Blog

  • คณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาจากประเทศต่าง ๆ เข้าพบและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายเศรษฐกิจกับ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

    คณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาจากประเทศต่าง ๆ เข้าพบและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายเศรษฐกิจกับ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

    การใช้งานคุกกี้ของ ธปท.

    ธปท. มีการใช้คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานหรือให้บริการเว็บไซต์ รวมทั้งมีการใช้คุกกี้อื่น (อาทิ คุกกี้เพื่อการใช้งานเว็บไซต์ คุกกี้เพื่อวิเคราะห์การประเมินผลใช้งานและการโฆษณา) เพื่อช่วยปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือการให้บริการเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น โดยหากท่านคลิก “ยอมรับการใช้งานคุกกี้ทุกประเภท” ถือว่าท่านยอมรับการใช้งานคุกกี้อื่นนอกจากคุกกี้ที่จำเป็นด้วย ซึ่งท่านสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้เพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ของ ธปท.

    คุกกี้ที่จำเป็น คุกกี้อื่น ทางเลือก
    ยอมรับ ยอมรับ
    ยอมรับ ปฏิเสธ

    คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานหรือให้บริการเว็บไซต์

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการใช้งานหรือการให้บริการพื้นฐานของเว็บไซต์ ธปท. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

    คุกกี้อื่นเพื่อการใช้งานเว็บไซต์และเพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของ ธปท. จดจำผู้ใช้งาน และตัวเลือกต่าง ๆ ที่ท่านได้ตั้งค่าไว้ รวมทั้งช่วยให้เว็บไซต์ส่งมอบคุณสมบัติและเนื้อหาเพิ่มเติมให้ตรงกับการใช้งานของท่านได้ นอกจากนี้ คุกกี้ดังกล่าวยังทำให้เห็นการปฏิสัมพันธ์ของท่านในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ธปท. และใช้วิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และการนำเสนอบริการบนเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260625.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M4JWK8MxEoHCuBDRaZsgC

  • มัลลิกาลุยตลาดตรอกหม้อ ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ฟื้นตลาดเก่า ดันเสน่ห์กรุงเทพฯ สู่เมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม

    มัลลิกาลุยตลาดตรอกหม้อ ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ฟื้นตลาดเก่า ดันเสน่ห์กรุงเทพฯ สู่เมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม

    วันนี้ (25 มิถุนายน) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการพัฒนาตลาดเก่าและย่านประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร

    ดูภาพข่าว ▼ 

    บรรยากาศภายในตลาดเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนต่างให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หลายคนขอถ่ายภาพและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.มัลลิกา ตลอดเส้นทางการลงพื้นที่ ส่งผลให้การค้าขายในช่วงเช้ามีความคึกคักเป็นพิเศษ

    ทั้งนี้ ตลาดตรอกหม้อเป็นหนึ่งในตลาดเก่าแก่ของย่านพระนคร มีประวัติยาวนาน เชื่อมโยงกับชุมชนดั้งเดิมและวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ โดยเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด อาหารปรุงสำเร็จ และสินค้าพื้นบ้านที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของย่านเมืองเก่าไว้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    ดร.มัลลิกากล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีตลาดเก่าและชุมชนประวัติศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ทั้งการพัฒนาภูมิทัศน์ การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม การส่งเสริมอาหารท้องถิ่น สตรีทฟู้ด งานศิลปะ และการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    “ตลาดไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อขาย แต่เป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจของชุมชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของเมือง หากได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างงานให้คนกรุงเทพฯ ได้อีกจำนวนมาก” ดร.มัลลิกากล่าว

    ทั้งนี้ นโยบายของ ดร.มัลลิกา คือการผลักดันตลาดและย่านการค้าสำคัญในทั้ง 50 เขตให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร และกิจกรรมร่วมสมัย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกรุงเทพมหานคร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ค้าและประชาชน ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครที่มีชีวิตชีวา น่าเดิน น่าเที่ยว และน่าลงทุนตลอดทั้งปีด้วย

    ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 1ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 2ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 3ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 4ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 5ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 6ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 7ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 8ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 9ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดตรอกหม้อ 10

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mallika-trok-mor-creative-economy-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24Knj2FIlxiZPWx-nwQwjP

  • ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง! นักลงทุนคลายกังวลเศรษฐกิจ ดันดัชนีพุ่ง 182 จุด แตะ 51,848 จุด

    ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง! นักลงทุนคลายกังวลเศรษฐกิจ ดันดัชนีพุ่ง 182 จุด แตะ 51,848 จุด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/156258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26SoU1nnziTbfun1yIUcoZ

  • SET ปิดเช้าพุ่ง 12 จุด รับหุ้นเทคฟื้น-เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ลุ้นบ่ายแตะ 1,580

