Blog

  • ยกระดับสวัสดิการ แก้เหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

    ยกระดับสวัสดิการ แก้เหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05YFCTP5lRXyI4VyffyyZH

  • อนุทิน “ตามรอย” ป๋าเปรม รื้อฟื้น “กรอ.” กู้ “เศรษฐกิจ”

    อนุทิน “ตามรอย” ป๋าเปรม รื้อฟื้น “กรอ.” กู้ “เศรษฐกิจ”

    อนุทิน “ตามรอย” ป๋าเปรม รื้อฟื้น “กรอ.” กู้ “เศรษฐกิจ”

    อนุทิน “ตามรอย” ป๋าเปรม รื้อฟื้น “กรอ.” กู้ “เศรษฐกิจ”

    24 มิ.ย. 2569 04:26 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/column/category/politic/2941484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PW4JfQAwcllJZJ2D8JsxY

  • DBD ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าไร้พรมแดน | เดลินิวส์

    DBD ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าไร้พรมแดน | เดลินิวส์

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ Digital Village by DBD ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศสู่การค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ สร้างโอกาสทางการค้าให้ชุมชนไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าออนไลน์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ดำเนินโครงการ Digital Village by DBD อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่

    สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมแรก “Digital Village Bootcamp” ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 221 ชุมชน ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบจำนวน 102 ชุมชน ครอบคลุมสมาชิกของชุมชนรวม 218 ราย ซึ่งได้รับองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ และการบริหารร้านค้าออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้คัดเลือก 20 ชุมชนต้นแบบศักยภาพสูง เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงลึก โดยสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นแบบ Story Telling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 15 มิ.ย. 69 ยังได้สนับสนุนการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม e-Marketplace ชั้นนำ ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย โดยมอบคูปองส่วนลดกว่า 200,000 บาท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ มีจำนวนสั่งซื้อกว่า 6,400 ออเดอร์ สร้างมูลค่ากว่า 650,000 บาท พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer ชื่อดังที่ร่วมผลิตคลิปรีวิวและโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างกว้างขวาง

    ทั้งนี้ วันที่ 22 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา กรมฯ มอบรางวัล “Best of Digital Village” เพื่อเชิดชูชุมชนต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น พร้อมพาผู้ประกอบการจาก 4 ชุมชนที่เป็นผู้ชนะจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิ.ย. 69 ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าชุมชนระดับประเทศ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและคำสั่งซื้อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสพิเศษในการร่วม Live Commerce จำหน่ายสินค้ากับ Influencer ชื่อดังภายในงาน เชื่อมต่อช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อาทิ แพ็กเกจ AI Premium สำหรับพัฒนาธุรกิจออนไลน์ และอุปกรณ์ Gadget ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล

    โครงการ “Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลให้แก่ชุมชนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสื่อการตลาดดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคง และผลักดันให้ชุมชนไทยก้าวสู่การค้าไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืน

    “กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่า โครงการ Digital Village by DBD จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของชุมชนให้เหมาะสมกับช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดโลกในอนาคต” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปิดท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5970546/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wr3ABJuMK47Ow85IUf3et

  • น้ำมันดิบร่วงต่อเนื่อง! ปิดเช้าดิ่งต่ำกว่า 73 ดอลลาร์ นักลงทุนจับตาปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    น้ำมันดิบร่วงต่อเนื่อง! ปิดเช้าดิ่งต่ำกว่า 73 ดอลลาร์ นักลงทุนจับตาปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/155995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G4A2OWdtkH0HaOsL0kJAQ

  • กูรูฟันธง! กนง.คงดอกเบี้ย 1% รอดูเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ รู้พร้อมกัน 14.00 น. | เดลินิวส์

    กูรูฟันธง! กนง.คงดอกเบี้ย 1% รอดูเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ รู้พร้อมกัน 14.00 น. | เดลินิวส์

    วันนี้ (24 มิ.ย.) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน พิจารณาในเรื่องดอกเบี้ยนโยบายที่ปัจจุบันอยู่ที่ 1% ต่อปี และมีการประเมินเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยจะเผยแพร่ผลประชุมในเวลา 14.00 น. และแถลงรายละเอียดเพิ่มเติม โดย นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ในฐานะเลขานุการ กนง. ในเวลา 14.30 น.

