Blog

  • กก.นโยบายเศรษฐกิจเตรียมประชุมบ่ายนี้ เดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส”

    กก.นโยบายเศรษฐกิจเตรียมประชุมบ่ายนี้ เดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส”

    กก.นโยบายเศรษฐกิจเตรียมประชุมบ่ายนี้ เดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส”

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ที่กระทรวงการคลัง โดยวาระสำคัญในการประชุมคือ การเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส หลังจากที่ผ่านมาได้ผลในการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ขณะเดียวกันทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    สาระสำคัญที่จะหารือกันคือ การเดินหน้าในส่วน “พลัส” เพื่อต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิม ด้วยการยกระดับทักษะผู้ค้า ด้วยการนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาจัดหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์ ให้พ่อค้าแม่ค้าเรียนรู้วิธีที่จะขายของผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ตลอดจนเรียนรู้วิธีการทำบัญชีเพื่อให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงเพื่อนำไปสู่การวางแผนการจำหน่ายอย่างถูกต้องเหมาะสม ตามเป้าหมายในการดำเนินโครงการนี้ของรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000107201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01YcbwM-p4lilxgDSI-XNR

  • สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้าทำ CSR ต่อเนื่องในเดือนแห่งการไว้อาลัย

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้าทำ CSR ต่อเนื่องในเดือนแห่งการไว้อาลัย

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้าทำ CSR ต่อเนื่องในเดือนแห่งการไว้อาลัย

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) รวมใจทำความดี เดินหน้าส่งต่อพลังแห่งการให้ในช่วงเดือนแห่งการน้อมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่สวรรคาลัย ผ่านโครงการ “สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สร้างอนาคต เพื่อเด็กไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ร่วมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนกับกิจกรรมปรับปรุงอาคาร พร้อมมอบทุนการศึกษาน้อง ๆ จากโรงเรียน 2 แห่งในจังหวัดนครนายก เพื่อสร้างคนเก่งที่มีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทย

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้าทำ CSR ต่อเนื่องในเดือนแห่งการไว้อาลัย

    นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association: HBA) เปิดเผยว่า สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน น้อมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่สวรรคาลัย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ด้วยความอาลัยและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจึงถือโอกาสนี้ในการสานต่อพันธกิจด้านสังคม CSR ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ภายใต้ชื่อ “สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สร้างอนาคต เพื่อเด็กไทย” ซึ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกปี และปีนี้เข้าสู่ปีที่ 12 ถือเป็นหนึ่งในหัวใจความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ตั้งแต่นโยบายการทำงานจนถึงการขยายผลไปสู่ภาคการศึกษา

    ในปี 2568 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้กำหนดแผนดำเนินกิจกรรม “สร้างโอกาสเพื่อการเรียนรู้” โดยมีบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ร่วมให้การสนับสนุนเป็นมูลค่ากว่า 500,000 บาท ให้กับโรงเรียน 2 แห่งในจังหวัดนครนายก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมทางการศึกษา ให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขและยั่งยืน

    โรงเรียนวัดวังตูม (บ้านใหญ่ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก)

    สมาคมฯ มอบโทรทัศน์และพัดลม เพื่อใช้ในห้องเรียนและพื้นที่กิจกรรมของนักเรียน เป็นการสนับสนุน “เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้” ที่ช่วยให้บรรยากาศในห้องเรียนมีความสะดวกสบายและเอื้อต่อการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

    โรงเรียนวัดหนองเตย ตั้งตรงจิต 8 (อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก)

    สมาคมฯ ดำเนินโครงการซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารหอประชุม รวมถึงปูกระเบื้องอาคารเรียน และปรับปรุงแปลงผักของโรงเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย สะอาด และเอื้อต่อการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ พร้อมปลูกฝังทักษะด้านเกษตรและความรับผิดชอบต่อชุมชน มูลค่าการปรับปรุงอาคารและสิ่งแวดล้อม มูลค่าการสนับสนุน ประมาณ 300,000 บาท

    นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้มอบทุนการศึกษา รวมจำนวน 200,000 บาท ให้แก่นักเรียนทั้งสองโรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ตั้งใจศึกษา พัฒนาศักยภาพของตน และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”เชื่อมั่นว่าเด็ก คือผู้พัฒนาต่อยอดอนาคตของประเทศไทย สมาคมฯ เลือกที่จะมอบโอกาส มอบเครื่องมือ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อเป็นรากฐานให้เยาวชนไทยก้าวไปสู่อนาคตอย่างเข้มแข็ง” นายอนันต์กร กล่าว

    กิจกรรมทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่ให้ความสำคัญกับการทำประโยชน์คืนแก่สังคม (CSR) ท่ามกลางบทบาทของสมาคมฯ ในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยการ “สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม” ผ่านการพัฒนาเยาวชนและสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าและยกระดับมาตรฐานธุรกิจเพื่อแก่สมาชิกสมาคมฯ พันธมิตรธุรกิจ ผู้ปลูกสร้างบ้านและประชาชนทั่วไป รวมทั้งให้ความสำคัญต่อการทำประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    “ในช่วงการไว้อาลัยนี้ แม้สมาคมฯ จะงด หรือปรับลดกิจกรรมบางประการให้เหมาะสมกับวาระ แต่การส่งต่อโอกาสให้แก่เยาวชนซึ่งเป็น “อนาคตของประเทศ” ยังคงเดินหน้าด้วยความตั้งใจจริง ด้วยความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระราชินีนาถ พระพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการศึกษาและเยาวชนไทยมาโดยตลอด ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ขอเรียนเชิญสมาชิกทุกหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมให้กำลังใจในโครงการดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะส่งผลให้เด็ก ๆ ของทั้งสองโรงเรียนจะเติบโตอย่างเข้มแข็ง และพร้อมเป็นกำลังสำคัญสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป” นายอนันต์กร กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12763464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ViIlDrIvOBtLMFKmBRQqs

  • ระดับ ‘วิตามินดี’ ต่ำ สะท้อนพฤติกรรมใช้ชีวิตผิด

    ระดับ ‘วิตามินดี’ ต่ำ สะท้อนพฤติกรรมใช้ชีวิตผิด

    10 พ.ย. 2568 – ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วิตามินดีต่ำ คือใช้ชีวิตผิด

    เรื่องเกี่ยวกับวิตามินดีเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญมาก เพราะในเวลาที่ผ่านมามีการให้ความสำคัญ จนกระทั่งต้องมีการตรวจวัดระดับของวิตามินดีในการตรวจสุขภาพ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

    นอกจากนั้น มีการเสริมวิตามินดีถ้าพบว่ามีระดับต่ำ จนกระทั่งมีการเสริมวิตามินดีเพื่อใช้ในการป้องกันโรคหรือภาวะต่างๆ ตั้งแต่โรคมะเร็ง โรคหัวใจและเส้นเลือดตีบ เบาหวาน และเป็นตัวป้องกันความเสี่ยงสำหรับการเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ

    อ่านเรื่องกระดูกพรุน วารสาร lancet 2025 https://www.facebook.com/share/p/17UfjFPzHy/?mibextid=wwXIfr

    ในระยะเวลาที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการใช้วิตามินดีในจุดประสงค์ต่างๆ ดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์ และหน่วยงานอิสระของรัฐสภาสหรัฐฯ US preventive task forces ที่ทำหน้าที่ในการประเมินการใช้ยาต่างๆ ว่าเกิดประโยชน์และคุ้มค่าจริงหรือไม่ ได้ประกาศหลายครั้งด้วยกันว่าไม่ควรต้องมีการเจาะระดับของวิตามินดีเพื่อเสริม หรือเติมเข้าไปเพื่อหวังปราศจากโรค อายุยืน

    ทั้งนี้หน่วยงานดังกล่าวไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสมาคมผู้เชี่ยวชาญต่างๆ หรือบริษัทจำหน่ายยาต่างๆ

    หมอได้นำหลักฐานดังกล่าวที่เกี่ยวกับการใช้วิตามินดีและแคลเซียมที่อาจไม่เกิดประโยชน์นัก รวมทั้งภาวะกระดูกพรุน มาเรียนให้พวกเราได้อ่านในหลายบทความในคอลัมน์สุขภาพหรรษา

    ในบทนี้ได้นำเนื้อหาจากคุณหมอ F.Perry Wilson ใน Medscape วันที่ 29 พฤศจิกายน 2022 ที่ได้สรุปผลของการศึกษาต่างๆ รวมทั้งการวิเคราะห์อภิมาน จนกระทั่งถึงการรายงานล่าสุดถึงความล้มเหลวในการใช้วิตามินดีเสริมในเด็กที่ตรวจพบว่าขาดวิตามินดีเพื่อที่จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นและเจริญเติบโตดีขึ้น และในการป้องกันวัณโรค

    เนื้อหาที่สำคัญที่จะสื่อก็คือ ระดับของวิตามินดีนั้น แท้ที่จริงเป็นเพียงตัวสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยถ้ากินอาหารสุขภาพที่มีประโยชน์โดยไม่กินอาหารร้อนแรงที่ก่อให้เกิดการอักเสบออกกำลังกายสม่ำเสมอภายใต้แสงแดด ระดับวิตามินดีก็จะไม่ต่ำ