    SET ปิดเช้าพุ่ง 12 จุด รับหุ้นเทคฟื้น-เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ลุ้นบ่ายแตะ 1,580

    10 หุ้นดันดัชนีเช้านี้

    ตลาดหุ้นไทย ปิดภาคเช้าที่ 1,560.26 จุด เพิ่มขึ้น 12.04 จุด (+0.78%) มูลค่าซื้อขายราว 42,717 ล้านบาท

    นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าปรับตัวขึ้นมาตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย โดยมี Sentiment บวกหลักจาก Micron Technology รายงานผลการดำเนินงานออกมาดีกว่าคาดหนุนหุ้นที่อิงกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะ DELTA ขึ้นมาหนุนดัชนีในวันนี้

    ขณะเดียวกัน ยังได้รับปัจจัยเชิงบวกจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับเพิ่มประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2.3% จากเดิมที่ 1.5% หนุนต่อหุ้นอิงการบริโภคในประเทศ และหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ที่ได้รับอานิสงส์เศรษฐกิจดีขึ้น ประกอบกับความคาดหวังมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่จะนำกลับมาใช้หนุนต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงบ่ายคาดว่าแกว่งตัวแดนบวกต่อ โดยให้แนวต้าน 1,580 จุด แนวรับ 1,555 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 4,028.52 ล้านบาท ปิดที่ 321.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท

    GILF  มูลค่าการซื้อขาย 2,515.93 ล้านบาท ปิดที่  60.75 บาท ลดลง  0.75 บาท

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 2,033.23 ล้านบาท ปิดที่  61.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,698.90 ล้านบาท ปิดที่ 353.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    KTB  มูลค่าการซื้อขาย 1,477.31 ล้านบาท ปิดที่  36.25 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/summary/841471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BeL8_DOBl1kFYIXyGVuTU

  • กนง.เพิ่ม GDP 2.3% เศรษฐกิจโตต่ำศักยภาพ ตรึงดอกเบี้ยห่วงฟื้นตัวเปราะบาง

    กนง.เพิ่ม GDP 2.3% เศรษฐกิจโตต่ำศักยภาพ ตรึงดอกเบี้ยห่วงฟื้นตัวเปราะบาง

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 3 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 คณะกรรมการ กนง.ทั้ง 7 คน มีมติ “เอกฉันท์” คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อปี และปรับประมาณการ “จีดีพี” เศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นปีนี้เป็น 2.3% ซึ่งมองว่าหากไม่มีมาตรการภาครัฐ จีดีพีไทยปีนี้อาจเติบโตเพียง 1.8%

    ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ระดับต่ำ และไม่ทั่วถึง

    ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่คาดจะลดลงหลังปัจจัยอุปทานคลี่คลายลง สำหรับสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อเอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

    กนง.จึงเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่กับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจได้ จึงเห็นควรให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1%

    ซึ่งหากดูรายละเอียดด้านเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้นปีนี้ มีแรงส่งจากภาคการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นทั่วโลก รวมถึงจากมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

    “หากไม่รวมมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐจีดีพีจะขยายตัว 1.8% ปีนี้ และ 2.1% ในปีหน้า แต่พอมีผลของมาตรการภาครัฐมาช่วยหนุนจีดีพีเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ทำให้ปีนี้มีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.3% แต่ปีหน้าด้วยผลของฐานและหมดมาตรการกระตุ้นของภาครัฐจีดีพีจะเหลือเพียง 1.8% เท่านั้น”

    • จีดีพียังต่ำกว่าศักยภาพ-ฟื้นไม่ทั่วถึง

    อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.3% แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ และระดับ 2% ต้นๆ ไม่ใช่ระดับที่น่าพอใจ เศรษฐกิจไทยควรขยายตัวได้ 2% ปลายๆ

    และปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง หรือ ที่เรียกว่า K-shaped โดยยังมีกลุ่มที่อ่อนแอ เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอี และกลุ่มธุรกิจบางประเภทที่ยังต้องใช้เวลาปรับตัว

    ทั้งนี้ หากดูแง่การดำเนินนโยบายการเงินของไทย ที่มีความแตกต่างจากหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในเรื่องวัฏจักรดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อ โดยหากดูจากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย

    ซึ่งส่งผลให้นโยบายการเงินของไทยในปีนี้ไม่ได้อยู่ในทิศทางที่เป็นวัฏจักรขาขึ้นรุนแรงเหมือนในต่างประเทศ แม้ว่าทั่วโลกจะเผชิญกับปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock)

    เช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาในเชิงลึกจะพบว่าเศรษฐกิจในต่างประเทศมีการขยายตัวที่ดีกว่าไทย และมีแรงกดดันจากอุปสงค์ (Demand) ร่วมด้วย

