Blog

  • ผนึกกรอ.ลุยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-ดันอุตสาหกรรมอนาคต

    ผนึกกรอ.ลุยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-ดันอุตสาหกรรมอนาคต


    ส.อ.ท.ร่วมถกกรอ.นัดแรก ตั้ง 4 คณะอนุกรรมการแก้วิกฤตเชิงโครงสร้าง ดันบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม-พลังงานสะอาดชูแคมเปญ Made in Thailand อุ้ม SMEs แก้หนี้ คาดปั๊มเงินหมุนในระบบ 2 แสนล้าน

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. ชุดใหม่ รวมถึงรับทราบผลการหารือร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีและภาคเอกชน ตลอดจนผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยสถาบัน IMD ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ 26 ของโลก ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับจากปีที่ผ่านมา และยังคงอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน

    นอกจากนี้ได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านระบบการกำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ (Objectives and Key Results: OKR) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) และการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการลงทุนในอนาคต

    สำหรับการดำเนินงานภายใต้ กรอ. จะขับเคลื่อนผ่านกลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่  1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ  2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม 4. การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 4 คณะ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเด็นสำคัญและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการทำงานของ กรอ. อย่างเต็มที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐผ่านคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะตามกลไกของ กรอ. เพื่อผลักดันข้อเสนอของภาคเอกชนให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เตรียมจัดตั้งทีมสนับสนุนการทำงานในประเด็นสำคัญ อาทิ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการแก้ไขปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะโครงการ Missing Link ชุมพร–ระนอง การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่พลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีความต่อเนื่อง ผ่านการจัดทำแผนงานและติดตามผลอย่างเป็นระบบ

    อย่างไรก็ตามส.อ.ท. จะเดินหน้าส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand: MiT) ให้เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการไทย สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้สินค้าไทยในทุกภาคส่วน รวมทั้งยกระดับศักยภาพผู้ผลิตไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยเฉพาะ SMEs เพื่อช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่ง ส.อ.ท. ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท

    “กลไก กรอ. เป็นเวทีสำคัญในการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอให้เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง วันนี้ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกันต้องสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ผ่านการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย แรงงานไทย และประเทศชาติอย่างแท้จริง  ส.อ.ท. พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43974&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03h5DRHD9Y-9D2IfXDJOad

  • EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EECO) พร้อมด้วย ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ 

    ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วยอุตสาหกรรมไมซ์ ณ ห้องประชุม Conference สำนักงาน EECO โดยมีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน
     

    EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    EECO ชูธง 5 คลัสเตอร์เป้าหมาย ยกระดับสู่ศูนย์กลางภูมิภาค

    ดร.จุฬา สุขมานพ กล่าวถึงพันธกิจหลักของ EECO ในการมุ่งขับเคลื่อนพื้นที่อีอีซีให้กลายเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ของภูมิภาค โดยหัวใจสำคัญคือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนคุณภาพสูง”

    “ทั้งนี้ได้วางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การแพทย์ครบวงจร, ดิจิทัล, ยานยนต์สมัยใหม่, BCG (Bio-Circular-Green Economy) และบริการ ตลอดจนการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่ภาคการผลิต”

    การผนึกกำลังกับทีเส็บในครั้งนี้ จะเปิดประตูดึงดูดผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไมซ์ทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางขยายตลาดครั้งสำคัญให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการชุมชนใน 3 จังหวัดอีอีซี ภายใต้เกณฑ์มาตรฐาน EEC Select ซึ่งจะช่วยสร้างองค์ความรู้ ทักษะ สร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    ทีเส็บ ใช้ ‘ไมซ์’ เชื่อมโลกสู่ EEC พร้อมลุย 3 โครงการใหญ่

    ด้าน ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ เผยว่า อุตสาหกรรมไมซ์จะเป็นกลไกทางการตลาดที่ทรงพลังในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน นวัตกรรม และเครือข่าย โดยใช้การจัดประชุม งานแสดงสินค้า และการเจรจาธุรกิจ เป็นเวทีเชื่อมโยงนักลงทุนและนักเดินทางไมซ์ทั่วโลกให้สัมผัสศักยภาพของพื้นที่ EEC โดยตรง 

    พร้อมกันนี้ยังมีการเตรียมแผนพัฒนาแนวทาง “Factory Visit Routing” เพื่อผสานการเจรจาธุรกิจเข้ากับประสบการณ์การเรียนรู้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่จริง

    เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทีเส็บเตรียมขับเคลื่อนผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ Empower Eastern Exhibition (EEE) เพื่อส่งเสริมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย, โครงการ EEC MICE Product Premium มุ่งยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน และโครงการ EEC MICE Cluster Destination ที่เน้นส่งเสริมการตลาดและสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสถานที่จัดงานในพื้นที่ให้ทัดเทียมสากล