    คนที่เจาะเลือดแล้วมีระดับวิตามินดีต่ำนั้น จะกลายเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญให้ปรับปรุงการใช้ชีวิต อาหารการกิน และการออกกำลังทั้งหมด

    รายงานจากการสังเกต (observational study) ในยุคแรกๆ จะพบว่าระดับวิตามินดีที่ต่ำนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะหรือโรคแทบทุกชนิด แต่ทั้งหมดไม่ได้พิสูจน์ว่าการขาดวิตามินดีทำให้เกิดโรค หรือเป็นเหตุเป็นผลกัน แท้จริงเป็นเพียงเสมือนดัชนีชี้ความบกพร่องทางสุขภาพเท่านั้น

    ในเรื่องของการป้องกันมะเร็งซึ่งเชื่อกันว่า ถ้ามีวิตามินดีต่ำจะเป็นมะเร็งมาก แต่เมื่อทำการศึกษาใน 26,000 รายเทียบกับยาหลอก ไม่พบว่ามีประโยชน์จริง

    ในเรื่องโรคหัวใจและเส้นเลือดซึ่งเชื่อกันว่าถ้ามีวิตามินดีต่ำจะมีความเสี่ยงมากขึ้นและเช่นเดียวกันใน 26,000 รายไม่พบว่ามีประโยชน์จริง

    ในเบาหวานการศึกษาใน 2,400 ราย ที่อยู่ในระยะเกือบจะเป็นเบาหวาน (pre-diabetics) ไม่พบว่ามีประโยชน์จริง

    ในเรื่องของการหกล้มการศึกษาใน 409 รายที่มีความเสี่ยงในการล้มไม่พบว่ามีประโยชน์

    และการศึกษาในสตรี 36,000 ราย ไม่พบว่าลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต (Manson และคณะวารสารนิวอิงแลนด์ 2019 Pittas และคณะวารสารนิวอิงแลนด์ 2019 LaCroix และคณะวารสาร Gerontol 2009)

    รายงานล่าสุดในวารสาร JAMA pediatrics สมาคมแพทย์อเมริกัน โดย ดร. Ganmaa จากภาควิชาโภชนาการ Harvard T.H. Chan school of public health และคณะจาก Barts and the London school of medicine and dentistry, Queen Mary university of London

    ครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาและติดตามเด็ก 8,851 คนจากบริเวณ Ulaanbaartar มองโกเลีย โดยให้เด็กๆ ได้รับวิตามิน D3 ในปริมาณ 14,000 หน่วย หรือได้รับยาหลอกอาทิตย์ละครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลาสามปี

    ประชากรในบริเวณนี้ พบว่ามีอัตราการขาดวิตามินดีอย่างมากและมีวัณโรค รวมกระทั่งถึงมีอัตราการเจริญเติบโตในเด็กผิดปกติ โดยก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะเชื่อมโยงว่าการขาดวิตามินดีทำให้เกิดความเสี่ยงหรือการเกิดโรคเหล่านี้

    รายงานที่เกี่ยวกับวัณโรค โดยคณะผู้วิจัยนี้ ตีพิมพ์ในวารสารนิวอิงแลนด์วันที่ 23 กรกฎาคม 2020 ก่อนหน้ารายงานนี้ ในเด็ก 8,851 คน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มวิตามินดีและยาหลอก ไม่พบว่าการให้วิตามินดีเสริมจะลดความเสี่ยงของการติดเชื้อวัณโรค การเกิดโรควัณโรค หรือการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจในเด็กเหล่านี้ และรวมจนกระทั่งถึงระดับแกมมา-อินเตอร์เฟียรอนในเลือด

    95% ของเด็กในกลุ่มที่ทำการศึกษาจะมีระดับวิตามินดีต่ำกว่ามาตรฐาน คือต่ำกว่า 20 ng/mL และ 31.8% อยู่ในระดับต่ำมากๆ คือต่ำกว่า 10 ng/mL อีก 63.7% อยู่ในระดับ 10 ถึง 19.9 ng/mL อยู่ในระดับ 20 ถึง 29.9 เพียง 4.3% และมีเพียง 0.1% ที่มีระดับสูงกว่า 30 ng/mL

    การติดตามพัฒนาการตลอดระยะเวลาสามปี ไม่พบว่ามีความแตกต่างกันในกลุ่มที่ได้รับวิตามินดีเสริมหรือยาหลอก ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และปริมาณแคลเซียมที่ได้รับในระดับน้อยหรือมากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน ในด้านความสูงและน้ำหนัก และดัชนีมวลกาย อัตราส่วนระหว่างสะโพกกับความสูง เปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกาย และมวลที่ไม่ใช่ไขมัน (percentage body fat, fat mass และ fat free mass) และการพัฒนาการเข้าในภาวะหนุ่มสาว

