Blog

  • ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ฮีโร่ช่วยชีวิต! นักท่องเที่ยวอินเดียซึ้งน้ำตาคลอ

    ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ฮีโร่ช่วยชีวิต! นักท่องเที่ยวอินเดียซึ้งน้ำตาคลอ

    ‘ขอบคุณจากใจ’ ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ฮีโร่ช่วยชีวิต! นักท่องเที่ยวอินเดียซึ้งน้ำตาคลอ

    เมื่อวันที่ 11 พ.ย.68 เวลา 15.03 น. ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุจากคลินิกแพทย์และห้องปฐมพยาบาลของท่าอากาศยานเชียงใหม่ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียต้องการความช่วยเหลือ หลังประสบอุบัติเหตุรถล้มที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และถูกส่งตัวมารักษาที่ รพ.เชียงใหม่ราม

     นักท่องเที่ยวรายนี้ มีกำหนดเดินทางกลับประเทศ แต่สายการบินปฏิเสธการขึ้นเครื่องเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่แขนหัก กระดูกคอเคลื่อน และปอดอักเสบ แม้จะมีใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่าสามารถเดินทางได้โดยต้องใช้ออกซิเจนและมีพยาบาลดูแล แต่สายการบินแจ้งว่าไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้า (เป็นไปตามระเบียบ เเละเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร) ทำให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

     ตำรวจท่องเที่ยวได้เข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โดยได้ติดต่อประสานงานกับกงสุลอินเดียประจำเชียงใหม่ และให้คำแนะนำในการเข้ารับการรักษาที่ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวได้นำนักท่องเที่ยวไปติดต่อกับสายการบินเพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผลในการปฏิเสธการเดินทาง และให้ความช่วยเหลือในการเข็นรถเข็นพร้อมสัมภาระไปยังรถแท็กซี่เพื่อเดินทางกลับที่พัก

    นักท่องเที่ยวได้กล่าวขอบคุณตำรวจท่องเที่ยวที่ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความใส่ใจของตำรวจท่องเที่ยวในการดูแลนักท่องเที่ยวให้ได้รับความปลอดภัยและความสะดวกสบายตลอดการเดินทางในประเทศไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3819219/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Co8E06eQGDgVXShABpo6Q

  • “ศุภจี” เตรียมพาสินค้า SME ขายถึงขอบสนามแข่งซีเกมส์-พาราเกมส์

    “ศุภจี” เตรียมพาสินค้า SME ขายถึงขอบสนามแข่งซีเกมส์-พาราเกมส์

    “ศุภจี” จับมือกระทรวงท่องเที่ยวฯ เตรียมพาสินค้า SME 150 ราย -จาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา มาจัดจำหน่ายให้กับ นักกีฬา แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและต่างชาติ ถึงขอบสนามซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 ที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา และเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 ม.ค.2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา

    กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” จำหน่ายสินค้าของของกิน ของใช้ และของที่ระลึก ให้แก่แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้ง 11 ประเทศ ในบริเวณสนามกีฬาต่าง ๆ 

    โดยจะนำสินค้าจากผู้ประกอบการ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และสินค้าจากผู้ประกอบการ SME รวม 150 ราย มาจำหน่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ และสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ทั้งสองรายการนี้

    สำหรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ มีดังนี้

    1.กรุงเทพมหานคร ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 (ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์) ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม รวม 40 บูธ

    2.จังหวัดชลบุรี ณ ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดชลบุรี และ 3 จังหวัดชายแดน (จันทบุรี ตราด และสระแก้ว) รวม 40 บูธ

    3.จังหวัดสงขลา ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ ระหว่างวันที่ 7 – 11 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง รวม 50 บูธ

    4. จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษสุรินทร์ และบุรีรัมย์) รวม 20 บูธ

    “การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และการบรรเทาผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม นอกจากยอดขายที่จะเกิดขึ้นในกิจกรรมครั้งนี้แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าก็มีโอกาสได้ทราบถึงแนวโน้มตลาดว่า ผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจสินค้าประเภทใด ลักษณะใด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและพัฒนาตลาดในโอกาสต่อไป”

