Blog

  • ‘เอกนิติ’ ย้ำ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นเร่งด่วน กางแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 มิติ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

    ‘เอกนิติ’ ย้ำ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นเร่งด่วน กางแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 มิติ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

    วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่ โรงแรมรอยัลริเวอร์ ภายในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมนัดชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท (โดยเฉพาะในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง) ว่า ขณะนี้ พ.ร.ก. ดังกล่าวยังถือว่ามีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และรัฐบาลได้เตรียมการเพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเต็มที่

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการในทันที หากประเทศไทยปรับตัวล่าช้า อาจต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

    ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงกว่าร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากไม่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตค่าครองชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

    เอกนิติ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลัก ซึ่งพร้อมเดินหน้าดำเนินการทันทีหากคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งระงับ ได้แก่

    การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน: มุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน พร้อมผลักดันระบบรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Metering) ซึ่งจำเป็นต้องมีการนำเม็ดเงินไปลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้าในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation): มุ่งลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่ามหาศาล โดยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคการขนส่ง รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองภายในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล

    การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากร: มุ่งเน้นการสร้างทักษะ (Upskill/Reskill) เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย

    นอกเหนือจากการพึ่งพาวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. แล้ว รัฐบาลยังมีแผนการระดมทุนในรูปแบบทางเลือกอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การนำกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) มาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้าฯ เพื่อทดแทนการกู้เงินโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศ นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณาดึงเม็ดเงินจากกองทุนพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยสนับสนุนการปฏิรูปธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาดอีกทางหนึ่ง

    เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงมาตรการเยียวยาแก้ไขปัญหาในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekaniti-loan-energy-transition-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wnmKDLD8sE7QnEa6_r3CD

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 0.60-1.20 บาท

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.44 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.45 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.08 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.45 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.50 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663132&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1czWkodVpl_DmcM7W5JfaP

  • ยกระดับสนามบินหัวหิน รัฐบาลเดินหน้าฟื้นบินตรง กัวลาลัมเปอร์

    ยกระดับสนามบินหัวหิน รัฐบาลเดินหน้าฟื้นบินตรง กัวลาลัมเปอร์

    ยกระดับสนามบินหัวหิน รัฐบาลเดินหน้าฟื้นบินตรง กัวลาลัมเปอร์

    วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.58 น.

    รัฐบาลเดินหน้าฟื้นเส้นทางบินตรง “หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์” ยกระดับหัวหินสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค

    วันนี้ 4 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพเมืองท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค โดยกระทรวงคมนาคมร่วมกับกรมท่าอากาศยาน สายการบินไทยแอร์เอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บูรณาการความร่วมมือเตรียมความพร้อมฟื้นเส้นทางบินระหว่างประเทศ “หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์” พร้อมต่อยอดสู่การเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศอื่นในอนาคต

    วลลิดา เพริศวิวัฒนา

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ติดตามความคืบหน้าการยกระดับท่าอากาศยานหัวหินอย่างต่อเนื่อง ภายหลังลงพื้นที่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เพื่อเร่งแก้ไขข้อจำกัดด้านเทคนิคของทางวิ่งให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รองรับการเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ และเพิ่มขีดความสามารถด้านการเชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 กระทรวงคมนาคมจะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเข้าร่วมกิจกรรม “Market Insights and Customer Insights Workshop” ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่กว่า 100 รายเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของหัวหิน ทั้งการนำเสนอความพร้อมของท่าอากาศยานหัวหิน การวิเคราะห์ศักยภาพสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนศึกษาความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ตลาดมากยิ่งขึ้น

    สนามบิน

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ท่าอากาศยานหัวหินเคยเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางหัวหิน–กัวลาลัมเปอร์ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีเที่ยวบินกว่า 1,000 เที่ยว และรองรับผู้โดยสารกว่า 130,000 คน การศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดเส้นทางบินดังกล่าวอีกครั้ง จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างประเทศ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงต่อยอดสู่การเปิดเส้นทางบินใหม่ในอนาคต

