Blog

  • เปิดโผอุตฯ ดาว ‘รุ่ง-ร่วง’ เดือน พ.ค.69 ‘แอร์-น้ำตาล’ พุ่ง ด้าน ‘ยานยนต์-ปุ๋ย’ อ่วม

    เปิดโผอุตฯ ดาว ‘รุ่ง-ร่วง’ เดือน พ.ค.69 ‘แอร์-น้ำตาล’ พุ่ง ด้าน ‘ยานยนต์-ปุ๋ย’ อ่วม

    สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน พ.ค. 2569 หดตัว 0.80% เซ่นพิษความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ฉุดความเชื่อมั่นผู้ประกอบการร่วง สวนทางกลุ่มเครื่องปรับอากาศและน้ำตาลที่ยังขยายตัวโดดเด่นจากสภาพอากาศร้อนจัดและคำสั่งซื้อต่างประเทศ

    ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาว คาดช่วยพยุง GDP ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.3-1.6%

    สแกนดัชนี MPI พ.ค. 69 หดตัว 0.80%

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพ.ค. 2569 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัว 0.80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.64%

    ปัจจัยลบหลักมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว 8.68% จากภาวะชะลอตัวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง กดดันค่าครองชีพและกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

    นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ระดับ 84.7 จาก 85.3 ในเดือนก่อนหน้า

    อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง และรองเท้าผ้าใบ นอกเหนือจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมกำลังซื้อและประคองการบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไป

    เปิดโผอุตฯ “รุ่ง-ร่วง” เดือน พ.ค. 69

    จากการประเมินของ สศอ. พบความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมหลักที่แยกออกเป็นกลุ่มเติบโตเด่น (รุ่ง) และกลุ่มที่ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด (ร่วง) ดังนี้

    อุตสาหกรรมดาวรุ่ง ประกอบด้วย 1. เครื่องจักรทั่วไป / แอร์ (+20.01%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจาก สภาพอากาศที่ร้อนจัดและฝนน้อย กระตุ้นความต้องการเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานรุ่นใหม่ ทั้งในประเทศและการส่งออก

    2. น้ำตาล (+20.10%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจาก โรงงานเร่งแปรรูปน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และกากน้ำตาลเพื่อส่งมอบตามสัญญา

    3. กลั่นปิโตรเลียม (+5.33%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจาก การเร่งผลิตน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเตาเพื่อรักษาเสถียรภาพสต๊อกน้ำมันเชื้อเพลิง

    ขณะที่ อุตสาหกรรมดาวร่วง ประกอบด้วย 1. ยานยนต์ (-8.68%) โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจาก ได้รับผลกระทบหนักจากสงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบตลาดส่งออก ขณะที่ในประเทศเจอสถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อรถยนต์

    2. ปุ๋ยเคมี (-23.62%) โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจาก ปัญหาขนส่งหยุดชะงักในตะวันออกกลางทำราคาแม่ปุ๋ยพุ่งสูง ดันต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้น สวนทางกำลังซื้อเกษตรกรที่ลดลง

    3. น้ำมันปาล์ม (-31.13%) โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจาก ปริมาณผลผลิตปาล์มสู่ตลาดลดลง จากภัยแล้งและอากาศร้อนจัดทำให้ปาล์มสุกเร็วและเร่งเก็บเกี่ยวไปก่อนหน้านี้

    มิ.ย. ส่งสัญญาณ “เฝ้าระวัง” ทั่วโลกชะลอตัว

    สำหรับแนวโน้มในเดือนมิ.ย. 2569 ระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยยังคง “ส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่อง” โดยปัจจัยภายในประเทศเผชิญการชะลอตัวของการลงทุนในหมวดยานพาหนะ และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้นจนกระทบความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ภาคการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปที่เผชิญความกังวลจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนภูมิภาคอาเซียนเจอกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการส่งออกจีนยังคงเป็นสัญญาณบวกเดียวที่สะท้อนว่าการค้าโลกอาจเริ่มฟื้นตัว

