Blog

  • สพม.เชียงใหม่ เรียกบรรจุครูผู้ช่วย 38 ราย พร้อมส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่

    สพม.เชียงใหม่ เรียกบรรจุครูผู้ช่วย 38 ราย พร้อมส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่

    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ปฐมนิเทศข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 38 ราย ณ ห้องประชุม 4 ชั้น 4 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
    นางนพมาศ ทองวิทยาพร ได้ให้โอวาทแก่ครูผู้ช่วยทุกคน โดยขอให้ปฏิบัติหน้าที่เต็มตามศักยภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม ตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู มีความอดทนเสียสละ มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความมุ่งมั่นและตั้งใจทำงาน ปรับเปลี่ยนตนเองตามบริบทในพื้นที่ มีจิตอาสา มีความมานะอุตสาหะในการทำหน้าที่ สั่งสอนลูกศิษย์ให้มีวิชาความรู้เพิ่มพูน นอกจากนี้ ยังเน้นให้ผู้เรียนเป็นคนดีในสังคม เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป ทั้งนี้ ให้เตรียมพร้อมรับการประเมินอย่างเข้ม มีวินัย วางแผนทางการเงิน และพัฒนาตนเองเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพอย่างต่อเนื่อง

    ในโอกาสนี้ นางสาวณัฏฐารัตน์ ขันชัยทิศ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล ได้ร่วมแสดงความยินดีกับครูผู้ช่วยทุกคน หลังจากนั้น บุคลากรกลุ่มบริหารงานบุคคลได้ชี้แจงรายละเอียดการเขียนบันทึกประวัติใน ก.พ.7 (ก.ค.ศ.16) และดำเนินการส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งต่อไป
    สำหรับโรงเรียนที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง) จำนวน 38 อัตรา ดังนี้
    วิชาเอกคณิตศาสตร์ จำนวน 7 อัตรา
    โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย, โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ,โรงเรียนสารภีพิทยาคมสัน ,โรงเรียนป่ายางวิทยาคม ,โรงเรียนเทพศิรินทร์เชียงใหม่,โรงเรียนสองแคววิทยาคม
    วิชาเอกภาษาไทย จำนวน 4 อัตรา โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ,โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ,โรงเรียนแม่แตง
    วิชาเอกภาษาอังกฤษ จำนวน 9 อัตรา โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ ,โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย,โรงเรียนสันกำแพง, โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม,โรงเรียนสันทรายวิทยาคม,โรงเรียนสองแคววิทยาคม,โรงเรียนฮอดพิทยาคม, โรงเรียนสะเมิงพิทยาคม
    วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป จำนวน 6 อัตรา โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ,โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ,โรงเรียนสันกำแพง,โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม,โรงเรียนสะเมิงพิทยาคม ,โรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม
    วิชาเอกชีววิทยา จำนวน 2 อัตรา โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย,โรงเรียนแม่หอพระวิทยาคม
    วิชาเอกสังคมศึกษา จำนวน 4 อัตรา โรงเรียนสันกำแพง,โรงเรียนสันทรายวิทยาคม,โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ,โรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม
    วิชาเอกพลศึกษา จำนวน 2 อัตรา โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย,โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม
    วิชาเอกอุตสาหกรรม จำนวน 1 อัตรา โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม
    วิชาเอกคหกรรม จำนวน 3 อัตรา โรงเรียนสันกำแพง,โรงงเรียนสันทรายวิทยาคม
    การบรรจุครูผู้ช่วยในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมแกร่งด้านการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ และเป็นการเติมเต็มอัตรากำลังครูที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3817809/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tydmGfW9aQ6Mf1yPWVUZh

  • เตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม ย้ำ สถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

    เตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม ย้ำ สถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

    ย้ำ เตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม ย้ำ สถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

    (9 พฤศจิกายน 2568) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการศึกษาผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาตรี เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมีทักษะที่ทันสมัย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ซึ่งขณะนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้อนุมัติคำขอกู้ยืมเงินให้แก่ผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษาและผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ครบถ้วนแล้ว  

