Blog

  • ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP

    ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP

    ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP

    กลยุทธ์ผนึกกำลัง 8 สมาคม พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก

    ในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความท้าทาย ดร.อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับกระบวนทัศน์ทางธุรกิจของประเทศไทย

    ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันระหว่าง 8 สมาคมการค้า เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่มากกว่าแค่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการ “ซ้อมทีม” เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาค
     

    ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP

    การสร้างความร่วมมือเชิงรุก (Sharing Economies)

    ดร.อภิชาติ เปรียบเทียบการร่วมมือครั้งนี้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนจากวัฒนธรรมการทำงานแบบ “เล่นเดี่ยว” มาสู่ “การทำงานเป็นทีม” เพื่อรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปราะบาง โดยมองว่าการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับเอกชนและหน่วยงานระหว่างประเทศ คือกุญแจสำคัญในการเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ก้าวนำหน้าคู่แข่งในเวทีโลก

    เปลี่ยนจุดยืนจาก “ส่วนปลาย” สู่ “อุตสาหกรรมต้นน้ำ”

    หัวใจสำคัญของกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน คือการเปลี่ยนบทบาทของไทยจากการเป็นเพียงผู้รับช่วงผลิตหรือส่วนปลายของห่วงโซ่อุตสาหกรรม ไปสู่การเป็น “ผู้นำด้านนวัตกรรม” โดย ดร.อภิชาติ ได้เสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับประเทศ ดังนี้:

    ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาและภูมิปัญญา: บูรณาการความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูงตามมาตรฐานสากล

    ขับเคลื่อนด้วยไอเดียที่เป็นระบบ: เปลี่ยนจากแนวทางการผลิตแบบเดิม ไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ใช้ความคิดเชิงระบบเป็นแรงผลักดันหลัก ดร.อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์

    ปฏิรูปการวิจัยและพัฒนา (R&D) สู่เชิงพาณิชย์: เร่งลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา โดยเน้นการเปลี่ยนผลงานวิจัยให้กลายเป็นธุรกิจที่จับต้องได้และมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม

    การผสานพลังของ 8 สมาคมในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงก้าวเล็กๆ ในระดับองค์กร แต่เป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับต้นน้ำที่ทรงพลังในตลาดโลกอย่างแท้จริง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744874&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Om3Vba62iB74rja0BEkeB

  • 29 ปีการลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    29 ปีการลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    29 ปีการลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    ย้อนรอย 29 ปี ‘ลอยตัวค่าเงินบาท ‘จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อประเทศไทยประกาศยกเลิกระบบนโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยน หลังเผชิญแรงกดดันจากการโจมตีค่าเงินและการสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศ นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’

    วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อประเทศไทยประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตรึงค่าเงินบาทและเปลี่ยนมาใช้ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float) หลังเผชิญแรงกดดันจากการโจมตีค่าเงินและการสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคการเงิน และการกำกับดูแลของไทย ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยตลอด 29 ปีที่ผ่านมา

    บทเรียนสำคัญประการแรก คือ การมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ภายใต้ระบบ Managed Float ค่าเงินบาทสามารถปรับตัวตามกลไกตลาดและสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสามารถเข้าดูแลเมื่อเกิดความผันผวนที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ส่งผลให้ไทยไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากเพื่อปกป้องค่าเงินเหมือนในอดีต แต่สามารถเก็บรักษาทุนสำรองไว้เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
     

    บทเรียนประการที่สอง คือ การสร้างฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา ไทยได้สะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเพียงประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์ฯ ก่อนการลอยตัวเงินบาท เป็นกว่า 3.05 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน ทุนสำรองฯ ดังกล่าวอยู่ในระดับที่เพียงพอรองรับการนำเข้าสินค้าได้ประมาณ 9 เดือน สูงกว่าเกณฑ์สากลที่ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และเมื่อประเมินตามเกณฑ์ IMF ARA Metric ซึ่งวัดความเพียงพอของทุนสำรองฯ ก็พบว่า ทุนสำรองฯ ของไทยสูงกว่าระดับที่ IMF แนะนำ สะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและความเสี่ยงจากภายนอกได้ดี ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและลดความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทย

    บทเรียนประการที่สาม คือ การพัฒนาระบบธนาคารให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น หลังวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยได้ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การดำรงเงินกองทุน และการตั้งสำรองความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.2% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs) อย่างมาก ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ยังคงอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และมีสัดส่วนเงินสำรองฯ ต่อ NPL สูงถึง 187.6% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงและลดโอกาสการเกิดวิกฤตการเงินซ้ำรอยในอนาคต

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันด้านอัตราแลกเปลี่ยน ฐานะต่างประเทศ และระบบธนาคารได้แข็งแกร่งกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างมาก แต่โจทย์ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากเดิม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปัญหาในมิติอื่นๆ เช่น หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การรับมือกับโจทย์เชิงโครงสร้าง (การเข้าสู่สังคมสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ต้องเร่งยกระดับ) การเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งมีผลกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและความผันผวนของค่าเงินบาท ในปีนี้ 

    ดังนั้น บทเรียนจากการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อ 29 ปีก่อน จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเปลี่ยนแปลงของระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

    29 ปีการลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378979691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E_477zirp9GLl82DYChYo

  • “สรรเพชญ” เคลียร์ชัดกลางสภา ! แจงกระทู้ที่ดินคลองเตย มุ่งยกระดับความปลอดภัยและเศรษฐกิจฐานราก ยันบริหารโปร่งใส – ตรวจสอบได้ แชร์