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแนวทาง ESG

    การจับมือระหว่าง EECO และ ทีเส็บ นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการบูรณาการศักยภาพด้านการลงทุนและอุตสาหกรรมไมซ์ โดยไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี 

    แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานสินค้า บริการ และชุมชน ภายใต้แนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดแก่นักลงทุน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/744329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iJUqwPy87RNqLQ_DR-lpr

  • นายกฯ ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติ โวเศรษฐกิจไทย ‘หั่งเช้ง’ ดี

    นายกฯ ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติ โวเศรษฐกิจไทย ‘หั่งเช้ง’ ดี

    นายกฯ ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติ โวเศรษฐกิจไทย ‘หั่งเช้ง’ ดี

    วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.38 น.

    นายกฯยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนไทยต่างประเทศร่วมโครง ’ Thailand FastPass เพียบ ย้ำบริษัทต้องโปร่งใส หากเลี่ยงภาษี-แรงงานเถื่อน ต้องดำเนินคดีให้เห็นว่านรกมีจริง  บอกศก.ไทย ‘หั่งเช้งดี’ 

    วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 14.45 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน ว่า โครงการ Thailand FastPass คือโครงการที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ  ผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยจะทำให้ขั้นตอนต่างๆในการขออนุมัติและขออนุญาตสั้นลง และในอนาคต ก็จะทำให้ระยะเวลาในการดำเนินการทุกขั้นตอนสั้นที่สุด เชื่อมั่นว่าจะมีผู้ประกอบการและนักลงทุนและนักลงทุนอีกมากมายเข้ามาสู่โครงการ เขาสามารถดำเนินกิจการได้เร็วขึ้น

    เมื่อถามว่าที่นายกฯ พูดบนเวทีถึงเสถียรภาพของรัฐบาล แสดงว่ามั่นใจว่าคุมเสถียรภาพของรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพ ก็จะสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่จะมาประกอบกิจการ นำเม็ดเงินมาสู่ประเทศไทยเราจะต้องทำให้เสถียรภาพมันเกิดขึ้นในรัฐบาล และเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ให้เกิดความสะดวกให้มากที่สุด เขาจะได้เข้ามาใช้ประเทศของเราเป็นฐานการผลิต วันนี้เรามีอีอีซี ซึ่งตนได้รับมากำกับดูแลด้วยตัวเอง มาทำงานควบคู่กันกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) วันนี้ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันถึงจะทำงานได้

    เมื่อถามต่อว่า  23 รายที่มารับ Thailand FastPass ส่วนใหญ่ ได้ร้องขออะไรมาเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า สิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญและและตั้งข้อสังเกตดีๆ ก็จะเป็นกำลังใจให้กับพวกเราโดยธุรกิจทั้ง 23 รายที่เข้ามา ไม่ใช่ธุรกิจที่จะมาใช้แรงงานถูกในประเทศไทย หรือมาใช้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอ เช่นการ ไม่เสียภาษีนำเข้าอะไรต่างๆนานา เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว อุตสาหกรรมที่เข้ามานำมาซึ่งเทคโนโลยี การถ่ายทอดกระบวนการทางการผลิตต่างๆ เช่น ตัวชิ้นส่วนเครื่องยนต์ของเครื่องบินแอร์บัสที่เข้ามา รวมถึงชิ้นส่วนของจรวดด้วย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของดาวเทียมและการสื่อสารที่ทันสมัย เรานำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาขยายกระบวนการการผลิตให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมให้มากที่สุด จะเป็นประเทศที่เปิดความพร้อมให้ประเทศต่างๆเข้ามาก็ต้องมีจรรยาบรรณที่ดี ไม่ใช่ไปก๊อปปี้เทคโนโลยีของเขา โดยไม่มีความร่วมมือ และไม่มีระบบในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งนั้นแล้วประเทศไทยได้ไปถึงขั้นนั้นแล้ว 

    นายกฯ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เข้ามาก็ต้องมีความพร้อม มีความโปร่งใส และเมื่อถึงวงรอบก็ต้องมีการไปตรวจ หรือสุ่มตรวจ แต่ถ้าเราเปิดโอกาสขึ้นมาแล้ว และเกิดมีเรื่องของการลดสเปค หรือการหลบเลี่ยงภาษีหรือเรื่องแรงงานเถื่อนเหล่านี้ เราก็ต้องทำให้เห็นว่านรกมีจริง ก็ต้องถูกดำเนินคดี ถ้าทำอย่างนี้ได้เราก็จะเป็นประเทศที่สามารถที่สามารถขยายการลงทุนขยายโอกาสในการสร้างรายได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