    ด้าน ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้สามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและสากลได้จริง พร้อมทั้งใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์เป็นเวทีประชาสัมพันธ์สินค้าไทยสู่สายตานานาชาติ

    และในขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นต่าง ๆ ให้เหล่ากองเชียร์และนักกีฬาได้เลือกซื้อกันได้โดยสะดวกถึงในบริเวณสนามกีฬา และพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733278&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PrOSvJ7SVTEGGhYs_oCsp

  • คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว ช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

    คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว ช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

    ไขข้อสงสัย “คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5” คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว หนุนร้านค้ายกระดับศักยภาพ พร้อมช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

    ภายหลังจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2568 ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill)

    คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร

    ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส นับเป็นโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 เพื่อยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อยให้สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน มีเป้าหมายร้านค้าเข้าร่วม 400,000 ราย

    จากปัจจุบันที่มีร้านค้าลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัส 858,991 ราย ในจำนวนนี้มีร้านค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ซึ่งประกอบด้วย แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด อยู่แล้ว 58,947 ราย คิดเป็น 6.86% ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสทั้งหมด

    รัฐบาลจ่ายเงินให้สูงสุด ร้านละ 2,000 บาท

    สำหรับร้านค้าที่ร่วมอบรมตามเงื่อนไข จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย โดยมีเพดานสิทธิสูงสุด 2,000 บาทต่อร้านค้า ระยะเวลาการอบรม 19 พ.ย.-19 ธ.ค. 2568 โดยรัฐบาลจะใช้วงเงินเดิมที่ได้รับมา จำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท มาดำเนินต่อไป

    อบรมผ่าน 4 วิธี โดยให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

    การอบรมมี 4 วิธีให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบ โดยจะประกาศผลร้านค้าที่ได้รับสิทธิ์ในวันที่ 23 ธ.ค. 2568 บนแอปฯ ถุงเงินและเริ่มโอนเงินให้วันที่ 25 ธ.ค. 2568 ได้แก่

    1. การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางการเงินด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล

    2. ร่วมการอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้นำความรู้ไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะเทคโนโลยี โดยเรียนผ่านระบบอบรมออนไลน์ DBD Academy (e-Learning)

    3. เข้าร่วมและทดลองใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสนับสนุนและยกระดับความสามารถให้กับผู้ประกอบการให้เกิดการต่อยอดและพัฒนาศักยภาพในการประกอบกิจการโดยการประยุกต์ใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลในรูปแบบสิทธิ์การใช้ดิจิทัลฟรี (d-voucher) ผ่านโครงการ AI Transformation

    4. เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ซึ่งต้องผ่านการเข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส รายใดรายหนึ่ง ได้แก่ แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด โดยต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธ.ค. 2568 จึงจะถือว่าได้ดำเนินการสำเร็จ และต้องไม่เป็นร้านที่อยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้อยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 รัฐบาลเตรียมสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ เปิดสิทธิให้กลุ่มตกหล่นลงทะเบียนก่อน คาดเริ่มใช้สิทธิเดือน ม.ค. 2569 ซึ่งหากมีความคืบหน้า ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2894954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w5Z9UrO9zGp8ZBYTW5Sik

  • ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน

    ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทยและญี่ปุ่น ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาค อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนรายสำคัญที่มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต และห่วงโซ่อุปทานของไทยจนกลายเป็น “Detroit of Asia” ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ แต่ยังเป็นแรงขับสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต

    เวทีเสวนา “Japan–Thailand: Shaping ASEAN’s Next Frontier” ที่จัดโดย Nikkei Asia ร่วมกับ The Standard ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025: Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จึงกลายเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองและโอกาสของภาคธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น ตลอดจนอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยมี 3 ผู้นำจากองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของทั้งสองประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้น ได้แก่

    • วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จํากัด (มหาชน)
    • โคจิ อิวานามิ (Koji Iwanami) ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) จำกัด
    • บุนเซอิ โอคุโบะ (Bunsei Okubo) ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC Banking) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

    ขณะที่ผู้ดำเนินรายการคือ โทโยอะกิ ฟูจิวาระ (Toyoaki Fujiwara) ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมและการประชุมระดับโลกของ Nikkei Incorporation ชี้ถึงความท้าทายอันน่ากังวลที่ญี่ปุ่นและไทยกำลังเผชิญ ทั้งการแข่งขันระดับโลก การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่คำถามสำคัญคือ เราจะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคต ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้อย่างไร?