    “รัฐบาลมุ่งยกระดับหัวหินให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม การเพิ่มเครือข่ายการเดินทางทางอากาศ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก” นางสาวลลิดา กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/975062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20chrLOSciOVmSWzg8B6HF

  • “เอกนิติ” ย้ำ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็น! ชู 3 ภารกิจใหญ่ เยียวยาประชาชน-พลังงานสะอาด-พัฒนาคน

    “เอกนิติ” ย้ำ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็น! ชู 3 ภารกิจใหญ่ เยียวยาประชาชน-พลังงานสะอาด-พัฒนาคน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32X29VdbQl0dIIzGIzChDu

  • สมุนไพรสุพรรณฯ พุ่ง 18 ล้าน! ดีพร้อมเปิดตัว ‘Community SkillUp’ ปั้นรายได้ฐานราก

    สมุนไพรสุพรรณฯ พุ่ง 18 ล้าน! ดีพร้อมเปิดตัว ‘Community SkillUp’ ปั้นรายได้ฐานราก


    วราวุธ เปิดตัวโครงการ “DIPROM Community SkillUp” อบรมทักษะแปรรูปสมุนไพรท้องถิ่นในสุพรรณบุรี สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพรับเทรนด์ตลาดโลก ดีพร้อมเผยผู้จบหลักสูตรเตรียมโกยรายได้เสริมเฉลี่ย 10,000 บาท/เดือน

    กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานรากเปิดโครงการ “DIPROM Community SkillUp” ที่สุพรรณบุรี นำร่องพัฒนาทักษะแปรรูปสมุนไพรท้องถิ่นเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ตั้งเป้าสร้างงานกลุ่มเปราะบาง คาดช่วยผู้ผ่านการอบรมสร้างรายได้เสริมเฉลี่ย 10,000 บาทต่อเดือน

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “DIPROM Community SkillUp : เพิ่มพลังทักษะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน” ประจำปีงบประมาณ 2569 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งจากภายใน การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชนมีทักษะอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ผ่านการใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีเปลี่ยนศักยภาพในชุมชนให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ เพื่อต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ในอนาคต

    “โครงการนี้เป็นมากกว่าการฝึกอบรมทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยนำทรัพยากรและวัตถุดิบในท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ครัวเรือน และช่วยให้เกิดการกระจายรายได้จากฐานรากสู่ระดับประเทศ” นายวราวุธ กล่าว

    สำหรับการนำร่องจัดกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มุ่งเน้นการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่าน 3 หลักสูตรสำคัญที่มีต้นทุนต่ำ แต่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ได้แก่:

    • การผลิตยาดมและสเปรย์สมุนไพรไล่ยุง

    • การผลิตลูกประคบสมุนไพรผ้าลายไทยและลูกประคบธัญพืชไฮเทค (สอดรับเทรนด์การดูแลฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา)

    • การผลิตยาหม่องสมุนไพรสูตรร้อนและสูตรเย็น

    ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจสุขภาพได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการแพทย์แผนไทย ร้านนวดและสปา ร้านค้าเพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึงร้านของฝากในชุมชน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    ทางด้าน นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของโครงการนี้ว่า ผู้ผ่านการฝึกทักษะนำร่องจำนวน 150 คน จะสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้เสริมเฉลี่ยประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน (หรือประมาณ 120,000 บาทต่อคนต่อปี) ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมหมุนเวียนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเน้นกระจายโอกาสไปสู่กลุ่มผู้สูงอายุ แม่บ้าน เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดปัญหาการว่างงาน ยับยั้งการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัวในระยะยาว

    การขับเคลื่อนโครงการนี้อยู่ภายใต้นโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งบูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/44341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZrxUSi4hn440ow1TSMwE9

  • “รมว.พิพัฒน์” นำทีมคมนาคมลุยสตูล ปักหมุด “ท่าเรือตันหยงโป” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมว.พิพัฒน์” นำทีมคมนาคมลุยสตูล ปักหมุด “ท่าเรือตันหยงโป” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GgWqnRa_mz6W6MD1oM36p