    ทั้งนี้ สศอ. ระบุว่า จากการวิเคราะห์โดยใช้ฐานข้อมูลบัญชีเมตริกส์สังคม (SAM) โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตภายนอก โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่า GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ราว 1.3% หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.6%

    หากสถานการณ์คลี่คลายลง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม อาหาร สิ่งทอ และบรรจุภัณฑ์ จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับอานิสงส์ ซึ่งหลังจากนี้ สศอ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดมาตรการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1241240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ocbQgRyIjFWwnx5_RHkoY

  • เศรษฐกิจไทย’ ซบเซา เหมือนป่วยมะเร็งต้องทำคีโม ต้องเร่งรักษาปากท้องประชาชน

    เศรษฐกิจไทย’ ซบเซา เหมือนป่วยมะเร็งต้องทำคีโม ต้องเร่งรักษาปากท้องประชาชน

    ในวันที่…‘เศรษฐกิจไทย’ ซบเซา อาการคล้ายคนป่วยมะเร็งต้องทำคีโม รัฐต้องเร่งลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ก่อนถอยหลังไปกว่านี้ ปากท้องประชาชนจะอยู่ยังไง?

    • ‘เอกนิติ’ เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนผู้ป่วยมะเร็ง ชี้ต้องเร่งปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ หรือ ‘ทำคีโม’ เพื่อฟื้นศักยภาพการเติบโตของประเทศ
    • เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยโมเดล 5T ตั้งเป้าดึงเงินลงทุน FDI 1 ล้านล้านบาท พร้อมทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงผู้เดือดร้อนจริง
    • ปัดตอบกระแสนายกฯ สำรองอักษร ‘ศ’ ย้ำไม่ทราบเรื่องการเมือง ก่อนกล่าวติดตลกว่า ‘เศกนิติ’ สร้างสีสันช่วงท้ายการให้สัมภาษณ์

    ในวันที่…‘เศรษฐกิจไทย’ ซบเซา อาการคล้ายคนป่วยมะเร็งต้องทำคีโม รัฐต้องเร่งลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ก่อนถอยหลังไปกว่านี้ ปากท้องประชาชนจะอยู่ยังไง?

    เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการปฏิวัติเทคโนโลยี AI ทำให้โจทย์สำคัญของประเทศในเวลานี้ คือการเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ล่าสุด ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ หัวข้อ ‘โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก’ โดยเปรียบ ‘เศรษฐกิจไทย’ ที่ซบเซาและเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน เหมือนผู้ป่วย ‘มะเร็ง’ ที่จำเป็นต้อง ‘ทำคีโม’ หรือเร่งปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ตั้งแต่วันนี้ เพราะหากปล่อยไว้นานกว่านี้ ต้นทุนในการแก้ปัญหาจะยิ่งสูงขึ้น

    เศรษฐกิจไทย’ ซบเซา เหมือนป่วยมะเร็งต้องทำคีโม ต้องเร่งรักษาปากท้องประชาชน

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียม ‘ทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ หลังพบว่าฐานข้อมูลผู้ได้รับสิทธิเดิมกว่า 13.2 ล้านคน ไม่ได้ทบทวนมานานถึง 5 ปี ขณะที่มีกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่กว่า 5 ล้านคน และข้อมูลผู้ตกหล่นจากหน่วยงานรัฐอีกราว 1 ล้านราย ทำให้ต้องนำข้อมูลรวมประมาณ 19 ล้านรายมาคัดกรองใหม่ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง โดยย้ำว่าไม่ได้ยึดติดกับจำนวนผู้ได้รับสิทธิ แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cvw4zb1r4XKTnloN7OH_s

  • “อลงกรณ์” เตือนรัฐบาลอนุทิน ไทยเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ชู 5 วาระปฏิรูปด่วนกู้เศรษฐกิจ

    “อลงกรณ์” เตือนรัฐบาลอนุทิน ไทยเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ชู 5 วาระปฏิรูปด่วนกู้เศรษฐกิจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37dQX4gb-C08i0UofmKExZ

  • “เอกนิติ” ขึ้นเวทีเสวนา หัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” | one31.co.th

    “เอกนิติ” ขึ้นเวทีเสวนา หัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79588&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MwzT8UWFQFlqf9JtbTcif