    ขอย้ำเตือนให้ผู้กู้ยืมเงินเร่งดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน และจัดทำแบบยืนยันแบบเบิกเงินกู้ยืม ลงนามเอกสารภายในวันที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนด จากนั้น สถานศึกษาต้องยืนยันข้อมูลพร้อมแนบไฟล์สัญญาฯ และแบบยืนยันเบิกเงินกู้ยืมเข้าระบบ DSL ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน กยศ. ปิดระบบการกู้ยืมสิ้นสุดภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เท่านั้น

    สำหรับปีการศึกษา 2568 กยศ. ได้ขยายกรอบการให้กู้ยืมส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสทางการศึกษาจำนวนกว่า 800,000 ราย เป็นงบประมาณให้กู้ยืมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียน/นักศึกษา และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60852&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I6wiywFpu3kA3T5T5XpBA

  • เทนนิส “แคล-คอมพ์” เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ 2025 ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหินคึกคัก

    เทนนิส “แคล-คอมพ์” เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ 2025 ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหินคึกคัก

    การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0” เปิดสนามอารีน่า หัวหิน มีนักเทนนิสต่างชาติเข้าร่วม กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ณ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ฯพณฯ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0” อย่างเป็นทางการ

    ก่อนพิธีเปิด ประธานและแขกผู้มีเกียรติ อาทิ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอนครหัวหิน, นายชินทร์ เหล่าฤกษ์อุทัย กรรมการผู้จัดการโรงแรมไอสนุก หัวหิน, นายนฐา ชมเสวี ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มสวนน้ำ วานา นาวา และ นายภราดร ศรีชาพันธุ์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน พร้อมนักกีฬาและผู้ชม ร่วมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาลอนเทนนิสฯ กล่าวว่าการแข่งขันครั้งนี้ดึงดูดนักเทนนิสจากนานาประเทศ รวมถึงทีมสตาฟฟ์โค้ชและผู้ติดตามเข้าร่วม สร้างความคึกคักและกระตุ้นเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของหัวหิน โดยการแข่งขันจะสิ้นสุดวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

    การแข่งขันยังเปิดโอกาสให้นักเทนนิสไทยที่ยังไม่มีอันดับโลกเข้าร่วมผ่าน ไวลด์การ์ด ช่วยพัฒนาฝีมือและเก็บคะแนนสะสมโดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ

    ในการแข่งขันสัปดาห์ที่ 3 ประเภทหญิงชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 509,700 บาท ภัทรวดี ชนะวงศ์ นักเทนนิสไทยวัย 16 ปี ผ่านรอบคัดเลือก หลังเอาชนะ มิรุธุลา ปาลานิเวล มือวางอันดับ 2 จากอินเดีย (มือ 645 ไอทีเอฟ แร้งกิ้ง) 2 เซตรวด 6-3, 7-5

    ผลการแข่งขันอื่น ๆ ได้แก่

    • อมิตตาลัย ประสูตรนาวิน แพ้ ซาอุมริตา จากัตเดโอ เวอร์มา (อินเดีย) 3-6, 0-6

    • พิชญาภัค ศรีมุกข์ แพ้ อุลยานา ฮราบาเวตส์ 0-6, 2-6

    • ลัลดา กำหอม แพ้ ยูกะ มัตสึโมโตะ (ญี่ปุ่น) 3-6, 0-1 (ลัลดาเจ็บเท้าขวา)

    การแข่งขันจัดทั้งหมด 4 สัปดาห์ เกิดจากความร่วมมือของ อารีน่า หัวหิน สปอร์ต คลับ และผู้สนับสนุนหลัก ได้แก่ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท แคล-คอมพ์ ออโตเมชั่น แอนด์ อินดัสเทรียล 4.0 เซอร์วิส (ประเทศไทย), กลุ่มบริษัทพราว และอีกหลายภาคธุรกิจท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสนักเทนนิสไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจหัวหิน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/94014/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MuIVQBuHNCi4_MOHUbSF_

  • “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    ส่องสัมพันธ์ “โซเชียลมีเดีย-สแกมเมอร์” แหล่งเพาะพันธุ์ภัยความมั่นคงเศรษฐกิจโลก แสวงหากำไรบนความเสียหายของผู้ใช้งาน

    “สแกมเมอร์” หรือมิจฉาชีพออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรที่เลือกเหยื่อเป็นรายบุคคลอีกต่อไป แต่วิวัฒนาการกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สั่นคลอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