    ทั้งนี้การเสริมวิตามินดีดังกล่าวทำให้ระดับของวิตามินดี 25 (OH) D สูงขึ้น จนถึงระดับปกติ

    บทสรุปที่เกี่ยวข้องกับวิตามินดีจนกระทั่งถึงปัจจุบันในปลาย ปี 2022 นี้ เป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่าสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติกันมาจนแพร่หลาย เป็นเพียงการค้นพบความสัมพันธ์ของการที่มีระดับวิตามินดีต่ำกับโรคทั้งหลายทั้งปวง แต่ไม่ใช่สาเหตุ

    และแล้ว วิตามิน ดี…มีข้อดี แต่จำกัดวิตามินดีที่ต่ำนี้ เป็นเพียงกระจกที่สะท้อนว่า ต้นทุนสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ และสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ด้วยตนเอง เลือกอาหารที่มีวิตามินดี แดด ออกกำลัง

    วิตามิน D โดยรวม (ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับสีผิว ที่อาจส่งผลการประเมินผลรวมของวิตามินดีซึ่งยังไม่มีข้อมูลชัดเจน)

    คำแนะนำ 2024 สำหรับประชากรทั่วไป

    1.ไม่แนะนำการให้วิตามิน D เสริม ยกเว้นเด็กอายุ 1-18 กันการเกิดโรค กระดูกอ่อนในเด็ก และ“อาจจะ”ลดการติดเชื้อทางเดินหายใจบ้าง

    สว อายุ 70 และมากกว่า “หวังว่า” จะลดอัตราตายลงบ้าง

    คนท้อง เพราะต้องการเพิ่ม

    คนที่เริ่มจะเป็นเบาหวาน เผื่อว่าจะมีผลลดการเบาหวานเต็มขั้นได้

    2.ไม่แนะนำการเจาะเลือด หาระดับวิตามิน ดี 25 OH D ในการตรวจร่างกายตามปกติ

    โดยที่ก่อนหน้าหน้านั้นไม่ได้แนะนำการตรวจความหนาแน่นของกระดูกประจำปี และการให้แคลเซียมและวิตามินดี ไม่ได้ช่วยป้องกันกระดูกหัก กระดูกยุบหรือทำให้ความหนาแน่นของกระดูกดีขึ้น โดยที่หยุดกินจะกลับเหมือนเดิม

    และต้องระวังวิตามินดีเสริมมากเกินไปทำให้ระดับแคลเซียมสูงจนเป็นอันตรายต่อหัวใจได้ และ“อาจ”ทำให้แคลเซียมเกาะที่หลอดเลือด

    รายงานจากสมาคมต่อมไร้ท่อในวันที่ 3 มิถุนายน 2024 และตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism.

    เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จะรอทำอาทิตย์หน้า เดือนหน้า ถึงตอนนั้นโรคที่สะสมซ่อนอยู่ในร่างกายจะดาหน้าออกมา และระบบสาธารณสุขเราจะรอดหรือ

    อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ ปลาที่มีไขมันสูง (เช่น แซลมอน แมคเคอเรล ทูน่า ซาร์ดีน) น้ำมันตับปลา ไข่แดง และ เห็ด นม โยเกิร์ต

    อาหารจากธรรมชาติ

    -ปลาที่มีไขมันสูง: ปลาแซลมอน, ปลาแมคเคอเรล, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่า และปลาเทราต์

    -น้ำมันตับปลา: เป็นแหล่งวิตามินดีที่เข้มข้น

    -ไข่แดง: มีวิตามินดีในปริมาณเล็กน้อย

    -เห็ด: โดยเฉพาะเห็ดที่เพาะเลี้ยงโดยการฉายรังสี UV หรือเห็ดป่า เช่น เห็ดชิตาเกะ เห็ดไมตาเกะ และเห็ดกระดุมขาว

    -ตับวัว: เป็นอีกหนึ่งแหล่งวิตามินดี

    -แสงแดด อ่อนๆ ร่วมกับ ออกกำลัง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/human-life-news/893079/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kgJrcaByS9QjTXL3Jiv9m

  • แบไต๋ในคลองเตย : เทคโนโลยีจะทำให้เด็กไทยได้เรียนหนังสือทุกคน ?

    แบไต๋ในคลองเตย : เทคโนโลยีจะทำให้เด็กไทยได้เรียนหนังสือทุกคน ?

