Blog

  • สตูลวิกฤตหนัก น้ำมันขาดแคลนเข้าวันที่ 5 ชาวบ้านทิ้งงานแห่เฝ้าปั๊ม

    สตูลวิกฤตหนัก น้ำมันขาดแคลนเข้าวันที่ 5 ชาวบ้านทิ้งงานแห่เฝ้าปั๊ม

    วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

    วันนี้ 22 มีนาคม 2569 สถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัดสตูลทวีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต หลังยืดเยื้อมานานกว่า 5 วันเต็ม ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจฐานรากและการสัญจรในช่วงเทศกาลสำคัญ ด้านชาวบ้านโอดครวญต้องทิ้งงานมานั่งเฝ้าปั๊ม วอนรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาคอขวดการขนส่งก่อนเหตุการณ์ลุกลามเป็นความวุ่นวาย

    จากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าวตรวจสอบปั๊มน้ำมันในเขตเทศบาลตำบลคลองขุด อำเภอเมือง จังหวัดสตูล พบภาพที่หาดูได้ยาก รถยนต์และรถจักรยานยนต์จอดเข้าคิวเป็นแถวยาวเหยียดหลายร้อยเมตรตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ท่ามกลางป้าย “น้ำมันหมดชั่วคราว” ที่ติดเด่นชัดอยู่หน้าหัวจ่ายเกือบทุกแห่ง

    น้ำมัน

    ทางปั๊มน้ำมันระบุว่าปัญหาเกิดจากความล่าช้าในระบบขนส่ง ทำให้ต้องใช้วิธีบริหารจัดการด้วยการ “แจกบัตรคิว” ในเวลา 15.00 น. ของทุกวัน เพื่อจำกัดปริมาณการขายให้ทั่วถึงที่สุด แต่ปริมาณน้ำมันที่ได้รับมาในแต่ละวันก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงนี้เทศกาลฮารีรายา วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่คนเดินทางท่องเที่ยว แต่กำลังบีบคั้นหัวใจผู้ที่ต้องใช้รถเพื่อการดำรงชีวิต

    กลุ่มผู้ป่วยอย่างคุณป้ารายนี้เปิดใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หลังตระเวนหาซื้อน้ำมันเป็นรอบที่สอง เพื่อเตรียมเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดในวันพรุ่งนี้ ยอมรับว่าอ่อนใจและกังวลอย่างมากหากอาการป่วยจะกำเริบเพียงเพราะไม่มีน้ำมันไปโรงพยาบาล

    น้ำมัน

    กลุ่มอาชีพหาเช้ากินค่ำในพื้นที่อำเภอเมือง ยอมรับว่าต้องมานั่งรอคิวตั้งแต่ 11.00 น. เพื่อหวังจะได้น้ำมันไปเติมรถจักรยานยนต์สำหรับออกเก็บของเก่าขายเลี้ยงหลานและครอบครัว เผยน้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ของคนจนที่ขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว

    ขณะที่กลุ่มประมงพื้นบ้านภรรยาชาวประมงหาปูเบี้ยว ระบุว่าวันนี้สามีไม่สามารถออกเรือได้เพราะไม่มีน้ำมัน ทำให้ขาดรายได้หลักไปทันที พร้อมแฉข้อมูลว่าบางปั๊มเริ่มเกิดเหตุการณ์แย่งชิงบัตรคิวกันจนเกือบจะมีเรื่องกระทบกระทั่ง

    น้ำมัน

    ขณะที่สำนักงานพลังงานจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัดสตูล และฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังเข้าช่วยจัดระเบียบหน้าปั๊มน้ำมันเพื่อป้องกันเหตุวุ่นวาย แต่ในภาพรวมประชาชนยังคงเกิดภาวะตื่นตระหนกบางส่วนพยายามกักตุนน้ำมันเพราะเกรงว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นและของจะขาดตลาดนานกว่าเดิม

    น้ำมัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/954082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o0Tzttgz9ebJQrSKSQKJJ

  • จากวิกฤติพลังงาน สู่วิกฤติการเงิน?

    จากวิกฤติพลังงาน สู่วิกฤติการเงิน?