    และน่าเศร้าที่ “แพลตฟอร์ม” โซเชียลมีเดียรวมถึงอีคอมเมิร์ซที่เราไว้วางใจใช้กันอยู่ทุกวัน ได้กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีและทำเลทองขนาดมหึมาที่เพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” ให้บานปลายเป็นไฟลามทุ่ง

    ข้อมูลที่น่าตกใจจากรายงาน “Global Economic Crime and Fraud Survey 2022” ของ PwC สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ โดยพบว่า

    องค์กรกว่าครึ่ง (51%) เคยเผชิญกับการฉ้อโกงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเกือบ 40% ของเหตุการณ์เหล่านั้น คือ “การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์ม” (Platform Fraud) โดยตรง

    การเติบโตของอาชญากรรมไซเบอร์ หรือ “สแกมเมอร์” ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ในบางกรณีอาจเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ของโมเดลธุรกิจ 

    ที่ไม่ได้มอง “โฆษณาหลอกลวง” เป็นภัยต้องกำจัด แต่กลับมองเป็น “แหล่งรายได้” แหล่งทำกำไรระดับมหาศาล

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    โซเชียลมีเดีย “ทำเลทอง” มิจฉาชีพ แหล่งเพาะพันธุ์สแกม

    ความสำเร็จของสแกมเมอร์ในยุคนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากโครงสร้างและฟีเจอร์ของโซเชียลมีเดีย ที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อและสร้างปฏิสัมพันธ์

    และพลิกผันกลายเป็นดาบสองคม เปิดช่องให้มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือแสนทรงพลังในการเข้าหาเหยื่อจำนวนมหาศาลในต้นทุนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

    ข้อมูลจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ชี้ชัดว่า โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มยอดนิยมได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สแกมที่ใหญ่ที่สุด โดยแต่ละแห่งมีจุดอ่อนให้ถูกใช้ประโยชน์ต่างกันไป ดังนี้

    • Facebook (56%): พบสแกมเมอร์มากที่สุด จากการมีฟีเจอร์ Marketplace ที่เปิดกว้าง และกลุ่มชุมชนต่างๆ ทำให้คนตกเป็นเป้าของร้านค้าออนไลน์ปลอม (E-shop Scams) และการหลอกลวงแบบฟิชชิ่งได้ง่าย
    • YouTube (26%): เป็นเป้าหมายหลักของแคมเปญโฆษณาอันตราย (Malvertising) ที่อาชญากรจะฝังลิงก์อันตรายไว้ในโฆษณา ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่อการติดตั้งมัลแวร์หรือนำไปยังเว็บไซต์หลอกลวง
    • X (7%): เป็นแหล่งรวมการหลอกลวงแบบปลอมแปลงตัวตน (Impersonation Scams) ลิงก์ฟิชชิ่ง และโปรโมชันปลอมที่มักเกาะกระแสที่คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจ
    • Reddit (5%): มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากความเป็นชุมชน แอบฝังลิงก์ฟิชชิ่งในการสนทนา หรือลงโฆษณาอันตรายปะปนกับเนื้อหาทั่วไป
    • Instagram (4%): เป็นจุดหมายหลักของร้านค้าออนไลน์ปลอม ด้วยจุดเด่นที่เน้นภาพสวยงามและมีฟีเจอร์สำหรับซื้อของออนไลน์โดยตรง

    ภาพที่น่าสนใจอีกจุดคือ Telegram แม้จะมีผู้ใช้น้อยกว่า WhatsApp แต่กลับมีเนื้อหาเข้าค่ายหลอกลวงมากกว่าถึง 6 เท่า

    สะท้อนว่ามิจฉาชีพนิยมใช้ประโยชน์จากฟังก์ชันการเข้ารหัส ความเป็นนิรนาม และการสร้างกลุ่มปิด เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับและล่อลวงเหยื่อ

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    วิกฤตการเงิน ลามถึง ‘ความไว้ใจ’ 

    ภัยจากสแกมเมอร์ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่เงินในกระเป๋าของใครคนใดคนหนึ่ง แต่กำลัง ‘บ่อนทำลาย’ ความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ

    เมื่อสแกมเมอร์ระบาดหนัก ชื่อเสียงของแบรนด์ก็ถูกทำลาย ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับสถาบันการเงินก็สั่นคลอน 

    สุดท้ายเมื่อคนไม่กล้าทำธุรกรรมออนไลน์ ย่อมกลายเป็นอุปสรรคขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    มูลค่าความเสียหายนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะ “กลโกงด้านการลงทุน” ที่สร้างความสูญเสียหนักหน่วงที่สุด

    ข้อมูลเฉพาะสิงคโปร์ประเทศเดียวก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ยอดเงินที่สูญเสียจากสแกมในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นถึง 70.6% จากปีก่อนหน้า แตะระดับอย่างน้อย 1.1 พันล้านดอลลาร์

    ซึ่งตัวเลขที่พุ่งพรวดนี้ มาจากการ “ปิดจ๊อบ” คดีใหญ่เพียงไม่กี่คดี ที่แต่ละคดีสร้างความเสียหายมหาศาล

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    สแกมเมอร์เจาะกลุ่มเป้าหมาย ‘คนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย’  

    เมื่อเจาะลึกกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ กลับพบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

    • กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 50 ปี (เยาวชน, คนหนุ่มสาว, วัยทำงาน) คือเหยื่อในสัดส่วน มากกว่า 70% ของเหยื่อทั้งหมด
    • ในทางกลับกัน กลุ่มผู้สูงอายุ แม้จะตกเป็นเหยื่อในจำนวนที่น้อยกว่า แต่กลับมียอด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคน ‘สูงที่สุด’

    นั่นหมายความว่า กลุ่มผู้สูงวัยมัก “โดนทีเดียวหมดตัว” หรือสูญเงินออมที่เก็บมาทั้งชีวิต

    ภาพรวมทางประชากรศาสตร์นี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ของมิจฉาชีพ ที่มุ่งเป้าคนรุ่นใหม่ผ่าน Facebook และ Instagram ซึ่งเป็น “แหล่งชุกชุม” ของกลโกงร้านค้าออนไลน์ (E-shop scams) ที่เฟื่องฟูบนแพลตฟอร์ม 

    “โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

    ศึกที่ ‘ไร้เอกภาพ’ และบทเรียนถึงคนไทย

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสัมพันธ์แบบพึ่งพา” (หรืออาจถึงขั้น “เอื้อประโยชน์”) ระหว่างเหล่าสแกมเมอร์และแพลตฟอร์มดิจิทัล

    ได้กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั่วโลกในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

    แต่การจะ “ขจัด” ภัยคุกคามจากสแกมเมอร์กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจอกับ “กับดัก” หลายด่าน ไม่ว่าจะเป็น

    • กฎหมายที่ไล่ไม่ทันโจร: กฎระเบียบต่างๆ มักล้าหลังกว่าเทคโนโลยีของมิจฉาชีพอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
    • อุปสรรคข้ามพรมแดน: ข้อจำกัดในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศ ทำให้การ “ล่าตัว” อาชญากรทำได้ยาก
    • ภาวะ “Message Fatigue”: หรือ “ความชินชา” ของผู้บริโภค ที่โดน “ถล่ม” ด้วยคำเตือนบ่อยเกินไป จนสุดท้ายก็เริ่มเมินเฉยและไม่ระวังตัว

    สำหรับประเทศไทย ภาพรวมของปัญหาระดับโลกนี้ ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ดังๆ ถึงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวไทยทุกคน เพราะภัยคุกคามไซเบอร์นั้นไม่มีพรมแดน

    การจะฝากความปลอดภัยไว้กับแพลตฟอร์มหรือหน่วยงานกำกับดูแลเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เราต้องสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้ตัวเองด้วยความตระหนักรู้และวิจารณญาณอยู่เสมอ

    โดยเฉพาะในสมรภูมิที่ดูเหมือนว่าแพลตฟอร์มโซเชียลจะ “ให้ความสำคัญกับผลกำไร” มากกว่า “การปกป้องความปลอดภัยของผู้ใช้งาน”

    …ท้ายที่สุด “ความตื่นตัว” ของเราเองจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ “ปราการด่านสุดท้าย” ที่จะป้องกันตัวเราเองจากภัยคุกคาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o__nG3Xer3XQyqEV3TMzK

