่อมเวลาไปยังมณฑลต่างๆ เช่น เสฉวน และเจียงซู ไม่เพียงแต่ช่วยลดความแออัดในช่วงเทศกาลหลัก แต่ยังเป็นการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนจากกำลังซื้อมหาศาลของคนรุ่นใหม่ที่ออกไปท่องเที่ยวและทำกิจกรรมสันทนาการในช่วง Off-peak

    บทสรุปของความเคลื่อนไหวนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคที่ความสุขและความสัมพันธ์ถูกยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน แม้ว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะยังคงเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการครองโสด แต่นโยบาย “สั่งให้ไปรัก” นี้ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนว่า จีนกำลังยอมแลกชั่วโมงเรียนที่หนักหน่วง เพื่อซื้ออนาคตของประชากรที่มีความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากขึ้น

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/china-university-spring-break-love-policy-demographic-crisis&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34LDejOlEorJKZGzOunvaG

  • รวมมาตรการ “ประเทศอาเซียน” รับมือน้ำมันแพง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    รวมมาตรการ “ประเทศอาเซียน” รับมือน้ำมันแพง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้กระทบเพียงค่าเดินทางหรือค่าขนส่งเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงราคาสินค้า ค่าครองชีพ และภาพรวมเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ทำให้หลายประเทศอาเซียนต้องเร่งออกมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน

    รวมมาตรการ “ประเทศอาเซียน” รับมือน้ำมันแพง

    แม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน แต่แนวทางรับมือ ของแต่ละประเทศแตกต่างกันไป ตามโครงสร้างเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านพลังงาน และงบประมาณของรัฐ แต่ส่วนใหญ่ใช้หลายมาตรการควบคู่กัน ทั้งการลดการใช้พลังงาน ควบคุมราคา และสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน และเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในอนาคต

    มาตรการรับมือประเทศไทย

    ไทยใช้มาตรการผสมผสานทั้งการ “ลดใช้” และ “คุมตลาด” โดยสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านเพื่อลดการเดินทาง ควบคู่กับการสั่งห้ามกักตุนและจำหน่ายสินค้าเกินราคา รวมถึงการตรึงราคาน้ำมันเพื่อช่วยพยุงค่าครองชีพ นอกจากนี้ยังเร่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และเพิ่มการสำรองพลังงาน เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว

    มาตรการรับมือประเทศเวียดนาม

    เวียดนามเน้นลดการใช้พลังงานและรักษาเสถียรภาพราคา โดยสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านเช่นกัน พร้อมทั้งลดภาษีนำเข้าน้ำมัน และใช้กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเข้ามาช่วยพยุงราคาไม่ให้ผันผวนมากเกินไป

    มาตรการรับมือประเทศอินโดนีเซีย

    อินโดนีเซียมุ่งไปที่การลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล ด้วยการผลักดันการใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังตรึงราคาน้ำมันโดยให้รัฐรับภาระต้นทุน และกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน

    มาตรการรับมือประเทศเมียนมา

    เมียนมาใช้มาตรการควบคุมการใช้น้ำมันโดยตรง ผ่านระบบจำกัดการใช้รถยนต์แบบวันคู่–วันคี่ เพื่อลดความต้องการใช้น้ำมันในภาพรวม พร้อมออกคำสั่งห้ามกักตุนและจำหน่ายน้ำมันเกินราคาอย่างเข้มงวด

    มาตรการรับมือประเทศฟิลิปปินส์

    ฟิลิปปินส์เน้นลดการใช้พลังงานและช่วยเหลือประชาชน โดยกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน เพื่อลดการเดินทาง พร้อมทั้งขยายเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงให้กลุ่มเปราะบาง รวมถึงเตรียมควบคุมค่าไฟฟ้า และเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนพลังงาน

    มาตรการรับมือประเทศมาเลเซีย

    มาเลเซียเลือกใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมันเป็นหลัก โดยให้ภาครัฐรับภาระต้นทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาพลังงานส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

    มาตรการรับมือประเทศลาว

    ลาวมุ่งลดการใช้น้ำมันและส่งเสริมพลังงานทางเลือก โดยสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว

    มาตรการรับมือประเทศสิงคโปร์

    สิงคโปร์เน้นมาตรการเชิงโครงสร้าง โดยใช้กลไกสำรองพลังงานและบริหารจัดการอุปทาน เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอในช่วงวิกฤติ พร้อมทั้งวางระบบรองรับวิกฤติพลังงานในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/countermeasures-asean/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E32XyZlEz30ey0Gm-9WDR