    “สรรเพชญ” เคลียร์ชัดกลางสภา ! แจงกระทู้ที่ดินคลองเตย มุ่งยกระดับความปลอดภัยและเศรษฐกิจฐานราก ยันบริหารโปร่งใส – ตรวจสอบได้ แชร์

    “สรรเพชญ” เคลียร์ชัดกลางสภา ! แจงกระทู้ที่ดินคลองเตย มุ่งยกระดับความปลอดภัยและเศรษฐกิจฐานราก ยันบริหารโปร่งใส – ตรวจสอบได้ แชร์


    3/07/2569 | 54 |

    วันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้แทนรัฐบาลในการตอบกระทู้ของสภาผู้แทนราษฎร กรณีการบริหารจัดการพื้นที่คลองเตยบนที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และแนวทางกำกับดูแลตลาดคลองเตย ชุมชน และการบริหารจัดการเมืองอย่างเป็นระบบและโปร่งใส โดยย้ำชัดว่ากระทรวงคมนาคมพร้อมเดินหน้าจัดระเบียบพื้นที่ครั้งใหญ่ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและสร้างความโปร่งใสในทุกมิติ

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเล็งเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาพื้นที่และตลาดคลองเตยอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง จึงได้ผลักดันนโยบายเชิงรุกเตรียมจัดตั้งคณะทำงานบูรณาการร่วมระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อร่วมกันบริหารจัดการพื้นที่ให้ครอบคลุมทั้งมิติด้านประโยชน์สาธารณะ ความปลอดภัย และสิทธิของชุมชน โดยจะนำกลไก One-Stop Service มาใช้เป็นศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาโดยตรง เพื่อลดขั้นตอนทางราชการที่ซับซ้อน ช่วยให้การประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการพัฒนาเมืองอย่างโปร่งใสยั่งยืน
     สำหรับแผนการดูแลผู้เช่าอาคารพาณิชย์บริเวณตลาดคลองเตย จำนวน 1,009 ห้อง ซึ่งสัญญาเช่าเดิมได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยในระหว่างการพิจารณาต่อสัญญา กทท. ได้อนุโลมเรียกเก็บค่าเช่าในอัตราเดิมตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชน และเนื่องจากอาคารมีอายุการใช้งานมากกว่า 50 ปี จนมีสภาพทรุดโทรม กระทรวงฯ จึงมอบนโยบายให้ กทท. จัดทำแผนแม่บทแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของประชาชน โดยระยะสั้น จะเร่งลอกท่อระบายน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ปรับปรุงสาธารณูปโภค และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจโครงสร้างอาคารทันทีพร้อมกำหนดตรวจประเมินทุกปี ส่วนระยะกลาง จะจัดตั้งงบประมาณออกแบบปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำทั้งหมด และระยะยาว จะจัดทำแผนบูรณะโครงสร้างอาคารพาณิชย์ ซึ่งหากพบห้องที่ชำรุดจนอาจเป็นอันตรายจะประสานผู้เช่าเพื่อขอปิดปรับปรุงทันที ทั้งนี้ กทท. เตรียมเข้าหารือร่วมกับสำนักงานเขตคลองเตยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันยกระดับพื้นที่นี้เพื่อประโยชน์สาธารณะและความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
     สำหรับความคืบหน้าการกำกับดูแลสัญญาบริหารจัดการพื้นที่ตลาดคลองเตย เนื้อที่ประมาณ 10.18 ไร่ ปัจจุบันอยู่ภายใต้สัญญาเช่าลงทุน บริหาร และประกอบการของ บริษัท ตลาดคลองเตย (2551) จำกัด ซึ่งเป็นการเช่าในระยะที่ 2 และสัญญาจะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 ตุลาคม 2571 ตามเงื่อนไขสัญญาเดิมระบุให้ผู้เช่าที่ประสงค์จะขอต่อสัญญา ต้องส่งหนังสือแจ้งความประสงค์พร้อมเสนอเงื่อนไขและแผนการปรับปรุงพื้นที่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยขณะนี้บริษัทฯ ได้ยื่นเอกสารแสดงเจตจำนงและแผนปรับปรุงพื้นที่เข้ามาตามกรอบเวลาแล้ว และกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ กทท. ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะกำชับและมอบนโยบายอย่างเด็ดขาดให้คณะกรรมการ กทท. พิจารณาเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของรัฐเป็นสำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือในการบริหารทรัพย์สินของชาติ

    นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ในการพิจารณาว่าจะต่อสัญญาเช่าลงทุนบริหารพื้นที่ตลาดคลองเตยให้กับผู้เช่ารายเดิมหรือไม่นั้น กระทรวงฯ มีกรอบการพิจารณาที่เข้มงวดและเปิดเผยได้ ภายใต้หลักเกณฑ์สำคัญ 3 ด้าน คือ 1) แผนการลงทุนและปรับปรุงพื้นที่ที่ต้องมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม มีมูลค่าเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายพัฒนาที่ทันสมัย 2) ความคุ้มค่าและผลประโยชน์ของรัฐที่ผลตอบแทนทางการเงินต้องคุ้มค่ากับมูลค่าทรัพย์สินปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับราคาตลาดอย่างเป็นธรรม และ 3) มิติด้านสังคมและความปลอดภัยที่พื้นที่ตลาดโฉมใหม่ต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกสุขลักษณะอนามัย และมีความปลอดภัยสูง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

