Blog

  •  ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดเส้นทางมงคล “เที่ยวไทย 50 ชุมชน”

     ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดเส้นทางมงคล “เที่ยวไทย 50 ชุมชน”

    เศรษฐกิจ

     ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดเส้นทางมงคล “เที่ยวไทย 50 ชุมชน”

    วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.41 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

     ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดเส้นทางมงคล “เที่ยวไทย 50 ชุมชน”

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวัฒนธรรมไทย–จีน รวมถึง โรงแรมในเครือ ฟอร์จูน กรุ๊ป  บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน)  โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ  บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิดโครงการ “Exclusive Trip 2 วัน 1 คืน กรุงเทพฯ – ชลบุรี” ภายใต้แนวคิด “เที่ยวไทย 50 ชุมชน ศาลเจ้าเก่า สุขใจเสริมมงคล ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–จีน 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างการรับรู้ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนพิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ โดยมี นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วย อาจารย์คฑา ชินบัญชร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย–จีน และพรีเซ็นเตอร์ “เที่ยวไทยรับพลังบวก” นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย  รวมถึงผู้แทนจากพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่มุ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวไทย ชาวจีน และชาวไทยเชื้อสายจีน ผ่านการเดินทางตามรอยศรัทธาในเส้นทางศาลเจ้าเก่า พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนในมิติของวัฒนธรรม ความเชื่อ และอาหารท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์และรากเหง้าของสังคมไทย–จีนที่อยู่คู่กันมายาวนาน   นอกจากนี้ โครงการยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ชุมชน และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพและรับผิดชอบต่อสังคม

    โดย CP LAND ได้ร่วมผลักดันแนวทางนี้ผ่านเครือโรงแรมในเครือ ฟอร์จูน กรุ๊ป (Fortune Hotel Group) ที่ตั้งอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ททท. และพันธมิตรเชื่อมั่นว่า “Exclusive Trip” ครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งโมเดลความร่วมมือที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในการเดินทางอย่างมีคุณค่า สร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมและศรัทธาให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

    #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #เที่ยว50ชุมชนศาลเจ้าสานสัมพันธ์ไทยจีน#CPLAND #FortuneHotelGroup      #AccessibleCommunitiesForLife 

    #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต#โรงแรมอวานีรัชดา  #คฑา ชินบัญชร 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/454015&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ftcpc8GOvYU55Gai5Qx7H

  • ผู้ประกอบการบุกทำเนียบฯ ร้องทบทวน กม.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขาย : อินโฟเควสท์

    ผู้ประกอบการบุกทำเนียบฯ ร้องทบทวน กม.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขาย : อินโฟเควสท์

    กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และสถานบริการ นำโดย นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย, นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมร้านอาหาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ร่วมกันยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เพื่อขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งขอให้ยกเลิกการห้ามดื่มนอกเวลาขาย โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

    นายสรเทพ ระบุว่า ปัญหาหลักของกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา มีปัญหาหลัก คือ เรื่องของการห้ามนั่งดื่มต่อ แต่วันนี้ที่มายื่น คือ 1.เรื่องของการปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2515 ไม่เข้ากับบริบทของประเทศไทย 2. เรื่องของการปลดโซนนิ่ง และ 3. เรื่องของการอนุญาตให้นั่งดื่มต่อ ซึ่ง 3 ข้อนี้กระทบมาก และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการในประเทศไทยเท่านั้น

    โดยขอแยกออกเป็น 2 กรณีคือ 1. ผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว 2. ภาคธุรกิจกลางคืน โดยในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB โทรมาสอบถามว่าแก้ได้หรือไม่ และแก้อย่างไร เพราะสำนักข่าวต่างประเทศเล่นข่าวหลายสำนัก จึงมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเต็ม ๆ

    “TCEB จะมีการประชุมใหญ่ เป็นสัมมนา 3-4 กรุ๊ป ซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน หากกฎหมายนี้ไม่ได้รับการแก้ไข และอาจถึงขั้นที่ต้องย้ายการจัดสัมมนาประเทศอื่น” นายสรเทพ กล่าว

