Blog

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.58 น.


    กลยุทธ์: แบ่งขาย 10%
    แนวต้าน: $4,060 , 64,000 บาท
    แนวรับ: $3,900 , 62,500 บาท
    .

    ตลาดทองคำได้รับแรงพยุงในระยะสั้น หลังตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ (ADP) เดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าคาดที่ระดับ 98,000 ตำแหน่ง สะท้อนสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ และช่วยลดแรงกดดันต่อราคาทองคำบางส่วน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อไป ขณะที่ท่าทีของประธาน Fed คนใหม่ที่เน้นการตัดสินใจตามข้อมูลเศรษฐกิจจริง ยังคงทำให้ตลาดประเมินว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอยู่ในระดับสูง

    .

    ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านช่วยลดความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และลดความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังคงมีความผันผวน หลังตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เผชิญแรงขายอย่างหนัก ซึ่งอาจกระตุ้นให้เม็ดเงินบางส่วนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้

    .

    ในมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำเริ่มแสดงสัญญาณฟื้นตัวหลังสามารถยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง โดยเครื่องมือ RSI และ MACD หลายกรอบเวลาเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ราคากำลังเข้าใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 4,060 ดอลลาร์ หรือประมาณ 64,000 บาท จึงแนะนำให้ทยอยแบ่งขายทำกำไรประมาณ 10% เพื่อบริหารความเสี่ยงและสำรองเงินสดไว้รอเข้าซื้อคืนบริเวณแนวรับสำคัญที่ 3,900 ดอลลาร์ หรือประมาณ 62,500 บาท ขณะที่ภาพรวมระยะกลางถึงยาวยังคงมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์กลับมากดดันตลาดอีกครั้ง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-2-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32PyMH_1MYDQfIHZWUMtfB

  • OECD เตือนเกาหลีใต้พึ่งพาส่งออกชิปมากเกินไป เสี่ยงเจอภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    OECD เตือนเกาหลีใต้พึ่งพาส่งออกชิปมากเกินไป เสี่ยงเจอภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดเผยในวันนี้ (2 ก.ค.) ว่า การที่เกาหลีใต้พึ่งพาการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อปัจจัยกระทบจากภายนอกและความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ว่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญก็ตาม

    OECD เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในรายงาน “OECD Economic Surveys: Korea 2026” เพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ OECD ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในปี 2569 สู่ระดับ 2.6% จากระดับ 1.7% เมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ โดยให้เหตุผลว่าได้รับแรงหนุนจากกระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    เมื่อวันที่ 1 ก.ค. กระทรวงการค้าเกาหลีใต้เพิ่งรายงานว่า ยอดส่งออกเดือนมิ.ย.ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุหลัก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก โดยได้แรงหนุนจากยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งทุบสถิติเช่นกัน โดยพุ่งขึ้นเกือบสามเท่า ทะลุหลัก 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก

    อย่างไรก็ตาม OECD เตือนว่า การพึ่งพาการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ในระดับสูงส่งผลให้ผลผลิตและรายได้จากภาษีมีความผันผวน อีกทั้งยังเพิ่มความเปราะบางในเชิงยุทธศาสตร์ “การพึ่งพาการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้จากภาษี แต่ก็อาจทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกและความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจมากขึ้น”

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว OECD เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้นโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางการคลังในระยะปานกลาง เพื่อเสริมสร้างฐานะการคลังของประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันด้านรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัย

    จากความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังของเกาหลีใต้ OECD จึงแนะนำให้เกาหลีใต้สร้างฉันทามติทางการเมืองในวงกว้างเกี่ยวกับการเสริมสร้างกรอบนโยบายการคลัง ซึ่งรวมถึงการกำหนดเป้าหมายทางการคลังระยะปานกลาง และการปรับโครงสร้างรายจ่ายภาคบังคับให้สอดคล้องกับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว นอกจากนี้ OECD ยังแนะนำให้เกาหลีใต้ปรับเพิ่มอายุผู้มีสิทธิรับเงินบำนาญให้สูงกว่าเกณฑ์ปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 63 ปี ภายในปี 2578

    ในประเด็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ OECD แนะนำให้เกาหลีใต้ผลักดันการปฏิรูปภาษีอย่างครอบคลุม โดยปัจจุบัน โครงสร้างรายได้ภาษีอสังหาริมทรัพย์ของเกาหลีใต้พึ่งพาภาษีจากการทำธุรกรรมเป็นหลัก มากกว่าภาษีที่จัดเก็บเป็นประจำซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD

    OECD ยังระบุด้วยว่า มากกว่าหนึ่งในสามของผู้มีรายได้จากค่าจ้างในประเทศไม่ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมชี้ว่าการปฏิรูปนโยบายการยกเว้นภาษีอาจช่วยเพิ่มรายได้จากภาษี ในขณะที่ประเทศจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัย

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/608733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rGlWNvofCmmlVhyGKZ60q

  • เวิลด์แบงก์เลื่อนชั้น “เวียดนาม” รายได้ปานกลางระดับสูง หลังเศรษฐกิจโต ดัน GNI ทะลุเกณฑ์

    เวิลด์แบงก์เลื่อนชั้น “เวียดนาม” รายได้ปานกลางระดับสูง หลังเศรษฐกิจโต ดัน GNI ทะลุเกณฑ์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารโลก (World Bank) ประกาศปรับการจัดประเภทของประเทศเวียดนามจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง (Lower Middle Income) ขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income) หลังรายได้ประชาชาติต่อหัว (Gross National Income: GNI per capita) ในปี 2568 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 4,490 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่กำหนดไว้ที่ 4,636 ดอลลาร์สหรัฐ โดยการจัดประเภทดังกล่าวอ้างอิงจากรายได้ประชาชาติต่อหัว ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานที่ธนาคารโลกใช้ในการจำแนกกลุ่มประเทศตามระดับรายได้ และมีการทบทวนผลการจัดประเภทเป็นประจำทุกวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี

    ทั้งนี้ ธนาคารโลก ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามได้รับการปรับการจัดประเภทในครั้งนี้ มาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและภาคการส่งออก โดยในช่วงปี 2567-2568 การส่งออกของเวียดนามขยายตัวมากกว่า 15% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 7% ในปี 2567 และ 8% ในปี 2568 นอกจากนี้ ในช่วงปี 2564-2568 รายได้ประชาชาติ (GNI) ของเวียดนามยังเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนที่สุดในภูมิภาค

    สำหรับการจัดประเภทประเทศในปีนี้ ธนาคารโลกได้ประเมินทั้งหมด 218 ประเทศและดินแดน โดยมี 6 ประเทศที่ได้รับการปรับการจัดประเภท ได้แก่ เวียดนาม ศรีลังกา จอร์แดน ฟิลิปปินส์ และไมโครนีเซีย ซึ่งขยับจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ขณะที่ประเทศโตโกได้รับการปรับจากกลุ่มประเทศรายได้ต่ำขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง

    อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารายได้ประชาชาติต่อหัวของเวียดนามได้เพิ่มขึ้นจนสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารโลกกำหนดไว้ และถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามบนเส้นทางสู่การยกระดับคุณภาพการเติบโตและการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    ที่น่าสนใจคือ เวียดนามใช้เวลาเพียงประมาณ 15 ปี (ตั้งแต่ปี 2554-2568) ในการเลื่อนสถานะจากประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา โดยหากเปรียบเทียบกับประเทศไทย พบว่าไทยต้องใช้เวลาถึง 24 ปี นับตั้งแต่ได้รับการจัดกลุ่มเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างในปี 2530 จนกระทั่งธนาคารโลกประกาศยกระดับให้เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอย่างเป็นทางการในปี 2554

    ปัจจุบันในปี 2569 ประเทศไทยยังคงอยู่ในสถานะกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง โดยคาดการณ์รายได้ประชาชาติต่อหัวจะอยู่ที่ 8,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และกำลังมีความพยายามผลักดันการเติบโตเพื่อก้าวข้ามไปสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงต่อไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างชะลอตัวมายาวนานหลายปีด้วยค่าเฉลี่ยเพียง 2% และโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบเก่าที่กำลังล้าหลัง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/843335&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29ho7Sp2EJtR1nozIkEM4o

  • “สุชาติ” ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล  – ข่าวสด

    “สุชาติ” ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล – ข่าวสด

    “สุชาติ ชมกลิ่น” ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมปิดโครงการ MA-RE-DESIGN พร้อมแสดงความขอบคุณรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่สนับสนุนประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเล โดยความร่วมมือดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญด้านนโยบาย เครื่องมือ และกลไกการจัดการพลาสติกของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    นายสุชาติ กล่าวว่า โครงการ MA-RE-DESIGN ดำเนินงานตั้งแต่ปี 2566 โดย GIZ ร่วมกับ WWF และ UNEP-COBSEA ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานคู่ร่วมมือหลัก และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นพันธมิตรหลัก ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี

    ส่งผลให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้ เครื่องมือ และข้อเสนอเชิงนโยบายที่พร้อมรองรับการผลักดันระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดขยะพลาสติกและขยะทะเลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การลดปริมาณขยะพลาสติกและการป้องกันขยะทะเล เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

    ด้าน ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า โครงการได้พัฒนาแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: D4R) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายรองรับระบบ EPR รวมถึงเครื่องมือสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (PRO) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    นอกจากนี้ ในระดับพื้นที่ โครงการได้พัฒนาต้นแบบการจัดการขยะพลาสติกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดตรัง ผ่านความร่วมมือของท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชน พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศไทยสู่ระดับภูมิภาค อันเป็นการเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกและขยะทะเลอย่างยั่งยืน ดร.สุรินทร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10306945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aMitqChe6HqLvxzIcx7z8

  • ‘สุชาติ’ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    ‘สุชาติ’ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมปิดโครงการ MA-RE-DESIGN พร้อมแสดงความขอบคุณรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่สนับสนุนประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเล โดยความร่วมมือดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญด้านนโยบาย เครื่องมือ และกลไกการจัดการพลาสติกของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    นายสุชาติ กล่าวว่า โครงการ MA-RE-DESIGN ดำเนินงานตั้งแต่ปี 2566 โดย GIZ ร่วมกับ WWF และ UNEP-COBSEA ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานคู่ร่วมมือหลัก และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นพันธมิตรหลัก ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ส่งผลให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้ เครื่องมือ และข้อเสนอเชิงนโยบายที่พร้อมรองรับการผลักดันระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดขยะพลาสติกและขยะทะเลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การลดปริมาณขยะพลาสติกและการป้องกันขยะทะเล เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

    ด้าน ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า โครงการได้พัฒนาแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: D4R) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายรองรับระบบ EPR รวมถึงเครื่องมือสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (PRO) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    นอกจากนี้ ในระดับพื้นที่ โครงการได้พัฒนาต้นแบบการจัดการขยะพลาสติกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดตรัง ผ่านความร่วมมือของท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชน พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศไทยสู่ระดับภูมิภาค อันเป็นการเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกและขยะทะเลอย่างยั่งยืน ดร.สุรินทร์ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/1024804/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j0oQqdVN5sE7w2eWTo43e

  • “เอกนิติ” รองนายกฯ และรมว.คลัง สรุปงบปี 70 รัฐบาลยอมเปิดแผลการคลัง ทำงบโปร่งใส วางวินัยลดขาดดุล ดึงทุกฝ่ายร่วมผ่าตัดพลิกวิกฤตเป็นโอกาสประเทศ. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “เอกนิติ” รองนายกฯ และรมว.คลัง สรุปงบปี 70 รัฐบาลยอมเปิดแผลการคลัง ทำงบโปร่งใส วางวินัยลดขาดดุล ดึงทุกฝ่ายร่วมผ่าตัดพลิกวิกฤตเป็นโอกาสประเทศ. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VrbTABzmP8jbamzFhaj_s

  • งบประมาณ 2570 จะช่วยให้คนไทยในอนาคต “มีรายได้เพิ่มขึ้น” เช่นคนในประเทศรายได้สูงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    งบประมาณ 2570 จะช่วยให้คนไทยในอนาคต “มีรายได้เพิ่มขึ้น” เช่นคนในประเทศรายได้สูงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    วิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 ช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจให้ไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปีข้างหน้าหรือไม่ ?

    Thananchai Kaewsowatana / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะหาเสียงเลือกตั้ง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Published

    • เวลาอ่าน: 12 นาที

    เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลเสนอนโยบาย “Reinvent Thailand” (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่’) ซึ่งแผนนี้มีเป้าหมายที่จะยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของไทย และสัญญาว่าจะพาเราไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี และยังระบุว่า จะส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ให้สูงกว่า 3% ต่อปี

    คล้อยหลังแค่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่สำนักงบประมาณเป็นผู้เสนอ และขณะนี้ ร่างฯ ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งกินเวลาถึง 3 วัน ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึงวันนี้ (1 ก.ค.)

    ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ ประกอบกับการรวบรวมความคิดเห็นและการวิจารณ์ร่างงบประมาณดังกล่าวว่าจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจของไทยในปี 2570 รวมไปถึงการเป็นฐานรากของปีต่อ ๆ ไป เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนตามที่รัฐบาลตั้งเป้าเอาไว้ได้หรือไม่

    อะไรคือหัวใจสำคัญของการเติบโตระยะยาว

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ Gross Domestic Product ซึ่งมักถูกเรียกย่อ ๆ ว่า ‘จีดีพี’ นั้นเกิดจากสมการที่เขียนว่า “GDP = C+I+G+(X-M)”

    โดยตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวหมายถึง

    • ‘C’ หรือ Consumption หมายถึง การบริโภคของภาคเอกชนและประชาชน
    • ‘I’ หรือ Investment หมายถึง การลงทุนจากภาคเอกชน
    • ‘G’ หรือ Government Spending หมายถึง การลงทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ
    • ‘X’ หรือ Export หมายถึง มูลค่าการส่งออก
    • ‘M’ หรือ Import หมายถึง มูลค่าการนำเข้า

    จากสมการดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งแต่ละปีจะถูกวางเอาไว้ในกรอบของงบประมาณของแต่ละประเทศนั้น มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของการลงทุนภาครัฐ จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของจีดีพีในระยะยาว” ผู้เขียนรายงานของธนาคารโลกชี้

    งานศึกษาเรื่อง Public Investment, Government Consumption, and Growth: A Long Run Analysis (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘การลงทุนภาครัฐ การบริโภคภาครัฐ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ: การวิเคราะห์ระยะยาว’) โดยธนาคารโลก ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค. 2024 เข้าไปศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนและการบริโภคภาครัฐกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP) หรือหมายถึงการเอาตัวเลขจีดีพีปรับออกด้วยอัตราเงินเฟ้อ ใน 112 ประเทศทั่วโลก ระหว่างปี 1960-2019

    ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ของธนาคารโลก พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ทั้งการลงทุนภาครัฐและการบริโภคภาครัฐต่างมีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในระยะสั้น โดยที่ผลกระทบของการบริโภคภาครัฐจะมีขนาดใหญ่กว่าก็ตาม ทว่าสำหรับการเติบโตระยะยาวนั้น ตัวแปรจะไปอยู่ที่ “การลงทุนภาครัฐมากกว่า”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • .

    • Composite image of an Iranian banknote featuring a large engraved portrait of former Ayatollah Ruhollah Khomeini on the left, with Persian script, combined with an aerial view of a container ship carrying multicolored cargo on the right

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของการลงทุนภาครัฐ จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของจีดีพีในระยะยาว” ผู้เขียนรายงานชี้

    ตามข้อมูลของธนาคารโลก​ ณ ปี 2024 ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-ระดับสูง (Upper-middle Income) โดยมีจีดีพีต่อหัวหรือค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากรต่อคนต่อปี อยู่ที่ 7,346.62 ดอลลาร์สหรัฐ (คำนวณตามค่าเงิน ณ ปี 2024) คิดเป็นตัวเลขประมาณ 245,182 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน)

    ปัจจุบัน ธนาคารโลกกำหนดว่า ประเทศที่มีรายได้สูงจะต้องมีค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากรต่อคนต่อปี มากกว่า 13,935 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป คิดเป็นตัวเลขประมาณ 465,059 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน)

    หากไทยจะขยับขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 หรืออีก 11 ปีต่อจากนี้ ประเทศจะต้องมีจีดีพีที่เติบโตราว ๆ 5% ต่อปี “พร้อมกับแหล่งที่มาของการเติบโตแบบใหม่” อ้างอิงจากรายงานติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ฉบับ ก.พ. 2026 ของธนาคารโลก

    ด้วยเหตุนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดคือ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 นั้น จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนั้นได้หรือไม่ ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินไว้​ ณ วันที่ 24 มิ.ย. ว่า ตัวเลขจีดีพีของปี 2570 จะอยู่ที่ 1.8%

    งบลงทุนคือกุญแจตัวกระตุ้น ‘จีดีพี’

    นายฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณของรัฐสภา (สงธ.) กล่าวไว้ในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ว่า โดยรวมแล้ว ตัวเลขงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท นับว่าเพิ่มขึ้นเพียง 7.4 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.2% เท่านั้น เพราะฉะนั้น “อย่าไปคาดหวังกับงบประมาณปี 2570 ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง”

    เขาอธิบายว่าสิ่งที่น่ากังวลมากไปกว่ากรอบตัวเลขรวม คือสัดส่วนระหว่างรายจ่ายลงทุนเทียบกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมด

    เมื่อเข้าไปดูในร่าง พ.ร.บ.งบฯ ดังกล่าวพบว่าแผนรายจ่ายประจำของปี 2570 กินพื้นที่ไปแล้วถึง 73.6% ของงบทั้งหมดของรัฐบาล หรือคิดเป็นตัวเลข 2.78 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 5% จากงบปี 2569 ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัวลงมาเหลือแค่เพียง 20.8% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลข 7.89 แสนล้านบาท ปรับลดลงจากรายจ่ายลงทุนปีก่อนหน้าถึง 8.4%

    ต่อมิติโครงสร้างของงบประมาณเช่นนั้น นายฐากูร ชี้ว่านี่จึงเป็นร่างงบประมาณ “ที่คาดหวังในเชิงผลลัพธ์ได้ยาก เพราะว่ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาท แต่รายจ่ายลงทุนลดลงประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้น เราจะไปคาดหมายหรือคาดหวังในเชิงผลลัพธ์ไม่ได้เลย” โดยผลลัพธ์ที่เขาพูดถึงนั้นคือศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผู้อำนวยการ สงธ.รายนี้ อธิบายว่า เมื่อรัฐบาลนำงบที่มีอยู่ไปใช้เพื่อการลงทุน เมื่อนั้นเม็ดเงินจะถูกแปรสภาพไปเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจแบ่งย่อยลงไปได้อีกว่า หากเป็นการลงทุนด้านสาธารณูปโภค อาทิ ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า หรือการประปา ผลกระทบเชิงบวกจะมีทั้งแบบ “backward effect” หรือหมายถึงผลกระทบที่ย้อนกลับไปสู่ต้นนำ และ “forward effect” หรือผลกระทบที่ส่งต่อไปข้างหน้า

    ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลมีการลงทุนสร้างทางรถไฟ ผลกระทบเชิงบวกที่กลับไปสู่ต้นน้ำก็คืออุตสาหกรรมการผลิตที่ป้อนวัตถุดิบในการผลิตรถไฟ รวมไปถึงแรงงานที่ถูกจ้างงาน ขณะเดียวกันเมื่อมองไปข้างหน้า รางรถไฟที่เสร็จแล้วก็สามารถช่วยส่งเสริมฝั่งโลจิสติกส์หรือภาคการท่องเที่ยวได้

    ขณะเดียวกัน รายจ่ายลงทุนของภาครัฐอีกแบบหนึ่ง อาทิ การลงทุนกับอาคารสถานที่ราชการ จะได้ประโยชน์แค่เพียงฝั่งย้อนกลับไปหาต้นน้ำเท่านั้น เพราะการสร้างอาคารราชการหนึ่งหลังแทบไม่สร้างให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ แต่อาจช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้มาติดต่อราชการ