    นักเศรษฐศาสตร์มีวลีหนึ่งที่มักใช้ด้วยความระวังเสมอ นั่นคือ “This time is different” เพราะในประวัติศาสตร์การเงิน วลีนี้มักถูกพิสูจน์ว่าผิด ตลาดวนซ้ำรูปแบบเดิมเสมอ และมนุษย์มักยึดติดกับอดีตมากกว่าที่ควร แต่สงคราม Operation Epic Fury ที่ปะทุขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจเป็นหนึ่งในครั้งที่หายากที่วลีนี้ถูกต้องจริงๆ

    ก่อนสงครามจะปะทุ ภาพเศรษฐกิจโลกยังดูสงบและมีทิศทางชัดเจน IMF เพิ่งปรับประมาณการ GDP โลกปี 2026 ขึ้นเป็น 3.3% และ INVX เองก็เพิ่งปรับประมาณการ GDP ไทยขึ้นเป็น 1.7% หลังการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปในทิศทางที่คาดได้ — จนกระทั่งคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์

    ล่าสุดวันที่ 19 มีนาคม สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่ออิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของประเทศ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีนิคม Ras Laffan ของกาตาร์ — ศูนย์กลางการส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก — จนเสียหายหนัก พร้อมส่งขีปนาวุธและโดรนถล่ม UAE ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ราคา Brent พุ่งสู่ 112 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือสูงขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

    ในทุกสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา ตลาดมองว่าเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ Fed จะลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ ทำให้ดอลลาร์อ่อนและ Bond Yield ลดลง แต่สงครามครั้งนี้กำลังเดินสวนทาง (หรือ “This time is different”) เพราะการที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งทำลายโครงสร้างพลังงานโดยตรงทำให้ราคาพลังงานสูงยาวนานขึ้น กดดันเงินเฟ้อให้ฝังลึกมากขึ้น จนทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าในฐานะ Safe Haven แทนที่จะอ่อนลง และ Bond Yield ปรับขึ้นจากความกังวลเงินเฟ้อแทนที่จะลดลง

    ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) วันที่ 18–19 มีนาคมยืนยันภาพนี้ชัดเจน FOMC มีมติ 11–1 คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตามคาด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือน้ำเสียงของ Powell ในการแถลงข่าว ซึ่ง hawkish กว่าที่เอกสารทางการสะท้อน 

    โดย Powell ประกาศชัดเจนว่า Fed จะ “ไม่มองผ่าน” แรงกระแทกเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง สวนทางคำแนะนำของ BIS ที่แนะนำให้ธนาคารกลางทั่วโลก look-through supply shock หากเป็นเพียงชั่วคราว

    แม้ Dot Plot Median จะยังชี้ว่าลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปี 2026 แต่มีกรรมการถึง 7 ใน 19 รายที่มองว่าไม่ควรลดเลย Distribution ที่กระจุกตัวในฝั่ง “ไม่ลด” มากขึ้น ขณะที่สัญญาณตลาด OIS ชี้ว่าโอกาสลดดอกเบี้ยแม้แต่ครั้งเดียวในปีนี้ต่ำกว่า 50% แล้ว และเป็นไปได้มากขึ้นที่ Fed จะต้องพิจารณา “ขึ้นดอกเบี้ย” หากน้ำมันยืนเหนือ $100 ต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่มีมากขึ้น

    นักกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง Michael Hartnett แห่ง Bank of America เตือนว่ารูปแบบตลาดปี 2026 คล้ายกับช่วงกลางปี 2007 ถึงกลางปี 2008 อย่างน่าวิตก โดยมีความเสี่ยงสองด้านมาบรรจบกัน คือ ราคาพลังงานที่พุ่งสร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อแต่เศรษฐกิจตกต่ำ (Stagflation) และแรงกดดันในตลาด Private Credit มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลไก Back Leverage ที่กองทุน Private Credit กู้เงินเพิ่มจากธนาคารโดยใช้พอร์ตสินเชื่อเป็นหลักประกัน อาจสร้าง Downward Spiral คล้ายกับ CDO ในปี 2008 เมื่อคุณภาพสินเชื่อด้อยลงจากต้นทุนพลังงานที่กดดันผู้กู้ทุกภาคส่วนพร้อมกัน