    “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในการประชุมวันที่ 24 มิ.ย. 69 เพื่อรอประเมินทิศทางเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค. เร่งขึ้นน้อยกว่าคาดและเศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 ยังขยายตัวดี 

    โดยมองแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยฝั่งอุปทานและชั่วคราว ขณะที่ ทิศทางเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 69 ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่สูงแต่มาตรการภาครัฐช่วยประคองภาพรวมการขยายตัว

    กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี 2569 และโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยยังมีจำกัด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ในปัจจุบันเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1% และเร่งขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาส 3-4 ก่อนทยอยชะลอลงในปี 2570 ภายใต้สมมุติฐานสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ยกระดับรุนแรงไปกว่านี้และทยอยคลี่คลายลง

    นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะไม่ทั่วถึง (K-shaped) และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศ ในขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจมีประสิทธิผลจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ไปตลอดทั้งปีนี้

    “SCB EIC” ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ 

    ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค

    แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและเอสเอ็มอี จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    “ธนาคารกรุงศรีอยุธยา” ประเมิน กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 24 มิ.ย. เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำ จึงมีเหตุผลจำกัดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เว้นแต่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและทะลุกรอบเป้าหมายต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5970150/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BZ1GvlNrP3mfcfPxHZQ1l

  • กูรูชี้กนง.คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจเปราะบาง-เงินเฟ้อพลังงาน

    กูรูชี้กนง.คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจเปราะบาง-เงินเฟ้อพลังงาน

    กูรูชี้กนง.คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจเปราะบาง-เงินเฟ้อพลังงาน

    ตลาดจับตาการประชุม กนง. วันที่ 24 มิ.ย. 2569 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของปีที่มีกรรมการครบ 7 คน หลังแต่งตั้งกรรมการใหม่ทดแทนผู้ลาออก ขณะที่ SCB EIC ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และวิจัยกรุงศรี ประเมินตรงกันว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวจากราคาพลังงาน โดยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจสร้างแรงกดดันต่ออุปสงค์ในประเทศมากกว่าช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

    กนง. ประชุมครั้งแรกของปีที่มีกรรมการครบ 7 คน

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2 ของปี ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการประชุมครั้งแรกของปีที่มีกรรมการครบทั้ง 7 คน หลังมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างจากการลาออกก่อนครบวาระของกรรมการเดิม 2 ราย

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินตรงกันว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดูแลเงินเฟ้อและการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปีนี้เป็น 2%

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 1.7% เป็น 2.0% หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และราคาน้ำมันโลกปรับลดลง ช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

    นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเม็ดเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี

    อย่างไรก็ตาม SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะอ่อนแรงเมื่อเทียบกับอดีต โดยคาดว่า GDP ปี 2570 จะชะลอลงเหลือ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยังคงกดดันการเติบโตระยะยาว

    เตือน 3 ความเปราะบางเศรษฐกิจไทย

    SCB EIC ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การกระจุกตัวของการเติบโตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในกระบวนการลดหนี้ และภาวะอ่อนแอของธุรกิจ SME

    แม้การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจ Data Center, AI และ Semiconductor จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายไปยังภาคส่วนอื่นอย่างทั่วถึง ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังถูกกดดันจากรายได้ที่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ

    กสิกรไทย-กรุงศรี มองตรงกัน คงดอกเบี้ยทั้งปี

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมครั้งนี้ เพื่อรอติดตามทิศทางเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังมาจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาพลังงาน ซึ่งมีลักษณะชั่วคราว

    เช่นเดียวกับวิจัยกรุงศรีที่มองว่า แม้บางประเทศจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่บริบทของไทยแตกต่างออกไป เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะการบริโภคและการลงทุน

    จับตา Fund Flow และค่าเงินบาทครึ่งปีหลัง

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์จับตาคือแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาท หลังดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบด้านพลังงานและการแข่งขันจากสินค้านำเข้า

    หากไทยไม่สามารถรักษาระดับดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับบวกได้เหมือนในอดีต อาจทำให้ค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติมีความผันผวนมากขึ้นในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า กนง. จะเลือกใช้นโยบายดอกเบี้ยระดับต่ำต่อไป เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยให้สามารถขยายตัวได้ใกล้ระดับ 2% ในปีนี้ ท่ามกลางความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/662133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPj3Me5cvyoT5xY-DbdAy