    Play video

    หนุ่ย-พงศ์สุข ลงพื้นที่พาไปดูเคสจริงเด็กหลุดการศึกษาในคลองเตย ชุมชนที่ ‘ปากท้อง’ สำคัญกว่า ‘การศึกษา’ เปิดเทคโนโลยีและบิ๊กเดต้าที่อยู่เบื้องหลังโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เด็กไทยได้เข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/life/inspiration/1488110&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ik_6OHmqHFZVquyW4yMvl

  • งบการศึกษา มากเกินพอ แต่จัดสรรไร้ประสิทธิภาพ

    งบการศึกษา มากเกินพอ แต่จัดสรรไร้ประสิทธิภาพ

    10 พ.ย. 256810:20 น.

    นักวิชาการชำแหละงบการศึกษาของไทย คิดเป็นงบประมาณ 4.7% ต่อ GDP ถือว่าสูงและมีความใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD ที่ 4.9% ที่เป็นประเทศรายได้สูง แต่ปัญหาของการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ และจะทำไม่ได้หากไม่มีข้อมูลที่ดีพอ

    เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 2 หนึ่งในเวทีเป็นการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “เงิน: การจดสรรงบประมาณสู่การศึกษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน” โดยมีการเชิญตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุย

    ปัญหาการศึกษาไทยเป็นสิ่งที่ค้างคามานาน และรัฐบาลที่ผ่านๆ มาจนมาถึงรัฐบาลอนุทินก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการปฏิรูปอะไรในวงกว้าง ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำยังดำเนินต่ออยู่เรื่อยๆ งบประมาณด้านการศึกษาเป็นทั้ง “ตัวกระตุ้น” ความเหลื่อมล้ำและเป็น “ตัวช่วย” ลดความเหลื่อมล้ำได้หากได้รับการจัดสรรอย่างถูกต้อง

    งบการศึกษา

    งบการศึกษาพอไหม?

    หากถามว่างบประมาณด้านการศึกษาของไทยพอไหม? ไกรยส ภัทรวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ตอบอย่างชัดเจนว่า พอ หากดูจากตัวเลขของประเทศไทยจะเห็นได้ว่าใช้งบประมาณด้านการศึกษาอยู่ที่ 4.7% ต่อ GDP ซึ่งถือว่าสูงและมีความใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD ที่ 4.9% ที่เป็นประเทศรายได้สูงด้วยซ้ำ ฉะนั้นแล้วงบประมาณด้านการศึกษาไทยนั้นเพียงพอ

    นอกจากนี้งบประมาณการศึกษาเรื่องความเสมอภาคสามารถมองได้ 2 แกน ความเสมอภาคแนวนอน Horizontal Equity และ ความเสมอภาคแนวตั้ง Vertical Equity

    ความเสมอภาคแนวนอนคือสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ว่านักเรียนจะเป็นเพศอะไร สัญชาติอะไร หรือเชื้อชาติอะไร จะต้องได้รับจากรัฐเหมือนกัน ในขณะที่ความเสมอภาคแนวตั้งหมายถึง งบประมาณที่นักเรียนควรได้รับช่วยเหลือจากรัฐตามความจำเป็น ที่มีความแตกต่างกัน แต่ทว่าช่องว่างระหว่างงบประมาณสองก้อนนี้มีความแตกต่างกันมากที่ 18% และ 4% ส่งผลให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำยังคงเกิดขึ้น

    Screenshot

    ปัญหาแรก: โครงสร้างรัฐบาล

    การศึกษาไทยไม่มีปัญหาที่งบประมาณไม่เพียงพอ แต่ปัญหาอยู่ที่การกระจุกตัว 83% ของงบประมาณด้านการศึกษาของไทยมาจากส่วนกลาง และอีก 17% เป็นงบประมาณจากท้องถิ่น

    โครงสร้างลักษณะนี้ไม่ช่วยเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่มียืดหยุ่นตามความต้องการของโรงเรียนในพื้นที่ หากดูจากข้อมูลด้านล่างจะเห็นได้ว่าหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการจัดงบประมาณจากท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่เพราะมีความเข้าใจบริบทของโรงเรียนและความจำเป็นที่แท้จริงมากกว่ารัฐบาลกลาง

    นอกจากนี้ ไกรยส ยังยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจด้านการศึกษาสูง ถึงแม้จะไม่มีข้อมูลเชิงตัวเลข แต่งบประมาณด้านการศึกษาจากส่วนกลางนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะที่ญี่ปุ่นมีการทำงานระหว่างท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยในพื้นที่อย่างจริงจัง

    ปัญหาที่สอง: ขาดความสมมาตรของข้อมูล

    ไกรยส กล่าวต่อว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องขาดความสมมาตรของข้อมูลอยู่ หรือภาวะ Asymmetric Information” ระหว่างหน่วยจัดสรรงบประมาณ และ หน่วยรับงบประมาณ ซึ่งคือโรงเรียนนั้นเอง