  • “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยป่วยมะเร็ง ต้องทำคีโม ไม่รู้กระแสนายกฯ สำรองอักษร “ศ” ก่อนติดตลก “เศกนิติ”

    “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยป่วยมะเร็ง ต้องทำคีโม ไม่รู้กระแสนายกฯ สำรองอักษร “ศ” ก่อนติดตลก “เศกนิติ”

    “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยซบเซา ป่วยเป็นมะเร็งต้องทำคีโม เผยขอทบทวนสิทธิบัตรคนจน หลังพบข้อมูลค้าง 5 ปี อาจมีผู้มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่รู้กระแสนายกฯ สำรอง อักษรย่อ “ศ” ก่อนพูดติดตลก “เศกนิติ”

    วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ หัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ว่า เปรียบเศรษฐกิจไทยป่วยเป็นมะเร็ง โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยซบเซาและโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน จำเป็นต้องตัดสินใจทำคีโม หรือปรับโครงสร้างใหญ่ในวันนี้ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้ อีกทั้งชี้ให้เห็น ความท้าทายจาก 3 วิกฤตโลก โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์ เข้าสู่ยุคที่เน้นความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลัก รวมถึงต้องเผชิญหน้ากับการแบ่งขั้วทางการเมืองโลก การเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว และการปฏิวัติเทคโนโลยี AI

    นอกจากนี้ ยังชูยุทธศาสตร์โมเดล 5T เพื่อขับเคลื่อนประเทศและกระจายรายได้ รัฐบาลเสนอแนวคิด 5 มิติ คือ Target การใช้งบประมาณและช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย Transition เร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด Transform ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรมนุษย์ และเทคโนโลยี AI พร้อมปลดล็อกกฎระเบียบด้วยนโยบาย Thailand FastPass Transparency เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและข้อมูลงบประมาณในรูปแบบดิจิทัลเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมตรวจสอบได้ และ Teamwork / Together บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนผ่านกลไก กรอ.

    พร้อมทั้ง ชูนโยบายการลงทุนระดับล้านล้านบาท เป้าหมายดึงเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท โดยระบุว่า รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ชูมาตรการ Thailand Fast Pass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้แจงสัดส่วนงบลงทุน ชี้แจงกรณีงบลงทุนปี 2570 ดูลดลง เป็นผลจากการยกระดับความโปร่งใส เปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกปกปิดไว้ให้ชัดเจนขึ้น ทำให้ตัวเลขงบประจำสูงขึ้น แต่รัฐบาลจะทดแทนด้วยการขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ที่ประชุมมีมติขอให้มีการทบทวน กลุ่มคนใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยไปสำรวจ ประมาณ 5 ล้านกว่าคน แต่ไม่ได้สำรวจสิทธิคนที่จน ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีอะไรรองรับ

    ส่วนกลุ่มคนที่มีสิทธิเดิม ที่สำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ประมาณ 13.2 ล้านคน พบว่าไม่ได้ทบทวนสิทธิมานาน มีทั้งผู้เสียชีวิต ผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงให้มีการทบทวนกลั่นกรองตามเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีล่าสุด พร้อมทั้งรับข้อสังเกตหน่วยงานต่างๆ มาพิจารณา เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

    ขณะที่กลุ่มของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานประมาณ 1 ล้านราย ก็ให้เอากลุ่มนี้มาพิจารณาด้วย เพราะคือกลุ่มที่ตกหล่น จากฐานข้อมูลรัฐอื่นๆ และขอให้นำตัวเลขทั้งหมดที่มีข้อมูลประมาณ 19 ล้าน ไปทบทวนข้อมูล และกลั่นกรองใหม่เพื่อหาคนที่เดือดร้อนจริงๆ ด้วย