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์กอ่อนตัว ดาวโจนส์ร่วงเล็กน้อย ปิดที่ 51,665 จุด นักลงทุนขายทำกำไร จับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นนิวยอร์กอ่อนตัว ดาวโจนส์ร่วงเล็กน้อย ปิดที่ 51,665 จุด นักลงทุนขายทำกำไร จับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/155996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3So3wCRlv74zSk2FW6ywox

  • ยศชนัน พร้อมผลักดันงาน “วิจัยไทย” สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    ยศชนัน พร้อมผลักดันงาน “วิจัยไทย” สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมผลักดันงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ผ่านมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 หรือ Thailand Research Expo 2026 

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่งานวิจัยและนวัตกรรมต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การผนึกกำลังของนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และประชาชน 

    โดยจะช่วยต่อยอดองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง เกิดนวัตกรรมที่สร้างรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Clinical Research: New Growth Engine ของไทยในเวทีโลก โดยเน้นย้ำว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลชั้นนำ 

    ตลอดจนศักยภาพของนักวิจัยไทย หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกอย่างครบวงจร จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศในอนาคตมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพแห่งอนาคต

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน  มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 21 ถือเป็นเวทีสำคัญของประเทศในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่สาธารณะ โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยของประเทศ

    ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบวิจัยของประเทศเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศบนฐานองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  

    ภายในงานยังจัดเวทีพิเศษ Thailand Clinical Research Hub: Aligning Clinical Research Capacity with New Growth Engine Policy เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิก พร้อมการเสวนา 3 เวทีสำคัญ ได้แก่  Thailand’s Clinical Research Moment: โอกาส ความเสี่ยง และเจตนารมณ์แห่งชาติ , Closing the Gap: สิ่งที่แต่ละ Stakeholder ทำได้จริงเพื่อดึง Sponsor มาไทย

    และ The Operational Reality: คนหน้างานบอกว่าอะไรปลดล็อกศักยภาพไทยได้จริงใน 3 ปี ก่อนปิดท้ายด้วยการนำเสนอทิศทาง  Charting the Course: ทิศทาง Clinical Research ไทย 2026–2029 เพื่อกำหนดหมุดหมายการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาคและระดับโลก

    โดยไฮไลท์ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศกว่า 1,000 ผลงาน ที่สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง อาทิ ผลงานโครงการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านของเล่น หุ่นกระบอก และหุ่นยนต์ สู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อเผยแพร่ในเทศกาลหุ่นโลก 2024 โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) 

    ผลงาน RakYim รักยิ้ม แพลตฟอร์มสุขภาพช่องปากดิจิทัลขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทันตกรรมในประเทศไทย โดยกรมอนามัย ผลงานรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่ความเข้มแข็งของชุมชนบ้านหนองบัวชุม จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยกรมการพัฒนาชุมชน รวมถึง ผลงานการประยุกต์นวัตกรรมการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และอากาศยานไร้คนขับ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังมีผลงาน พลังเคย : อาหารพื้นถิ่น สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารโลก” โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผลงานเตียงป้องกันแผลกดทับและภูมิแพ้ โดยมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผลงานนวัตกรรมฟื้นฟูแผลเรื้อรังในแมวด้วยการใช้สเต็มเซลล์ร่วมกับเกล็ดเลือดเข้มข้นในเคสที่รักษายากและดื้อยา โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

    ตลอดจนผลงาน นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นและส่งเสริมผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น ซึ่งล้วนสะท้อนพลังของงานวิจัยและนวัตกรรมไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    สำหรับมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด  Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2941542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O9wSmzbTTtWTkrZEQvrE6

  • “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่”งานวิจัยทาคลินิก ปลดล็อกศักยภาพไทย สู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก | เดลินิวส์

    “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่”งานวิจัยทาคลินิก ปลดล็อกศักยภาพไทย สู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก | เดลินิวส์