    ทั้งนี้ กระทรวงฯ ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า หากข้อเสนอของผู้เช่ารายเดิมมีความเหมาะสมและให้ผลประโยชน์ที่คุ้มค่า รัฐก็พร้อมจะพิจารณาเดินหน้าตามขั้นตอนต่อสัญญา แต่หากประเมินแล้วพบว่า ข้อเสนอไม่เอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ภาครัฐและประชาชน คณะกรรมการ กทท. มีอำนาจเด็ดขาดในการไม่อนุมัติการต่อสัญญา และจะเปิดกระบวนการแข่งขันเสนอราคาหรือเปิดประมูล เพื่อสรรหาผู้เช่ารายใหม่อย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ต่อไป

    นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายพัฒนาและยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่ท่าเรือให้มีประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่ท่าเรืออัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart and Green Port) โดยมุ่งเน้นการจัดโซนพื้นที่จราจรและการขนส่งสินค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบจราจรและฝุ่นละอองในเขตเมือง พร้อมทั้งขอยืนยันว่าการบริหารจัดการที่ดินในพื้นที่คลองเตย จะดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยยึดประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนเป็นสำคัญที่สุด

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/165901


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/518589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ph2PRGqn57pMZp-hPAcLi

  • เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือสมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก

    เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือสมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก

    เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือสมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก

    เมื่อวิกฤตภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนเป็น “โจทย์เศรษฐกิจ” ของทุกประเทศ

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มักถูกมองว่าเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการลดมลพิษ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หรือการปกป้องระบบนิเวศ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผลกระทบของภาวะโลกร้อนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยธรรมชาติ หากแต่ลุกลามสู่เศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างชัดเจน

    ภายใต้บริบทดังกล่าว เป้าหมาย Net Zero Emissions จึงไม่ได้เป็นเพียงคำมั่นด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่กลายเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ประเทศที่สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะมีโอกาสดึงดูดการลงทุน เข้าถึงตลาดโลก และสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้มากกว่าประเทศที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม

    สำหรับประเทศไทย ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญยิ่ง เพราะกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันจากทั้งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าโลก

    เอกสารประกอบการประชุมของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง “ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันภายใต้เส้นทาง Net Zero” (วันที่ 25 มิถุนายน 2569) โดยดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล คอลัมนิสต์ด้านพลังงานสะอาดของโพสต์ทูเดย์ Smart City ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบและการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) สภาผู้แทนราษฎร

    สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตในอนาคต!

    ภาพจากเอกสารประกอบการประชุมของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    ประเทศไทยกำลังเผชิญ “แรงกดดันสองด้าน” พร้อมกัน

    แรงกดดันด้านแรกมาจากธรรมชาติเอง ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสูง ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน และไฟป่าเกิดขึ้นถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

    ข้อมูลในเอกสารระบุว่า ความถี่ของภัยพิบัติทางธรรมชาติของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เหตุอุทกภัยในปี 2567 สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในหลายจังหวัด และกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เป็นวงกว้าง สะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสังคม แต่ได้กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี

    ความเสียหายเหล่านี้ยังมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน นักลงทุนทั่วโลกเริ่มประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศควบคู่ไปกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง และโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศที่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติสูง แต่ขาดมาตรการรองรับที่ชัดเจน ย่อมมีต้นทุนการลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย

    อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนมากขึ้น โดยเฉพาะสหภาพยุโรปซึ่งทยอยบังคับใช้มาตรการสำคัญ เช่น กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ที่กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขของการค้า หากผู้ผลิตไทยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้าผลิตด้วยกระบวนการที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของประเทศ

    เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือสมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก

    เมื่อ “การแข่งขัน” ไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว

    ที่ผ่านมา ประเทศไทยสร้างความได้เปรียบด้านการผลิตจากแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง แต่ในโลกยุคใหม่ ปัจจัยเหล่านี้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

    นักลงทุนข้ามชาติเริ่มพิจารณาว่า โรงงานสามารถใช้ไฟฟ้าสะอาดได้หรือไม่ มีการวัดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ และสามารถซื้อพลังงานหมุนเวียนโดยตรงได้หรือไม่ ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคทั่วโลกก็ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ “คาร์บอน” กลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจรูปแบบใหม่

    นั่นหมายความว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความพร้อมของระบบพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบขนส่งสะอาด และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    จุดอ่อนสำคัญของไทยยังอยู่ที่ “โครงสร้างพลังงาน”

    แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ภาพรวมยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูง ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่งซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ของประเทศ

    ข้อมูลจาก สศช. ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายประมาณ 39% รองลงมาคือภาคขนส่ง 35% ขณะที่ภาคครัวเรือน ภาคบริการ และภาคเกษตรมีสัดส่วนรวมกันไม่ถึงหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด สะท้อนว่าหากประเทศไทยต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง การปฏิรูปภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรมจะเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

    ในอีกด้านหนึ่ง แม้ไทยจะพึ่งพาถ่านหินน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่การผลิตไฟฟ้ายังคงอาศัยก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ขณะที่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนยังไม่สูงพอรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

    Net Zero จึงเป็น “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” มากกว่าการลดคาร์บอน

    สาระสำคัญของเอกสาร สศช. คือ การบรรลุเป้าหมาย Net Zero จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังมองว่าเป็นภารกิจของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน อุตสาหกรรม การเกษตร การขนส่ง การเงิน การลงทุน การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงกฎหมายและกลไกภาครัฐ

    นั่นหมายความว่า การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว การสร้างตลาดคาร์บอน และการยกระดับมาตรฐานการผลิต ล้วนเป็นองค์ประกอบของยุทธศาสตร์เดียวกัน นั่นคือการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ การลดคาร์บอนจะไม่ใช่ต้นทุน แต่จะกลายเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุน สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก แต่หากการปรับตัวล่าช้า ความเสี่ยงที่ประเทศจะสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    ข้อมูลจากเอกสารการบรรยายเรื่อง “ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันภายใต้เส้นทาง Net Zero” โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/744837&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z9DKNzFGC1JiVjeb61ivd