    เมื่อถามต่อว่าแสดงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโงหัวขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แน่นอน ภาษาที่บ้านผมเรียกว่า”หั่งเช้งดี” (แนวโน้มเศรษฐกิจดี )

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/972666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2inEtlgzMpLUilq_nhJXsR

  • นายกฯ ประชุม กรอ. ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก

    นายกฯ ประชุม กรอ. ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก

    นายกฯ ประชุม กรอ. ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก


    23/06/2569 | 4 |

    นายกฯ ประชุม กรอ. ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก
    บทสรุป
        นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยนำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชนเข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการ เป้าหมาย และติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ 2) การพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน 3) การยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และ 4) การพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3% ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ พร้อมกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็น                การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ 2. ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน 3. ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี 4. ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ 4 คณะ รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญสู่การปฏิบัติ กำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเปิดให้ภาคเอกชนมีบทบาทเข้มข้นมากขึ้นในการลงทุน สร้างนวัตกรรม สร้างงาน และเชื่อมโยงไทยกับตลาดโลก ขณะที่ภาครัฐจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัด วางโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น

    รายละเอียด
        (22 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม 4. การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อกเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว  ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่
    1. ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure) ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ 
    2. ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน เป็นการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ สินค้าและบริการไทย เกษตรและอาหารแห่งอนาคต Soft Power การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่
    3. ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ต้องพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม Upskill–Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น
    4. ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ได้กำหนดทิศทางและกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ด้าน รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากนี้ไปความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ร่วมกัน ขับเคลื่อนภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป อีกทั้งที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (Quick Big Win) และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ดังนี้
    1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานอนุกรรมการ
    2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการ
    3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานอนุกรรมการ
    4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ
    ทั้งนี้หากได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการต่างๆ และเสนอใน กรอ. จะเดินหน้าการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือน shortcut ให้การทำงานได้รวดเร็วขึ้น ยืนยันว่าจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด 
    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล
    จากการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเวที ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรม สภาเอกชนและผู้ประกอบการในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาสำคัญตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ติดข้อจำกัดหลายด้าน การทำงานของ กรอ. ชุดนี้จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะภาคเอกชนคือผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม ผู้สร้างงาน ผู้เชื่อมไทยกับตลาดโลก และผู้ทำให้ศักยภาพของประเทศกลายเป็นผลลัพธ์จริง ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อก วางโครงสร้างพื้นฐาน ปรับกติกา และทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น ชัดขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น 
    สำหรับบทบาทของนายเอกนิติ ในฐานะรองประธาน กรอ. และผู้ขับเคลื่อนด้านการลงทุนใหม่จะมุ่งผลักดันงานที่เป็นคอขวดสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเตรียมพลังงานและน้ำรองรับการลงทุน การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน การปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้สร้างประโยชน์ต่อ SMEs แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานไทย
    ทั้งนี้ แนวทางการทำงานของ กรอ.ชุดนี้จะสอดคล้องกับหลัก 5T ของรัฐบาล ได้แก่ Target Transition Transformation Transparent และ Together กำหนดตำแหน่งไทยในเวทีโลกที่ชัดเจน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ตรงกับเป้าหมาย ยกเครื่องปลดล็อกอุปสรรคกฎระเบียบและข้อจำกัด มี OKR เป้าหมายที่วัดได้ และ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตามประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน 

    แนวทางการสื่อสาร
    1. นำเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ประชุม กรอ. เพื่อนำข้อเสนอจากภาคเอกชนสู่การปฏิบัติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจเติบโตมากกว่า 3% ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันสู่ 20 อันดับแรกของโลก 
    2. นำเสนอ รัฐบาล มุ่งให้ กรอ.เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้ประโยชน์โดยตรง ขณะที่ภาครัฐจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัด วางโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว

    แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร
    #นายกประชุมกรอ #ขับเคลื่อน4ยุทธศาสตร์ #ตั้งเป้าแข่งขันติด20อันดับแรกของโลก #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง 
    ——————————————
    รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
    จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306
       นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710 
           นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/515414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPzRi0DaA8hcSYtEmJYKF

  • ‘ไทยแลนด์ฟาสต์พาส’

    ‘ไทยแลนด์ฟาสต์พาส’

    ‘ไทยแลนด์ฟาสต์พาส’ ปลดล็อกลงทุน บูมเศรษฐกิจไทย?