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การลงทุนด้านสาธารณูปโภค อาทิ ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า หรือการประปา ผลกระทบเชิงบวกจะมีทั้งแบบ “backward effect” หรือหมายถึงผลกระทบที่ย้อนกลับไปสู่ต้นนำ และ “forward effect” หรือผลกระทบที่ส่งต่อไปข้างหน้า

    ด้าน ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยหลักแล้วงบประมาณของรัฐนั้นจำแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ “งบที่รักษาสภาพกับงบที่ทำให้เฟื่องฟู” ซึ่งงบรายจ่ายประจำจะหมายถึงแบบแรก และงบลงทุนจะหมายถึงแบบหลัง

    อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ผู้นี้วิเคราะห์ว่า สำหรับประเทศไทย สัดส่วนราว 70% ที่ใช้ไปกับงบประจำกำลังบอกสังคมว่าประเทศไทยมีภาคราชการที่ใหญ่ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องผิด หากภาคส่วนที่ใหญ่นี้กลายเป็นรากฐานในการเติบโตของประเทศได้ แบบที่เรียกว่า “ภาคราชการที่ยิ่งใหญ่ต้องสร้างเศรษฐกิจที่ใหญ่ยิ่ง” เพราะสุดท้ายแล้ว ภาคราชการแบบนี้จะสามารถสร้างและเก็บเงินภาษีเข้ามาเป็นรายได้ของภาครัฐสืบไปได้

    อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ประเทศไม่สามารถหารายได้หรือเศรษฐกิจไม่ดีพอจะสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายประจำกลับเท่าเดิม เมื่อนั้นเงินส่วนใหญ่ที่หาไม่ได้และไม่พอใช้อยู่แล้วก็ต้องถูกแบ่งไปจ่ายให้กับรายจ่ายประจำก่อน “แล้วเหลือเท่าไหร่ค่อยลงทุน มันเลยเป็นสัดส่วนแบบนี้ เพราะฉะนั้นอาการนี้มันคืออาการที่มันเงินมันไม่เฟื่องฟูพอ เศรษฐกิจมันไม่โตพอ”

    นอกจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ภายนอกจะออกมาแสดงความกังวลต่อตัวเลขงบลงทุนประจำปี 2570 ของรัฐบาลแล้ว สถานการณ์ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 ก็ตั้งข้อสังเกตรวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการวางแผนจัดการงบประมาณของรัฐบาลนายอนุทินด้วย

    ทั้ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) รวมไปถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต่างก็หยิบยกมิตินี้ขึ้นมาวิจารณ์

    ฝั่ง น.ส.ศิริกัญญา เธอชี้ว่านี่คือการบริหารงบแบบ “ฝีแตก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่องบลงทุนของแต่ละกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถูกตัดลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ เธอชี้ว่าเมื่อลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่าแม้แต่รายการที่ระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุนก็ยังมีความคลุมเครืออยู่มาก อาทิ มีการตั้งเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินเอาไว้ในงบกลางเป็นเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะถูกใช้ไปกับเรื่องไหนหรือโครงการใด อย่างไรก็ดี จากตัวเลขดังกล่าว เม็ดเงิน 6 หมื่นล้านบาทถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน

    ขณะที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่านี่คือการจัดงบแบบ “มองไม่เห็นอนาคต” โดยเขาชี้ไปที่โครงสร้างงบประมาณปี 2570 ซึ่งจากงบทั้งหมด 3.78 ล้านล้านบาทนั้น จะมาจากรายได้ของรัฐบาลเพียง 3 ล้านล้านบาท ขณะที่อีก 7.88 แสนล้านบาทนั้น จะมาจากงบประมาณขาดดุล

    Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค. 2569

    นายอภิสิทธิ์ อภิปรายในรัฐสภาว่า เงินเกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากงบขาดดุลซึ่งใช้เงินกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพการหารายได้ของรัฐบาลและการจัดเก็บภาษีอากร “ทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต”

    รายงาน “วิเคราะห์ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงบประมาณของรัฐสภาชี้ว่า ในปีงบประมาณ 2570 นี้ รัฐบาลจะมีกรอบวงเงินกู้สูงสุดเพื่อชดเชยการขาดดุลอยู่ที่ราว 8.78 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้คำนวณจาก มูลค่า 80% ของรายการชำระคืนต้นเงินกู้ บวกกับมูลค่า 20% ของกรอบวงเงินงบประมาณ

    รายงาน ฉบับนี้ยังสะท้อนข้อมูลที่สอดคล้องกับการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ โดยชี้ว่า ภาระชำระคืนต้นเงินกู้ในปี 2570 เพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงสุดในช่วง 10 ปี ซึ่งตอกย้ำถึงงบประมาณที่ขาดดุลและความสามารถในการหารายได้ของรัฐที่เป็นปัญหา

    ด้านรัฐบาล โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ระบุว่า รัฐบาลเข้าใจข้อห่วงใยของ สส. และประชาชนต่อภาพรวมงบประมาณ โดยเฉพาะประเด็นงบลงทุนและการขาดดุล แต่ขอย้ำว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้เป็นการจัดทำแบบมุ่งเป้า จัดลำดับความสำคัญใหม่ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง โดยคำนึงถึงทั้งการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการเงินการคลัง และการลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ

    เธอลงรายละเอียดว่า สำหรับประเด็นงบลงทุน ที่มีตัวเลขลดลงจากปี 2569 ราว 7.2 หมื่นล้านบาท แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศลดการลงทุน เพราะยังมีการลงทุนผ่านเครื่องมืออื่น ทั้งงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ มูลค่า 2.86 แสนล้านบาท โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership) หรือ PPP จำนวน 4 หมื่นล้านบาท และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund – TFFIF) อีก 1 หมื่นล้านบาท รวมเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 3.3 แสนล้านบาท

    เธอย้ำว่า นโยบายของภาครัฐเน้น เน้นดูแลคนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ ชุมชน การศึกษา เอสเอ็มอี การค้า เศรษฐกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และการลงทุนที่สร้างอนาคต โดยมีงบด้านสวัสดิการ การศึกษา และสาธารณสุขที่ส่งตรงถึงชีวิตประชาชน 6.39 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท พร้อมปิดท้ายว่า โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลนั้นไม่ใช่การหว่านเงิน แต่เป็นงบที่มีการจัดลำดับความสำคัญให้แม่นยำขึ้น

    ปัญหาเก่าที่ยังรอการสะสาง

    รายงานวิเคราะห์งบการเงินปี 2570 ของ สงธ. ที่บีบีซีไทยได้อ้างอิงไปแล้วก่อนหน้านี้ พบว่า นับแต่ปี 2561 เป็นต้นมาจนถึงร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับล่าสุด มีรายจ่ายลงทุนเฉลี่ยอยู่แค่เพียง 21.6% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งนับว่ามากกว่า ค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2551-2560 ที่ตกลงไปอยู่เพียง 19% แต่ยังต่ำกว่าทศวรรษก่อนหน้า ระหว่างปี 2541-2550 ที่มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุนสูงถึง 25.4%