  • กอช. ทางรอดแรงงานนอกระบบ ออมเงินรัฐช่วยสมทบ สู้เศรษฐกิจชะลอตัว

    กอช. ทางรอดแรงงานนอกระบบ ออมเงินรัฐช่วยสมทบ สู้เศรษฐกิจชะลอตัว

    กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ขานรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หลังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างจำกัดและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น เร่งกระตุ้นแรงงานนอกระบบและอาชีพอิสระกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ ให้เห็นความสำคัญของการออมระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ พร้อมเผยกลยุทธ์ “การออมเชิงรุก” สู้ภาวะเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% ในปีนี้

    จากแถลงการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% พร้อมปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวที่ 2.3% และปี 2570 ที่ 1.8% สะท้อนให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากภาคการส่งออกและเทคโนโลยี แต่การฟื้นตัวดังกล่าวยังเป็นไปอย่าง “ไม่ทั่วถึง” โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ที่ยังต้องเผชิญกับรายได้ที่ชะลอตัวและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    ดร.เพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์ที่ กนง. ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ที่ 2.8% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงมีความระมัดระวัง ทำให้กลุ่มแรงงานนอกระบบ หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ กลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดหากไม่มีการวางแผนการเงินที่ดีพอ”

    “กอช. เล็งเห็นว่าในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ การออมเงินในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปอาจไม่เพียงพอที่จะชนะเงินเฟ้อได้ การออมกับ กอช. จึงเป็นทางเลือกที่ ‘ชาญฉลาด’ และ ‘ปลอดภัย’ สำหรับแรงงานนอกระบบ เพราะเรามีสิทธิประโยชน์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ คือ ‘รัฐบาลช่วยเติมเงินออมให้สูงสุด 100%’ (*เงื่อนไขตาม พ.ร.บ. กอช.) ซึ่งเปรียบเสมือนได้รับผลตอบแทนทันทีที่ออมเงิน ช่วยสร้างความอุ่นใจในวันที่เศรษฐกิจผันผวน”

    ทำไมแรงงานนอกระบบต้องออมกับ กอช. ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน?

    1. ชนะเงินเฟ้อด้วยเงินสมทบจากรัฐ ในขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ปีนี้อยู่ที่ 8% แต่การส่งเงินออมกับ กอช. จะได้รับเงินสมทบจากรัฐตามช่วงอายุ (ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี) ซึ่งให้ผลตอบแทนที่จูงใจมากกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00%

    2. ความยืดหยุ่นในยุครายได้ผันผวน กอช. เข้าใจสภาพคล่องของแรงงานนอกระบบ จึงเปิดให้ออมขั้นต่ำ เพียง 50 บาท และไม่จำเป็นต้องออมเท่ากันทุกเดือน เหมาะสำหรับช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ

    3. ความปลอดภัยระดับสูงสุด เงินออมใน กอช. ได้รับการคุ้มครองผลตอบแทนโดยรัฐบาล ไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงในตลาดเงินหรือการหดตัวของสินเชื่อ SMEs

    4. สิทธิประโยชน์ทางภาษี ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี เพิ่มกระแสเงินสดในครัวเรือน

    “กอช. เป็น ‘กองหลัง’ ที่แข็งแกร่งให้กับพี่น้องแรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือฟรีแลนซ์ ในวันที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ การมีเงินออมส่วนตัวที่มีรัฐสนับสนุนจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเปราะบางทางการเงิน และสร้างความยั่งยืนให้กับชีวิตในอนาคต” ดร.เพ็ชร กล่าวเสริม

    กอช. ขอเชิญชวนผู้ที่มีอายุ 15 – 60 ปี ที่ไม่มีสวัสดิการบำนาญจากรัฐ มาเริ่มต้นวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คุณจะมีเงินบำนาญไว้ใช้จ่ายอย่างเพียงพอ ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์และสมัครได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “กอช.” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วนเงินออม โทร. 02-049-9000

    “คุณออม รัฐช่วยออม คุณได้บำนาญ”

    สนใจข้อมูลเพิ่มเติม มาเป็นครอบครัวเงินออมได้ที่ : Line @nsf.th

    ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :

    • Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช. • แอปพลิเคชัน กอช. • เว็บไซต์: www.nsf.or.th
    • สายด่วนเงินออม 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1033282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XfVRnZHSuXPzGnVHGhYiu

  • ปลดล็อกเศรษฐกิจด้วยเอฟทีเอ ยกระดับสู่มาตรฐานโลก

    ปลดล็อกเศรษฐกิจด้วยเอฟทีเอ ยกระดับสู่มาตรฐานโลก

    ท่ามกลางกระแสความผันผวนของสถานการณ์โลก ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง (Middle Power) กำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน

        ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นบีบให้ไทยต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์การค้าเพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักที่มีความเสี่ยง และมุ่งขยายฐานตลาดใหม่ผ่านเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดอย่าง “ความตกลงการค้าเสรี” หรือ เอฟทีเอ ซึ่งมากยิ่งกว่าแค่การลดภาษี แต่เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โอกาสการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
        ปัจจุบันไทยมีความตกลงเอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และกำลังเร่งผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศภายในปี 2570 ความสำคัญของเอฟทีเอในยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดกำแพงภาษีเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกในการ “ยกระดับมาตรฐาน” ของทั้งระบบเศรษฐกิจ