    แม้ INVX มองว่าขนาดตลาด Private Credit ที่ 6% ของ GDP ยังเล็กกว่าตลาด Securitization ในปี 2008 ที่ 68% ของ GDP มาก และเงินเฟ้อยูโรโซนที่ 1.9% ยังต่ำกว่าระดับ 3.8% ก่อนวิกฤต Lehman อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องจับตา JPMorgan ที่เริ่มตัดมูลค่าสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับบริษัท Software ที่ถูก AI Disrupt — หากธนาคารอื่นทำตามในภาวะที่ต้นทุนพลังงานพุ่งพร้อมกัน ความเสี่ยงเชิงระบบอาจปรากฏชัดเร็วกว่าที่ตลาดคาด

    สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าพลังงานเกือบ 5% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางถึง 57% ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่กำลังซึมผ่านห่วงโซ่อุปทานในหลายจุดพร้อมกัน TOA ระงับรับออร์เดอร์ใหม่เมื่อสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน SCG ปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยอง ยอดจองโรงแรมภูเก็ตถูกยกเลิกไปแล้ว 10% และกองทุนน้ำมันที่อุดหนุนดีเซลวันละกว่า 1,300 ล้านบาท INVX ประเมินว่าจะรับได้อีกเพียง 40–68 วัน ขึ้นกับระดับราคาน้ำมันที่ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐ

    INVX ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน Brent เฉลี่ย 85 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.4–1.5% กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี และบาทอ่อนสู่ราว 34 บาทปลายปี แต่หากสถานการณ์บานปลายจนสงครามลุกลามสู่ระดับภูมิภาค Brent เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ถาวร GDP อาจหดเหลือ 1.0% และ กนง. อาจต้องพลิกขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อและพยุงบาทที่อ่อนค่าสู่ระดับ 36 บาท ซึ่งจะบีบเศรษฐกิจไทยจากทุกด้านพร้อมกัน

    ในภาวะ Risk-off เช่นนี้ INVX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำให้เพิ่มสัดส่วนเงินสด (Cash is King) ลดน้ำหนักกลุ่มเปราะบางอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และท่องเที่ยว พร้อม Hedge ด้วย PTTEP ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง

    สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองวิกฤตเป็นโอกาส แนะนำ Buy on Panic แบ่งไม้ซื้อที่แนวรับ 1,320–1,350 / 1,275 / 1,100 จุด ใน 2 ธีม คือ High Dividend อย่าง KTB KTC KBANK TISCO BAM ที่ให้ Dividend Yield เกิน 5% ก่อนขึ้น XD ช่วง มี.ค.–พ.ค. และ Fast Rebound อย่าง GULF BJC HMPRO SAWAD MTC TIDLOR ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอิหร่านโดยตรงจำกัด ส่วนนักลงทุนระยะกลางแนะนำทยอยสะสม ADVANC BDMS BEM BBL GULF ที่งบดุลแข็งแกร่งและ Valuation สมเหตุสมผล

    ไม่ว่าสงครามจะยุติเร็วหรือลากยาว สิ่งที่แน่นอนคือโลกหลังจากนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกตั้งราคาอยู่ในตลาดพลังงานอย่างถาวร ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรับมือกับ Stagflation โดยไม่มีเครื่องมือที่เพียงพอ และเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้น้อยลง ผันผวนมากขึ้น และบริหารจัดการได้ยากกว่าเดิม สำหรับนักลงทุนไทย การปรับพอร์ตรับมือกับโลกใหม่นี้ไม่ใช่ทางเลือก — แต่เป็นความจำเป็น

    ขอให้นักลงทุนโชคดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2921676&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27mg6gw8ELxcrUECiwKxCV