    คำถามคือเหตุใดไทยถึงมีรายจ่ายลงทุนในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก ทั้ง ๆ ที่เม็ดเงินตรงนี้สามารถนำมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันงบรายจ่ายประจำกลับสูงขึ้นและกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของงบประมาณทั้งหมดไป

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ชี้ว่าคำตอบนั้นมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือไทยจัดเก็บรายได้ได้น้อย และส่วนที่สองคือปัญหาโครงสร้างราชการไทยที่ยังคงใหญ่ เทอะทะ “แต่ไม่ได้ทำงานแบบโดดเด่นเป็นพิเศษ”

    ต่อมิติแรกของปัญหานั้น นายภูเบต เส็นบัตร นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการ สงธ. กล่าวไว้ในงานสัมนาวิชาการเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ว่าหากไปดูแนวโน้มรายได้ภาครัฐไล่มาตั้งแต่ปี 2533 – 2568 จะพบว่ามีรายได้โตขึ้นกว่า 8 เท่า ในรอบ 35 ปี

    อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าเมื่อลงมาวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่าสัดส่วนรายได้สุทธิหลังหักจัดสรรซึ่งคือรายได้สุทธิที่แท้จริงของรัฐบาลต่อจีดีพีของไทยกลับมีกราฟที่สวนทางอย่างน่าเป็นกังวล และ สงธ.ประเมินว่า สัดส่วนดังกล่าวนั้นจะลดลงเหลือเพียง 14.89% สำหรับปีงบประมาณ 2570 โดยนี่เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการประเมินจากแผนการคลังระยะปานกลางของรัฐบาลซึ่งประเมินไว้ที่ 14.96%

    อย่างก็ดี ตัวเลขทั้งสองนี้นับว่าน้อยจนเกือบลงไปแตะสถิติต่ำสุดในรอบ 35 ปี ที่ 14.57% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นสถิติของปี 2565 ตอนที่เกิดวิกฤตการระบาดโรคโควิด-19

    ตัวเลขสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ของไทยต่อจีดีพีนั้นถูกนับว่าอยู่ในระดับที่มีปัญหาสำหรับธนาคารโลกเช่นเดียวกัน โดยธนาคารโลกระบุไว้ว่า “ประเทศรายได้ต่ำราว 74% และประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างราว 48% จัดเก็บภาษีได้น้อยกว่า 15% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำเกินกว่าจะสนับสนุนบริการสาธารณะที่จำเป็นและบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนได้”

    Arnun Chonmahatrakool

    ที่มาของภาพ, Arnun Chonmahatrakool

    คำบรรยายภาพ, อัตราการเกิดของไทยก็แตะจุดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปี 2568 โดยมีตัวเลขเด็กเกิดใหม่เพียง 4.16 แสนคน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 5.59 แสนราย

    นายภูเบต ชี้ว่า การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐไทยนั้นกว่า 66.5% มาจากกรมสรรพากร ซึ่งประกอบไปด้วยภาษีที่สำคัญ 3 รายการ คือ 1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม สัดส่วน 27.61% 2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล สัดส่วน 22.75% และ 3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สัดส่วน 11.78%

    เขาชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างนี้คือสัดส่วนภาษีก้อนที่ใหญ่ที่สุดมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษีทางอ้อม หมายความว่าหากเศรษฐกิจเติบโตภาษีตัวนี้ก็จะโตตาม ในทางกลับกันหากเศรษฐกิจชะลอตัวก็จะเกิดปัญหาจากรายได้ที่ขาดหายไป นอกจากนี้ ภาษีประเภทนี้ยังอ่อนไหวต่อมิติทางการเมืองเช่นเดียวกัน โดยเขายกตัวอย่างว่าความพยายามในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอาจนำไปสู่ประเด็นทางการเมืองที่เข้าไปขัดขวางจนไม่สามารถขึ้นอัตราภาษีได้จริง

    ประเด็นต่อมาคือฝั่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นภาษีทางตรงที่ไทยเก็บได้น้อยมากเนื่องจากประชากรไทยมี 66.05 ล้านคน เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากกรมสรรพากรและสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2568 โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นกำลังแรงงานที่มีงานทำ 40.09 ล้านคน จากตัวเลขข้างต้นนี้ ประชากรถึง 28.21 ล้านคน กลับอยู่นอกระบบภาษี ส่วนที่เหลือในระบบภาษี ก็มีที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้จริง ๆ แค่ 4.73 ล้านคน ดังนั้นศักยภาพในการจัดเก็บภาษีเงินได้ของไทยจึงยังต่ำอยู่มาก

    ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น คือแนวโน้มประชากรไทยในวัยแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมดยังลดลงอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลข 66.6% ในปี 2559 ลงมาเหลือเพียง 63.7% ในปี 2568 ขณะเดียวกันอัตราการเกิดของไทยก็แตะจุดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปีเดียวกันนี้ โดยมีตัวเลขเด็กเกิดใหม่เพียง 4.16 แสนคน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 5.59 แสนราย

    นอกจากรายได้ของรัฐบาลจะมีปัญหาแล้ว ฝั่งรายจ่ายรวมไปถึงหนี้สาธารณะก็ยิ่งที่ให้สถานการณ์ไม่สู้ดีขึ้นไปอีก

    หากแบ่งงบประมาณปี 2570 ของภาครัฐออกมาตามกลุ่มรายจ่าย ตามข้อมูลจาก สงธ. จะแบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม คือ รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ รายจ่ายบุคลากร รายจ่ายงบกลาง รายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน รายจ่ายบูรณาการ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย

    จากทั้งหมด 7 กลุ่มนี้ รายจ่ายด้านบุคคลากร กินสัดส่วนถึง 22.5% ของงบทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลข 8.52 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 8.20 แสนล้านบาทด้วย โดยในจำนวนนี้กว่า 56.1% คือเม็ดเงินที่จ่ายให้กับข้าราชการเป็นหลัก

    สงธ. ชี้ว่า จากงบดังกล่าวนี้ ตัวเลขรายจ่ายบุคลากรภาครัฐโดยรวมยังนับว่าอยู่ในระดับสูง และมีความยืดหยุ่นต่ำ รวมถึงยังเป็นภาระผูกพันต่อเนื่อง และแม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะมีจำนวนกำลังคนในภาพรวมลดลง แต่นั่นอาจไม่ได้หมายความว่าตัวเลขงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้จะลดลงตามไปด้วย จึงยังควรต้องมีการพิจารณาความเหมาะสมเพิ่มเติม

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสริมว่า ที่ผ่านมา รายจ่ายประจำคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่การใช้เม็ดเงินเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตต่อได้แม้จะเป็นในทางอ้อมก็ตาม