    ไทยต้องมีผู้นำที่มองไกล

    วิกรมเปิดประเด็นในการสนทนาอย่างเฉียบคมว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ ‘ผู้นำและนโยบาย’ โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยกว่า 5-6% ต่อปี ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่า

    “ถ้าไทยมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แบบนั้น เราสามารถโตได้มากกว่า 2% แน่นอน”

    เขาย้ำว่าจุดแข็งของไทยมีทั้งภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และความสัมพันธ์อันยาวนานกับชาติมหาอำนาจ

    “อเมริกามีพนักงานสถานทูตในไทยกว่า 4,300 คน มากที่สุดในโลก สะท้อนว่าไทยคือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ” เขากล่าว

    ในมุมมองของวิกรม ความสัมพันธ์นี้ไม่ควรใช้เพียงด้านการทูต แต่ต้อง “แปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ” โดยไทยควรใช้สถานะของตนเป็น ฐานความร่วมมือ ระหว่างญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่การเลือกข้าง แต่เป็นการใช้ทุกฝ่ายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

    “เราควรให้ญี่ปุ่นกับจีนร่วมผลิตในไทย แล้วส่งออกสู่ตลาดตะวันตก นี่คืออนาคตที่ควรเป็น”

    จากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    โอคุโบะ ตัวแทนภาคธนาคาร ชี้ว่าไทยมี ‘ภารกิจสองด้าน’ คือเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น การผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่สำหรับอนาคต

    เขามองว่า “ไทยมีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค” หากสามารถผสานจุดแข็งของญี่ปุ่นด้านเทคโนโลยีเข้ากับทรัพยากรและตลาดของไทยได้

    “MUFG และกรุงศรีฯ พร้อมสนับสนุนทั้งภาคการเงินและเครือข่ายการลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ปล่อยกู้”

    เขาเสนอว่า ไทยควรพัฒนา 3 ด้านหลักเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ได้แก่

    1.พลังงานสะอาดและเสถียร สำหรับอุตสาหกรรมอนาคต

    2.ทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง ที่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่

    3.นโยบายและสิทธิประโยชน์การลงทุนที่มั่นคง

    เขายกตัวอย่างความร่วมมือที่ธนาคารจัดทำขึ้น เช่น โครงการจับคู่ธุรกิจระหว่างสตาร์ตอัปญี่ปุ่นกับบริษัทไทยกว่า 400 คู่ ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์จริง หรือการร่วมพัฒนาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ระหว่างสตาร์ตอัปญี่ปุ่นกับเครือข่ายค้าปลีกไทย

    “นี่คือตัวอย่างว่าการสร้างนวัตกรรมข้ามพรมแดน ที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น”

    Honda กับบทบาท “เติบโตไปพร้อมสังคมไทย”

    อิวานามิ ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) ยืนยันว่า “ประเทศไทยคือพันธมิตรที่ไว้ใจได้ที่สุดของ Honda ในเอเชีย” เพราะมีตลาดที่มั่นคง แรงงานฝีมือดี และซัพพลายเชนที่แข็งแรง เขาย้ำว่า “ความสำเร็จของ Honda มาจากคนไทย”

    ประเด็นความท้าทายอย่างการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับค่ายจีนที่รุกแรง เขาให้คำตอบอย่างมั่นใจว่า “Honda ไม่แข่งที่ความเร็ว แต่แข่งที่ความเชื่อมั่นและความทนทาน”

    โดยบริษัทจะเดินบนสองเส้นทางคู่กัน ทั้งยานยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งลงทุนพัฒนาแบตเตอรีและระบบจัดการพลังงานที่ผลิตได้เอง

    “เราจะพัฒนาคนควบคู่กับเทคโนโลยี ทำงานกับโรงเรียนและซัพพลายเออร์ เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะทั้งเชิงเทคนิคและดิจิทัล เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเป็นฐานผลิตที่มีนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ฐานแรงงานราคาถูกอีกต่อไป”