  • หอการค้าเชียงใหม่จัดประชุมใหญ่ สมัยที่ 25 ชูแผนการบินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    หอการค้าเชียงใหม่จัดประชุมใหญ่ สมัยที่ 25 ชูแผนการบินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 13.00–17.00 น. ที่โรงแรมดิเอ็มเพลส จังหวัดเชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ จัดงานประชุมใหญ่สามัญสมาชิก สมัยที่ 25 ประจำปี พ.ศ. 2568–2569 โดยมีดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สมาชิก องค์กรพันธมิตร และสื่อมวลชน ที่เข้าร่วม

    การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ที่ผ่านมา รวมถึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิก และร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อให้หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สามารถขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    โดยกิจกรรมในช่วงแรก ได้รับเกียรติจากนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เชียงใหม่กับทิศทางการพัฒนาในทศวรรษหน้า” สะท้อนแนวโน้มและโอกาสการเติบโตของจังหวัดในอนาคต

    นอกจากนี้ นางสาวธีรนุช อำไพรัตน์ หัวหน้ากองนโยบายการบินพลเรือน ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมการบิน ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “แผนแม่บทการจัดตั้งสนามบินพาณิชย์ของประเทศ (ฉบับปรับปรุง) กับบทบาทของจังหวัดเชียงใหม่ในระบบการบินของประเทศ” เพื่อชี้ให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่มีผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาค

    สำหรับการประชุมได้ดำเนินไปตามระเบียบวาระ อาทิ รับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พิจารณางบดุลประจำปี 2568 การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี รวมถึงรายงานผลการดำเนินกิจกรรมของหอการค้าและกลุ่ม YEC ประจำปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ยังมีการสาธิตระบบลงทะเบียน E-Directory ของสมาชิกหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ เสริมศักยภาพทางธุรกิจให้กับสมาชิกในยุคดิจิทัลอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1524011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sN_-hSTuj3xX3i_KsRmwA

  • ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. โจมตีช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

    ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. โจมตีช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

    ตะวันออกกลางบนปากเหวสงคราม

    รัฐบาลเตหะรานตอบโต้อย่างแข็งกร้าว โดยขู่ว่าหากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าของตน อิหร่านจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโรงผลิตน้ำจืดของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด ซึ่งจะก่อให้เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างเฉียบพลัน

    CREDIT : EPA

    ความตึงเครียดยังลุกลามเมื่ออิหร่านระดมยิงขีปนาวุธโจมตีตอนใต้ของอิสราเอล และยิงขีปนาวุธพิสัยไกลพิเศษมุ่งเป้าฐานทัพร่วมสหรัฐฯ-อังกฤษในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อส่งสัญญาณข่มขู่ถึงชาติตะวันตก ในขณะที่สหรัฐฯ ได้ระดมกองเรือรบและเครื่องบินรบเข้าสู่พื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด

    ผลกระทบถึงไทย เมื่อไฟสงครามลามถึงปากท้องและชีวิต

    ประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานหลักจากตะวันออกกลางตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งนี้โดยตรง ทั้งในมิติเศรษฐกิจที่เสี่ยงเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง ต้นทุนปุ๋ยเคมีและการขนส่งที่ทะยานขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ GDP ไทยในปี 2026 หดตัวลง

    ที่น่าสลดใจยิ่งกว่าคือมิติด้านชีวิตพลเมือง เมื่อเรือสินค้าสัญชาติไทย ‘Mayuree Naree’ ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะช่วยเหลือลูกเรือได้ 20 ราย แต่ยังคงมีลูกเรือชาวไทยสูญหายและคาดว่าเสียชีวิตอีก 3 ราย

    CREDIT : AFP

    วิกฤตการณ์นี้จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดให้ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการขนส่ง ก่อนที่คลื่นกระแทกทางเศรษฐกิจจะรุนแรงไปกว่านี้

    ที่มา : theguardianBBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K0NX9gGD6qJibbPirfMlt

  • DSI สนธิกำลังกรมธุรกิจพลังงานปูพรมตรวจเข้มคลังน้ำมัน 8 จุด 4 จังหวัด : อินโฟเควสท์

    DSI สนธิกำลังกรมธุรกิจพลังงานปูพรมตรวจเข้มคลังน้ำมัน 8 จุด 4 จังหวัด : อินโฟเควสท์

    กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า ตามที่ได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ อันเนื่องมาจากกรณีการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นั้น

    รัฐบาลได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ บูรณาการการปฏิบัติงานกับกรมธุรกิจพลังงาน ในการเข้าตรวจปฏิบัติการเพื่อป้องกัน และตรวจสอบติดตามผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพื่อทราบข้อเท็จจริงและหาสาเหตุ รวมทั้งแก้ไขปัญหาภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันตามสถานีบริการต่าง ๆ โดยใน

    วันนี้ (วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569) ได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค นำโดย พันตำรวจตรี วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว สนธิกำลัง โดยมีนายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมกำลังปฏิบัติภารกิจดังกล่าว โดยในวันนี้มีการลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมัน ของผู้ประกอบการตามมาตรา 7 ฯ จำนวน 8 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรสาคร

    “ผมได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ร่วมมือปฏิบัติงานอย่างจริงจังเพื่อป้องปรามและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และจะมีการบูรณาการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้น้ำมันเชื้อเพลิงมีจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันได้ตามปกติ เนื่องจากเมื่อดูจากรายงานกำลังการผลิตแล้วเห็นว่าเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ

    ทั้งนี้ หากพบมีการกระทำความผิดที่มีการซ้ำเติมประขาชนในช่วงวิกฤติ ให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเฉียบขาด” พตท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw005haTNLFsonqJRVHZYRbG

  • สภาอุตฯ ชูแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน พยุง SME ทั้งระบบ

    สภาอุตฯ ชูแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน พยุง SME ทั้งระบบ

    สภาอุตสาหกรรมไทย ชู “Reinvent Thailand” ผนึกภาคการเงิน อัดมาตรการเสริมสภาพคล่อง-ค้ำประกันสินเชื่อ รับมือวิกฤตพลังงานแพง-ซัพพลายเชนป่วน เจาะ 6 อุตสาหกรรมหลัก

    ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนพลังงานและความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนไทยเร่งปรับเกมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับโครงสร้างการผลิตจากฐานเดิมสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่ม

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาพร้อมชุดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการเสริมสภาพคล่อง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมุ่งประคองธุรกิจในระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง

    ขับเคลื่อน Reinvent Thailand

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคการเงิน และภาคเอกชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกันขับเคลื่อน Reinvent Thailand เราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่เคยเป็นฐานการผลิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็นฐานการผลิตที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ (Value-Based Economy) การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และการพัฒนาทักษะแรงงาน คือ หัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

    พยุง SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลาง

    ด้านนายอภิชิต  ประสพรัตน์ ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) กล่าวว่า การนำเสนอมาตรการ Reinvent Thailand ที่เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องและความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่าน 6 มาตรการหลัก

    เสริมสภาพคล่องผ่าน PromptBIZ (จากธนาคารกรุงไทย) : โดยใช้ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยให้คู่ค้าภาครัฐเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายผลนำไปใช้กับ Supply Chain ภาคเอกชนภายใต้แนวคิด ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยสนับสนุนคู่ค้า SME ในห่วงโซ่อุปทาน ธนาคารมีข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านระบบ PromptBIZ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    มาตรการกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (BOI) : สำหรับการลงทุนด้านนวัตกรรม ยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อเพิ่มขีดคววามสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs โดยให้เงินสนับสนุนเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงเครื่องจักรระบบอัตโนมัติ และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ภายใต้วงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อนิติบุคคล

    มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ: โครงการ SMEs Credit Boost (จากธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “Quick Big Win” (จาก บสย.) เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจและลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

    บสย.ช่วยกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว นำเข้า-ส่งออก

    ขณะที่ ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า นอกจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” บสย. ยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและลูกหนี้ บสย. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบด้วย

    1.มาตรการช่วยลูกค้า บสย. พักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน 3 เดือน สำหรับ SMEs ลูกค้า บสย. ที่จะครบกำหนดชำระ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569

    2. มาตรการช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม สามารถขอรับสิทธิ์พักชำระค่างวด 3 เดือน (ทั้งส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ย) สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่อยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ โดยลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569