    นณริฏ พิศลยบุตร
    นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    โดยหลักการถือเป็นเรื่องที่เห็นด้วย และเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว เนื่องจากปัญหาที่ผ่านมาคือ แม้ผู้ประกอบการจะได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอแล้ว แต่ยังต้องเผชิญขั้นตอนทางกฎหมายของภาครัฐที่มีความซับซ้อน อีกทั้งการประสานหน่วยงาน การจัดหาน้ำ ไฟฟ้า หรือการจัดการเรื่องที่ดิน ทำให้การลงทุนจริงเกิดขึ้นล่าช้า

    ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของโครงการ “ไทยแลนด์ฟาสต์พาส” ไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินการลงทุน แต่เป็นการลดระยะเวลาในการดำเนินการ ซึ่งหากมีโครงการมาลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท ปกติอาจต้องใช้เวลาประมาณ 18 เดือนกว่าจะเริ่มลงทุนได้จริง แต่เมื่อมีระบบ “ไทยแลนด์ฟาสต์พาส” ก็อาจทำให้ระยะเวลาสั้นลง 20-50% หรือเหลือเพียง 9 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งแม้มูลค่าการลงทุนจะเท่าเดิม แต่การที่เม็ดเงินลงสู่ระบบได้เร็วขึ้น ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เร็วขึ้นตามไปด้วย เพราะถ้าลงทุนเร็ว เศรษฐกิจก็โตเร็วแค่นั้นเอง

    สำหรับด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยหากเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซียนั้น แม้โครงการไทยแลนด์ฟาสต์พาสทำให้การลงทุนรวดเร็วขึ้น ช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการดึงดูดนักลงทุนได้ แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ เนื่องจากยังมีเรื่องของแพคเกจส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างซัพพลายเชนและองค์ความรู้ ตลอดจนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา กระทรวงที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะมีข้อดีในการลดระยะเวลาในการดำเนินการ ทำให้การลงทุนเร็วขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การเร่งรัดขั้นตอนมากเกินไปอาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ เนื่องจากที่ผ่านมา ในหลายกรณี ความล่าช้าเกิดจากการต้องพิจารณาผลกระทบหรือความเสี่ยงต่างๆ อย่างรอบด้าน จึงจำเป็นต้องติดตามว่าการเร่งรัดนี้จะมีมาตรการรองรับผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด เพราะหากทำได้เร็วและมีคุณภาพก็จะเป็นผลดี แต่หากทำเร็วโดยขาดความรอบคอบ ก็อาจสร้างปัญหาตามมาได้

    หากโครงการไทยแลนด์ฟาสต์พาสถูกผลักดันโดยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ก็จะมีอำนาจในการประสานงานกับทุกกระทรวง มากกว่าการขับเคลื่อนโดยหน่วยงานเดียวอย่างบีโอไอ เพราะทำให้การผลักดันมาตรการต่างๆ มีโอกาสสำเร็จได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องมองภาพรวมในระดับมหภาค เพราะหากเปิดทางให้ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาลงทุนได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ไม่มีการวางแผนรองรับด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำให้เพียงพอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอื่นและประชาชนในวงกว้างได้ จึงควรมีการบริหารจัดการในภาพรวมควบคู่ไปกับการเร่งรัดการลงทุน

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายและสำคัญที่สุดของโครงการนี้คือ หากเมื่อมีการลงทุนเข้ามาแล้วประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อะไรกลับมา เพราะหากเข้ามาลงทุนแล้วประเทศได้เพียงค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าเช่าที่ดิน โดยไม่ได้เกิดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ ก็อาจไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ทั้งนี้ แม้นักลงทุนที่เข้ามาจะมีการจ้างงานคนไทยอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน

    รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจไทย เพื่อให้การลงทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศ แต่ต้องสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทยได้

    ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย สร้างประโยชน์ต่อธุรกิจไทยและประชาชนคนไทยให้มากที่สุด ซึ่งความเร็วก็เป็นสิ่งที่ดี

    แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นพร้อมกันก็คือ การลงทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจไทย คนไทย และทำยังไงให้เราได้ประโยชน์สูงที่สุด

    จักริน วังวิวัฒน์
    ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1

    ตามที่รัฐบาลจะเปิดตัวโครงการไทยแลนด์ฟาสต์พาสเพื่อเร่งรัดการลงทุนนั้น ขึ้นกับว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมใด คงเหมารวมไม่ได้เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีต้นทุนและการใช้วัถุดิบ และการส่งเสริมที่แตกต่างกัน จึงต้องลงรายละเอียดเยอะมาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากที่สุด ไม่ควรนำเข้าส่วนประกอบจากต่างประเทศมาประกอบแล้วส่งออกไปขาย เพราะเราจะไม่ได้อะไรเลย