    เขายืนยันว่าแนวคิดของ Honda จะยังคงมุ่งเน้นที่สามเสาหลักคือ “สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และผู้คน (Environment, Safety, People)” เพื่อเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทย

    อนาคตความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

    ช่วงท้ายของการเสวนา ฟูจิวาระได้ตั้งคำถามสำคัญถึงอนาคตของความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ว่าจะปรับตัวอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกและความไม่แน่นอนทางการเมืองของทั้งสองประเทศ

    วิกรมเสนอว่า ไทยควรเรียนรู้จากดูไบและสิงคโปร์ ในการเป็นประเทศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับการลงทุนจากต่างชาติ (FDI)

    “นโยบายที่ดีไม่ต้องใช้เงิน แค่เปิดกว้างและทำให้นักลงทุนมั่นใจ” เขากล่าว และเชื่อว่า หากรัฐบาลไทยบริหารนโยบายเศรษฐกิจด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ GDP ของประเทศจะโตได้เกิน 5-6% อย่างแน่นอน

    ขณะที่โอคุโบะเสริมว่า ความสม่ำเสมอของนโยบายเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการมากที่สุด

    “เมื่อไทยสร้างความเชื่อมั่นได้ การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือพลังงานสะอาด จะหลั่งไหลเข้ามา”

    ขณะที่อิวานามิกล่าวทิ้งท้ายว่า “หากไทยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและนโยบายได้ Honda และนักลงทุนญี่ปุ่นจะยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทต้องการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/japan-thailand-shaping-aseans-next-frontier/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t5WNufrdYjKfJj6ZaVzOj

  • สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น ‘วิศวกรเทคโนโลยี’ หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น ‘วิศวกรเทคโนโลยี’ หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    เศรษฐกิจ

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น ‘วิศวกรเทคโนโลยี’ หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    12 พ.ย. 2025 เวลา 6:40 น.

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น 'วิศวกรเทคโนโลยี' หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    “เอกสิทธิ์ ปธ.สภานายจ้างฯ” แนะ รัฐบาลหนุนสร้าง “วิศวกรด้านเทคโนโลยี” ต่อเนื่อง เชื่อ เป็นกำลังสำคัญเคลื่อนศก.ประเทศเติบโตยั่งยืนได้แน่นอน

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่สถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) เดินทางเพื่อศึกษาดูงาน ที่สถาบันโคเซ็นฯ โดยมีรศ. ดร.ณัฐวุฒิ เดไปวา รักษาการแทน คณบดีสถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และคณะ ให้การต้อนรับ โดยได้หารือเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรนักศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์กับภาคนายจ้างที่เป็นผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลขั้นสูง ซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น 

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น 'วิศวกรเทคโนโลยี' หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้สถาบันโคเซ็นฯ ได้ให้การต้อนรับ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี ได้หารือและแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต โดยสภาองค์การนายจ้างฯ มีนโยบายในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอยู่แล้ว และถือว่าสถาบันโคเซ็นได้ผลิตและสร้างบุคลากรที่มีความสามารถสูงด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี AI เทคโนโลยีใหม่ๆ และด้านภาษา ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการสามารถตอบโจทย์กับการสรรหาบุคลากรเข้าทำงานของภาคธุรกิจผู้ประกอบการเป็นอย่างดี ซึ่งรัฐบาลเองควรจะให้การสนับสนุนโครงการของสถาบันโคเซ็นฯให้เกิดความต่อเนื่องต่อไป เชื่อมั่นว่า แรงงานในภาคส่วนวิศวกรเทคโนโลยี มีศักยภาพสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้แน่นอน หากรัฐบาลให้การสนับสนุนต่อเนื่อง

    ด้านรศ. ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทางสถาบันโคเซ็นฯ ต้องขอขอบคุณ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญและพร้อมให้การสนับสนุน สถาบันโคเซ็นฯ เพื่อสร้างอัตลักษณ์และผลิตวิศวกรที่มีอายุน้อยกว่าวิศวกรทั่วไป ถึง 2 ปี ทางสถาบันโคเซ็นฯ หวังว่า ทางสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย จะได้ร่วมมือและให้การสนับสนุนเรื่องการจ้างงานแก่นักศึกษาของสถาบันโคเซ็นใน อนาคตต่อไป