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทยจากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสำคัญที่งานวิจัยและนวัตกรรม จะต้องไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาอยู่บนหิ้ง แต่ต้องเป็นกลไกหลัก (New Growth Engine) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ การผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และนักลงทุน จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างรายได้ เม็ดเงิน และสร้างงานให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายดัน การวิจัยทางคลินิก (Clinical Research)” ให้เป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ในเวทีโลก โดยอาศัยจุดแข็งด้านสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาลชั้นนำของไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนา “ระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิก” อย่างครบวงจร จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกและอุตสาหกรรมสุขภาพในภูมิภาค สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า งานมหกรรมวิจัยฯ ในปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 21 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา วช. ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยจนเห็นผลสำเร็จในเชิงพาณิชย์และสังคมอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการโชว์ศักยภาพว่า งานวิจัยไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติเศรษฐกิจ ยกระดับผู้ประกอบการฐานราก และขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวทีพิเศษ “Thailand Clinical Research Hub” เพื่อเจาะลึกแนวทางการดึงดูดสปอนเซอร์และนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทย รวมถึงการวางแผนทิศทาง Clinical Research ไทย ปี 2026–2029 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

    สำหรับไฮไลท์สำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือการขนทัพผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากทั่วประเทศกว่า 1,000 ผลงาน มาจัดแสดง ซึ่งหลายผลงานโดดเด่นในเรื่องการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ อาทิ

    “พลังเคย : อาหารพื้นถิ่น สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารโลก” โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เปลี่ยนวัตถุดิบพื้นบ้านให้กลายเป็นสินค้าส่งออกระดับโลก

    “นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวฯ” โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ยกระดับผลิตภัณฑ์แฟชั่นและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก

    “การตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วย AI และโดรน” โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม

    “RakYim (รักยิ้ม)” แพลตฟอร์มสุขภาพช่องปากดิจิทัลขับเคลื่อนด้วย AI โดยกรมอนามัย ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน

    การจัดงานในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการประกาศศักดาความสามารถของนักวิจัยไทย แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่า งานวิจัยและนวัตกรรม คืออาวุธลับชิ้นสำคัญที่รัฐบาลกำลังใช้ขับเคลื่อน เพื่อพลิกฟื้นและสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5969760/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yc3ndj_XG2wBEGtKpuhgU

  • โฮมโปร ผนึก เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์กว่า 300 แบรนด์ เดินหน้าตอกย้ำเศรษฐกิจหมุนเวียน

    โฮมโปร ผนึก เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์กว่า 300 แบรนด์ เดินหน้าตอกย้ำเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 445,899 ตันต่อปี แต่มีเพียงไม่ถึง 10% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี สะท้อนถึงความท้าทายสำคัญของช่องว่างระบบการจัดการของเสีย ที่ภาคธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านสามารถเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาได้โดยตรง

    23 มิ.ย. 2569 – “โฮมโปร” ในฐานะผู้นำธุรกิจ Home Solution & Living Experience ของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แบบครบวงจรต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ร่วมกับ เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์ 324 แบรนด์ เพื่อบริหารจัดการวงจรชีวิตสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านโมเดลธุรกิจที่ผสานสินค้า บริการ และระบบการจัดการของเก่าอย่างถูกวิธีที่ได้ตามมาตรฐานสากล ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค มุ่งยกระดับสู่ ‘มาตรฐานใหม่การใช้ชีวิต’ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ากลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และเข้าถึงได้จริงสำหรับผู้บริโภค

    ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (ม.ค.2566 – เม.ย.2569) โฮมโปรสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยสามารถนำสินค้าและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากบ้านลูกค้าของ โฮมโปรและเมกาโฮม นำกลับเข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกวิธี ได้มากกว่า 590,869 ชิ้น คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 25,621 ตัน พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าในกลุ่มสินค้ารักษ์โลก (Circular Products) ได้มากกว่า 532 SKUs และส่งมอบสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่ผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่ากับ 35 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 2.3 ล้านต้น สะท้อนความสำเร็จของการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน ร่วมกับเอสซีจี และเครือข่ายพันธมิตรแบรนด์ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและพัฒนาสินค้ารักษ์โลกไปสู่ผู้บริโภค

    นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “โฮมโปรไม่ได้มอง Circular Economy เป็นเพียงแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว เพื่อทำให้การใช้ชีวิตแบบรักษ์โลกเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ และเกิดขึ้นได้จริงในทุกๆ วันของผู้บริโภค นอกจากนี้ ปัญหาขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ในครัวเรือนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ

    “Retail ยุคใหม่ ไม่ได้จบแค่วันที่ขายสินค้า แต่โฮมโปรเลือกที่จะเป็นแบรนด์ที่รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตสินค้า ตั้งแต่วันที่ลูกค้าซื้อ ไปจนถึงวันที่สินค้าชิ้นนั้นจะได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ทั้งนำไปต่อยอดเป็นวัสดุหมุนเวียนได้ไม่รู้จบ”

    โฮมโปรขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่าน 4 กลไกหลัก ที่ทำงานเชื่อมโยงกันตลอดวงจรชีวิตสินค้า เริ่มจาก “การยืดอายุการใช้งานสินค้า” ผ่านบริการจาก “ช่างโฮมโปร” (CHANG HomePro) ที่มุ่งเน้นซ่อมแซมและบำรุงรักษาก่อนการเปลี่ยนใหม่ ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยยืดอายุสินค้าให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 97,006 ชิ้น ลดการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทาง ทดแทนการซื้อสินค้าใหม่

    กลไกที่สองคือ “การรับคืนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้ว ผ่านโครงการ แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ (Trade-In)  ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้านำสินค้าเก่ามาแลกรับส่วนลดเพื่อซื้อสินค้าใหม่ โดยปัจจุบันมีพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำเข้าร่วมโครงการแล้ว 324 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 11,110 รายการ และสามารถรับสินค้าเก่ากลับจากบ้านลูกค้าได้แล้วกว่า 590,869 ชิ้น

    กลไกที่สามคือ “การจัดการของเก่าอย่างถูกวิธี” ผ่านกระบวนการคัดแยกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และดำเนินการโดยพันธมิตรที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ครอบคลุมการจัดการของเก่ารวมกว่า 25,621 ตัน โดยหลีกเลี่ยงการฝังกลบให้เป็นทางเลือกสุดท้าย

    ส่วนกลไกที่สี่คือ “การสร้างมูลค่าใหม่จากวัสดุหมุนเวียน” ในรูปแบบของสินค้ารักษ์โลก (Circular Products) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 30 ราย เพื่อนำพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและวัสดุที่ผ่านการจัดการแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต พัฒนาเป็นสินค้ารักษ์โลกถึง 532 SKUs และส่งมอบสู่มือผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น

    นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุ ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีกับโฮมโปรเป็นการร่วมสร้าง Circular Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การออกแบบวัสดุ การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน ภายใต้แนวคิด Inclusive Green Growth เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

    หัวใจสำคัญของความสำเร็จตลอด 3 ปี คือความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเครือเอสซีจีผู้นำความยั่งยืนระดับโลก ที่ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับ ESG ในการผลักดัน Circular Economy สู่ชีวิตประจำวัน ผ่านการขับเคลื่อนของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก

    SCGC (เอสซีจี เคมิคอลส์): รีไซเคิลระบบปิด (Closed-Loop) นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ฟิล์ม และสายรัดพลาสติก มาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงมาตรฐานสากล (SCGC GREEN POLYMER™) พัฒนาสู่สินค้ารักษ์โลกที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1.1 ล้าน kgCO2e (เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 93,000 ต้น)

    SCGP (เอสซีจี แพคเกจจิ้ง): บริหารจัดการขยะกระดาษจากโฮมโปรทุกสาขาผ่านเครื่องอัดเศษกระดาษ ณ ศูนย์กระจายสินค้า หมุนเวียนกลับสู่โรงงานรีไซเคิลแล้วกว่า 6,000 ตัน ลดก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 34 ล้าน kgCO2e

    SCGD (เอสซีจี เดคคอร์): สร้างระบบหมุนเวียนวัสดุ (Material Circularity) นำสุขภัณฑ์เก่ามาเป็นวัตถุดิบผลิตกระเบื้องเซรามิกใหม่ ช่วยลดขยะและลดก๊าซเรือนกระจกสะสมตลอด 3 ปีได้รวม 70,949 kgCO2e (เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 4,730 ต้น)

    แนวทางดำเนินธุรกิจโฮมโปรสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน โฮมโปรเดินหน้าขยายเครือข่ายพันธมิตรทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิต เพื่อพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานให้สอดรับกับเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบสินค้า เลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการอย่างถูกวิธี

    ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนสะท้อนบทบาทโฮมโปรในฐานะต้นแบบองค์กรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เกิดขึ้นได้จริงทั้งในเชิงพาณิชย์ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคควบคู่กัน

    โฮมโปรเชื่อว่า Circular Economy ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “วิถีการใช้ชีวิตใหม่” ของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และทำให้การใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลกกลายเป็นเรื่องปกติของทุกครัวเรือน ภายใต้เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1019552/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xjFKcvLvlCb5f9uXr2QRe