    ผู้รับงบประมาณ (โรงเรียน) เป็นฝ่ายที่มีข้อมูลเชิงลึก รู้จักเด็กนักเรียนดีที่สุด รู้ความต้องการของโรงเรียนมากที่สุด ฉะนั้นโรงเรียนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปทำแผนเสนอของบประมาณได้ ในขณะที่หน่วยจัดสรรงบประมาณต้องการข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นและคุณภาพเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาวิเคราะห์การจัดสรรงบประมาณที่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ข้อมูลที่มีมหาศาลจาก 30,000 กว่าโรงไม่ได้ถูกส่งไปยังหน่วยงานที่จัดสรรงบประมาณ จึงทำให้เกิดการจัดการด้านงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผล

    ไกรยส ชี้ว่าสิ่งที่ สมศ. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานประเมินคุณภาพจะสามารถช่วยได้คือ นำรายงานจากการลงไปอยู่กับโรงเรียน พร้อมความต้องการหลักของโรงเรียนเช่น ความปลอดภัยของอาคาร หรือสมรรถนะที่ไม่เพียงพอของครูที่ต้องมีการพัฒนาเพิ่ม ส่งต่อไปยังหน่วยจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เกิดการจัดสรรได้อย่างเหมาะสม

    ครั้งต่อไปที่ สมศ. ลงไปตรวจ จะสามารถประเมินอีกรอบเพื่อติดตามความคืบหน้าได้ ว่าสุดท้ายแล้วได้รับงบประมาณไหม ได้เท่าไหร่ มีการเปลี่ยนแปลงไหม อย่างไรบ้าง ในสุดท้าย ดร. ไกรยสเน้นว่า ต้องไม่กลัวที่จะผิด เราต้องทำให้กระบวนการการเรียนรู้เกิดขึ้น ถ้าผิดก็ต้องแก้กันไป หากวงจนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้สัก 3 ปี 5 ปี เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

    จัดสรรอย่างไรให้ดีขึ้น?

    พิริยะ ผลพิรุฬห์ กรรมการสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เสนอ ทฤษฎี 3 ป. เพราะระบบการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่สามารถตอบโจทย์การศึกษาที่มีคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาไทยได้

    เปลี่ยน ป. แรกคือเปลี่ยนสูตรคิดคำนวณจัดสรรงบประมาณ เป็น Weighed Student Formula หรือ WSF เป็นการคิดงบประมาณจากเครดิตนักเรียน ไม่ใช่การนับรายหัว ยกตัวอย่าง เด็กยากจนอาจจะมี x หน่วย เด็กพิการอาจจะคิดเป็น xx หน่วย เพราะต้องการครูที่มีความ Specialized มากขึ้น หรืออาจจะเป็นสูตรแปรผันตามระยะทางก็เป็นได้ ยิ่งบ้านอยู่ห่างไกลก็ได้เครดิตเพิ่มตามระยะทาง และเป็นการให้งบประมาณแบบ Block Grant หรือเป็นก้อน โดยไม่มีการระบุว่าต้องเอางบประมาณไปลงส่วนไหน ไม่มีการระบุ Spec นั้นเอง วิธีนี้จะช่วยเสริม Equity หรือความเสมอภาค

    ปล่อย คือ ป. ที่สอง เมื่อโรงเรียนได้รับงบประมาณแล้ว เราต้องปล่อย ให้อิสระ ให้โรงเรียนมีอำนาจ มีบทบาทในการบริหารการเงิน เช่น โรงเรียนนี้เด็กสนใจเรียนภาษา อาจจะจ้างครูต่างชาติตามความสามารถและตามความสนใจ หรือนำงบประมาณไปซื้อเทคโนโลยีที่ขาดได้ การปล่อยอำนาจให้ผู้ปฏิบัติเป็นการเพิ่ม Efficiency หรือประสิทธิภาพ

    ปรับ คือ ป. สุดท้าย เมื่อโรงเรียนมีอิสระแล้วต้อง “ปรับ” ตัวชี้วัด เพื่อสร้างความรับผิดรับชอบหรือ Accountability โรงเรียนต้องระบุว่าตัวชี้วัดคืออะไร จะได้มีการประเมินและติดตามต่อ และควรเปลี่ยนจาก Input-based ที่นับเป็นกระดาษเอกสาร มาเป็น Performance-based แทนเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริง

    ภาคเอกชนสนใจและพร้อมช่วย

    เนตรชนก วิภาตะศิลปิน ฝ่ายตัวแทนของภาคเอกชน กรรมการและเลขานุการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ชี้ว่า หากมีข้อมูลที่ดี และระบบบริหารข้อมูลที่ดีจะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่ดีขึ้น และเพิ่มการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้