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น 'วิศวกรเทคโนโลยี' หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT:Employers’ Confederation of Thailand ) เป็นสภาองค์การนายจ้างเพียงองค์การเดียวในประเทศไทย ที่เป็นภาคีสมาชิกองค์การนายจ้างระหว่างประเทศ (International Organization of Employers) เป็นตัวแทนนายจ้างของประเทศไทยในการทำงานร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) โดยมีภารกิจหลักคือให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในด้านต่างๆ ซึ่งสภาองค์การนายจ้างฯได้ดำเนินงานตามภารกิจ มาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 49 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีแนวปฏิบัติในการดำเนินงานที่ดี และเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง ให้บริการสนับสนุนการดำเนินกิจการของนายจ้างไทยในด้านต่างๆ ซึ่งสภาองค์การนายจ้างฯ อยู่ในคณะกรรมการไตรภาคี โดยเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการที่มี 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง เพื่อดำเนินงานและกำหนดนโยบายด้านแรงงาน

    รวมทั้งมีบทบาทในคณะกรรมการค่าจ้าง, คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงและเป็นตัวแทนของฝ่ายนายจ้างในการหารือและการตัดสินใจ ทั้งนี้ คณะกรรมการไตรภาคีทำหน้าที่ปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน เช่น การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ และการปรับปรุงกฎหมาย ฯลฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw001XOt2Z4ebnGuP7E1zms5

  • เปิดเบื้องลึกโยก ‘ฉันทานนท์’ จากกระทรวงเกษตรฯ  ขึ้น C11 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกฯ

    เปิดเบื้องลึกโยก ‘ฉันทานนท์’ จากกระทรวงเกษตรฯ ขึ้น C11 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกฯ

    เศรษฐกิจ

    11 พ.ย. 2025 เวลา 16:54 น.

    มติ ครม.โอนย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ โอน “ฉันทานนท์” จากเลขาฯ สศก.มานั่งซี 11 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกฯ “อนุทิน” ให้นั่งหน้าห้องช่วยประสานงาน วางแผน ร่วมกับข้าราชการประจำ ช่วยขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (11 พ.ย.68) เห็นชอบการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี) ตามที่นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอรับโอน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)   ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเป็นต้นไป ทั้งนี้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลง ยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าการโอนนายฉันทานนท์ มารับตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ต้องการ ให้นายฉันทานนท์ มาช่วยงานหน้าห้องนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยประสานงานกับข้าราชการประจำ และเป็นคลังสมอง (Think Tanks) ที่เข้ามาช่วยทำงานให้กับรัฐบาลโดยเฉพาะการวางแผนนโยบายในด้านต่างๆ

    โดย นายฉันทานนท์ ทำงานเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มานานหลายปีทำให้มีความเชี่ยวชาญในการวางแผน และผลักดันให้จากนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ

    นอกจากนี้การโอนให้มาดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้เท่ากับเป็นการเลื่อนตำแหน่งจากซี 10 เป็น ซี11 เพื่อที่จะรอตำแหน่งบริหารระดับสูงที่จะว่างลงเพื่อแต่งตั้งให้ไปเป็นหัวหน้าส่วนราชการในตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสามารถในโอกาสต่อไป

    สำหรับประวัติ นายฉันทานนท์ ปัจจุบันอายุ 55 ปี

    ประวัติการศึกษา : 

    2539-2540 : ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ [University of New Hampshire, U.S.A.]

    2538-2539 : ประกาศนียบัตร หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการบริหารธุรกิจ [University of Winconsin – Madison, U.S.A.]

    2532-2536 : ปริญญาตรี สาขาบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    ประวัติการทำงาน :

    2563-ปัจจุบัน : เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  

    2562-2563 : ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2560-2562 : รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2558-2560 : ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2553-2557 : อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2545-2553 : หัวหน้ากลุ่มความตกลงสุขอนามัย และสุขอนามัยพืชอื่นๆ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ

    2543-2545 : นักวิเคราะห์นโยบาย และแผน ส่วนนโยบายเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

     นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวน 5 ราย ได้แก่

     1. นายโสภัชย์ ชวาลกุล ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    2. นางสุวรรณี ศรีสุวรรณ์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    3. นายสุรชัย ยุทธชนะ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    4. นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    5. นายพงศ์ไท ไทโยธิน ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XvTzIv7ZcEVpwhNSWR6hP

  • เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

    เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.21 น.

    เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ดังนี้

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายวิวัธน์ชัย คงลำธาร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านควบคุมการก่อสร้าง) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    เรื่อง การปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

                       คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ โดยมีหน้าที่และอำนาจคงเดิม

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       องค์ประกอบคณะกรรมการ ที่เสนอแต่งตั้งในครั้งนี้

                       1. ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม                 ประธานกรรมการ

                       2. ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง                      รองประธานกรรมการ ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       3. ผู้แทนสำนักงบประมาณ                                      กรรมการ

                       4. ผู้แทนสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล                         กรรมการ (องค์การมหาชน)

                       5. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการรักษา                    กรรมการ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

                       6. ผู้แทนกรมบัญชีกลาง                                         กรรมการ

                       7. นายธีรวุธ กลั่นเลี้ยง                                             กรรมการ

                       8. รองศาสตราจารย์ปานวิทย์ ธุวะนุติ                          กรรมการ

                       9. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รวิน ระวิวงศ์                             กรรมการ

                       10. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชยกฤต อัศวธิตานนท์                  กรรมการ

                       11. ผู้ช่วยศาสตราจารย์มานิต สาธิตสมิตพงษ์                  กรรมการ

                       12. ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ                    กรรมการ และเลขานุการและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       13. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยี                           กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       14. ผู้อำนวยการกลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ                กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการเพื่อการบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       15. ผู้แทนศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ                           กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

                       1. พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสม เสนอแนะแนวทางการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของส่วนราชการ องค์การมหาชน ที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน รวมถึงแหล่งเงินอื่นที่นอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นภาระที่รัฐจะต้องตั้งงบประมาณชดใช้ ในการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมูลค่าเกินกว่า 200 ล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะการบูรณาการงบประมาณ เทคโนโลยี และการใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินการ รวมทั้งให้มีการใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกันในการพิจารณาการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                       2. พิจารณาติดตามแผนงานและโครงการที่ได้ให้ความเห็นชอบของส่วนราชการและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ

                       3. พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

                       4. พิจารณากำหนด และเผยแพร่ข้อมูลในเรื่องราคาและคุณลักษณะของระบบคอมพิวเตอร์ ที่เหมาะสมกับลักษณะงานต่างๆ

                       5. เสนอแนะข้อวินิจฉัย ปัญหาและแนวทางปฏิบัติในการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมอบหมาย

                       6. ให้มีอำนาจเชิญเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง เสนอข้อมูล และ/หรือเอกสารประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น

                       7. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และผู้ช่วยเลขานุการเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

                       8. ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    หมายเหตุ : 1. หลักเกณฑ์ในการจำแนกประเภทหน่วยงานในรูปแบบ ส่วนราชการ หรือองค์การมหาชนให้พิจารณาตามหลักการจำแนกประเภทหน่วยงานของรัฐในกำกับของฝ่ายบริหารของสำนักงาน ก.พ.ร.

                   2. งบประมาณรายจ่ายประจำปี หมายถึง จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายโดยปีงบประมาณมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่ง ถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ชื่อปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณ เสนอแต่งตั้ง นางพลินี เตชะมวลไววิทย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็น วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพรวม 3 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

                       1. นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล                 ประธานกรรมการ

                       2. นางปัทมา วีระวานิช                     กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       3. นายอดุล ขาวละออ                       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรรวม 2 คน แทนรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ดังนี้

                       1. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข               รองประธานกรรมการ

                       2. นายนิรันดร์ มูลธิดา                       กรรมการ (ผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์)

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้เห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอแต่งตั้ง นายวิศนุเวศ เศวตนันทน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                       ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอน และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอรับโอน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)    

                        ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลง ยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้

                       1. นายโสภัชย์ ชวาลกุล ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       2. นางสุวรรณี ศรีสุวรรณ์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       3. นายสุรชัย ยุทธชนะ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       4. นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       5. นายพงศ์ไท ไทโยธิน ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พันตำรวจเอก วทัญญู วิทยผโลทัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. (นักบริหารระดับสูง)