        กรณีของ เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป (อียู)  ถือเป็นความตกลงครั้งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด ด้วยเนื้อหาที่ครอบคลุมถึง 24 บท ซึ่งรวมถึงประเด็นใหม่อย่างการค้าดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มาตรฐานที่สูงของอียูแม้จะดูเป็นความท้าทาย แต่แท้จริงแล้วคือ “โอกาส” ให้ภาคธุรกิจไทยและเกษตรกรได้เร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับกติกาโลก  ผลการศึกษาชี้ชัดว่าหากทำสำเร็จ จะช่วยเพิ่มผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยได้ถึง 1.38%  คิดเป็นมูลค่าหลักแสนล้านบาท พร้อมทั้งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาดที่อียูมีความเชี่ยวชาญ

         เพื่อให้การทำเอฟทีเอเกิดประโยชน์สูงสุด ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันขับเคลื่อน  เร่งปิดดีลเชิงคุณภาพและกระจายตลาดเป้าหมาย  ไทยต้องจัดทัพใหม่เพื่อเร่งเจรจาเอฟทีเอที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะไทย-อียู และไทย-EFTA  เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตรแปรรูป โดยต้องให้ความสำคัญกับทั้ง “ความเร็ว” และ “คุณภาพ” ของเนื้อหาความตกลงเพื่อให้คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติอย่างรอบด้าน
        และต้องไม่ลืมว่า ผู้ประกอบการรายย่อยคือหัวใจของเศรษฐกิจ แต่เป็นกลุ่มที่เข้าถึงประโยชน์จากเอฟทีเอได้ยากที่สุด ดังนั้นต้องช่วยกันเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการแบบเดิมสู่การเป็น Smart Traders ที่เท่าทันกฎระเบียบที่ซับซ้อน โดยใช้ระบบอำนวยความสะดวก เช่น การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง  ลดขั้นตอนและระยะเวลาในระบบราชการ รวมไปถึงการนำจุดแข็งด้านความยั่งยืนในมิติของชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากมาเป็นจุดขายสำคัญ การยกระดับการผลิตให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานสากลไม่เพียงแต่จะช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาด อียูได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกไว้วางใจ
        โลกการค้ายุคใหม่ไม่มีพื้นที่สำหรับผู้ที่หยุดนิ่ง เอฟทีเอไม่ได้เป็นเพียงทางด่วนสายพิเศษในการส่งออกสินค้าเท่านั้น แต่เป็นกลไกบังคับที่ไทยต้องใช้ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันสมัย หากไทยสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้อย่างเป็นเอกภาพ เร่งเจรจาสร้างเครือข่ายพันธมิตร และเตรียมความพร้อมให้ SMEs แข็งแกร่งพอที่จะยืนบนเวทีโลกได้ เอฟทีเอจะไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษข้อตกลง แต่จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่พาเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสง่างาม มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1241269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DHfkxbCZQDnVsT2LozU4T

  • ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ ฟาดเดือดปมเด็ก 11 ขวบซิ่งกระบะชนพระธุดงค์ เตือนผู้ปกครองอย่าตามใจเด็กหัดขับรถ! | เดลินิวส์

    ‘แพรรี่ ไพรวัลย์’ ฟาดเดือดปมเด็ก 11 ขวบซิ่งกระบะชนพระธุดงค์ เตือนผู้ปกครองอย่าตามใจเด็กหัดขับรถ! | เดลินิวส์

    จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ หลังเกิดเหตุสลดรถยนต์กระบะสีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน บต 1944 มุกดาหาร เสียหลักพุ่งชนคณะพระธุดงค์อย่างรุนแรง บริเวณบ้านนาเวียงแก ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร ส่งผลให้มีพระสงฆ์มรณภาพในที่เกิดเหตุทันที 5 รูป และมรณภาพเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลอีก 3 รูป รวมยอดพระสงฆ์มรณภาพทั้งสิ้น 8 รูป นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เร่งนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหารและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ล่าสุด “ไพรวัลย์ วรรณบุตร” หรือ “แพรรี่” ได้ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวผ่านโซเชียลส่วนตัว โดยระบุว่า “ไม่ว่าจะเป็นกุญแจรถ อาวุธหรือของมีคมต่างๆ ผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นพิเศษนะคะ ในกรณีที่บ้านเรามีลูกเล็กหรือเป็นเด็กพิเศษ ปัจจุบันมีเรื่องหนึ่งที่น่ากังวลมาก คือผู้ปกครองมักฝึกสอนหรือตามใจให้ลูกหลานขับรถตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งที่ไม่บรรลุนิติภาวะ”

    ทันทีที่โพสต์ดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปแล้วนั้น หลายคนก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก อาทิ แล้วขับรถเป็นได้ยังไง ไม่ใช่ง่ายนะ, ใช่ค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เป็นความประมาทที่ผู้ปกครองมิอาจปฏิเสธในความรับผิดชอบได้, เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ เพราะความเสียหาย ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ภายในครอบครัว แต่อาจกลายเป็นภัยต่อสังคม เช่นกรณีนี้, น่าจะปล่อยหรือสอนให้ขับมานานแล้ว รถเกียร์กระปุก ไม่น่าใช่ครั้งแรกแน่ๆ ค่ะ, แล้วถ้าเด็กพิเศษ ก็ควรต้องดูแลพิเศษมากขึ้นไปอีกค่ะ เป็นต้น

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ไพรวัลย์ วรรณบุตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5994962/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C5VGDssZb4072Sz21zdCb

  • คลังเผยประชุมบอร์ดบัตรสวัสดิการรัฐพรุ่งนี้ สกรีนคนเข้าระบบ ก่อนส่งครม.ภายใน 17ก.ค.นี้

    คลังเผยประชุมบอร์ดบัตรสวัสดิการรัฐพรุ่งนี้ สกรีนคนเข้าระบบ ก่อนส่งครม.ภายใน 17ก.ค.นี้

    02 กรกฎาคม 2569, 20:04น.