    “เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ 70% นี้ทำให้ข้าราชการทำงานแบบโดดเด่นเป็นพิเศษขึ้นมา มันจะทำอะไรได้เยอะเลย ยุทธศาสตร์การใช้งบประจำจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะมันคือการทำให้เงินที่ลงไปเกิดประโยชน์สูงสุด ทำยังไงให้จ่ายเงินเดือนครู แล้วมีวิธีการประเมินคุณภาพครูที่ดี ทำยังไงที่การประเมินวัดจากผลลัพธ์จริง ๆ แล้วเดี๋ยวมันจะทำให้ทุกอย่างขยับไปได้” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    อีกหนึ่งมิติที่คอยบดบังเม็ดเงินสำหรับการลงทุนของภาครัฐคือฝั่งหนี้สาธารณะ ซึ่งตัวเลข ณ เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 66.38% ต่อจีดีพี ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐฉบับล่าสุด ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี

    สงธ. ชี้ว่า เมื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงถึง 7 สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต พบว่าในปี 2573 ไม่มีสักสถานการณ์ไหนเลยที่หนี้สาธารณะของไทยจะไม่เกินเพดาน และในกรณีเลวร้ายที่สุดที่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย หนี้สาธารณะของไทยจะพุ่งสูงถึง 78.71% ต่อจีดีพี

    ปัจจุบันแต่ละประเทศมีเกณฑ์หนี้สาธารณะต่อจีดีพีแตกต่างกันออกไป อาทิ สหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% เช่นเดียวกับเกาหลีใต้

    นายฐากูร กล่าวต่อไปเพิ่มว่า หาไปดูข้อมูลงบประมาณโดยสังเขป ของปีงบประมาณ 2570 พบว่า ไทยมีรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้อยู่ที่ 1.51 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐอยู่ที่ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% ของวงเงินรวม แต่กลับมีพฤติกรรมก่อหนี้ถึง 7.88 แสนล้านบาท

    “เวลาเราดูชำระคืนต้นเงินกู้ หลายคนคิดว่าดอกเบี้ยคงไม่เท่าไหร่ แต่ภายใต้การบริหารหนี้สาธารณะ การชำระหนี้ของเรา ดอกเบี้ยอยู่ที่สามแสน เงินกู้อยู่ที่แสนห้า ก้าวแรกก็เจอแล้ว สี่แสนหก”

    นายฐากูร ทิ้งท้ายว่า “เวลาประเทศไหนมีหนี้สาธารณะสูง สิ่งที่เขาจะทำคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้แต่สิ่งที่ผมกลัวคือออกนโยบาย ในเมื่อใกล้เพดานคือเพิ่มเพดาน อันนี้เป็นสิ่งที่กลัว” โดยเขาเสริมว่ายิ่งมีหนี้เยอะขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศเอง

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ทิ้งท้ายว่า ต่อคำถามว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปีประจำปี 2570 จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ดีขึ้นจนนำพาคนไทยไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้จริงไหม คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ผลลัพธ์จากเม็ดเงินทุกส่วนที่ลงไปจริง ๆ

    แต่ถ้าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม คำตอบสั้น ๆ ก็คือ “ไม่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c982qmj69e2o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yyypyecexFrsKsqerqmZA

  • ผสานขุมพลัง 5G ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ

    ผสานขุมพลัง 5G ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ

    ผสานขุมพลัง 5G ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ


    2/07/2569 | 49 |

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ด้วยเป้าหมายระดับชาติที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไปพร้อมกับการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถพึ่งพาวิธีการดั้งเดิมได้อีกต่อไป การผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงข่ายอัจฉริยะ (5G) และพลังงานสะอาด (Green Energy) จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ภาคยุทธศาสตร์และภาคการลงทุนกำลังจับตามองในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    1. AI และ Smart Grid: ปฏิวัติการบริหารจัดการพลังงานสะอาด

    ความท้าทายหลักของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม คือความผันผวนที่ไม่แน่นอน (Intermittency) การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานร่วมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จึงเป็นการพลิกโฉมการบริหารจัดการพลังงานอย่างสิ้นเชิง

    AI สามารถใช้ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศล่วงหน้า ประเมินกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์หรือกังหันลม และบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) ให้สมดุลกันแบบเรียลไทม์ ซึ่งสอดคล้องกับ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2024) ที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 พร้อมเม็ดเงินลงทุนในระบบสมาร์ทกริดกว่า 400,000 ล้านบาท

    2. ขุมพลัง 5G: โครงข่ายดิจิทัลไร้รอยต่อสู่ความอัจฉริยะ

    เพื่อให้ระบบ AI สามารถรับส่งข้อมูลจากเซนเซอร์นับล้านจุด (IoT) ได้อย่างแม่นยำและไม่หน่วงช้า โครงข่าย 5G จึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านนี้ 5G ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่อุตสาหกรรมโทรคมนาคม แต่เป็นรากฐานในการสร้าง Smart Factory และ Smart Building ที่สามารถตรวจจับและลดการสูญเสียพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

    กรณีศึกษาในประเทศไทย: รายงานจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า ผู้ให้บริการโครงข่ายในไทยได้ริเริ่มใช้ AI ในการบริหารจัดการการใช้พลังงานของสถานีฐาน 5G และติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ครอบคลุมกว่า 13,465 สถานี ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์โซลาร์และซอฟต์แวร์ AI สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 49,000 ตันต่อปี (แบ่งเป็นการลดจากโซลาร์ ~30,000 ตัน และจากการบริหารประสิทธิภาพด้วย AI ~19,000 ตัน)

    3. Green Data Center: โอกาสใหม่ของการลงทุนคาร์บอนต่ำ

    การบูมของยุค AI ทำให้ความต้องการประมวลผลข้อมูล (Computing Power) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งตามมาด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) แบบดั้งเดิมจึงกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนขนาดใหญ่

    ประเทศไทยกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบด้วยการผลักดัน Green Data Center ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% พร้อมกับการใช้ AI ควบคุมระบบทำความเย็น (Cooling System Optimization) ภายในศูนย์ข้อมูล ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก (Hyperscalers) ที่มีนโยบาย ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างเข้มงวด การสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ผ่านโครงการ AI Transformation ยิ่งเป็นการเร่งให้เกิดการประยุกต์ใช้เพื่อการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    บทสรุป

    การบูรณาการระหว่าง AI, 5G และ Green Energy ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์การรักษ์โลกที่ฉาบฉวย แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ที่จะชี้วัดความอยู่รอดทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

    AI คือ “สมอง” ที่คิดวิเคราะห์และสั่งการ, 5G คือ “ระบบประสาท” ที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ และ Green Energy คือ “หัวใจ” ที่สูบฉีดพลังงานสะอาดหล่อเลี้ยงทุกภาคส่วน เมื่อทั้งสามองค์ประกอบนี้ถูกยกระดับขึ้นพร้อมกันภายใต้แผนนโยบาย PDP 2024 และมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ ประเทศไทยจะมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็น Hub ด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำของภูมิภาค ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลประกอบการค้นคว้า:

    1. กระทรวงพลังงาน. (2567). ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2024). (มุ่งเน้นการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนและระบบสมาร์ทกริด).