    ทั้งนี้จะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรต้องดูเป็นรายอุตสาหกรรม เมื่อดูกรอบภาพใหญ่แล้วต้องมาเจาะเป็นรายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ จิวเวลรี ฯลฯ ว่ามีรายละเอียดและข้อบัญญัติอะไรบ้าง เราจะเปิดเหมือนเอฟทีเอทั้งหมดไม่ได้ เหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ตอนนี้มีปัญหามากเรื่องซัพพลายเชน เชื่อว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ต้องเจอปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะเราเปิดมาแทบทั้งหมดแล้ว

    ความได้เปรียบของนักลงทุนต่างชาติเมื่อไทยไปทำข้อตกลงเอฟทีเอแล้วเราเปิดมาถึงตรงกลาง แต่ของประเทศอื่นยังมีกับดักและข้อกฎหมายปลีกย่อยอยู่ภายในจึงต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะการใช้แรงงาน-เครื่องจักร ต้องพิจารณาของเราเป็นหลัก และต้องดูแลผู้ประกอบการในประเทศให้ดี ยังไม่ได้มองไปถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่เอสเอ็มอีคือห่วงโซ่อุปทานที่สามารถส่งวัตถุดิบบางอย่างให้กับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ จึงไม่อยากให้ห่วงโซ่และซัพพลายเชนตรงนี้ขาดไป

    ข้อเสนอแนะสำหรับโครงการไทยแลนด์ฟาสต์พาส คือต้องดูเป็นรายอุตสาหกรรม และต้องสอบถามข้อมูลให้ลึกขึ้น เพราะบีโอไอมักนำตัวเลขส่งเสริมการลงทุนมาเปิดว่ามีเม็ดเงินเท่าไหร่ แต่บางครั้งตัวเลขอาจไม่ถึง และไม่ได้มองถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการที่บีโอไอเสนอตัวเลขว่ามีมากน้อยเพียงใด อยากให้บีโอไอมองแค่ว่าส่งเสริมการลงทุนได้กี่รายหรือกี่บริษัท รวมทั้งมีผลให้ได้จีดีพีกลับคืนมากกี่เปอร์เซ็นต์มากกว่า หรืออุตสาหกรรมเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่นำจำนวนรายที่เข้ามายื่นขอส่งเสริมการลงทุนมาวัด แต่ควรนำตัวเลขการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง และโรงงานที่เกิดขึ้นจริง มาเป็นตัวชี้วัดมากกว่า

    ในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนในประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่หยุดชะงัก เพราะทุกอย่างยังคลุมเครือ ทั้งนโยบายของรัฐบาล และการลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนยังสับสนว่าจะไปเอาอย่างไรกันต่อ ส่งผลให้การลงทุนไหลไปประเทศเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนจากจีนเพราะเวียดนามเปิดรับหมดไม่เหมือนประเทศไทย การเปิดกว้างรับการลงทุนอาจดีสำหรับเวียดนาม แต่ไม่ดีสำหรับประเทศไทย เนื่องจากเรามีเอสเอ็มอีอยู่มาก จะทำอย่างไรต่อให้เอสเอ็มอีเติบโตและได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่เกิดขึ้นให้ได้

    อย่างไรก็ตาม ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งกับเวียดนาม แต่ควรมองตัวเองเป็นหลักก่อนว่าความมั่นคงคืออะไร ซึ่งไทยเน้นการส่งออกแม้ตัวเลขจะดีแต่กลไกด้านล่างได้รับผลจากการส่งออกหรือไม่ ส่วนข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการตั้งโรงงาน 1 แห่งในต่างจังหวัดต้องยื่นเรื่องขอจากหลายหน่วยงานเพราะมีกฎหมายที่ทับซ้อนกันอยู่การดำเนินการจึงไม่เบ็ดเสร็จ

    ขณะเดียวกันเรื่องผังเมืองก็เป็นปัญหาต่อภาคอุตสาหกรรมมาก บางพื้นที่ผังเมืองยังไม่ประกาศใช้เพราะมีประเด็นที่ย้อนแย้งกันอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5772706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30QMuQH1IuIAuGy3tfhAV7

  • นายกฯ โวเศรษฐกิจไทย ‘หั่งเช้ง’ดี ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติ

    นายกฯ โวเศรษฐกิจไทย ‘หั่งเช้ง’ดี ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติ

    นายกฯ ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ช่วยดึงนักลงทุนไทย-ต่างประเทศร่วมโครงการ Thailand FastPass เพียบ ย้ำบริษัทต้องโปร่งใส บอกเศรษฐกิจไทย‘หั่งเช้ง’ ดี

    เมื่อเวลา 14.45 น.วันที่ 23 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน ว่า โครงการ Thailand FastPass คือโครงการที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ ผู้ลงทุนทั้งไทย และต่างประเทศ โดยจะทำให้ขั้นตอนต่างๆ ในการขออนุมัติและขออนุญาตสั้นลง