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงโปรดพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

                       1) นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์

                       2) นายวุฒิกร สติฐิต

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการ การประปานครหลวง จำนวน 14 ราย ดังนี้

                       1) นายฉันทานนท์ วรรณเขจร              ประธานกรรมการ

                       2) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์                กรรมการ

                       3) นายยุทธนา สาโยชนกร                   กรรมการ

                       4) ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล              กรรมการ

                       5) นางสาวเพียงออ เลาหะวิไลย             กรรมการ

                       6) พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ         กรรมการ

                       7) นายภูวเดช สุระโคตร                     กรรมการ

                       8) นายพรรณรบ เตชะมงคลาภิวัฒน์        กรรมการ

                       9) นายจรูญเดช เจนจรัสสกุล                กรรมการ

                       10) นายกช พัชรารัตน์                      กรรมการ

                       11) นายฐิติวุฒิ เงินคล้าย                    กรรมการ

                       12) นายสมชาย อ่วมกระทุ่ม                กรรมการ

                       13) นายธีรพจน์ จันทรศุภแสง              กรรมการ

                       14) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ              กรรมการ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 8 ราย ดังนี้

                       1) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ                 ประธานกรรมการ

                       2) นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล   กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

                       3) นางปาณิสรา ดวงสอดศรี                 กรรมการ

                       4) นายเผ่าภัค ศิริสุข                         กรรมการ

                       5) นายหลักชัย พัฒนเจริญ                  กรรมการ

                       6) นายคราทิพย์ เอี่ยมกมลา                 กรรมการ

                       7) รองศาตราจารย์ชัยวัฒน์ อุตตมากร      กรรมการ

                       8) นายอธิป ตันติวรวงศ์                     กรรมการ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 13 คน ดังนี้

                       1) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์                  ประธานกรรมการ

                       2) นายกรณินทร์ กาญจโนมัย               กรรมการ

                       3) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์                  กรรมการ

                       4) นายเจษฎ์ โทณะวณิก                     กรรมการ

                       5) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์                กรรมการ

                       6) รองศาสตราจารย์ธีร เจียศิริพงษ์กุล      กรรมการ

                       7) นายปริญญา แสงสุวรรณ                 กรรมการ

                       8) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ กีรติวินทกร กรรมการ

                       9) นายพนิต ธีรภาพวงศ์                     กรรมการ

                       10) ศาสตราจารย์ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์       กรรมการ

                       11) พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา          กรรมการ

                       12) พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม     กรรมการ

                       13) นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช             กรรมการ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/927122&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SnnvtHLciCGFumXJvVmsI

  • ‘เอกนิติ’ รับจ่อกู้เงินนอกสร้างเขื่อนแก้น้ำท่วม ปักหมุดเจ้าพระยาตอนล่าง คาดชัดเจนปี69

    ‘เอกนิติ’ รับจ่อกู้เงินนอกสร้างเขื่อนแก้น้ำท่วม ปักหมุดเจ้าพระยาตอนล่าง คาดชัดเจนปี69

    ‘เอกนิติ’ รับลูกรัฐบาลเร่งศึกษาแนวทางกู้เงินต่างชาติสร้างเขื่อน หวังแก้ปัญหาน้ำท่วม-ใช้งบเยียวยาประชาชนอย่างจริงจัง จ่อปักหมุดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คาดเห็นความชัดเจนภายในปี 2569

    11 พ.ย. 68 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ให้กระทรวงการคลังเร่งศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งในแต่ละปีต้องใช้งบประมาณในการเยียวยาหลายหมื่นล้านบาท โดยแนวทางหนึ่งคือการเดินหน้าศึกษาการสร้างเขื่อน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “ที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณเยียวยาเรื่องน้ำท่วมปีละหลายหมื่นล้านบาท 2-3 ปีรวมกันสามารถนำงบเยียวยาทั้งหมดมาใช้สร้างเขื่อนได้เลยทีเดียว วันนี้เราจึงมองการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะแก้ปัญหาเรื่องการเยียวยาอย่างจริงจังได้ด้วย ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นั่นคือ การสร้างเขื่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2569” นายเอกนิติ กล่าว