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค.) จะมีการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาข้อสรุป และรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

               ด้าน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ ระหว่างการสรุปรายละเอียดของตัวเลขทั้งหมดเกี่ยวกับการลงทะเบียนเพื่อรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเบื้องต้นมีผู้ลงทะเบียน 3 กลุ่ม ได้แก่

              กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม จำนวน 13.18 ล้านราย พบว่ามีการลงทะเบียนยืนยันสิทธิราว 12.7 ล้านราย

              กลุ่มที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 1.04 ล้านราย

              กลุ่มเปราะบาง ตกหล่น จากการลงพื้นที่สำรวจของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ราว 5.4 ล้านราย โดยจะต้องสรุปเพื่อเสนอ ครม. และประกาศผลการคัดกรองในวันที่ 17 ก.ค.นี้

               ตอนนี้ คือ มีผู้ถือบัตรรายใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก จากกลุ่มที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของมหาดไทย และกลุ่มตกหล่น กระทรวงการคลังมุ่งเน้นในเรื่องดึงคนเดือดร้อนให้เข้ามารับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ได้ เพราะที่ผ่านมาจะมีประเด็นอยู่ตลอดว่าคนที่เดือดร้อนจริงเข้าไม่ได้ เพราะไม่ได้เปิดลงทะเบียนเสียที วันนี้เปิดแล้ว จึงต้องรีบทำ ยืนยันว่าไม่ได้เน้นตัดคนออก ไม่ได้เน้นที่งบประมาณเป็นที่ตั้ง แม้ท้ายที่สุดงบประมาณไม่พอ ก็จะต้องไปหาจัดสรรมาเพิ่มได้ แต่ธงที่ชัดเจนของรัฐบาล คือ ดึงคนที่เดือดร้อนเข้ามา 

                สำหรับกลุ่มที่ไม่ผ่านการคัดกรองโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น นายวินิจ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมระบบไว้แล้ว โดยจะให้ไปใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แทน ซึ่งจะเป็นการให้รับสิทธิต่อเนื่อง เพราะมองว่ากลุ่มนี้ก็เป็นคนที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลตั้งใจจะดูแลกลุ่มนี้ต่อเนื่องอยู่แล้ว

                ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จะมีการรายงานผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งจะสรุปผลการคัดกรองผู้ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ปัจจุบันมีการลงทะเบียนมารวมกว่า 19.15 ล้านราย ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบในวันที่ 7 ก.ค. หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 17ก.ค.นี้ โดยจะดำเนินการพร้อมกับการเสนอทบทวนเกณฑ์การคัดกรองโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กรณีเกณฑ์การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา คู่สมรส และบุตรด้วย

              ส่วนกรณีที่รัฐบาลมีการจัดงบสวัสดิการแห่งรัฐ ปีงบประมาณ 2570 ไว้ที่ 42,000 ล้านบาทนั้น ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า ตัวเลขลดลงจากก่อนหน้าที่ได้รับการจัดสรรจริง โดยในปีงบประมาณก่อนหน้านี้ได้รับจัดสรรราว 56,400 ล้านบาท หรือเดือนละ 4,700 ล้านบาท จะเพียงพอรองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากต้องให้คณะกรรมการประชารัฐฯ สรุปตัวเลขผู้ผ่านเกณฑ์ออกมาก่อน แต่ยืนยันว่าหากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ ก็สามารถขอใช้งบกลางได้ทุกปีก็เป็นแบบนี้ ถ้าต้นปีตั้งงบประมาณไว้ไม่พอ ใช้ไปแล้วปลายปีขาด ก็ไปของบกลางมา เป็นแนวทางปฏิบัติปกติ 

    #บัตรสวัสดิการรัฐ

    #ประชุมบอร์ดบัตรคนจน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QZ_Jkb6uQwXXd210Fv0dP

  • ธนาคารโลกเลื่อนขั้นเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ สู่ประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’

    ธนาคารโลกเลื่อนขั้นเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ สู่ประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’

    การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของ ‘เวียดนาม’ และ ‘ฟิลิปปินส์’ ได้รับการรับรองในระดับโลก เมื่อธนาคารโลกประกาศยกระดับทั้งสองประเทศสู่กลุ่ม ‘ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง’ สะท้อนศักยภาพศก.ที่แข็งแกร่งขึ้น แม้ต้องแลกการเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่อาจลดลงในอนาคต

    ธนาคารโลกประกาศยกระดับ “เวียดนาม” และ “ฟิลิปปินส์” ขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” (Upper-Middle Income) หลังเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง ส่งผลให้ 5 ประเทศเศรษฐกิจหลักของอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ อยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงขึ้นไปทั้งหมด

    ธนาคารโลกระบุว่า เวียดนามสามารถยกระดับสถานะได้จากโมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ขณะที่ฟิลิปปินส์เติบโตอย่างทั่วถึงในทุกภาคเศรษฐกิจ ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเป็นหลัก สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม

    ในปี 2025 เวียดนามมีรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) อยู่ที่ 4,970 ดอลลาร์ ส่วนฟิลิปปินส์อยู่ที่ 4,850 ดอลลาร์ สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารโลกที่ 4,636 ดอลลาร์ สำหรับการจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง

    รัฐบาลฟิลิปปินส์ระบุว่า การยกระดับครั้งนี้สะท้อนผลสำเร็จจากการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเติบโตแบบทั่วถึง แม้ต้องเผชิญความผันผวนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่ายังต้องเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ด้านเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของเอเชีย ตั้งเป้าขยายตัวระดับเลขสองหลักในปีนี้ โดยอาศัยการปฏิรูปที่เอื้อต่อภาคธุรกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    แม้การได้รับสถานะใหม่จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ทั้งสองประเทศอาจ “เข้าถึงแหล่งเงินกู้เพื่อการพัฒนาที่มีดอกเบี้ยต่ำ” จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ลดลง

    เนื่องจากถูกมองว่า มีศักยภาพในการพึ่งพาแหล่งเงินทุนและฐานะการคลังของตนเองมากขึ้น
    อย่างไรก็ดี ทางการฟิลิปปินส์เชื่อว่า ประโยชน์จากความน่าเชื่อถือที่เพิ่มขึ้น การเข้าถึงตลาดทุน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน จะมีมูลค่ามากกว่าการลดลงของเงินช่วยเหลือและสินเชื่อพิเศษในระยะยาว

    อ้างอิง: bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1241303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MGoU_cuN5OYQgMLRy4Zfs

  • ECES เผยผลศึกษา ระบุ 14 สาขาอุตสาหกรรมสำคัญ  เป็นลำดับความสำคัญสูงสุดด้านการลงทุนและส่งออกของอียิปต์

    ECES เผยผลศึกษา ระบุ 14 สาขาอุตสาหกรรมสำคัญ เป็นลำดับความสำคัญสูงสุดด้านการลงทุนและส่งออกของอียิปต์

    เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ศูนย์การศึกษาด้านเศรษฐกิจของอียิปต์ (Egyptian Centre for Economic Studies: ECES) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระชั้นนำด้านวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ ได้จัดงานสัมมนาเปิดเผยผลการศึกษาฉบับล่าสุดในหัวข้อ “Priority Sectors for Industrial Investment and Discussion of Implementation Challenges” โดยมีนาย Khaled Hashem รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอียิปต์ พร้อมผู้นำภาคธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์เข้าร่วม 

    ผลการศึกษาได้คัดเลือก 14 สาขาอุตสาหกรรมหลัก ที่มีศักยภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนการลงทุน การส่งออก และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอียิปต์ในระยะต่อไป

    วิธีการศึกษาและกรอบการวิเคราะห์

    ECES ใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมากกว่า 1,000 รายการ ตามระบบรหัสสินค้าระหว่างประเทศ โดยสร้างดัชนีรวม (Composite Index) ที่ครอบคลุม 5 มิติหลัก ดังต่อไปนี้ จากนั้นนำข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการลงทุนในประเทศมาผนวกวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อประเมินโอกาสด้านการส่งออกและการลงทุนแบบบูรณาการ

    • ผลการดำเนินงานปัจจุบันของการส่งออกอียิปต์ 

    • พลวัตการส่งออกและทิศทางอุปสงค์โลก

    • ความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์และมูลค่าเพิ่ม

    • ความซับซ้อนเชิงสีเขียว (Green Complexity) ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและเทคโนโลยีสะอาด

    • ความน่าสนใจในการลงทุนทั้งในประเทศและระดับโลก

    14 สาขาอุตสาหกรรมลำดับความสำคัญ

    ผลการศึกษาระบุ 14 สาขา ที่มีโอกาสเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด โดยสอดคล้องอย่างมากกับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ตั้งเป้าผลักดันการส่งออกอุตสาหกรรมแตะ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

    กลุ่มอุตสาหกรรมลำดับความสำคัญสูง:

    • เสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-made garments) และสิ่งทอ (Textiles)

    • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

    • อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์

    • อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน

    • อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์วิศวกรรม

    • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    กลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน (Enabling Industries):

    • อุปกรณ์พลังงานหมุนเวียน

    • เทคโนโลยีการประหยัดน้ำ

    • เครื่องจักรกลและการผลิตโลหะ

    • หุ่นยนต์อุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติ

    กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์:

    • เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม

    • เคมีภัณฑ์และปุ๋ย

    • วัสดุก่อสร้างและเหมืองแร่

    • อุตสาหกรรมสีเขียวและคาร์บอนต่ำ

    ECES ระบุว่า ความสำคัญของผลการศึกษาไม่ได้อยู่ที่การชี้สาขาที่มีศักยภาพเท่านั้น แต่ยังเน้นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอียิปต์ ผ่านการยกระดับมูลค่าเพิ่ม การเพิ่มเนื้อหาทางเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chains)

    ความท้าทายในการดำเนินการ

    ECES ชี้ความท้าทายที่อียิปต์ต้องเผชิญ ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของหน้าที่ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ การจัดลำดับความสำคัญระหว่างกระทรวง ข้อจำกัดด้านการคลังในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ตลอดจนความท้าทายใหม่ๆ เช่น การจัดสมดุลระหว่างการคุ้มครองอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์กับการสนับสนุนอุตสาหกรรมอื่น ความขาดแคลนพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีระบบสาธารณูปโภคพร้อมใช้ และความจำเป็นในการประสานงานกับกระทรวงไฟฟ้า ปิโตรเลียม และสิ่งแวดล้อม นาย Khaled Hashem รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ระบุเพิ่มเติมว่ารัฐบาลกำลังจะออกมาตรการเรียกคืนที่ดินอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ขยายจำนวน Industrial Developers จาก 11 รายเป็น 30 ราย และจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อสนับสนุนการเงินอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก

    ความเห็น/ข้อสังเกต

    • แนวโน้มของอียิปต์สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศแอฟริกาเหนือโดยรวม โดย โมร็อกโก ก้าวหน้ามากที่สุดในการดึงดูดการลงทุนยานยนต์ระดับโลก โดยมีโรงงานประกอบรถยนต์ครบวงจรของ Renault และ Stellantis และผลักดันให้ภาคยานยนต์เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ ขณะที่กำหนดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 5 ในปี 2569 และเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจนเขียว ในที่ประชุม ECES Dr. Ahmed Fekry ผู้บริหารบริษัท Egyptian German Automotive (EGA) ระบุว่ากรณีโมร็อกโกเป็นต้นแบบที่อียิปต์ควรเรียนรู้ ด้าน ตูนิเซีย มุ่งเน้นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ระดับ Tier 2-3 ของยุโรป สิ่งทอ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยอาศัยความใกล้ชิดกับตลาดสหภาพยุโรป ส่วน แอลจีเรีย ใช้รายได้จากก๊าซธรรมชาติเป็นทุนพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและเหมืองแร่ พร้อมประกาศงบประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 135,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 จุดร่วมของทั้งภูมิภาค คือ การมุ่งสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง พลังงานสะอาด และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังถูก reshape หลังวิกฤตการณ์ต่อเนื่อง

    • ผลการศึกษาของ ECES สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอียิปต์อย่างชัดเจน และเปิดโอกาสสำคัญหลายประการต่อผู้ประกอบการไทย

    โอกาสของไทย:

    • อุตสาหกรรมที่ ECES จัดลำดับความสำคัญสูงหลายสาขา เป็นสาขาที่ไทยมีจุดแข็งและขีดความสามารถระดับโลก โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแปรรูป และเคมีภัณฑ์ ทำให้เกิดโอกาสในการขยายการส่งออก รวมถึงการลงทุนแบบ Joint Venture กับคู่ค้าอียิปต์

    • อียิปต์ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตยานยนต์เป็น 100,000 คัน ต่อปี ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (Tier 1-2) ขยายตลาดและตั้งฐานการผลิตในเขตเศรษฐกิจพิเศษคลองสุเอซ (SCZONE) เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ส่งออกไปสหภาพยุโรป แอฟริกาภายใต้ AfCFTA และตลาด COMESA

    • นโยบาย “Sun of Industry” ที่ตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในโรงงาน 1,000 MW ภายใน 2 ปี และความต้องการเทคโนโลยีประหยัดน้ำพลังงาน เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียน ระบบบำบัดน้ำ และโซลูชันอุตสาหกรรม 4.0 ของไทยเข้าตลาด

    • ความต้องการเครื่องจักรกล อุปกรณ์ทันสมัย และวัตถุดิบขั้นกลางสำหรับขยายฐานการผลิต ซึ่งไทยมีศักยภาพในการเป็นซัพพลายเออร์

    ความท้าทาย:

    • การแข่งขันรุนแรงจากจีน ตุรกี และอินเดีย ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอียิปต์อยู่แล้ว รวมทั้งคู่แข่งในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ โดยเฉพาะโมร็อกโกที่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับ EU และสหรัฐฯ

    • อียิปต์มุ่งเน้นการลดการพึ่งพาการนำเข้า (Import Substitution) และเพิ่ม Local Content ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องพิจารณาโมเดลธุรกิจที่ผสมการลงทุนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกับการส่งออก

    • ข้อจำกัดด้านสกุลเงินต่างประเทศของอียิปต์และมาตรการ Letter of Credit ที่เข้มงวด ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการชำระเงิน

    • มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของ EU และข้อกำหนดด้านความยั่งยืน จะเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ผู้ส่งออกไทยที่ใช้อียิปต์เป็นฐานต่อยอดส่งออกต้องเตรียมพร้อม

    • สคต. ณ กรุงไคโร เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยควรจับตายุทธศาสตร์อุตสาหกรรม 2030 ของอียิปต์อย่างใกล้ชิด พิจารณาใช้ประโยชน์จากการที่อียิปต์เป็นประตูสู่ตลาดแอฟริกา อาหรับ และยุโรป โดยเฉพาะการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญ เช่น Cairo ICT, Food Africa และ Automech Formula เพื่อสร้างเครือข่ายและทดสอบตลาดต่อไป

    ————————————————————

    แหล่งที่มา

    1. Egyptian Centre for Economic Studies (ECES), “Priority Sectors for Industrial Investment and Discussion of Implementation Challenges,” Press Release, 15 June 2026, https://eces.org.eg/wp-content/uploads/2026/06/Press-Release-15-6-2026.pdf

    2. Egypt Today, “Egypt signs four industrial agreements to boost exports & local manufacturing,” 21 June 2026

    3. Daily News Egypt, “Egypt unveils updated Industrial Development Strategy 2030, targets $100bn in exports,” 10 June 2026

    4. Zawya/Arab Finance, “Egypt pens four industrial cooperation protocols,” June 2026

    5. OECD (2026), Productivity Review of Egypt: Focusing on the Manufacturing Sector, OECD Publishing, Paris

    6. Atalayar, “Morocco projects economic growth of 5% in 2026,” Jan 2026; Arab Reform Initiative, “Economic Transformation in Algeria,” 2026; Allianz Trade, “Tunisia Country Risk Report,” Jan 2026

    7. รูปภาพ https://english.ahram.org.eg/UI/Front/Inner.aspx?NewsContentID=571479

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/g1yte7fhers8yrhomot672tu&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H-OlsLt6peecch_YI1c7R