    ความแตกต่างที่สำคัญคือ คาดการณ์เงินเฟ้อไทยปีนี้ และปีหน้าอยู่ในกรอบเป้าหมาย ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่ส่วนใหญ่คาดการณ์เงินเฟ้อปีหน้าสูงกว่าเป้าหมาย ทำให้ขณะนี้ไทยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องออกมาตรการดูแลเงินเฟ้อเป็นพิเศษ เพราะมองยังอยู่ในวิสัยควบคุมได้ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการประมาณการว่าเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง กนง.ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย และขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากมีความจำเป็น

    “โอกาสที่ Headline Inflation จะพุ่งไปแตะระดับ 5% นั้นที่เคยมองไว้ อาจไม่ถึงแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง”

    สำหรับประเด็นเงินเฟ้อ กนง.ติดตามใกล้ชิด แม้เดือนเม.ย.- พ.ค.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อยังอยู่ระดับต่ำ แต่คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 และ 3 จะเริ่มเห็นตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น โดยคาดการณ์เดือนมิ.ย.จะเห็นเงินเฟ้อเพิ่มมาอยู่ที่ 3% และตั้งแต่ส.ค.เป็นต้นไป อาจแตะระดับ 4%

    แต่อย่างไรก็ตาม กนง.ประเมินว่าเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นนี้จะเป็นเพียงชั่วคราว โดยประมาณการ ดังนี้

    • เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 2.8% และจะลดลงเหลือ 1.4% ในปีหน้า
    • เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% ในปีนี้ และ 1.4% ในปีหน้า

    สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทอ่อนค่าลง 5.7% ซึ่งเป็นการอ่อนค่าตามทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ทิศทางนี้สอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลงเช่นกัน

    แต่ 2-3 วันที่ผ่านมา ยอมรับว่าเงินบาทอ่อนค่าลงเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยชั่วคราวอย่างการไหลออกของเงินทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งมาจากรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว

    ซึ่ง ธปท.ได้เข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความผันผวนเกินควร และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของเงินทุนเคลื่อนย้ายโดยรวมยังเป็นปกติ

    • เอสเอ็มอี-ครัวเรือนเปราะบางหนี้เสียพุ่ง

    อย่างไรก็ตาม แม้ภาพเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี และภาคครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยพบว่าสินเชื่อรวมในระบบเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกแต่ยังอยู่ในระดับต่ำมาก และการขยายตัวนั้นกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ในขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงหดตัวต่อเนื่องอย่างยาวนาน

    ด้านคุณภาพสินเชื่อ พบว่าสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่ม SME มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากสินเชื่อขยายตัวต่ำทำให้สัดส่วนหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งแม้จำนวนหนี้เสียอาจไม่เพิ่มรุนแรง แต่ธุรกิจขนาดเล็กมีปัญหาสภาพคล่องตึงตัว และการส่งผ่านต้นทุนได้ยาก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ยกเว้นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกที่ปรับตัวได้ดีกว่า

    ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัด คาดการณ์ว่าปีนี้จะอยู่ระดับสมดุล แม้เดือนพ.ค.- มิ.ย.จะเห็นตัวเลขติดลบต่อเนื่องจากเดือนเม.ย.แต่เป็นการติดลบตามฤดูกาลจากการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติ เช่น บริษัทญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเหล่านี้มีกำไรสูงจากการส่งออกดี

    ทั้งนี้ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งหลังของปี

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1240017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00-zU-qQC-7mBRhVLO4vT5

  • รัฐบาลจับมือเอกชนเปิดทาง SMEs เข้าถึงทุนและตลาดใหม่!

    รัฐบาลจับมือเอกชนเปิดทาง SMEs เข้าถึงทุนและตลาดใหม่!

    รัฐบาลจับมือเอกชนผ่าน กรอ. เปิดทาง SMEs เข้าถึงทุนและตลาดใหม่ ดึงเข้าอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจฐานราก

    25 มิ.ย.2569 – น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ทุกกลุ่ม เพราะ SMEs คือฐานการจ้างงานหลักของระบบเศรษฐกิจ และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประชาชนในระดับฐานราก โดยการช่วยเหลือ SMEs รอบนี้จะไม่ใช่การทำงานแยกส่วน แต่จะขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ซึ่งเป็นเวทีหลักในการรวบรวมข้อเสนอ จัดทำแผนปฏิบัติการ ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในการประชุม กรอ. เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 รัฐและเอกชนได้ร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนเศรษกิจตามข้อเสนอจากภาคเอกชนผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ การส่งเสริมการค้า บริการและเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาคนและนวัตกรรม และการอำนวยความสะดวกภาครัฐ โดยกลุ่ม SMEs ถือเป็นแกนสำคัญที่เชื่อมเศรษฐกิจฐานรากเข้ากับการลงทุนยุคใหม่

    แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับ SMEs คือการเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยี แหล่งทุน และตลาดใหม่ รวมถึงการสร้างเงินหมุนเวียนจากมาตรการรัฐ เพื่อให้ร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อยขายสินค้าได้มากขึ้น เงินสดกลับเข้าสู่ชุมชนเร็วขึ้น และช่วยพยุงกำลังซื้อในระยะสั้น

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะผลักดันให้ SMEs ไทย เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมใหม่ และภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ Data Center พลังงานสะอาด ดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์และ Wellness หรือบริการมูลค่าสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้เป็นคู่ค้า ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการระบบ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ร่วมวิจัยพัฒนา

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ การสนับสนุนสินค้า Made in Thailand และการผลักดันให้ผู้ผลิตไทยมีโอกาสในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมากขึ้น เพื่อให้การลงทุนใหม่สร้างประโยชน์ในประเทศจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า หาก SMEs แข็งแรง เศรษฐกิจไทยก็จะแข็งแรงตามไปด้วย เพราะ SME จ้างงานจำนวนมากและกระจายรายได้สู่พื้นที่ การทำให้ SMEs เข้าถึงทุน เทคโนโลยี ตลาด และห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ จึงเป็นการเพิ่มรายได้ประชาชน สร้างงาน และยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1020510/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ga4oVE4dkLGO5zuPkqLwl

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 25 มิถุนายน 2569 เบนซิน ดีเซล ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 25 มิถุนายน 2569 เบนซิน ดีเซล ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 25 มิ.ย. 2569 ล่าสุดราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตข้อมูล วันที่ 24 มิ.ย. 2569 เวลา 17.00 น. ล่าสุด เช็คราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 25 มิถุนายน 2569 กลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ โดยทีมข่าวเศรษฐกิจเว็บไซต์ Sanook อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 24/6/2569 มีผลเวลา 05.00 น. ดังต่อไปนี้

    อัปเดต ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 25 มิถุนายน 2569 มีผล เวลา 05.00 น. ดังนี้

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” พรุ่งนี้ 25 มิถุนายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 32.50 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 37.50 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 29.79 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.85 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 38.48 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 38.85 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 48.44 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 54.25 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 50.99 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” พรุ่งนี้ 25 มิถุนายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 32.50 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 37.50 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล พลัส อยู่ที่ 54.25 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 98 พลัส อยู่ที่ 53.44 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 29.79 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.85 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 38.48 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 38.85 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” พรุ่งนี้ 25 มิถุนายน 69

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.85 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 40.48 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 40.85 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 38.80 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.80 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” พรุ่งนี้ 25 มิถุนายน 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 53.41 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 40.35 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 39.98 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.35 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 38.80 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 54.25 บาท/ลิตร
    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.80 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันข้างต้นเป็นราคากลาง (ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่น) ราคาหน้าปั๊มแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนเติม

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันแต่ละปั๊ม คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/953123/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b_ZMY8KYymhEZYtaXO5mI

  • งบประมาณ 70: กระทรวงไหนงบเยอะสุด กระทรวงไหนถูกหั่นงบมากสุด  – BBC News ไทย

    งบประมาณ 70: กระทรวงไหนงบเยอะสุด กระทรวงไหนถูกหั่นงบมากสุด – BBC News ไทย

    เปิดร่างงบประมาณปี 2570 กระทรวงดีอีติดงบพุ่ง 5 อันดับแรก งบกลางเพิ่มมากสุดกว่า 59,000 ล้านบาท

    นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

    ที่มาของภาพ, Thai news pix

    คำบรรยายภาพ, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย
      • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Published

    • เวลาอ่าน: 7 นาที

    ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงบประมาณ ระบุว่าตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ร้อยละ 0.2 และคิดเป็นร้อยละ 18.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

    ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ทำให้เห็นว่าโดยภาพรวมแล้ว งบประมาณรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวง ทบวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ รวมเป็นเงิน 1,342,836.28 ล้านบาท ตามมาด้วยงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 852,671.22 ล้านบาท, งบกลาง 693,880 ล้านบาท, งบรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.31 ล้านบาท, งบประมาณรายจ่ายสำหรับกองทุนและทุนหมุนเวียนต่าง ๆ 294,857.16 ล้านบาท, งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.04 ล้านบาท, และงบประมาณรายจ่ายที่จัดสรรตามแผนบูรณาการต่าง ๆ 70,246.99 ล้านบาท

    ต่อไปนี้คือสรุปร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. รายจ่ายฯ ฉบับนี้ ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค. โดยวันที่ 25 มิ.ย. นี้ จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … วาระที่ 1 ก่อน เนื่องจากมีการเสนอให้โอนงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2569 จากหน่วยรับงบประมาณบางรายการมาเป็นงบกลางปี 2570 จำนวน 10,328.07 ล้านบาท

    โครงสร้างงบประมาณปี 2570 เป็นอย่างไร ?