    Reinvent Thailand เจาะ 6 อุตสาหกรรมหลัก 

    สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก (Priority Sectors) รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)  ที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่

    1. Agri & Food Processing: อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหารที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานความปลอดภัย 
    2. Automotive: การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ พร้อมต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
    3. Medical & Wellness: การพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ 
    4. Smart Electronics: การยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่เน้นการออกแบบและนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 
    5. Tourism: การพัฒนาและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 
    6. Retail & Trading: การเสริมสร้างศักยภาพด้านการค้า การกระจายสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศรวมถึง Supply Chain & Logistic ของกลุ่มเป้าหมาย

    6 อุตสาหกรรม ครอบคลุม SMEs 2.6 แสนราย

    ข้อมูลจากสถิติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นว่า ทั้ง 6 อุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยครอบคลุม SMEs จำนวน 268,004 ราย สร้างงานกว่า 10.59 ล้านคน และมีรายได้รวม 39.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (47% ของ SMEs, 55% ของการจ้างงาน และ 64% ของรายได้รวม)

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชื่อมั่นว่าความร่วมมือภายใต้ Reinvent Thailand และมาตรการช่วยเหลือนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายจากสถานการณ์โลก และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปรับตัวสู่การเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1khQfpPgLlVOo2AqGEz7VW

  • เตือน! วางแผนรับแรงกระแทก ศก. ต้องพร้อมถูก ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน

    เตือน! วางแผนรับแรงกระแทก ศก. ต้องพร้อมถูก ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน

    สถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่านขยายวง ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนประชาชนอย่าคิดว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม แนะทำตารางชีวิตใหม่ ประหยัด-ทบทวนการใช้จ่าย-ขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างประโยชน์รักษาสภาพคล่อง ชี้ต้องประเมินอนาคตอย่างแย่ที่สุดเพื่อเตรียมตั้งรับ-ต้องพร้อมถูกตัดเงินเดือน-เลย์ออฟ ใน 3-6 เดือน 

    22 มีนาคม 2569 – ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การปะทะระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านจนทำให้เกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และขยายวงไปถึงการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพลังงานและกลุ่มพลาสติก ซึ่งทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติก ถือเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จึงจะมีผลต่อราคาอะลูมิเนียมที่จะนำมาทำบรรจุภัณฑ์ กระทบห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปุ๋ยเคมีสำหรับธุรกิจการเกษตร และยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งผ่านทางเรือ รถ เครื่องบิน ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลงสู่หุบเหว ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ค่อนข้างแย่ กำลังซื้อจะยิ่งหดตัว เงินจะเฟ้อขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ฯลฯ ซึ่งก่อนจะเกิดการปะทะใหญ่ในครั้งนี้ หากนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ดีเท่าใดนัก ยังซบเซาไม่ฟื้นตัวสักเท่าใด

    นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยมีแรงต้านทานต่อวิกฤตต่ำ และที่ผ่านมาภาครัฐบาลก็เจอวิกฤตหลายดอกหลายเด้ง เงินแทบจะไม่เหลือ คงต้องรองบประมาณจากปีงบประมาณใหม่และอาจมีการกู้เงินมาเพิ่มอีก ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่าเป้า ภาคประชาชนเองก็มีหนี้ครัวเรือนเยอะ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจึงทำได้ยาก ด้านเอกชนก็ยังมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจจากโปรเจ็กต์การลงทุนใหม่ๆ ส่วนวงการอสังหาริมทรัพย์จากที่ได้คุยกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการพบว่ามีสัญญาณที่ไม่น่าจะดี แนวโน้มการซื้อขายตกลงมาเรื่อยๆ ทุกไตรมาส และตั้งแต่ปี 2567 มาถึงต้นปี 2569

    “งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินก็ใช้ไปมากแล้วกับน้ำท่วมหาดใหญ่และโครงการคนละครึ่งพลัส การคุมราคาสินค้าก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว สุดท้ายราคาจะพุ่งขึ้นแน่นอน เมื่อของที่ผลิตมีน้อยลงก็จะเกิดตลาดมืดด้วย เนื่องจากการไปคุมราคาคือการไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตัวเอง รวมถึงการจะให้เอกชนแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ก็คงทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านไม่ได้ยาว เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการช่วยประชาชนอย่างไรได้บ้าง” ศ.วิทวัส กล่าว