  • สส.หนึ่ง ผนึกกรมเจ้าท่า เดินหน้าขุดลอกร่องน้ำกระบี่ ยกระดับเศรษฐกิจทางทะเล | TOPNEWS

    สส.หนึ่ง ผนึกกรมเจ้าท่า เดินหน้าขุดลอกร่องน้ำกระบี่ ยกระดับเศรษฐกิจทางทะเล | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2569 ความคืบหน้าโครงการขุดลอกร่องน้ำกระบี่ (ร่องใน) เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม หลังได้รับการผลักดันจากทุกภาคส่วน นำโดย นายกิตติ กิตติธรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาร่องน้ำตื้นเขิน เพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ สนับสนุนการท่องเที่ยวและการประมงของจังหวัดกระบี่ โดยกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ผ่านสำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 3 ร่วมกับสำนักงานเจ้าท่าส่วนภูมิภาค สาขากระบี่ เริ่มดำเนินโครงการขุดลอกร่องน้ำกระบี่ (ร่องใน) อย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมทางน้ำและรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวทางทะเล

    โครงการครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่บริเวณปากน้ำกระบี่ ต่อเนื่องถึงเขื่อนหน้าเมืองกระบี่ และท่าเรือท่องเที่ยวปากคลองจิหลาด ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำสายสำคัญ รองรับทั้งเรือประมง เรือท่องเที่ยว และเรือโดยสารประจำเส้นทางกระบี่–เกาะพีพี โดยกรมเจ้าท่าได้ระดมเรือขุดลอกพร้อมเรือสนับสนุนเข้าขุดลอกตะกอนดินและสิ่งหมักหมมที่สะสมอยู่ในร่องน้ำ เพื่อเพิ่มความลึกและความกว้างของเส้นทางเดินเรือให้สามารถรองรับการสัญจรของเรือทุกประเภทได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ กรมเจ้าท่าได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส โดยจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น 2 ครั้ง เมื่อเดือนสิงหาคมและธันวาคม 2568 เพื่อชี้แจงรายละเอียดและรับข้อเสนอแนะจากกลุ่มชาวประมง ผู้ประกอบการ และผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ให้การดำเนินงานสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและลดผลกระทบต่อชุมชนให้มากที่สุด ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุเรือเกยตื้น เพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ในระยะยาว

    ประดิษฐ์ รอดเกิด ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1621056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oQ8UQVJr9BU2WEqr7fIh4

  • มองต่างมุม ปธ.หอการค้าไทย ชี้แก้เศรษฐกิจระยะยาว เริ่มที่พัฒนาคน-สังคม ลดระบบซ้ำซ้อน ก่อทุจริต

    มองต่างมุม ปธ.หอการค้าไทย ชี้แก้เศรษฐกิจระยะยาว เริ่มที่พัฒนาคน-สังคม ลดระบบซ้ำซ้อน ก่อทุจริต

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/158474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M2MJKhV8KsUY6D385BEFA

  • รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด ลั่นต้องคุยกัมพูชาให้รื้อเขื่อนดักตะกอน กัดเซาะฝั่งไทย

    รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด ลั่นต้องคุยกัมพูชาให้รื้อเขื่อนดักตะกอน กัดเซาะฝั่งไทย

    รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ชายแดน จ.ตราด พบผู้ประกอบการเดือดร้อน ผลพวงสู้รบไทย-กัมพูชา เล็งคุย รัฐบาล-รมว.กต. ย้ำต้องลดความหวาดระแวง หวังทำ เศรษฐกิจชายแดนดีขึ้น เผยต้องคุยกัมพูชา ให้รื้อเขื่อนดักตะกอน เพิ่ม หลังกัดเซาะฝั่งไทย ชี้ต้องสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น มองเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ถ้าคุยกันรู้เรื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

    4 กรกฎาคม 2569 -พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่จังหวัดตราด เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ความมั่นคงชายแดน และยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

    ทั้งนี้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเขื่อนดักตะกอน ตรงข้ามชายแดนบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ที่สร้างโดยเอกชนกัมพูชาในฝั่ง จ.เกาะกง ใกล้หลักเขตแดนที่ 73

    พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนเพิ่งมารับทราบปัญหา พบว่าทำให้พื้นที่ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ส่วนจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร ต้องหารือส่วนที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อให้ปัญหาลดน้อยลง โดยน้ำเซาะจากฝั่งนู้น ทำให้ดินตะกอนอยู่ฝั่งกัมพูชา แต่น้ำมาเซาะกร่อนฝั่งไทย ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2541

    ส่วนทางฝ่ายกัมพูชาจะต้องรื้อถอนเพิ่มหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ก็ต้องมาพูดคุยกัน อย่างที่บอกสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ตรงนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีความเจริญทางเศรษฐกิจ ถ้าเราพูดคุยกันรู้เรื่อง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก

    พล.ท.อดุลย์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่บริเวณชายแดนบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อติดตามสถานการณ์แหล่งการชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า พื้นที่นี้มีความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน สถานที่ท่องเที่ยว แต่ไม่มีนักท่องเที่ยว จากปัญหาสู้รบ น่าจะปรับสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น ลดความหวาดระแวง และพูดคุยกัน ใครไม่อยู่ในพื้นที่คงไม่ทราบความเดือดร้อน ที่มีอาชีพ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการต่างๆ เดือดร้อนเยอะ เดี๋ยวคงได้พูดคุยกัน

    “หากได้คุยกับรัฐบาล และคุย รมว.การต่างประเทศ เพราะเราไม่สามารถแยกประเทศออกจากกันได้ ประชาชนคนไทย-กัมพูชา ไม่ได้ทะเลาะกัน เราทะเลาะกับผู้นำของเขาบางส่วน เพื่อลดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ก็ทำให้เศรษฐกิจพื้นที่ชายแดนให้ดีขึ้น ค่อยมาพูดคุยกัน ไม่ได้หมายความว่าผมจะเปิดด่าน-ปิดด่าน แต่เราต้องลดความหวาดระแวง ซึ่งกันและให้ลดน้อยลง และสร้างความเป็นพี่เป็นน้อง เรายืนยันว่า คนไทย-กัมพูชา ไม่ได้ทะเลาะกัน” พล.ท.อดุลย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1026284/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tk5K7QqmkU_xS2HvHEz1p

  • นักวิชาการชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย ต้องปรับโครงสร้างสอดคล้องกับบริบทโลก

    นักวิชาการชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย ต้องปรับโครงสร้างสอดคล้องกับบริบทโลก

    นักวิชาการชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย ต้องปรับโครงสร้างสอดคล้องกับบริบทโลก

    นักวิชาการชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย ต้องปรับโครงสร้างสอดคล้องกับบริบทโลก ย้ำวินัยการเงินการคลังต้องเข้มแข็ง เร่งเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงการลงทุนต่างชาติ ดันจีดีพีโต 3-5%

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุ ปีนี้เป็นปีของโอกาส และทางรอดอันน้อยนิดของเศรษฐกิจไทย ซึ่งทุกคนจะต้องร่วมกันเร่งหาทางรอดให้เศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง เพราะในขณะนี้เศรษฐกิจของไทยมีความเสี่ยงทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกไปทางไหน และยังมีการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่หลายคนมีความกังวลว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานในภาคส่วนใด อาชีพไหนที่จะถูกกระทบให้หายไปบ้าง

    “การเตรียมพร้อมในด้าน AI ของจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทาง AI และกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก และทำให้สหรัฐฯ ต้องเดินเกมสกัดจีน โดยเฉพาะการกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ตามท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปจะวิ่งเข้ามาเอเซีย และไทยมีโอกาสจากส่วนนี้ เห็นได้จากการให้การต้อนรับในหลวงและพระราชีนีของเราอย่างยิ่งใหญ่ของ แอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส”

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า เราจำเป็นต้องใช้ความได้เปรียบของไทยที่มีอยู่ เพราะประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุดคือ เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และเร่งเสริมเสน่ห์ของเรา เพื่อดึงนักลงทุนทั่วโลกให้กลับมาที่เรา การทำให้ธุรกิจเราลงทุนได้ง่ายขึ้น (ease doing bussinesss) เป็นสิ่งที่เราต้องเร่งทำให้เร็ว ในขณะที่อีกสิ่งสำคัญซึ่งหอการค้าไทยเห็นว่าต้องดำเนินการคือ การเร่งปราบปรามการคอร์รัปชั่น