    เมื่อถามว่า จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไร นายเอกนิติ กล่าวว่า ขอรันข้อมูลอีกที และประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นในที่ประชุม ไม่ได้มองว่าตัวเลขสิทธิจะเกิน หรือไม่เกิน 14 ล้านสิทธิ แต่ต้องการดูแลคนที่เดือดร้อนจริงๆ และเวลาที่ตนลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็เห็นใจคนที่เดือดร้อน ผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล หรือไม่มีอะไรเลย วันนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการรายได้ แต่ทุกคนมีโอกาส และเราจะต้องดูแลกลุ่มคนที่เดือดร้อน ซึ่งไม่ได้ยึดติดว่าตัวเลขจะเป็นเท่าไหร่

    เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวว่ารัฐบาลมีนายกฯ สำรองอักษรย่อ “ศ” รอแทนที่ หากเกิดเหตุการณ์ผิดพลาด นายเอกนิติระบุว่า “การเมืองตนไม่ทราบจริงๆ” ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์

    ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่าอาจจะเป็น อักษรย่อ “อ” ก็ได้ นายเอกนิติ หัวเราะพร้อมกับกล่าวต่อว่า “เศกนิติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2944044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12LX0g3UMCHYGNcw84JSYb

  • “เอกนิติ” เปรียบเศรษฐกิจไทย “ป่วยเป็นมะเร็ง” เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานรับโลกใหม่

    “เอกนิติ” เปรียบเศรษฐกิจไทย “ป่วยเป็นมะเร็ง” เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานรับโลกใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 ก.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเวทีเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์

    “วันนี้เราต้องยอมรับว่าเราป่วยเป็นมะเร็ง วันนี้ให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด ให้วิตามินก็ช่วยประคองได้ แต่ยาเคมีบำบัด จะรอให้ในอีก 5 เดือน 6 เดือน หรืออีกปีหนึ่งค่อยมาทำการเปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงานหรือ ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยนผ่าน ไม่รีบทำตัวเองให้แข็งแรง ไม่รีบรักษาโรคที่ต้นตอ ประเทศก็จะยิ่งแย่”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตโลกในปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตที่ผ่านมา เพราะไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้นที่กระทบราคาพลังงานหรือการค้าโลก แต่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก ทั้งวิถีชีวิต วิธีการทำงาน วิธีการดำเนินธุรกิจ และการบริหารประเทศ โดยรัฐบาลจึงต้องมองสถานการณ์ในภาพใหญ่ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 3 ด้าน โดยประการแรก คือ การเปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์สู่โลกที่ให้ความสำคัญกับ Security First จากเดิมที่ภาคธุรกิจเลือกลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่ปัจจุบันให้ความสำคัญกับประเทศที่มีเสถียรภาพและห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงมากกว่า

    “สมัยก่อนเราหาที่ที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่วันนี้ไม่ได้หาแค่ต้นทุนที่ถูกที่สุดแล้ว เราหาที่ที่มั่นคงที่สุด ไม่ใช่ Efficiency First แต่เป็น Security First”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านที่ 2 คือ Green energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทำให้ราคาพลังงานผันผวน ประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งประเทศไทยยังนำเข้าพลังงานคิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติกว่าร้อยละ 60 จึงมีความเปราะบางต่อวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ

    ส่วนการเปลี่ยนแปลงด้านที่ 3 คือ AI Transformation ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของทุกภาคส่วน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปข้อมูล การแปลภาษา ไปจนถึงการตัดสินใจทางธุรกิจและการบริหารองค์กร โดยประเทศที่สามารถนำ AI มาปรับใช้ได้เร็ว จะได้เปรียบในการแข่งขัน

    “วันนี้มันไม่ใช่แค่ Digital Transformation แต่มันคือ AI Transformation ใครขึ้นรถไฟขบวน AI ได้ก่อน ก็จะได้เปรียบ แต่ใครปรับตัวไม่ทัน ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากปัจจัยภายนอก ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 เรื่อง ได้แก่ วิกฤตพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ และความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ทำให้ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่