  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยปี 2569 เจอศึกหนัก! คาดส่งออกหดตัว -10.8%

    อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยปี 2569 เจอศึกหนัก! คาดส่งออกหดตัว -10.8%

    มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY ตามทิศทางเศรษฐกิจโลก การแข่งขันที่สูงขึ้นและผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับในปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว จากอานิสงส์ระยะสั้นของการเร่งนำเข้าของสหรัฐฯ

    แม้ว่าในปี 2568 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์การเร่งนำเข้า และวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และ HDD ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้ม
    ความต้องการเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data center ที่ขยายตัว โดยคาดว่าจะเติบโตสูงถึงราว 33% YoY

    แต่ในปี 2569 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 การส่งออกในกลุ่มสินค้า Hi-Tech เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยังคงได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นที่สิ้นสุดลงช้ากว่าที่คาดจากอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ดีต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกในภาพรวมยังคงหดตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง และจะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า (Specific tariff) ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า

    สำหรับในระยะกลาง คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามความต้องการทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น

    ในระยะกลาง (2570-2572) คาดว่ามูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากความเสี่ยงรอบด้านทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยไปยังตลาดโลกและตลาดสหรัฐฯ แม้ว่าความต้องการในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดโลก จะยังมีแนวโน้มขยายตัวจากความต้องการของกลุ่มสินค้าขั้นปลาย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่ม Data storage รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น อย่างไรก็ดี ยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่อาจมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังมีประเด็นที่ต้องจับตาจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีของสหรัฐฯที่อาจรุนแรงขึ้น ทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจใหม่ในยุค AI

    1. ผลกระทบจาก Trump’s tariff ต่ออุตสาหกรรม E&E การเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า การเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์และการกำหนดหลักเกณฑ์ Local content ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า E&E ไปตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มที่พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

    2. แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรม E&E จำเป็นต้องปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการเติบโตของสินค้าไฮเทคมากขึ้น

    3. โอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรม E&E เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น เช่น เทรนด์เช่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า แนวโน้มเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการ E&E ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานขยายตัว

    SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ดังนี้

    • จัดทำแผนประเมินความเสี่ยง/ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีและสินค้าสวมสิทธิ์ รวมถึงการทบทวนต้นทุนการผลิต และมองหาพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนและเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น
    • เปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ โดยกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา เป็นต้น
    • การพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวมากขึ้น ตั้งแต่การจัดหาวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีอันตราย ไปจนถึงการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์
    • การส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น เช่น วิศวกรผู้ชำนาญ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เป็นต้น
    • การส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/Electrical-Appliances-and-Electronics-101125

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scbeic-thai-electronics-export-2026-slump-us-tariff-global-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38TnRQAq2Rw3v0-OEhgMWP

  • โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “บุกออี” กล่าวในงานแถลงข่าวว่า:
    🔹ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบโดยสมบูรณ์และเป็นผู้สั่งการในการรุกรานทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งคำกล่าวนี้ได้ปฏิเสธถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่อ้างว่า “เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และนี่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของอิสราเอล”

    🔹คำรับสารภาพดังกล่าวถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยทางอิหร่านได้ดำเนินการบันทึกคำกล่าวนี้เป็นเอกสารทางการในองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดีทางกฎหมายในอนาคต ทั้งนี้ คำรับสารภาพนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในศาลระหว่างประเทศเพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการรุกรานดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

    🔹อิหร่านยังคงติดตามการรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการรุกรานทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างจริงจัง พร้อมทั้งกำลังพิจารณาใช้กลไกและช่องทางทางกฎหมายระหว่างประเทศทุกระดับ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและยื่นฟ้องร้องต่อสหรัฐฯ

  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน  8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน 8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ไอที

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน 8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ผลดำเนินงานโครงการ SSI ไตรมาส 3 ด้วยคะแนน