    ในอนาคต จะทำให้ระยะเวลาในการดำเนินการทุกขั้นตอนสั้นที่สุด เชื่อมั่นว่าจะมีผู้ประกอบการและนักลงทุนและนักลงทุนอีกมากมายเข้ามาสู่โครงการ เขาสามารถดำเนินกิจการได้เร็วขึ้น

    เมื่อถามว่าที่นายกฯพูดบนเวทีถึงเสถียรภาพของรัฐบาล แสดงว่ามั่นใจว่าคุมเสถียรภาพของรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพ ก็จะสร้างความมั่นใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ให้กับผู้ที่จะมาประกอบกิจการ นำเม็ดเงินมาสู่ประเทศไทย

    เราจะต้องทำให้เสถียรภาพมันเกิดขึ้นในรัฐบาล และเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ให้เกิดความสะดวกให้มากที่สุด เขาจะได้เข้ามาใช้ประเทศของเราเป็นฐานการผลิต วันนี้เรามีอีอีซี ซึ่งตนได้รับมากำกับดูแลด้วยตัวเอง มาทำงานควบคู่กันกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) วันนี้ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันถึงจะทำงานได้

    เมื่อถามว่า 23 รายที่มารับ Thailand FastPass ส่วนใหญ่ ได้ร้องขออะไรมาเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญและตั้งข้อสังเกตดีๆ ก็จะเป็นกำลังใจให้กับพวกเรา โดยธุรกิจทั้ง 23 รายที่เข้ามา ไม่ใช่ธุรกิจที่จะมาใช้แรงงานถูกในประเทศไทย หรือมาใช้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอ เช่น การ ไม่เสียภาษีนำเข้าอะไรต่างๆนานา เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว

    อุตสาหกรรมที่เข้ามานำมาซึ่งเทคโนโลยี การถ่ายทอดกระบวนการทางการผลิตต่างๆ เช่น ตัวชิ้นส่วนเครื่องยนต์ของเครื่องบินแอร์บัสที่เข้ามา รวมถึงชิ้นส่วนของจรวดด้วย

    นอกจากนี้ยังมีเรื่องดาวเทียมและการสื่อสารที่ทันสมัย เรานำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาขยายกระบวนการการผลิตให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมให้มากที่สุด จะเป็นประเทศที่เปิดความพร้อมให้ประเทศต่างๆเข้ามาก็ต้องมีจรรยาบรรณที่ดี ไม่ใช่ไปก๊อปปี้เทคโนโลยีของเขา โดยไม่มีความร่วมมือ และไม่มีระบบปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศไทยได้ไปถึงขั้นนั้นแล้ว

    นายกฯ กล่าวต่อว่า บริษัทที่เข้ามาก็ต้องมีความพร้อม มีความโปร่งใส และเมื่อถึงวงรอบก็ต้องไปตรวจ หรือสุ่มตรวจ แต่ถ้าเราเปิดโอกาสขึ้นมาแล้ว และเกิดมีเรื่องของการลดสเปก หรือการหลบเลี่ยงภาษีหรือเรื่องแรงงานเถื่อนเหล่านี้ เราต้องทำให้เห็นว่านรกมีจริง ต้องถูกดำเนินคดี ถ้าทำอย่างนี้ได้เราก็จะเป็นประเทศที่สามารถขยายการลงทุน ขยายโอกาสในการสร้างรายได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

    เมื่อถามว่าแสดงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโงหัวขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แน่นอน ภาษาที่บ้านผมเรียกว่า หั่งเช้ง (สภาวะการตลาดแนวโน้มราคาตลาด)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10294921&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VLEnCyg741nZt7dj2okuA

  • WEF เผย 10 สุดยอดเทคโนโลยีดาวรุ่งปี 2569 รากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ : อินโฟเควสท์

    WEF เผย 10 สุดยอดเทคโนโลยีดาวรุ่งปี 2569 รากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ : อินโฟเควสท์

    รายงาน 10 สุดยอดเทคโนโลยีดาวรุ่งแห่งปี 2569 (Top 10 Emerging Technologies of 2026) ซึ่งเผยแพร่ในวันนี้ (23 มิ.ย.) ระบุว่า หลังจากที่มีการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเน้นไปที่ระบบซอฟต์แวร์เป็นหลักมานานหลายปี ในปัจจุบันเทคโนโลยีที่มีผลกระทบอย่างมหาศาลกำลังเคลื่อนย้ายออกจากหน้าจอไปสู่ระบบที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ อันได้แก่ พลังงาน การแพทย์ อาหาร และวัสดุศาสตร์