    “วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนวิกฤตในอดีต วิกฤตครั้งนี้เกิดจากพลังงาน เกิดจากสงคราม แล้วลามมาเป็นวิกฤตค่าครองชีพ”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ รัฐบาลได้กำหนดกรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “5T” ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency และ Together ซึ่งเป็นทั้งแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการข้อแรก Target คือ การใช้นโยบายและงบประมาณอย่างตรงเป้าหมาย เพราะทรัพยากรของรัฐมีจำกัด การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จึงต้องมุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งประชาชนรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และเอสเอ็มอี (SMEs) แทนการใช้งบประมาณแบบหว่านทั่วประเทศ พร้อมออกแบบมาตรการที่ไม่ใช่เพียงการเยียวยาระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวอย่างคือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่รัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI “นกกระซิบ” เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อย วิเคราะห์ยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า ต้นทุนสินค้า ช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด รวมถึงช่วยจัดทำบัญชีเบื้องต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจรายเล็ก

    สำหรับหลักการข้อที่สอง Transition นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะหากยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ประเทศจะยังคงเผชิญต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลจึงเร่งผลักดันการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการข้อที่สาม Transform คือ การปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทุนมนุษย์ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงเร่งสร้างระบบนิเวศด้าน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้

    หลักการข้อที่สี่ Transparency คือ การสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการ โดยรัฐบาลจะเปิดเผยข้อมูลภาครัฐและข้อมูลงบประมาณในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และสื่อมวลชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และนำไปใช้วิเคราะห์ต่อได้ เพราะความโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การดำเนินนโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ส่วนหลักการข้อสุดท้าย Together นายเอกนิติ กล่าวว่า การพัฒนาประเทศไม่สามารถอาศัยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน สถาบันการเงิน ภาคการศึกษา นักวิจัย และประชาชน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนทั้ง 5T ได้พร้อมกัน จะช่วยให้ประเทศรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หากทุกภาคส่วนร่วมกันเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    “ประเทศไทยแย่มานานแล้ว ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำ ไม่ช่วยกันทำ ประเทศไทยก็จะยิ่งถอยหลังไปเรื่อย ๆ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/843876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_lMsttU1bnbYk95wED18u

  • “สมุนไพร” เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ | เดลินิวส์

    “สมุนไพร” เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ | เดลินิวส์

    ท่ามกลางการเติบโตของตลาดสุขภาพ ความงาม และเศรษฐกิจอายุยืน หรือ Longevity Economy สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. จึงเปิดตัวแพลตฟอร์ม PhytoEX เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยจากวัตถุดิบต้นน้ำสู่ สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง หรือ Bioactive Ingredients ที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้จริง

    แพลตฟอร์ม PhytoEX ถูกออกแบบให้เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยง ตั้งแต่การคัดเลือกสมุนไพร การพัฒนากระบวนการสกัด การเพิ่มประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ การทดสอบประสิทธิภาพเชิงลึก ไปจนถึงการเชื่อมโยงภาคเอกชนเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

    เป้าหมายสำคัญของ PhytoEX คือ การสร้างสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยที่มีมาตรฐาน มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัยและการดูแลสุขภาพระยะยาว

    ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX กล่าวว่า หัวใจของแพลตฟอร์มนี้คือการเปลี่ยนมุมมองต่อสมุนไพรไทย จากการเป็นเพียงวัตถุดิบทางการเกษตรหรือสารสกัดทั่วไป ไปสู่การเป็น high-value bioactive ingredients ที่มีความชัดเจนทั้งด้านคุณภาพ กลไกการออกฤทธิ์ และข้อมูลการทดสอบ

    PhytoEX ใช้แนวทางการพัฒนาที่ผสานหลายเทคโนโลยีสำคัญเข้าด้วยกัน ตั้งแต่กระบวนการสกัดที่คำนึงถึงประสิทธิภาพและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการกักเก็บและห่อหุ้มสารออกฤทธิ์ระดับนาโน หรือ nano-encapsulation เพื่อเพิ่มความคงตัว การนำส่ง และประสิทธิภาพของสารสำคัญ ไปจนถึงการทดสอบเชิงลึกในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ สัตว์ทดลอง และในคลินิก