    2. สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). (2569). AI for Green & Sustainability พลิกประเทศไทยสู่โลกสีเขียวด้วยพลังแห่งปัญญาประดิษฐ์ และโครงการ AI Transformation.

    3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.). (พฤษภาคม 2569). สิ่งแวดล้อมเป็นวาระธุรกิจยุคใหม่: สถิติการลดก๊าซเรือนกระจกในโครงข่ายโทรคมนาคมด้วย AI และ Solar.


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/517139&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15ISu5BXsHfPcPdztO-HjO

  • อินโดนีเซียอัดฉีดมาตรการ 1.5 พันล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2569 มุ่งช่วยเหลือด้านอาหาร

    อินโดนีเซียอัดฉีดมาตรการ 1.5 พันล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2569 มุ่งช่วยเหลือด้านอาหาร

    อินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับไตรมาสที่สองและครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยส่วนใหญ่เป็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือด้านอาหาร ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 18.04 ล้านล้านรูเปียห์ และเป็นการเพิ่มเติมจากแพ็กเกจเดิมมูลค่า 7.8 ล้านล้านรูเปียห์ ที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา

    รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจำนวน 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งรวมถึงการให้เงินอุดหนุนด้านการคมนาคม การช่วยเหลือด้านอาหาร การฝึกอบรมวิชาชีพ และโครงการฝึกงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

    นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้รับการอนุมัติภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาล และได้รับคำแนะนำจากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto)

    เราได้หารือร่วมกันระหว่างกระทรวง และได้รับแนวทางจากประธานาธิบดีเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 มูลค่าประมาณ 26.34 ล้านล้านรูเปียห์” นายแอร์ลังกากล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569

    รัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการการใช้จ่ายดังกล่าวจะช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไปจนถึงสิ้นปี โดยอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ร้อยละ 5.4 ในปี 2569 หลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 5.61 ในไตรมาสแรก

    มาตรการทั้งหมดนี้คิดเป็นมูลค่ารวม 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับครึ่งหลังของปี” นายแอร์ลังกากล่าว

    โดยประมาณ 2.04 ล้านล้านรูเปียห์ จะเป็นการกระตุ้นด้านการคมนาคม ขณะที่อีกราว 6.26 ล้านล้านรูเปียห์ จะเป็นส่วนของโครงการฝึกงานและการฝึกอบรมวิชาชีพ นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือด้านอาหารอีกจำนวน 18.04 ล้านล้านรูเปียห์” นายแอร์ลังกากล่าว

    นายแอร์ลังกา กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รักษาเสถียรภาพของต้นทุนการผลิต และช่วยลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป

    เรายังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียจำเป็นต้องปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศ และดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก” นายแอร์ลังกากล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต

    รัฐบาลระบุว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ขณะเดียวกัน วัตถุดิบพลาสติกที่มีต้นทุนต่ำคาดว่าจะช่วยรักษาเสถียรภาพของต้นทุนการผลิตในภาคการผลิตต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาในตลาดโลกและการอ่อนค่าของสกุลเงิน

    มาตรการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ โครงการรักษาเสถียรภาพราคาถั่วเหลือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ ท่ามกลางแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหาร ทั้งนี้ ความต้องการใช้ถั่วเหลืองรายปีของอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า

    ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงเกือบร้อยละ นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to Date) สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ประกอบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง โดยความกังวลส่วนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับความไม่แน่นอนของนโยบายภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว

    การอ่อนค่าของเงินรูเปียห์ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเงินเฟ้อจากการนำเข้า โดยเฉพาะในภาคพลังงานและวัตถุดิบ เนื่องจากอินโดนีเซียยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระดับโลกสำหรับวัตถุดิบที่สำคัญ

    เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.50 ในเดือนมิถุนายน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า และช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียห์ ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่ยังคงมีอยู่

    นายแอร์ลังกา กล่าวว่า รัฐบาลยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และรักษาระดับอุปสงค์ภายในประเทศ

    มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย นโยบายหลัก ซึ่งแบ่งออกเป็น เสาหลัก ดังนี้

    เสาหลักที่ 1: มาตรการกระตุ้นและจูงใจทางเศรษฐกิจ (Stimulus and Incentives)

    มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคและช่วยเหลือภาคธุรกิจ ประกอบด้วย

    มาตรการลดภาษีสำหรับนักเขียน
    รัฐบาลจะปรับลดภาษีเงินได้จากค่าสิทธิ (Royalty Income Tax) สำหรับนักเขียนลงเหลืออัตราสุดท้ายที่ร้อยละ 1.5

     ส่วนลดค่าเดินทางสำหรับช่วงปิดภาคเรียน

    ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับตั๋วรถไฟ (20 มิถุนายน – กรกฎาคม)

    ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับอัตราค่าโดยสารพื้นฐานของเรือพาณิชย์ Pelni (Pelni Commercial Boat) (20 มิถุนายน – 15 สิงหาคม)

    ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือ ASDP (20 มิถุนายน – กรกฎาคม) โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.905 แสนล้านรูเปียห์ รองรับผู้โดยสารประมาณ ล้านคน

    รัฐบาลจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 100 สำหรับเที่ยวบินชั้นประหยัดภายในประเทศ โดยใช้งบประมาณ 4.727 แสนล้านรูเปียห์ รองรับผู้โดยสารประมาณ 2.3 ล้านคน

    ส่วนลดค่าเดินทางสำหรับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

    ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับตั๋วรถไฟ (22 ธันวาคม 2569 – 4 มกราคม 2570)

    ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับอัตราค่าโดยสารพื้นฐานของเรือพาณิชย์ Pelni (17 ธันวาคม 2569 – 10 มกราคม 2570)

    ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือ ASDP (22 ธันวาคม 2569 – 10 มกราคม 2570) โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.614 แสนล้านรูเปียห์ ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารประมาณ 2.8 ล้านคน

    รัฐบาลจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 100 สำหรับเที่ยวบินประจำทางชั้นประหยัดภายในประเทศ โดยใช้งบประมาณ 7.22 แสนล้านรูเปียห์ ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารประมาณ 3.7 ล้านคน

    สิทธิประโยชน์จูงใจสำหรับภาคอุตสาหกรรม

    ยกเว้นอากรขาเข้า (ร้อยละ 0) สำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) และวัตถุดิบพลาสติก โดยเฉพาะการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณ 2.25 ล้านล้านรูเปียห์ ในรูปของการลดต้นทุนและผลกระทบเชิงทวีคูณ (Multiplier Effects)