    School Management System หรือ ระบบฐานข้อมูลและการบริหารโรงเรียน ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาและมีตัวชี้วัดทั้งหมด 53 ข้อ ใน 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น Student, Market Mechanism, Digital Infrastructure, Curriculum และ High Quality Principle and Teacher

    เนตรชี้ว่า เมื่อมีเป้าหมายที่ถูกต้องและตัววัดที่ถูกต้อง จะสามารถทำให้ติดตามนักเรียนได้ดีและจะสามารถติดตามนักเรียนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ การเลื่อนระดับชั้น และการที่มีข้อมูลที่ดีจะสามารถดึงให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น

    หากมีข้อมูลที่ชัดเจน ในแง่หนึ่งเมื่อ Pain เกิดขึ้น โรงเรียนจะมีโอกาสเสนอเพื่อของบประมาณจากภาครัฐ แต่ถ้าภาคเอกชนคนไหนสนใจ Pain นั้นๆ ที่โรงเรียนกำลังเผชิญอยู่หรือรู้สึกเชื่อมโยงกับ Pain ก็จะสามารถเข้าไปช่วย Subsidize ได้

    อย่างไรก็ตาม เนตรย้ำว่า กระบวนการนี้ต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง ติดตามตัวชี้วัด ติดตามเด็ก และต้องมีความโปร่งใส ซึ่งระบบ Single source ที่ติดตามนักเรียนตั้งแต่ต้นจนสำเร็จการศึกษาหรือนักเรียนมีการข้ามสายไปอาชีวศึกษาจะช่วยได้

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/education-34&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l-Lv9rZglcYo32xpl0HxD

  • สจด. จัดพิธีถวายสังฆทาน เพื่อถวายพระราชกุศลในการบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วันแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดพิธีถวายสังฆทาน เพื่อถวายพระราชกุศลในการบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วันแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116922/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DOJqoILA1V-djBnuCt9Np

  • ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    เว็ปไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์ถือเป็นการยินยอมในการใช้งานคุกกี้ของเว็บไซต์นี้ ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของเราได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.samsung.com/th/%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SINw_f0IUsctcuVEe2_D4

  • กก.นโยบายเศรษฐกิจเตรียมประชุมบ่ายนี้ เดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส”

    กก.นโยบายเศรษฐกิจเตรียมประชุมบ่ายนี้ เดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส”

    กก.นโยบายเศรษฐกิจเตรียมประชุมบ่ายนี้ เดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส”

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ที่กระทรวงการคลัง โดยวาระสำคัญในการประชุมคือ การเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส หลังจากที่ผ่านมาได้ผลในการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ขณะเดียวกันทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    สาระสำคัญที่จะหารือกันคือ การเดินหน้าในส่วน “พลัส” เพื่อต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิม ด้วยการยกระดับทักษะผู้ค้า ด้วยการนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาจัดหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์ ให้พ่อค้าแม่ค้าเรียนรู้วิธีที่จะขายของผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ตลอดจนเรียนรู้วิธีการทำบัญชีเพื่อให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงเพื่อนำไปสู่การวางแผนการจำหน่ายอย่างถูกต้องเหมาะสม ตามเป้าหมายในการดำเนินโครงการนี้ของรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000107201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NHo4pV4cAvAZxcixjr7DM

  • รองผู้ว่าฯ แบงก์ชาติออสเตรเลียชี้ เศรษฐกิจยังตึงตัว ส่งสัญญาณไม่ผ่อนคลายนโยบาย : อินโฟเควสท์

    รองผู้ว่าฯ แบงก์ชาติออสเตรเลียชี้ เศรษฐกิจยังตึงตัว ส่งสัญญาณไม่ผ่อนคลายนโยบาย : อินโฟเควสท์

    แอนดรูว์ เฮาเซอร์ รองผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) เปิดเผยในวันนี้ (10 พ.ย.) ว่า นโยบายการเงินของออสเตรเลียกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่แล้วในขณะที่อุปสงค์ยังคงสูงกว่าศักยภาพการผลิต ซึ่งส่งสัญญาณว่าแทบไม่มีโอกาสสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะใกล้นี้

    เฮาเซอร์ระบุว่า อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ “สูงกว่าเล็กน้อย” เมื่อเทียบกับศักยภาพการผลิต ในช่วงที่ GDP เริ่มขยายตัวขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวที่สุดในรอบการฟื้นตัวนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980

    ภาวะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หากพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นอีก ก็จะส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ง่าย นโยบายการเงินจำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากพอที่จะลดช่องว่างนี้ลงอย่างต่อเนื่อง โดยการไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินถือเป็นข่าวดี เพราะหมายถึงภาคธุรกิจที่คึกคักและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น แต่ก็สร้างความท้าทายต่อการกำหนดนโยบายเช่นกัน