    จากเอกสารงบประมาณโดยสังเขปประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สรุปโครงสร้างงบประมาณปีดังกล่าวไว้ดังนี้

    • งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่ 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยวงเงินงบประมาณรายจ่ายดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 18.4 ของจีดีพี
    • รายจ่ายประจำจำนวน 2,786,367.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่ 131,724.9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73.6 ของวงเงินงบประมาณปี 2570 จากเดิมเคยเป็นสัดส่วนร้อยละ 70.2 ในปีงบประมาณ 2569
    • รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวน 71,038.1 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2569 ที่ 52,503 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 42.5 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณปี 2570 จากเดิมที่เคยอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 3.3 ของวงเงินงบประมาณปี 2569
    • งบรายจ่ายลงทุนจำนวน 789,171.5 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณที่แล้ว 72,564.8 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.8 ของวงเงินงบประมาณปี 2570
    • รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้จัดสรรไว้ที่ 151,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณที่แล้ว 320 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4 ของวงเงินงบประมาณปี 2570 ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้เป็นรายจ่ายลงทุนกรณีการกู้เพื่อลงทุนของรัฐวิสาหกิจจำนวน 10,096.7 ล้านบาท

    รายรับมาจากไหน ?

    จากเอกสารงบประมาณโดยสังเขปประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ประมาณการรายรับประจำปีงบประมาณ 2570 ว่ามาจากเงิน 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ รายได้และเงินกู้

    คาดว่าในปีงบประมาณ 2570 จะเก็บรายได้ประเภทต่าง ๆ ได้ 3,584,300 ล้านบาท เมื่อหักลดภาระการคืนภาษีของกรมสรรพากร 385,300 ล้านบาท, อากรถอนคืนกรมศุลกากร 8,600 ล้านบาท, การกันเงินเพื่อชดเชยภาษีสำหรับสินค้าส่งออก 16,200 ล้านบาท, การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 จำนวน 145,200 ล้านบาท, การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด 28,400 ล้านบาท จะเหลือเป็นรายได้สุทธิ 3,000,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 79.2 ของประมาณการรายรับ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากภาษีอากรทั้งทางตรงและทางอ้อม

    สำนักงบประมาณระบุว่าเนื่องด้วยประมาณการรายจ่ายสูงกว่ารายได้สุทธิจำนวน 788,000 ล้านบาท จึงกำหนดให้จำนวนดังกล่าวเป็นเงินกู้ คิดเป็นร้อยละ 20.8 ของประมาณการรายรับ

    งบกลางปี 2570 เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณที่แล้วเกือบหกหมื่นล้านบาท

    ในปีงบประมาณ 2570 จัดสรรงบกลางไว้ที่ 693,880 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 เดิมอยู่ที่ 633,968.8 ล้านบาท จึงคิดเป็นส่วนต่างที่เพิ่มมา 59,911.2 ล้านบาท ทั้งนี้หากดูภาพรวมสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายของปี 2570 จะพบว่างบกลางอยู่ในอันดับ 3 ที่ร้อยละ 18.3 ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • แผ่นดินไหว

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ในปีนี้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … เข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 โดยสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 25 มิ.ย. นี้ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตามที่สำนักงบประมาณเสนอให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จากบางหน่วยรับงบประมาณมาตั้งเป็นงบกลางของปี 2570 จำนวน 10,328.07 ล้านบาท

    ในร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ระบุว่าเหตุผลที่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เนื่องจากประเทศเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงอาจมีเหตุฉุกเฉินจากสถานการณ์หรือสาธารภัยอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ 2569 ทำให้รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือกรณีจำเป็น จำนวน 99,000 ล้านบาทที่ตั้งไว้นั้นไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้เพื่อโอนจำนวนกว่าหมื่นล้านบาทมาเป็นงบกลางของปีงบประมาณ 2570

    5 หน่วยงานที่ถูกโอนงบประมาณมากที่สุด ได้แก่

    • กระทรวงคมนาคม 2,442.50 ล้านบาท
    • กระทรวงมหาดไทย 1,846.31 ล้านบาท
    • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม 1,040.79 ล้านบาท
    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 837.51 ล้านบาท
    • กระทรวงยุติธรรม 371.48 ล้านบาท

    .