    หนึ่งในระบบทดสอบสำคัญคือ Skin Longevity Testing Platform ซึ่งใช้โมเดลชิ้นเนื้อผิวหนังมนุษย์เพาะเลี้ยง หรือ Skin 4D เพื่อประเมินผลของสารออกฤทธิ์ต่อ biomarker สำคัญที่เกี่ยวข้องกับด้าน skin longevity เช่น การวัดความยาวเทโลเมียร์ และการตรวจวัดอายุชีวภาพของผิว หรือ epigenetic aging clock รวมถึง เสาหลักสภาวะชราด้านอื่น ๆ (Aging hallmarks) ซึ่งเป็นรากฐานของนวัตกรรม Longevity

    “ระบบดังกล่าวช่วยให้การพัฒนาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่การอ้างอิงภูมิปัญญาหรือข้อมูลทั่วไป แต่สามารถสร้างหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ ”

    ภายใต้แพลตฟอร์ม PhytoEX สวทช. ได้พัฒนาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรและพืชศักยภาพสูงหลายรายการ โดยมีการทดสอบทั้งในระดับเซลล์ เนื้อเยื่อ สัตว์ทดลอง และบางรายการอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่การทดสอบทางคลินิก

    เช่น GingerizEX สารออกฤทธิ์จากขิงที่มีสารสำคัญสูง และได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีนาโน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เวชสำอาง จากการทดสอบในโมเดลผิวมนุษย์ พบว่าสามารถสนับสนุนการสร้างคอลลาเจน และลดการเจริญเติบโตของเชื้อก่อสิว นอกจากนี้จากการทดสอบในหนูทดลองยังมีประสิทธิภาพในการลดไขมันอีกด้วย

    อีกหนึ่งตัวอย่าง คืTelozaEX สารออกฤทธิ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อศึกษาศักยภาพด้านการดูแลความเสื่อมของเซลล์ผิวเชิงลึก โดยผ่านการประเมินในโมเดล Skin 4D และพบศักยภาพในการฟื้นฟูความยาวของเทโลเมียร์ในผิวหนังมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการพัฒนาสารออกฤทธิ์กลุ่ม Skin longevity

    นอกจากนี้ ยังมี MeloLifeEX สารออกฤทธิ์จากมะระขี้นกที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีนาโนไขมัน โดยมีข้อมูลการทดสอบด้านการฟื้นฟูผิว และการยืดอายุขัยในหนอนทดลอง รวมถึง LifraSenzEX นวัตกรรมสารผสมจากสมุนไพรที่มีข้อมูลสนับสนุนด้านการลดระดับคลอเลสเตอรอล เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ในโมเดลหมู

    อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญคือ SulfloraEXารสกัดจากต้นอ่อนบรอกโคลีที่พัฒนาเพื่อคงสารสำคัญให้อยู่ในรูปแบบที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยมีข้อมูลการทดสอบด้านการปกป้องเซลล์และการสนับสนุนสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดได้ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

    นอกจากการพัฒนาสารออกฤทธิ์แล้ว สวทช. ยังเตรียมพัฒนา VeriX Platform เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับเผยแพร่ข้อมูลผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์ของสารออกฤทธิ์และผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการส่งทดสอบกับทีมวิจัยของ PhytoEX โดยนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เข้าใจง่าย และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ประกอบการสื่อสารทางธุรกิจ

    VeriX Platform จะทำหน้าที่รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลสำคัญของการทดสอบ เช่น ผลิตภัณฑ์หรือสารที่ได้รับการทดสอบ โมเดลที่ใช้ในการทดสอบ วิธีการทดสอบ ตัวชี้วัดทางชีวภาพ หรือ biomarkers ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลลัพธ์ที่ตรวจพบจากการทดสอบ โดยมีสื่อประกอบ เช่น วิดีโออธิบายผลการทดสอบโดยหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และคู่ค้าทางธุรกิจเข้าใจข้อมูลวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้องและเป็นกลางมากขึ้น