    รายงานฉบับดังกล่าว ซึ่งจัดทำขึ้นร่วมกันโดยสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) และสำนักพิมพ์เพื่อการวิจัยฟรอนเทียร์ส (Frontiers) ที่เปิดตัวระหว่างการประชุมฟอรัมซัมเมอร์ ดาวอส (Summer Davos) ประจำปี 2569 ณ เมืองต้าเหลียน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ได้ระบุถึงเทคโนโลยีสำคัญที่มีแนวโน้มมากที่สุดในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม นโยบาย และสังคมในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่พลังงานสะอาดเจเนอเรชันใหม่ วัสดุขั้นสูง และเทคโนโลยีชีวภาพ ไปจนถึง AI และเทคโนโลยีควอนตัม

    สำหรับ 10 สุดยอดเทคโนโลยีดาวรุ่ง ประกอบด้วย

    เทคโนโลยีเกิดใหม่ 10 อันดับแรก ประกอบด้วย

    • Everything-to-grid energy เทคโนโลยีที่ช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าและอาคารสามารถกักเก็บพลังงานไฟฟ้าและส่งคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้าได้ตามความต้องการ
    • Direct lithium extraction เทคโนโลยีสกัดลิเทียมโดยตรง ที่ใช้ระบบวิศวกรรมดึงลิเทียมคุณภาพสำหรับแบตเตอรี่จากแหล่งน้ำเกลือได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง แทนการใช้บ่อระเหยที่ใช้เวลานาน
    • Passive radiative cooling materials วัสดุระบายความร้อนด้วยการแผ่รังสี ซึ่งช่วยให้อาคารเย็นลงโดยไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า
    • PFAS destruction เทคโนโลยีทำลายสารเคมี PFAS หรือสารเคมีตกค้างยาวนาน (Forever Chemicals) ให้กลายเป็นสารธรรมชาติที่ไม่เป็นอันตราย เพื่อช่วยผลิตน้ำดื่มที่สะอาด
    • Precision fermentation เทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ สำหรับผลิตส่วนประกอบอาหารและเวชภัณฑ์
    • Exosome drug delivery ระบบนำส่งยาด้วยเอ็กโซโซม (Exosome) ซึ่งใช้อนุภาคธรรมชาติของร่างกายในการนำส่งยาไปยังเซลล์ที่เป็นโรคได้อย่างตรงจุด
    • Personalized mRNA cancer vaccines วัคซีนมะเร็งชนิด mRNA แบบเฉพาะบุคคล ที่ช่วยฝึกระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยให้ตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็ง
    • Quantum simulation for drug discovery การใช้การจำลองด้วยเทคโนโลยีควอนตัมเพื่อค้นพบและพัฒนายาใหม่
    • World models แบบจำลองโลกจริงที่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงได้
    • Lattice-based cryptography เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลบนพื้นฐานโครงสร้างตาข่ายทางคณิตศาสตร์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อมูลดิจิทัลสำคัญจากการถูกเจาะระบบโดยคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/604286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rlP1rqbNGpO3T2I2RHJcb

  • ประเทศรายได้สูง เป็นแค่เป้าหมาย เมื่อคนไทยรายได้ลด-จนลง

    ประเทศรายได้สูง เป็นแค่เป้าหมาย เมื่อคนไทยรายได้ลด-จนลง

    Loading…

    ประเทศรายได้สูง เป็นแค่เป้าหมาย เมื่อคนไทยรายได้ลด-จนลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rx3A69seUdt-NPEucauXL

  • เอกนิติ เชื่อดึงเงินลงทุนจริง เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ปี 69 แตะ 7 แสนล้านบาท

    เอกนิติ เชื่อดึงเงินลงทุนจริง เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ปี 69 แตะ 7 แสนล้านบาท

    วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.49 น.

    “เอกนิติ” เชื่อดึงเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ปี 2569 แตะ 7 แสนล้านบาท หลังยอดคำขอลงทุนพุ่งต่อเนื่อง

    เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด Thailand FastPass โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวรายงานตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในปีนี้เกือบ 7 แสนล้านบาท ผ่านการเร่งรัดโครงการ BOI Fast Pass และ Thailand FastPass เน้นการเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากใบสมัครส่งเสริมการลงทุนให้กลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ความสำเร็จนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการจ้างงานและการฟื้นตัวของภาคการผลิตในทุกภูมิภาคทั่วประเทศตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการใช้การลงทุนเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนศักยภาพการแข่งขันของชาติในเวทีโลกอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในทุกขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจไทยตามความต้องการของนายกรัฐมนตรีที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างแท้จริง