    ศ.วิทวัส กล่าวว่า จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อยากแนะนำให้ประชาชนทุกคนเริ่มทำตารางชีวิตใหม่ ทบทวนตัวเองเลยว่า ณ วันนี้ ตัวเองมีเงินเก็บสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้นานเพียงใดหากถูกลดเงินเดือนลง หรือรายได้ลดลง 50% หรือถูกเลย์ออฟในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ต้องวางแผนการใช้เงินโดยคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และระหว่างนี้ให้หาแนวทางการใช้ชีวิตโดยประหยัดให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ จะคิดว่าชีวิตทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องกลับมาประเมินตัวเองดูและเตรียมพร้อมเอาไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้บ้าง ต้องเริ่มสำรวจและหาช่องทางในการขายไว้ หรือให้เริ่มดำเนินการขายได้เลย เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วในอีก 3 – 6 เดือนข้างหน้าถูกลดเงินเดือน หรือถูกเลย์ออฟโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวจะลำบากแน่นอน เพราะจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่รายรับน้อยลง รายจ่ายสูงขึ้น ข้าวของราคาแพง การหารายได้เพิ่มยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

    “ในกรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่นๆ และหาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน” ศ.วิทวัส กล่าว

    สำหรับผู้ที่มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีที่บริษัทให้ Work Form Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ มาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา กทม. อีกครั้งก็ยังได้ ซึ่งก็เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้เป็นลำดับแรกๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้ 2. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระที่ต้องมีการผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้

    3. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว ที่จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19 เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง 4. กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายก็ค่อนข้างมีความตึงตัวอยู่แล้ว และเมื่อข้าวของต่างๆ แพงขึ้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อค่าครองชีพ และทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อที่จำกัดมากขึ้น และมีโอกาสที่จะไปก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน และยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมาก ซึ่งทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

    “ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก” ศ.วิทวัส กล่าว

    สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่า และประเทศไทยเองก็มีฐานที่ค่อนข้างดีในหลายด้าน ซึ่งรัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ซึ่งถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้การเกิดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

    นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50 – 60 ปี หรือ 99 ปี หรือกระทั่งการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ ซึ่งน่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อ และพำนักระยะยาวในไทยได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปหากสงครามจบโลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการท่องเที่ยว และอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% ที่เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน

    “ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงคราม และยังสามารถทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียที่เข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดของไทยเพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย” ศ.วิทวัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/967500/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O_FbEE3Dss276FsE9q_oY

  • “ก.พาณิชย์” ลุยตรวจสถานประกอบการกว่า 2 พันกรณี พบผิดไม่ติดป้ายสินค้า ย้ำใช้มาตรการกฎหมายอย่างจริงจัง

    “ก.พาณิชย์” ลุยตรวจสถานประกอบการกว่า 2 พันกรณี พบผิดไม่ติดป้ายสินค้า ย้ำใช้มาตรการกฎหมายอย่างจริงจัง

    วันที่ 22 มีนาคม 2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดย น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แถลงว่า ด้วยสถานการณ์ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตที่มีความผันผวน เพื่อดูแลความเป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐสามารถกำกับดูแลสถานการณ์ราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ได้มีการติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันที่ 1-20 มี.ค. 2569 รวม 2,321 กรณี แบ่งเป็น การลงพื้นที่ตรวจจริงทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยการตรวจสอบร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ได้มีการตรวจสอบสถานประกอบการรวมทั้งสิ้น 2,021 กรณี