    “วันก่อน ธนาคารโลก เพิ่งปรับระดับประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เท่ากับประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสของเขาในการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก และข้อที่เขาได้เปรียบเราคือ เขาเป็นประเทศที่มีคนเกิดใหม่มาก เป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ในขณะที่ประเทศเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ และหากถามนักลงทุนว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน สถานะเราเป็นอย่างไร ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังค่อยๆ หายไปจากแผนที่โลก ดังนั้น เราจะต้องเปิดรับต่างชาติเข้ามาทำงาน มาอยู่อาศัยในไทย หรือ Expat มากขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องเร่ง เพราะข้อดีของไทยคือ เราไม่เคยทะเลาะกับใคร ต้อนรับต่างชาติเสมอ เพื่อที่จะดึงคนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ”

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องมีกองหลังคือ วินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง มีกองกลาง ซึ่งเป็นที่ทำหน้าที่ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ การรับมือการยกระดับประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต พัฒนาให้คนไทยเข้าถึงและมีความสามารถในการใช้ AI การเร่งปรับลดกฎหมายกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ และการอำนวยความสะดวกผ่านโครงการ Thailand FastPast

    “หากเราต้องการเข้าสู่ประเทศรายได้ระดับสูงใน 12 ปีข้างหน้า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง บอกไว้ว่า ประเทศไทยต้องกลับมาโต 3% ขึ้นไปตั้งแต่ปี 2573 และโต 5% ต่อเนื่องไปตั้งแต่ปี 2575 แต่วันนี้ เรายังโตได้ต่ำๆ ที่ 2% และจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ไม่ได้มองว่าไทยจะโตเกิน 3% ใน 5 ปีข้างหน้า นอกเหนือจากการสร้างเสน่ห์ที่เราเคยมีกลับมาแล้ว และต้องหาเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อที่สร้างการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้โต 3% หรือ 5% อีกครั้ง ซึ่งแนวทางของ กรอ. ก็เป็นแนวทางที่ดี หรือจะสร้างแลนด์บริจด์ก็ทำได้ ถ้าทำแล้ว ดึงการลงทุนจากจีน จากตะวันออกกลางเข้ามา เพราะการทำเพื่อโลจิติกส์อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น เราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเราตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ไม่ให้เสน่ห์ของไทยหายไปตลอดกาล”
     

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378979774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01S-xhZ7SOO4E0orfCkkwL

  • เกิดอะไรขึ้น?! คำทำนายหมอดูตาบอด “เกี่ยวกับปี 2026” ถูกขุดขึ้นมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง

    เกิดอะไรขึ้น?! คำทำนายหมอดูตาบอด “เกี่ยวกับปี 2026” ถูกขุดขึ้นมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง

    จับตาคำทำนาย “บาบา วังกา” ปี 2026 ถูกขุดอีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤต AI และภัยธรรมชาติทั่วโลก

    กลายเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโลกออนไลน์เมื่อช่วงกลางปี 2026 นี้ หลังจากสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งและผู้คนในโลกโซเชียลพากัน “ขุดคุ้ย” คำทำนายของ “บาบา วังกา” (Baba Vanga) แม่หมอตาบอดชาวบัลแกเรียผู้ล่วงลับขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภัยธรรมชาติ คำทำนายเหล่านี้จึงกลับมาได้รับความสนใจและเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่าคำทำนายที่แชร์กันอยู่นี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือเอกสารต้นฉบับใด ๆ มารับรองความถูกต้อง

    บาบา วังกา หรือชื่อจริงคือ วังเกลิยา ปานเดวา กุชเตโรวา (Vangelia Pandeva Gushterova) เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1996 ได้รับฉายาจากผู้เลื่อมใสว่าเป็น “นอสตราดามุสแห่งคาบสมุทรบอลข่าน” ข้อมูลจากสื่อต่างประเทศอย่าง Express ระบุว่า คำทำนายส่วนใหญ่ของเธอไม่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการบอกเล่าปากต่อปาก หรือเป็นการรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ หลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้วเท่านั้น