    รัฐบาลยังได้ลดอากรขาเข้าสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่อากาศยานเหลือร้อยละ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบิน โดยช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO)

    เสาหลักที่ 2: โครงการฝึกงานและฝึกอบรมวิชาชีพ (Internship and Vocational Programs)

     โครงการฝึกงานแห่งชาติ
    จะเริ่มดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยงบประมาณ 4.14 ล้านล้านรูเปียห์ เปิดรับบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยจำนวน 150,000 คน

    โครงการฝึกอบรมวิชาชีพ
    ใช้งบประมาณ 2.12 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อยกระดับทักษะและสมรรถนะของแรงงาน โดยมุ่งเน้นผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสายอาชีวศึกษา (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) จำนวน 220,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างจำนวน 50,000 คน เพื่อเสริมสร้างทักษะใหม่และสนับสนุนการกลับเข้าสู่ระบบแรงงาน

    เสาหลักที่ 3: การช่วยเหลือด้านอาหาร (Food Assistance)

     โครงการช่วยเหลือข้าวสาร 10 กิโลกรัม
    เริ่มดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยรัฐบาลจะแจกจ่ายข้าวสารจำนวน 10 กิโลกรัม ให้แก่ครัวเรือนผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์จำนวน 33.24 ล้านครัวเรือน เป็นระยะเวลา เดือนติดต่อกัน คาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 17.54 ล้านล้านรูเปียห์

    โครงการรักษาเสถียรภาพราคาถั่วเหลืองและอุปทานอาหาร (SPHP)
    รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ในอัตราสูงสุด 2,000 รูเปียห์ต่อกิโลกรัม โดยมีโควตารวม 250,000 ตัน ในระยะแรก สำหรับพื้นที่ที่ราคาถั่วเหลืองสูงกว่าราคาซื้อที่รัฐบาลกำหนด

    ความเห็นจากสำนักงาน:

                  รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 วงเงินรวม 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่า และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โดยเน้นการรักษากำลังซื้อของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มาตรการดังกล่าวแบ่งเป็น 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและจูงใจภาคธุรกิจ เช่น การลดภาษี การอุดหนุนค่าเดินทาง การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด การลดอากรนำเข้าก๊าซ LPG วัตถุดิบพลาสติก และชิ้นส่วนอากาศยาน (2) โครงการฝึกงานและพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับบัณฑิตจบใหม่ ผู้จบอาชีวศึกษา และแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง และ (3) การช่วยเหลือด้านอาหาร ซึ่งเป็นมาตรการหลัก โดยแจกข้าวสาร 10 กิโลกรัมแก่ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยกว่า 33 ล้านครัวเรือนเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมอุดหนุนราคาถั่วเหลืองเพื่อช่วยผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ ทั้งนี้ รัฐบาลยังประสานงานกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมเงินเฟ้อ และพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายร้อยละ 5.4 ในปี 2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการรักษากำลังซื้อของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาพลังงาน ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่า และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ไปยังการช่วยเหลือด้านอาหารและการอุดหนุนต้นทุนการผลิตจะช่วยประคับประคองการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม การยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบอุตสาหกรรม เช่น LPG และเม็ดพลาสติก รวมถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบิน สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการลดต้นทุนภาคการผลิตและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/y9h1wiba6oh32cko1s96kuzw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mI5FgFF6g8COGX8wvggYf

  • ESG ‘ใบเบิกทาง’ สู่ความยั่งยืน

    ESG ‘ใบเบิกทาง’ สู่ความยั่งยืน

    เศรษฐกิจและความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ สามารถแบ่งสัญญาณเตือนภัยออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ดังนี้

    ระยะสั้น (1-2 ปี) สงครามราคาพลังงาน และภัยแล้งซูเปอร์เอลนีโญ ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง วิกฤตน้ำกระทบอุตสาหกรรมใหม่ และกำแพงการค้าสีเขียว ที่ไทยต้องเผชิญหน้ากับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดทันที

    ระยะกลาง (3-5 ปี) การปฏิรูป Supply Chain และการคัดคนตกขบวน ทั้งมาตรฐานสิ่งแวดล้อมขั้นสูง ที่คู่ค้าหลักทั่วโลกกำลังรื้อถอนและปฏิรูปโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่จะกำหนดเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เข้มงวด หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณี UNFCCC ได้ จะถูกตัดออกจากระบบการค้าโลกทันที

    ​ระยะยาว (5-10 ปี) วิกฤตความมั่นคงทางทรัพยากร โดยเฉพาะภาวะโลกเดือดแบบสุดขั้ว ทรัพยากรพื้นฐาน เช่น น้ำ พลังงาน และที่ดิน จะกลายเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงใหม่ของโลก หากไทยไม่เร่งบริหารจัดการทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ต้นทุนการผลิตจะดีดตัวสูงจนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร

    ​ท่ามกลางความผันผวนนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวปาฐกถาในงาน Sustain Daily Talk 2026 ภายใต้หัวข้อ “โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ธุรกิจยั่งยืนได้อย่างไร” โดยได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

    ​ESG (Environmental, Social, Governance) และเป้าหมาย Net Zero คือ “ใบเบิกทางในการอยู่รอด” ของเศรษฐกิจไทย หากมองว่า ESG เป็นเพียงต้นทุนจะเห็นแต่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงงาน แต่หากมองเป็นโอกาสจะกลายเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Finance) เพิ่มมูลค่าให้สินค้า และสร้างความได้เปรียบในตลาดโลก

    ​นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3.3 ล้านราย ซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน (คิดเป็น 69% ของการจ้างงานทั้งประเทศ) และสร้าง GDP มูลค่ากว่า 1.72 ล้านล้านบาท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศถึง 70% กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเสนอให้ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นเข็มทิศหลักในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสู่มูลค่าสูง

    ​รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และเตรียมส่งไม้ต่อสู่ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571-2575) ดังนี้ พัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเทคโนโลยีสะอาด ยกระดับภาคเกษตรและอาหารเพื่อดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก (Global Food Security Hub), ปรับปรุงกฎระเบียบและข้อบังคับ ให้เอื้อต่อการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ​ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้สอดรับกับตลาดแรงงานยุคเศรษฐกิจสีเขียว, ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) และพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” มาเป็นรากฐานในการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ทุกภาคธุรกิจเพื่อก้าวไปสู่การเป็น “ผู้นำ” ด้านความยั่งยืนในอีก 10 ปีข้างหน้า

    แม้ประเทศไทยจะไม่สามารถควบคุมทิศทางหรือปัจจัยบวก-ลบทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ไทยต้องเป็นผู้กำหนดเกมของตัวเอง” ผ่านการเปลี่ยนวิธีคิด เร่งปรับตัว และประสานความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน และต้องทำทันทีเพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1024575/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28omq2cuP6V9wtZXDGL8BJ