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    ส่วนงบกลางปี 2570 ซึ่งจัดสรรงบไว้ที่ 693,880 ล้านบาทนั้น พบว่ามีบางรายการปรับเพิ่มงบขึ้น บางรายการได้รับการจัดสรรงบน้อยลงกว่าเดิม และมีบางรายที่ได้รับการจัดสรรงบเท่ากับปีก่อน ดังนี้

    งบกลางที่เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569

    • เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยราชการ งบประมาณปี 2570 จัดสรรไว้ที่ 71,400 ล้านบาท จากเดิม 24,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า 46,540 ล้านบาท
    • เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ งบประมาณปี 2570 จัดสรรไว้ที่ 389,090 ล้านบาท จากเดิม 364,288.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า 24,801.25 ล้านบาท
    • เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ 2570 จัดสรรไว้ที่ 100,000 ล้านบาท จากเดิม 99,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปีก่อนหน้า 1,000 ล้านบาท
    • เงินค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน งบปี 2570 จัดสรรไว้ให้ 4,800 ล้านบาท จากเดิม 4,000 ล้านบาท เพิ่มจากงบประมาณปีก่อนหน้า 800 ล้านบาท

    งบกลางที่ลดลงจากปีงบประมาณ 2569

    • เงินค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน ในปีงบประมาณ 2570 ตั้งไว้ที่ 12,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า 13,000 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรไว้ที่ 25,000 ล้านบาท
    • เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ในปีงบประมาณ 2570 ตั้งไว้ที่ 4,670 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า 170 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรไว้ที่ 4,840 ล้านบาท
    • เงินสมทบลูกจ้างประจำ ปีงบประมาณ 2570 ตั้งไว้ที่ 260 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า 60 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรไว้ที่ 320 ล้านบาท

    ส่วนงบกลางอื่น ๆ ที่ยังได้รับจัดสรรเท่าเดิมในปีงบประมาณ 2570 ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ 1,000 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2,500 ล้านบาท, ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 94,200 ล้านบาท, เงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง 960 ล้านบาท, และเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาท

    5 กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากสุด–น้อยสุด

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง โดยในปีนี้คลังได้รับงบประมาณสูงสุดและได้รับการจัดสรรงบเพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดากระทรวงต่าง ๆ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ปีนี้กระทรวงการคลังได้รับงบประมาณสูงสุดและได้รับการจัดสรรงบเพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดากระทรวงต่าง ๆ

    จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท สามารถจัดอันดับ 5 กระทรวงแรกที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุดและน้อยที่สุด ดังนี้

    กระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด 5 อันดับแรก

    • กระทรวงการคลัง 440,871.1 ล้านบาท
    • กระทรวงศึกษาธิการ 359,576.9 ล้านบาท
    • กระทรวงมหาดไทย 288,280.0 ล้านบาท
    • กระทรวงกลาโหม 203,284.7 ล้านบาท
    • กระทรวงสาธารณสุข 181,478.1 ล้านบาท

    กระทรวงที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุด 5 อันดับแรก

    • กระทรวงพลังงาน 2,293.3 ล้านบาท
    • กระทรวงอุตสาหกรรม 4,520.3 ล้านบาท
    • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 5,856.2 ล้านบาท
    • กระทรวงพาณิชย์ 7,271.4 ล้านบาท
    • กระทรวงการต่างประเทศ 8,256.8 ล้านบาท

    กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบเพิ่มขึ้น 5 อันดับแรก

    • กระทรวงการคลัง เพิ่มขึ้น 41,601.5 ล้าน โดยปีงบประมาณ 2569 ได้รับการจัดสรร 399,269.6 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรจำนวน 440,871.1 ล้านบาท
    • กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มขึ้น 4,603.9 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2569 ได้รับการจัดสรร 176,874.2 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรจำนวน 181,478.1 ล้านบาท
    • กระทรวงศึกษาธิการ เพิ่มขึ้น 4,580.4 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2569 ได้รับการจัดสรร 354,996.5 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรจำนวน 359,576.9 ล้านบาท
    • กระทรวงแรงงาน เพิ่มขึ้น 3,713.6 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2569 ได้รับการจัดสรร 69,035.2 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรจำนวน 72,748.8 ล้านบาท
    • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพิ่มขึ้น 3,428.7 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2569 ได้รับการจัดสรร 10,197.0 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรจำนวน 13,625.7 ล้านบาท

    กระทรวงที่ถูกลดงบมากที่สุด 5 อันดับแรก

    .

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, (ซ้าย) นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทรวงที่เขาดูแลติดอันดับ 1 ใน 5 ที่ถูกหั่นลดงบมากที่สุด
    • กระทรวงคมนาคม ลดลงมากที่สุดถึง 23,442.4 ล้านบาท โดยงบปี 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 199,955.9 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรงบจำนวน 176,513.5 ล้านบาท
    • กระทรวงมหาดไทย ลดลง 10,661.8 ล้านบาท โดยงบปี 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 298,941.8 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรงบจำนวน 288,280 ล้านบาท
    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลดลง 9,248.5 ล้านบาท โดยงบปี 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 129,851.7 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรงบจำนวน 120,603.2 ล้านบาท
    • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลดลง 6,258.4 ล้านบาท โดยงบปี 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 140,201.0 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรงบจำนวน 133,942.6 ล้านบาท
    • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดลง 2,039.4 ล้านบาท โดยงบปี 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 38,187.8 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรงบจำนวน 36,148.4 ล้านบาท