    8.52 ตอกย้ำความแข่งแกร่งบริษัทยั่งยืนที่สุดในโลก

    ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ประกาศผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสำหรับไตรมาส 3 ปี 2568 ความคืบหน้าของโครงการ Schneider Sustainability Impact (SSI) ประจำปี 2564–2568 ที่ยังคงมีระยะเวลาอีกเพียงไตรมาสสุดท้ายของโครงการ โดยปัจจุบันบริษัทมีคะแนนความยั่งยืนรวมที่ 8.52 จาก 10 คะแนน ตอกย้ำความแข็งแกร่งของบริษัทที่สอดคล้องกับเป้าหมายปลายปีที่ 8.80 คะแนน

    สิ่งหนึ่งที่ทำให้การดำเนินงานในไตรมาสนี้ประสบความความสำเร็จครั้งสำคัญคือ การบรรลุเป้าหมายของโครงการลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon Project) ได้ก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยโครงการนี้ทำให้กลุ่มซัพพลายเออร์หลักสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 53% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปี 2568 โดยให้การสนับสนุนซัพพลายเออร์กว่า 1,000 ราย ผ่านการจัดทำแผนงานลดการปล่อยคาร์บอนที่ปรับให้เหมาะสม การฝึกอบรมด้านเทคนิคและการให้คำแนะนำด้านพลังงานหมุนเวียน

    ตัวชี้วัดหลักของ SSI สร้างความคืบหน้าต่อเนื่อง  

    · กระบวนการลดคาร์บอน (Decarbonization) นับตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริคดำเนินการผ่านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆ ในการช่วยลูกค้าลดต้นทุนและสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนด์ไดออกไซด์กว่า 792 ล้านตันคาร์บอนด์ไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งปัจจุบันกำลังจะบรรลุเป้าหมายของปี 2568นี้ ที่ 800 ล้านตันคาร์บอนด์ไดออกไซด์เทียบเท่า อีกทั้งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ประกาศขยายขอบเขตความร่วมมือในการลดการปล่อยคาร์บอนในส่วนของ Scope 3 ภายในงาน Climate Week NYC 2025 รวมถึงมีส่วนร่วมร่วมมือกับกลุ่มซัพพลายเออร์ที่เพิ่มขึ้น และสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งส่งเสริมการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้เครื่องมือดิจิทัล การจัดหาพลังงานทดแทนและการใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ในขณะเดียวกัน AirSeT Switchgear ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องจาก World Economic Forum (WEF) ในความเป็นเลิศด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน โดยนวัตกรรมนี้ได้ใช้ Pure Air หรือ อากาศบริสุทธิ์และเทคโนโลยีสุญญากาศเข้ามาแทนที่ SF₆ หรือก๊าซซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ สามารถกำจัดก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง ช่วยให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น

    การเข้าถึงพลังงาน (Access to Energy) ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา โครงการของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้ช่วยให้ประชาชนทั่วโลกกว่า 60 ล้านคน สามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2568 แล้ว ความสำเร็จนี้เกิดจากการพัฒนาโซลูชั่นด้านพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Solutions) เช่น ไมโครกริด (Microgrids) ที่ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพลังงานได้เองอย่างโปร่งใส อีกทั้งบทความวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric™ Sustainability Research Institute) ได้เผยแพร่รายงานวิจัยในหัวข้อ Energy Poverty: And the many ways that safe, affordable, sufficient, and sustainable energy for all empowers ที่อธิบายถึงแนวคิด ประชาธิปไตยทางพลังงาน (Energy Democracy) ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้กับสังคมได้  

    “ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกถึง 3 ครั้งในปีนี้ โดยล่าสุดจาก Sustainability Magazine สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานโดยรวมที่ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรม” เอสเธอร์ ฟินิโดริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “สิ่งที่ทำให้มั่นใจคือการลงมือปฏิบัติที่เห็นในทุกวัน องค์กรต่างๆ กำลังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยีที่มีความพร้อมและกำลังถูกนำไปใช้งานในวงกว้าง รวมถึงผู้คนที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นแกนหลักของวิธีที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคดำเนินงาน การสร้างสรรค์นวัตกรรมและการสร้างความร่วมมือกัน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่างแท้จริง”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453719&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jT_f7kuD5i_CR9KWRWGrT

  • เอกนิติ โชว์ผลงาน 1 เดือน อัดมาตรการ ดัน GDP ไตรมาส4 โต 1.1%

    เอกนิติ โชว์ผลงาน 1 เดือน อัดมาตรการ ดัน GDP ไตรมาส4 โต 1.1%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน iBusiness Forum : Thailand Future Signal 2026 ภายใต้หัวข้อ “จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย” ว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อฟื้นชีพจรเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง

    โดยมาตรการที่ดำเนินไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ได้แก่ การเร่งคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ และโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วประเทศโดยไม่ต้องกู้เงินใหม่ รัฐบาลยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มงวด
     

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเปราะบาง เหมือน “ชีพจรที่เต้นเบา” ใกล้ดิ่งเหว โดยในช่วงแรกคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 จะเติบโตเพียง 0.3% แต่หลังจากรัฐบาลเร่งอัดมาตรการชุดดังกล่าว ทำให้ตัวเลขปรับขึ้นเป็น 1.1% ซึ่งถือเป็นสัญญาณฟื้นตัวเชิงบวกระยะแรกของเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเห็น “สัญญาณเศรษฐกิจที่สอง” คือ การย้ายฐานการผลิต (Relocation) ของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทำให้ไทยและอาเซียนกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการลงทุน โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในปีที่ผ่านมาเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 90% และมีโครงการเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเวลเนสเซ็นเตอร์

    อย่างไรก็ตาม ยังมีเม็ดเงินลงทุนค้างท่อกว่า 4.7 แสนล้านบาทที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ เนื่องจากติดขัดด้านกฎระเบียบและกฎหมายที่ซับซ้อน รัฐบาลจึงเตรียมเดินหน้าโครงการ “Fast Pass” เพื่อเร่งปลดล็อกเม็ดเงินดังกล่าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมตั้งคณะทำงานพิเศษที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทำหน้าที่รื้อกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรค หรือที่เรียกว่า “กีโยตินกฎหมาย” เพื่อเร่งให้การลงทุนเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มปรากฏชัด แต่รัฐบาลจะต้องบริหารเศรษฐกิจให้เกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและฐานะการคลัง โดยจะออกแบบนโยบายให้ “ได้ผลเร็ว แต่ยั่งยืน” และกระจายประโยชน์สู่ทุกภาคส่วน บนพื้นฐานของวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง

    “เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่จับต้องได้ แต่เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการกระตุ้นระยะสั้น หากต้องการสร้างรากฐานใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคเอกชนและประชาชนทุกกลุ่ม” นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yD8IhmxyyadGcR6u19MG4

  • ดอลล่าห์พลิกอ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจแย่ จับตา US Government Shutdown อาจจะใกล้จบลง | Investing.com

    ดอลล่าห์พลิกอ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจแย่ จับตา US Government Shutdown อาจจะใกล้จบลง | Investing.com

    การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
    ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
    Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
    ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
    Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย

    © 2007-2025

    Fusion Media Limited ขอสงวนลิขสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ddNRZWaT03ZoidkMqkO0o

  • เงินดอลล่าห์อ่อน จากตัวเลขเศรษฐกิจเอกชนแย่กว่าคาด และ คนคาดหวังเฟดลดดอก | Investing.com

    เงินดอลล่าห์อ่อน จากตัวเลขเศรษฐกิจเอกชนแย่กว่าคาด และ คนคาดหวังเฟดลดดอก | Investing.com

    Economic Highlight

    ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด หลังภาวะ Governments Shutdown ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงขาดการรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ  

    ราคา

    ราคาปัจจุบัน

    แนวรับ

    แนวต้าน

    คาดการณ์แนวโน้ม

    32.39

    32.10/32.30

    32.50/32.85

    Sideways *ยังมีความเสี่ยง Two-Way

    ทองคำ**

    (ดอลลาร์ต่อออนซ์)