    อย่างไรก็ดี พื้นที่ที่ได้มีการศึกษาการสร้างเขื่อนในเบื้องต้น อยู่ที่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ส่วนเม็ดเงินลงทุนนั้น อาจจะมีการใช้ช่องทางเงินกู้จากต่างประเทศ โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือกับหลายประเทศ ซึ่งมีการยื่นข้อเสนอเป็นเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน รวมถึงจะมีการให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการสร้างเขื่อนด้วย เพราะแนวทางการก่อสร้างจะต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รัฐบาลมองว่าตรงนี้จะเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม และการใช้งบประมาณเยียวยาสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างยั่งยืนมากกว่า โดยรายละเอียดทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการศึกษา

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/894094/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jawNqlgxM3Nx8ftU76CqM

  • จีนเตรียมประยุกต์ใช้ “เทคโนโลยีใหม่” กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต

    จีนเตรียมประยุกต์ใช้ “เทคโนโลยีใหม่” กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต

    จีนเร่งสำรวจ “สถานการณ์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคุณภาพสูง

    จีนกำลังสำรวจหาสถานการณ์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการประยุกต์ใช้และพัฒนาทางอุตสาหกรรมขนานใหญ่ รวมถึงเร่งการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่

    เมื่อวันจันทร์ (10 พ.ย.) หลี่ชุนหลิน รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน แถลงข่าวว่าสถานการณ์การประยุกต์ใช้งานกลายเป็นทรัพยากรสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่สำคัญ เป็นดัง “สะพาน” เชื่อมต่อระหว่างเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรม รวมถึงการวิจัยและพัฒนากับตลาด

    อนึ่ง คณะเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวครั้งนี้หลังจากสำนักงานทั่วไปแห่งคณะรัฐมนตรีจีนเผยแพร่ชุดแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    หลี่กล่าวว่าแนวปฏิบัติมุ่งสำรวจและพัฒนาสถานการณ์การประยุกต์ใช้งานใหม่ใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1) เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2) การเปลี่ยนผ่านและยกระดับทางอุตสาหกรรมของภาคธุรกิจต่างๆ เช่น การผลิตและการขนส่ง 3) อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การทำเหมืองแร่และการรับมือเหตุฉุกเฉิน 4) การบริการธรรมาภิบาลสังคม 5) สวัสดิการสาธารณะ

    มาตรการเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้เงินทุนภาคเอกชนและบริษัทเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานการณ์การประยุกต์ใช้งาน โดยการจัดสรรเงินทุนของรัฐบาลกลางจะสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าเงื่อนไขส่งเสริมสถานการณ์การประยุกต์ใช้งานที่สำคัญ

    ด้าน เหยาจวิ้น เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน แถลงว่ากระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างสถานการณ์การประยุกต์ใช้งาน และจะเร่งสำรวจหาสถานการณ์การประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเครือข่ายสัญญาณ 5G ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ อินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม และระบบนำทางเป่ยโต่ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/182/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ccLD1IBDQ9hl3MjFaQfJ7

  • รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

    รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 11 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 พ.ย. 2568

    | 19 view

    เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายพัก ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

    รองปลัดฯ แสดงความยินดีกับสาธารณรัฐเกาหลีต่อความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคปี 2568 และขอบคุณฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลีสำหรับการประสานงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยให้การเข้าร่วมสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะผู้แทนไทยเป็นไปอย่างราบรื่น โดยทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทั้งยังแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำคัญของภูมิภาค

    ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือไทย – สาธารณรัฐเกาหลีในมิติต่าง ๆ อาทิ การขยายการค้าและการลงทุน ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม การสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ของไทย รวมถึงความร่วมมือในกรอบลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ตลอดจนหารือการขยายความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ โดยเอกอัครราชทูตฯ ย้ำความพร้อมของสาธารณรัฐเกาหลีที่จะมีส่วนร่วมและสนับสนุนการจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการปรามปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งไทยมีแผนจะเป็นเจ้าภาพภายในปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dps-meets-amb-rok-nov-25-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1az8I1fYIOnyaCG_SFW0By