    ทั้งนี้ หากพิจารณารายการอื่น ๆ เห็นได้ว่าในร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายปีงบประมาณ 2570 นั้นมีงบประมาณส่วนอื่น ๆ ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะในรายการรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังที่ลดลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า 52,503 ล้านบาท, งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่ถูกปรับลดลง 22,046.5 ล้านบาท และงบสำหรับรัฐวิสาหกิจที่ถูกปรับลดลงจากปีก่อนที่ 13,398.6 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cj4gylv7y0jo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dPNKpCohachwwsFWDPII4

  • สกสว. เปิดพิมพ์เขียวแผน ววน. 5 ปี ชูวิจัย-นวัตกรรมเป็น “เชื้อเพลิง” พลิกเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    สกสว. เปิดพิมพ์เขียวแผน ววน. 5 ปี ชูวิจัย-นวัตกรรมเป็น “เชื้อเพลิง” พลิกเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) พ.ศ. 2571–2575 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและขับเคลื่อนระบบ ววน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ‘ยศชนัน’ ชี้วิจัยต้องเป็น “เชื้อเพลิง” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางและนโยบายการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สู่การสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาประเทศ ตามแผนใหม่ ววน. ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571-2575” โดยระบุชัดว่างานวิจัยต้องไม่ใช่แค่ผลงานวิชาการ แต่ต้องเป็น “เชื้อเพลิง” ขับเคลื่อนประเทศสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

    รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าประเทศไทยหมดเวลาพึ่งพาอุตสาหกรรมยุคเก่าแล้ว วิทยาศาสตร์และงานวิจัยระดับแนวหน้าต้องถูกประกอบเข้ากับความต้องการของตลาดโลก เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ทรงพลัง พร้อมชี้ว่ากองทุน ววน. ยังมีงบประมาณไม่เพียงพอต่อการพลิกโฉมประเทศ จึงจำเป็นต้องระดมทุนก้อนใหม่หรือดำเนินการเชิงพาณิชย์เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    high-growth-transform-reform-SPACEBAR-Photo05.jpg

    3 ความท้าทายระดับชาติที่ต้องเร่งรับมือ

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยยึด 3 ความท้าทายระดับชาติ ได้แก่

    1. สงครามเทคโนโลยีและ AI — ต้องเร่งสร้างความพร้อมด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ให้กับแรงงานและอุตสาหกรรมไทย

    2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ — ใช้ ววน. เป็นกลไกหลักในการรับมือและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว

    3. สังคมสูงวัยและช่องว่างระหว่างวัย — พัฒนานวัตกรรมรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ยกระดับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

    แผนใหม่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

    1. การเกษตร เร่งแก้ปัญหา “คนทำเยอะแต่สัดส่วน GDP น้อย” ด้วยการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิต
    2. สุขภาพและการแพทย์ มุ่งทลายคอขวดด้านการวิจัยทางคลินิกเพื่อให้ได้สิทธิจาก สปสช. และขยายการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์
    3. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เร่งสร้างนักออกแบบวงจรยุคใหม่เพื่อรองรับการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่กำลังมองหาฐานในเอเชีย
    4. เศรษฐกิจระดับพื้นที่ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการสร้างชุมชนใหม่ แปรรูปสินค้า และเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    นอกจากนี้ยังมีแผนจัดทำ Skill Map เพื่อวิเคราะห์ช่องว่างทักษะระหว่างอุตสาหกรรมเก่าและใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ถูกกระทบจาก AI ต้องได้รับการเพิ่มทักษะอย่างเร่งด่วน พร้อมเตรียมร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการตั้งกองทุนวิจัยฐานภารกิจ เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่และมอเตอร์ขั้นสูง

    high-growth-transform-reform-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ววน. ต้องเป็น Game Changer ไม่ใช่แค่เครื่องมือสนับสนุน

    ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า บทบาทของ ววน. ในวันนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาอีกต่อไป แต่ต้องเป็น “Game Changer” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง หากต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับผลิตภาพ และลดความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และกำลังคน เข้ากับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

    high-growth-transform-reform-SPACEBAR-Photo03.jpg

    3 ทิศทางหลักและ 9 แผนงานสำคัญ

    ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. เผยว่าร่างกรอบแผน ววน. ฉบับใหม่เป็นผลจากการสังเคราะห์บทเรียนจากแผนเดิม ควบคู่กับการวิเคราะห์บริบทโลกและความต้องการของประเทศในอนาคต โดยขับเคลื่อนด้วย 3 ทิศทางหลัก ได้แก่