    ประกอบด้วย สถานีบริการน้ำมัน 1,262 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมี 433 แห่ง และตลาดค้าปลีกค้าส่ง 326 แห่ง เพื่อกำกับดูแลให้ราคาสินค้าเป็นไปอย่างสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ป้องกันการปฏิเสธการจำหน่าย และดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จากการตรวจสอบระดับจังหวัด พบการกระทำผิดไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำนวน 10 ราย และได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    น.ส.ญาณี  กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจจริงตามที่ประชาชนร้องเรียน ผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับราคาและปริมาณสินค้ารวมทั้งสิ้น 300 คำร้อง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 53 คำร้อง และต่างจังหวัด 247 คำร้อง โดยได้ตรวจสอบแล้วเสร็จจำนวน 99 คำร้อง แยกเป็นกรุงเทพมหานคร 42 คำร้อง และต่างจังหวัด 57 คำร้อง ซึ่งผลการตรวจสอบพบการกระทำความผิดกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำนวน 12 ราย ซึ่งได้ดำเนินการปรับตามกฎหมาย ในพื้นที่เขตบางซื่อ ลาดพร้าว วัฒนา พญาไท บางกอกน้อย คลองเตย สวนหลวง ประเวศ และบางบอน นอกจากนี้พบกรณีจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง จำนวน 3 ราย ในพื้นที่คลองเตย ยานนาวา และบางขุนเทียน ซึ่งได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว

    น.ส.ญาณี  กล่าวว่า ขณะเดียวกัน มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าราคาเกินสมควร จำนวน 25 คำร้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน และหากตรวจพบว่า มีการตั้งราคาสูงเกินสมควรจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 79 ราย และยังมีเรื่องร้องเรียนอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 201 คำร้อง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 11 คำร้อง และต่างจังหวัด 190 คำร้อง ซึ่งกรมการค้าภายใน จะติดตามการตรวจสอบเชิงรุก และรายงานตัวเลขการตรวจสอบทุกวัน ในเวลา 15.30 น.

    น.ส.ญาณี  กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินงานเชิงรุกผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมชี้เป้าร้านค้าและแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อสร้างเครือข่ายข้อมูลราคาสินค้าทั่วประเทศ ควบคู่กับการเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะร่วมกับตลาดสดในความส่งเสริมของกรม อาทิ สมาคมตลาดสด ตลาดกลาง ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์การจำหน่ายสินค้าที่เป็นราคาปกติ รวมถึงใช้กลไกร้านค้าธงฟ้าและร้านอาหารราคาประหยัดที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมฯ เป็นช่องทางช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนในการรักษาระดับราคาสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

    กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน และรักษาเสถียรภาพระบบสินค้าและบริการของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jZazxnGngg50oDGYMVgBu

  • โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช : ศักราชใหม่กำจัดขยะกทม. โซนชั้นใน-ตะวันออก

    โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช : ศักราชใหม่กำจัดขยะกทม. โซนชั้นใน-ตะวันออก

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-178&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SgBAOzRlDrhQIA7z_-IW5

  • ร่ำไห้ระงม! พิธีรดน้ำศพ “ส.ต.ท.ชัยวัฒน์” ฮีโร่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พลีชีพขณะไล่ล่า 6 ล้อคลั่ง | เดลินิวส์

    ร่ำไห้ระงม! พิธีรดน้ำศพ “ส.ต.ท.ชัยวัฒน์” ฮีโร่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พลีชีพขณะไล่ล่า 6 ล้อคลั่ง | เดลินิวส์

    จากกรณีรถบรรทุก 6 ล้อ ซิ่งบ้าระหํ่าแหกด่านสายตรวจ สภ.ธัญบุรี ก่อนขับเบียดรถจักรยานยนต์ตำรวจที่ขับไล่ตาม พุ่งชนเสาไฟฟ้าพลีชีพ 1 นาย และเจ็บสาหัส 1 นาย ที่นำเสนอไปก่อนหน้าแล้วนั้น

    เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 21 มี.ค. ได้มีพิธีรดน้ำศพที่วัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี ซึ่งบรรยากาศการรดน้ำศพ ส.ต.ท.ชัยวัฒน์ กองอุดม บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีเพื่อนตำรวจรวมถึงญาติพี่น้องมาร่วมไว้อาลัยจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5708966/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lfHNl8fqS5Rkg8WuoDzKn