    เปิด 5 ประเด็นคำทำนายปี 2026 ที่โลกออนไลน์กำลังจับตา

    จากการรวบรวมข้อมูลของสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Express, Mirror UK และ Economic Times พบว่าประเด็นคำทำนายของบาบา วังกา ที่ถูกนำมาส่งต่อและพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ มีดังนี้

    1. การผงาดของขั้วอำนาจใหม่ในเอเชีย
    เนื้อหาที่มีการหยิบยกขึ้นมาบ่อยที่สุดคือการคาดการณ์ว่าดุลอำนาจของโลกจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยศูนย์กลางอำนาจจะย้ายจากชาติตะวันตกมาสู่เอเชีย โดยเฉพาะบทบาทและอิทธิพลของประเทศจีนที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างเด่นชัดในปี 2026

    2. วิกฤตการณ์ทางการเงินและระบบธนาคาร
    ในด้านเศรษฐกิจ มีการอ้างว่าแม่หมอตาบอดเคยเตือนถึงช่วงเวลาแห่งความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่จะลากยาว มีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อรุนแรง ความผันผวนของตลาดทุน และสภาวะตึงเครียดในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถดถอยลงในหลายประเทศ

    3. ภัยธรรมชาติและสภาพอากาศสุดขั้ว
    เรื่องของภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ถูกแชร์อย่างมาก โดยระบุถึงแนวโน้มการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ น้ำท่วมรุนแรง ภูเขาไฟระเบิด และสภาพอากาศแปรปรวนในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งเมื่อประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้คนในโซเชียลยิ่งเกิดความวิตกกังวล

    4. วิกฤตความเชื่อมั่นและความเป็นส่วนตัวจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)
    การตีความคำทำนายบางส่วนเชื่อมโยงไปถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยเตือนว่าเทคโนโลยีนี้จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด จนสร้างความท้าทายต่อการควบคุมของมนุษย์ และก่อให้เกิดปัญหาด้านจริยธรรมในอนาคต

    5. ปริศนาการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก
    ประเด็นที่สร้างความฮือฮาและน่าอยากรู้อยากเห็นที่สุดคือ สมมติฐานที่ว่ามนุษย์อาจได้ติดต่อกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก ซึ่งประเด็นนี้ถูกโยงกลับมาพูดถึงหลังจากที่นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบ “วัตถุระหว่างดวงดาว” (Interstellar Object) ในปี 2025 อย่างไรก็ตาม ในแง่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ทีมนักดาราศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่าวัตถุดังกล่าวเป็นเพียงวัตถุทางอวกาศตามธรรมชาติเท่านั้น และไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงว่าเกี่ยวข้องกับอารยธรรมต่างดาวแต่อย่างใด

    เหตุใดคำทำนายของ “บาบา วังกา” ยังคงเป็นข้อถกเถียงไม่รู้จบ?

    เสน่ห์และกระแสความนิยมในตัวคำทำนายของ บาบา วังกา เกิดจากการที่ข้อความส่วนใหญ่มักมีความกระชับและใช้คำในลักษณะนามธรรมกว้าง ๆ ส่งผลให้ผู้คนสามารถนำไปตีความหักมุมให้เข้ากับบริบทหรือเหตุการณ์ข่าวดังในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย

    ขณะที่สำนักข่าว The Guardian ได้อ้างอิงความเห็นของนักวิจัยระบุว่า ภาพจำของบาบา วังกา ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมและขับเคลื่อนด้วยพลังของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย เรื่องราวหลายเรื่องถูกแต่งเติม ดัดแปลง หรือนำไปผูกโยงกับข่าวสารรายวัน ทำให้เป็นเรื่องยากมากที่จะพิสูจน์ว่าข้อความไหนคือคำพูดที่มาจากเธอจริง ๆ