    แนวทางดังกล่าวจะช่วยแก้ข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการไทยที่แม้มีการลงทุนทำวิจัยและทดสอบผลิตภัณฑ์แล้ว แต่ไม่สามารถนำผลการทดสอบไปสื่อสารได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงต่อการใช้ข้อความโฆษณาที่เกินขอบเขตของการกล่าวอ้างผลิตภัณฑ์ VeriX จึโดยผู้ประกอบการสามารถนำลิงก์จาก VeriX Platform ไปใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์ เว็บไซต์ สื่อการตลาด หรือเอกสารนำเสนอผลิตภัณฑ์ แทนการกล่าวอ้างผลด้วยตนเองเพียงฝ่ายเดียว

    ดร.ธวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของนวัตกรรมสมุนไพรไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำเทคโนโลยีไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดจริง PhytoEX จึงทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ผลิตสารออกฤทธิ์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ แบรนด์ ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทางธุรกิจ

    ในระยะแรก สวทช. ตั้งเป้าผลักดันผลิตภัณฑ์จากแพลตฟอร์ม PhytoEX จำนวน 9 ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดภายในปี 2569 จาก pipeline การพัฒนารวม 15 ผลิตภัณฑ์ พร้อมวางแผนต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงพาณิชย์และผู้จัดจำหน่ายสารออกฤทธิ์ในระดับสากล

    “สมุนไพรไทยจะไม่ใช่เพียงมรดกทางภูมิปัญญา แต่จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศในอุตสาหกรรมสุขภาพ ความงาม และ longevityดร.ธวิน กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5998867/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dzohKr2XFzXQHrnpf85pv

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา หารือสำนักงาน IP เซี่ยงไฮ้ ยกระดับความร่วมมือไทย – จีน ป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา หารือสำนักงาน IP เซี่ยงไฮ้ ยกระดับความร่วมมือไทย – จีน ป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก

    ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้การต้อนรับ Mr. YU Chen รองอธิบดีสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน สำนักงานเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Intellectual Property Administration: SIPA) พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง ในโอกาสประชุมหารือแนวทางขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและส่งเสริมความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

    นางอรมน เปิดเผยว่า การหารือระหว่างกรมฯ และ SIPA ครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและรูปแบบการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมบริการการระงับข้อพิพาททางเลือก เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถยุติข้อพิพาทและหาทางออกร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ SIPA ได้ร่วมแบ่งปันแนวทางพัฒนากฎหมายเพื่อรองรับความท้าทายใหม่ในยุคดิจิทัล

    ​นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้ โดยกรมฯ มีความร่วมมือร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม E-commerce รายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Lazada, Shopee, TikTok Shop และ LINE ในการใช้มาตรการ Notice and Takedown เพื่อระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าบนแพลตฟอร์มดังกล่าวอย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของสิทธิและผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กรมฯ จึงเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และแพลตฟอร์ม Shopee ในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ เพื่อเพิ่มกลไกและมาตรการปราบปรามการละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเข้มงวดและเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้แลกเปลี่ยนแนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน โดยกำหนดมาตรการให้แพลตฟอร์มนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลและคัดกรองสินค้าที่อาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก่อนเผยแพร่หรือเปิดจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม รวมทั้งจัดตั้งหน่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภายในแพลตฟอร์มร่วมกับ SIPA เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดฯ อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงมาตรการจัดการกับผู้กระทำความผิดซ้ำ ตลอดจนความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจและการขยายตลาดระหว่างประเทศ โดยฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการศึกษาประสบการณ์และแนวปฏิบัติของนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญของจีน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป

    ​นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือกับคณะผู้แทนระดับสูงจาก SIPA ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างไทยและจีน ทั้งในด้านการพัฒนากฎหมาย การยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญายืนยันความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะดูแล คุ้มครอง และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและจีนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1033606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VSGvgYi9pVoy-HGLXBMOg