    ·     High Growth สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับโลก

    ·     Transform พลิกโฉมอุตสาหกรรมและภาคการผลิตเดิมให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

    ·     Reform ปฏิรูประบบภาครัฐด้วยองค์ความรู้และนโยบายที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ

    สำหรับ 9 แผนงานสำคัญ ประกอบด้วย การลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นสูงและอุตสาหกรรมใหม่, การยกระดับอุตสาหกรรมและบริการที่มีศักยภาพ, นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสังคม, การใช้ประโยชน์องค์ความรู้ข้ามศาสตร์, การเตรียมความพร้อมสู่อนาคต, การเสริมสร้างความมั่นคงและความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน., การพัฒนาและใช้ประโยชน์บุคลากรวิจัยและนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพระบบ ววน. ของประเทศ

    high-growth-transform-reform-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ผลสำเร็จที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าทำได้

    แผน ววน. ที่ผ่านมาสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 50,000 ล้านบาท ลดต้นทุนของประเทศกว่า 3,400 ล้านบาท สร้างการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่ง และพัฒนากำลังคนทักษะสูงกว่า 400,000 คน ซึ่งเป็นฐานที่แข็งแกร่งให้แผนฉบับใหม่ต่อยอดและขยายผลต่อไป

    ทั้งนี้แผนด้าน ววน. 2571–2575 มุ่งเป้า 4 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน, คุณภาพชีวิตและความครอบคลุม, ความพร้อมอนาคตและความมั่นคง และการพัฒนาระบบนิเวศ ววน. โดยเชื่อมโยงการลงทุน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ

    high-growth-transform-reform-SPACEBAR-Photo01.jpg

    high-growth-transform-reform-SPACEBAR-Photo02.jpg

    high-growth-transform-reform-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/high-growth-transform-reform&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EW-LJINX5XEXNV0xQsHBa

  • รัฐบาลจับมือเอกชนผ่าน กรอ. เปิดทาง SMEs เข้าถึงทุนและตลาดใหม่ ดึงเข้าอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจฐานราก แชร์

    รัฐบาลจับมือเอกชนผ่าน กรอ. เปิดทาง SMEs เข้าถึงทุนและตลาดใหม่ ดึงเข้าอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจฐานราก แชร์

    รัฐบาลจับมือเอกชนผ่าน กรอ. เปิดทาง SMEs เข้าถึงทุนและตลาดใหม่ ดึงเข้าอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจฐานราก แชร์


    25/06/2569 | 48 |

    วันนี้ (25 มิถุนายน 2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ทุกกลุ่ม เพราะ SMEs คือฐานการจ้างงานหลักของระบบเศรษฐกิจ และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประชาชนในระดับฐานราก

    โดยการช่วยเหลือ SMEs รอบนี้จะไม่ใช่การทำงานแยกส่วน แต่จะขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ซึ่งเป็นเวทีหลักในการรวบรวมข้อเสนอ จัดทำแผนปฏิบัติการ ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในการประชุม กรอ.  เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569  รัฐและเอกชนได้ร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนเศรษกิจตามข้อเสนอจากภาคเอกชนผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ การส่งเสริมการค้า  บริการและเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาคนและนวัตกรรม และการอำนวยความสะดวกภาครัฐ โดยกลุ่ม SMEs ถือเป็นแกนสำคัญที่เชื่อมเศรษฐกิจฐานรากเข้ากับการลงทุนยุคใหม่

    แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับ SMEs คือการเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยี แหล่งทุน และตลาดใหม่ รวมถึงการสร้างเงินหมุนเวียนจากมาตรการรัฐ เพื่อให้ร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อยขายสินค้าได้มากขึ้น เงินสดกลับเข้าสู่ชุมชนเร็วขึ้น และช่วยพยุงกำลังซื้อในระยะสั้น

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะผลักดันให้ SMEs ไทย เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมใหม่ และภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ Data Center พลังงานสะอาด ดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์และ Wellness หรือบริการมูลค่าสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้เป็นคู่ค้า ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการระบบ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ร่วมวิจัยพัฒนา

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ การสนับสนุนสินค้า Made in Thailand และการผลักดันให้ผู้ผลิตไทยมีโอกาสในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมากขึ้น เพื่อให้การลงทุนใหม่สร้างประโยชน์ในประเทศจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า หาก SMEs แข็งแรง เศรษฐกิจไทยก็จะแข็งแรงตามไปด้วย เพราะ SME จ้างงานจำนวนมากและกระจายรายได้สู่พื้นที่ การทำให้ SMEs เข้าถึงทุน เทคโนโลยี ตลาด และห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ จึงเป็นการเพิ่มรายได้ประชาชน สร้างงาน และยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/165586


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/516055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1my0qA4MlcAevJgAQWdygp