    ดังนั้น แม้ว่าคำทำนายเกี่ยวกับปี 2026 จะถูกขุดขึ้นมาสร้างกระแสและดึงดูดความสนใจจากสังคมมากเพียงใด เหล่านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ผู้บริโภคข่าวสารรับฟังด้วยความระมัดระวังและใช้จักรยาน เอ้ย! ใช้วิจารณญาณ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ใด ๆ มารองรับความจริงแท้ของคำทำนายเหล่านี้ และควร มองเรื่องนี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture) มากกว่าจะเป็นคัมภีร์พยากรณ์อนาคตที่จับต้องได้

    แหล่งข้อมูล

    1. Express UK: Baba Vanga Predictions for 2026 and the Shifting Global Superpowers
    2. The Guardian: How the Internet Built the Modern Myth of Baba Vanga

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9897602/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2otbNl01bXxzFRd-kbOxyx

  • ฝันสลายที่ต่างแดน! ตา-ยายลักลอบหนีกลับไทย กิจการเจ๊งเซ่นพิษล้างแก๊งคอลฯในเขมร ไม่รอดถูกจับ | เดลินิวส์

    ฝันสลายที่ต่างแดน! ตา-ยายลักลอบหนีกลับไทย กิจการเจ๊งเซ่นพิษล้างแก๊งคอลฯในเขมร ไม่รอดถูกจับ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 กรกฎาคม กองกำลังบูรพา นำโดย พ.ท.เตชทัต เฉลิมจิตต์ ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 1202 พร้อมกำลังทหารพราน ร่วมกับกองร้อยทหารราบ หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ออกลาดตระเวนเข้มงวดเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน บริเวณหมู่ 8 บ้านป่าไร่ใหม่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

    ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตรวจพบชายและหญิงสูงวัยคู่หนึ่งมีท่าทางพิรุธ เดินลัดเลาะออกมาจากป่าละเมาะริมชายแดน มุ่งหน้าเข้าสู่ฝั่งประเทศไทย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบพบว่า ทั้งสองเป็นคนไทย ทราบชื่อคือ นายสมบูรณ์ อายุ 65 ปี ชาวเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และ น.ส.สุรัตน์ อายุ 69 ปี ชาวเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทาง (Passport) ได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวน

    ทั้งคู่ให้การรับสารภาพว่า เป็นสามีภรรยากัน เดิมประกอบอาชีพรับจ้างในศูนย์อาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีรายได้เพียงเดือนละประมาณ 5,000-6,000 บาท กระทั่งปี 2565 ต้องการสร้างฐานะ จึงตัดสินใจเดินทางไปเปิดร้านอาหารตามสั่งและร้านข้าวแกงในจังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา แม้หนังสือเดินทางจะหมดอายุแล้วก็ตาม โดยว่าจ้างผู้นำพาชาวกัมพูชาลักลอบพาข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ เสียค่าใช้จ่ายคนละ 5,000 บาท

    ทั้งสองเปิดร้านอาหารและเช่าบ้านพักอยู่ใน จ.เสียมราฐ ช่วงแรกกิจการดำเนินไปได้ด้วยดี แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2569 หลังทางการกัมพูชาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์อย่างเข้มข้นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซา ลูกค้าหายไปอย่างมาก ทำให้ร้านประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก รายได้ไม่เพียงพอจ่ายค่าเช่าบ้าน

    เมื่อไม่สามารถประคองกิจการต่อไปได้ ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย โดยว่าจ้างขบวนการลักลอบนำพาข้ามแดนอีกครั้งในราคาคนละ 7,500 บาท ซึ่งตกลงชำระเงินเมื่อเดินทางถึงฝั่งไทย

    จากนั้นทั้งสองนั่งรถสามล้อจากเมืองปอยเปต ก่อนเดินเท้าลัดเลาะตามป่าเพื่อข้ามชายแดนเข้าประเทศไทย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานตรวจพบและจับกุมได้เสียก่อน ขณะที่ผู้นำพาชาวกัมพูชาอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีกลับข้ามชายแดนไปได้

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้จัดทำบันทึกประวัติ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย พร้อมขยายผลติดตามตัวผู้นำพาที่หลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6001110/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F54N5CKedsWPzMXXOtWU1