    4,015

    3,900/3,950

    4,050/4,150

    Sideways *อยู่ในช่วงพักฐานและผันผวนสูง

    **ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)

    FX Highlight

    • สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาย่อตัวลง หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ จากภาคเอกชน ที่ออกมาแย่กว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด
    • ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญ Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้สองทิศทาง) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด
    • เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways จนกว่าภาวะ US Government Shutdown จะสิ้นสุดลงและตลาดกลับมารับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ โดยเงินดอลลาร์จะผันผวนไปตามการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดเช่นกัน
    • นอกจากนี้ ต้องติดตามบรรยากาศในตลาดการเงิน  ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ และส่งผ่านผลกระทบมายังเงินบาทได้
    • โดยเราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ โดยเฉพาะหลังโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้ทยอยอ่อนกำลังลง
    • เนื่องจากเรายังคงมองว่า เฟดจะสามารถทยอยลดดอกเบี้ยได้ ตามสัญญาณการชะลอตัวลงการจ้างงานที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงบ้างและช่วยหนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ที่จะได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวอยู่แล้วในช่วงปลายปี (ปัจจัย Seasonality)
    • ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ซึ่งยังคงมีผลต่อแนวโน้มเงินบาทด้วยเช่นกัน  
    • ในเชิงเทคนิคัลนั้น เงินบาทจะกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากเงินบาท (USDTHB) สามารถอ่อนค่าลงเหนือโซน 32.65-32.75 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following
    • ทั้งนี้ แนวต้านของเงินบาท (USDTHB) อยู่แถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.65 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.00-32.10 บาทต่อดอลลาร์)

    Gold Highlight

    • นับตั้งแต่ช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมา เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปตามบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ และทิศทางเงินดอลลาร์
    • โดยราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากความต้องการถือครองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังตลาดการเงินโดยรวมเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง จากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor
    • นอกจากนี้ การย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ก็มีส่วนหนุนราคาทองคำ
    • เรามองว่า ในช่วงนี้ ราคาทองคำจะยังคงขาดปัจจัยหนุนที่ชัดเจน จนกว่าตลาดจะกลับมาปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งอาจต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่กว่าคาดชัดเจน โดยภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ หากภาวะ US Government Shutdown สิ้นสุดลง ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมารับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อีกครั้ง
    • และนอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว เรามองว่า ในช่วงนี้ก็อาจยังไม่มีปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มาช่วยหนุนราคาทองคำเพิ่มเติมได้
    • ความผันผวนของราคาทองคำ (1-month volatility) ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระมัดระวังและติดตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด
    • เราประเมินว่า ราคาทองคำอาจยังพอมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ ในระยะกลาง-ยาว ทว่า ในช่วงระยะสั้น การปรับตัวขึ้นเร็ว แรง ของราคาทองคำก็เสี่ยงต่อการปรับฐานได้ ทำให้เราไม่แนะนำให้ผู้เล่นในตลาดไล่ราคาซื้อ และควรรอจังหวะการปรับฐานของราคาทองคำ ในการเข้าซื้อเท่านั้น
    • ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้หลุดจากแนวโน้มขาขึ้น และจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ชัดเจน
    • ภายใต้แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่ยังพอมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในระยะปานกลาง-ยาว แต่เสี่ยงที่จะเข้าสู่ช่วงพักฐานในระยะสั้น ทำให้เรามองว่า กลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือ รอจังหวะ Buy on Dip (ขอย้ำว่า ไม่ควร ไล่ราคาซื้อ) สำหรับผู้เล่นที่ต้องการถือทองคำบ้างในพอร์ตการลงทุน 5%-10% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง ส่วนผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะลงทุนแล้ว ก็อาจ Let Profits Run หรืออาจทยอยพิจารณาขายทำกำไร ในกรณีที่ ราคาทองคำกลับมาปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    Economics Highlight

    สถานการณ์/เหตุการณ์สำคัญ

    ผลกระทบต่อ

    ค่าเงินบาท

    ราคาทองคำ

    ภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่อาจจะยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชัดเจน

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวก

    ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ปรับตัวลดลง แย่กว่าคาด

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

    บรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ย้ำจุดยืนว่า การลดดอกเบี้ยในอนาคต ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ปัจจัยลบ

    ปัจจัยลบ

    ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษล่าสุด สะท้อนการชะลอตัวของการจ้างงานและอัตราการเติบโตของค่าจ้างที่ชัดเจน

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าลงบ้าง

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินปอนด์อังกฤษค่าลงบ้าง

    บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน จากความกังวลมูลค่าหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อยู่ในระดับสูง และปัญหา US Government Shutdown

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวก

    บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อบอนด์ไทย หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    Week Ahead Calendar

    1234

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DezEiCGyO3Pv6r_l2z4Bi