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว RBA มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.6% ในการประชุมเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดย RBA เตือนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น และย้ำว่าการดำเนินนโยบายการเงินในการประชุมครั้งต่อไปจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะได้รับ

    การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนั้นมีขึ้นหลังจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 3.2% ในไตรมาส 3/2568 เมื่อเทียบเป็นรายปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 3% ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว

    ขณะนี้มีการคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะยังคงลอยตัวอยู่เหนือกรอบเป้าหมายที่ 2-3% ไปจนถึงอย่างน้อยกลางปี 2569 เนื่องจาก RBA ยอมรับว่าเศรษฐกิจอาจมีข้อจำกัดด้านอุปทานมากกว่าที่เคยประเมินไว้ ขณะที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก ตั้งแต่โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ไปจนถึงคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออฟ ออสเตรเลีย (Commonwealth Bank of Australia) ต่างก็คาดการณ์ว่า วงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ RBA ได้สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่คาดว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในเดือนพ.ค. 2569

    เฮาเซอร์กล่าวเสริมว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียจำเป็นต้องเพิ่มด้านอุปทาน โดยการส่งเสริมผลิตภาพและการลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพการผลิตใหม่ ๆ เนื่องจาก RBA กังวลว่าปัญหาผลิตภาพต่ำของประเทศอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่ฝังตัวลึก (sticky inflation)

    “ถ้าเราพลาด เราก็จะตกอยู่ในสถานการณ์หลังชนฝา แต่ถ้าเราทำสำเร็จ ก็เรียกได้ว่าไปโลด” เฮาเซอร์กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BJJZiVdkQEHufLcbYkf3g

  • ครม.เศรษฐกิจ ชง ”คนละครึ่งพลัส“ เฟส 1.5 เติมเงินร้านค้า จูงใจอัปสกิล

    ครม.เศรษฐกิจ ชง ”คนละครึ่งพลัส“ เฟส 1.5 เติมเงินร้านค้า จูงใจอัปสกิล

    เศรษฐกิจ

    10 พ.ย. 2025 เวลา 11:35 น.

    ครม.เศรษฐกิจ ชง ”คนละครึ่งพลัส“ เฟส 1.5 เติมเงินร้านค้า จูงใจอัปสกิล

    ‘เอกนิติ’ เผยชง ครม.เศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส“ เฟส 1.5 เติมเงินให้ร้านค้ารายละไม่เกิน 2,000 บาท จูงใจเรียนออนไลน์ หนุนอัปสกิลใช้ AI ทำบัญชีเป็น

    วันที่ 10 พ.ย.2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม. เศรษฐกิจ) ในวันนี้ จะมีการเสนอโครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 สำหรับการจูงใจฝั่งผู้ประกอบการร้านค้า 

    ทั้งนี้ จะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การให้เงินสนับสนุนฝั่งผู้ใช้โดยตรง แต่จุดประสงค์หลักคือการ เพิ่มทักษะ (Upskill) ให้กับผู้ขายของหรือแม่ค้าในตลาด โดยตั้งเป้าหมายเพื่อให้พวกเขา เก่งขึ้น ในการประกอบการ

    นายเอกนิติกล่าวว่า คำว่า “พลัส” ในชื่อโครงการนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโครงการ คนละครึ่ง ไม่ได้มีจุดประสงค์แค่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องการให้โครงการ “ได้ผลยาว” ด้วยการทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีความสามารถเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ การเพิ่มทักษะภายใต้โครงการนี้จะครอบคลุมหลายด้านที่จำเป็นสำหรับการค้าในยุคดิจิทัล ทั้งการขายของออนไลน์ เน้นการเพิ่มทักษะให้แม่ค้าในตลาดสามารถขายของทางออนไลน์ได้เก่งขึ้น โดยจะมีหลักสูตรเฉพาะเพื่อให้ความรู้ว่า “ขายของยังไงให้ปัง”

    รวมทั้ง การจัดการบัญชี มีการสอนทำบัญชีแบบง่ายๆ รวมถึงการทำ บัญชีดิจิทัล เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนผ่านการทำบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนในการประกอบการ เพื่อให้พวกเขามีทักษะในการใช้ AI

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมการพัฒนาทักษะ ทางโครงการจะนำ เงินส่วนที่เหลือบางส่วนจาก โครงการคนละครึ่ง ในเฟสแรก ไปช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมาเพิ่มทักษะเหล่านี้

    นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณามาตรการจูงใจเพิ่มเติม โดยหากร้านค้าสามารถขายของได้มากขึ้น ก็อาจจะมีการเพิ่มเงินสนับสนุนให้เป็นอัตรา 10-20% ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1206912&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TeUGGmJ2WHAqWBWOKixyd