    “นโยบายนี้จะช่วยเร่งดำเนินโครงการให้รวดเร็วขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประเทศเพิ่มศักยภาพการแข่งขันตามทิศทางที่นายกรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลกที่ต้องการขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทย รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินงานด้วยความรวดเร็วและประสาประสานงานกันอย่างใกล้ชิดทุกหน่วยงานเพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนที่ผ่านการพิจารณาให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีโดยไร้อุปสรรคทางด้านระเบียบปฏิบัติที่ยุ่งยากในอดีต” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 พบว่ามียอดขอรับการส่งเสริมรวมมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างชัดเจน การที่มีเงินมหาศาลจ่อคิวเข้ามาลงทุนนี้เป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างกลไกที่อำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้ผ่านโครงการเร่งรัดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ 

    สำหรับความเชื่อมั่นเหล่านี้เกิดจากความมั่นคงทางนโยบายและการที่รัฐบาลสามารถสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนผ่านความร่วมมือกับนานาชาติอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนได้รับการยอมรับจากองค์กรจัดอันดับระดับโลก ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนที่ยังคงมีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 นี้ มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านบาทภายในไตรมาสเดียว ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 142%

    ด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ล่าสุดพบว่าอันดับที่ประกาศโดยสถาบันไอเอ็มดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 ในภาพรวมซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยเมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่ามิติด้านการลงทุนระหว่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากอันดับที่ 30 มาเป็นอันดับที่ 24 ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการ Thailand FastPass ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นให้สูงขึ้น 

    เช่นเดัยวกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้งมูดี้ส์และเอสแอนด์พีได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้มีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอันเป็นสัญญาณที่ยืนยันถึงความสำเร็จของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติให้มีความมั่นคง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยอย่างชัดเจนและเป็นการตอกย้ำว่านโยบายการดึงดูดการลงทุนของนายกรัฐมนตรีเดินมาถูกทางในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กลุ่มทุนข้ามชาติที่ต้องการความมั่นคงในระยะยาว

    อย่างไรก็ดีนโยบายการเร่งรัดการลงทุนยังส่งผลสะท้อนไปยังตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาซึ่งมีการขยายตัว 2.8% โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนที่มีอัตราการขยายตัวสูงถึง 10.1% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับเลขสองหลักเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี การขยายตัวดังกล่าวนับเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าโครงการส่งเสริมการลงทุนเริ่มมีการใช้จ่ายเงินจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาทไปแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมาผ่านกลไกการเร่งรัดที่รัฐบาลได้ริเริ่มขึ้น 

    “การเติบโตนี้ส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางการคลังและสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในระยะยาวผ่านเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างของประเทศอย่างสม่ำเสมอ รัฐบาลมั่นใจว่าด้วยแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งเช่นนี้จะทำให้เป้าหมายการลงทุนจริงจำนวน 7 แสนล้านบาทสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีปีนี้” รองนายกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/972671&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26CsTLkhZUMQLX_n7H5cO7

  • ขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลาย  ลดแรงกดดันราคาพลังงาน-เงินเฟ้อ ดันตลาดหุ้นฟื้น

    ขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลาย ลดแรงกดดันราคาพลังงาน-เงินเฟ้อ ดันตลาดหุ้นฟื้น

    วันนี้ ( 23 มิ.ย.2569) ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุน ว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้น จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลาย หลังสหรัฐฯ-อิหร่าน บรรลุข้อตกลงและลงนามใน MOU ยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลง และช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และแม้ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ยังคงส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางเข้มงวด แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตได้ดี Krungthai CIO จึงปรับเพิ่มมุมมองและน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นโลกและหุ้นสหรัฐฯ จากระดับ Neutral เป็น Slightly Overweight รับโอกาสเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนจากความเสี่ยงที่ลดลงและแนวโน้มผลตอบแทนที่ดีขึ้นใน 6-12 เดือนข้างหน้า

    ทั้งนี้ทีมกลยุทธ์การลงทุนกรุงไทย มองว่า การลงทุนในเทคโนโลยี AI ยังขยายตัวและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด จากการลงทุนใน Cloud Infrastructure, Data Center และกลุ่ม Semiconductor ที่เติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในดัชนี S&P 500 ปี 2569 ที่ Bloomberg Consensus คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 27% จึงแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนบริษัทคุณภาพสูงที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตดี โดยเฉพาะกลุ่ม AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พร้อมบริหารความเสี่ยงและรักษาสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ผ่านการจัดสรรพอร์ตหลัก ในกลุ่มกองทุนรวมที่กระจายความเสี่ยงได้ดี เช่น กองทุน KTWC Series

    ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งคาดว่า จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การรายงานตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ของสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่น เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินและกระแสเงินทุนทั่วโลกในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GTq-G194Em7vhXGdCicwP