    พร้อมระบุว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหาร หรือธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงมัคคุเทศก์ต่างก็มีความกังวลด้วยเช่นกัน จึงต้องการเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้คำนึงถึงมิติอื่น ๆ ด้วย

    “หากมีการพานักท่องเที่ยวไปทัวร์ ในช่วงที่มีอากาศร้อน เขาจะไปนั่งดื่มเบียร์ในช่วงบ่ายสอง 10 นาที มันก็ไม่ได้แล้ว ทางร้านจะโดนจับทั้งไกด์ทั้งร้านที่ขาย เขาก็กลัวไปหมด กลายเป็นสภาวะสูญญากาศในช่วงนี้ ที่กระทบกับการท่องเที่ยวเต็มๆ เราจึงดูแล้วว่าไม่ไหว เราเข้าใจว่าคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มองในมิติสุขภาพ แต่อยากเรียกร้องว่าให้ท่านมองในมิติอื่นด้วย มองในแง่เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ยังมีทั้งในเรื่องท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ อีกหลายล้านชีวิตในประเทศ” นายสรเทพ ระบุ

    ด้านนายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร กล่าวว่า ในส่วนของถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีรายได้เข้าประเทศค่อนข้างมาก มีนักท่องเที่ยวประมาณ 2 หมื่นกว่าคน/วัน สิ่งที่เรากังวล คือ ถ้ามีการปรับจริงในกรณีดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลาที่กฎหมายกำหนด จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย

    “ผู้ประกอบการเป็นกังวลมาก ในสิ่งที่ภาคราชการออกอะไรออกมาที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้ประกอบการ ซึ่งเป็น SME ที่เป็นรากฐานของประเทศ ขอให้ช่วยกลับไปทบทวนดูบริบทของวันนี้ ไม่เหมือนกับ 10-20 ปีที่ผ่านมา จิตสำนึกของคนวันนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเรามาปลูกจิตสำนึกในความรับผิดชอบ ไม่ใช่เอากฎหมายมาครอบผู้ประกอบการ” นายสง่า ระบุ

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้มีการพูดคุยกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งแรก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ

    อย่างไรก็ดี กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 พ.ย.นั้น ในเนื้อหาสาระมีการปลดล็อกเวลาจำหน่าย และให้ไปดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ เพิ่มเวลาจำหน่าย แต่ห้ามนั่งดื่มเกินเวลา ซึ่งได้รับคำแนะนำจากฝ่ายกฎหมายว่า เมื่อประกาศฉบับดังกล่าวยังไม่บังคับใช้ การไปแก้กฎหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อบังคับใช้แล้ว และนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อน จึงได้เร่งให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นัดประชุมกันในวันที่ 13 พ.ย.นี้ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อผลออกมา เชื่อว่าจะได้คำตอบ และจะมีผลบังคับใช้ไม่เกินต้นเดือน ธ.ค.นี้ ตามข้อกำหนดของกฎหมาย

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในระหว่างนี้ จะหารือกับคณะกรรมการฯ ว่ามีสิ่งใดบ้างที่สามารถผ่อนปรนได้ หรือผ่อนผันในช่วงนี้ได้ ในส่วนของแนวทางมีความเห็นในทางที่ตรงกัน เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความเห็นเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยว

    “ขอยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ขอให้อดใจรอนิด” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

    ส่วนแนวทางเหมาะสมที่พอจะตกลงกันได้นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า น่าจะมีการปลดล็อกเวลาขายในช่วงกลางวัน ส่วนเวลากลางคืน การขายอาจจะให้จบแค่ช่วงเที่ยงคืนสำหรับร้านอาหารทั่วไป ส่วนการนั่งดื่มต่อนั้น กำลังพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะอนุญาตให้นั่งต่อได้อีกสักช่วงเวลาหนึ่ง

    ส่วนการแบ่งโซนนิ่งนั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในการทบทวน ทั้งนี้การยกเลิกโซนนิ่งทั้งหมดอาจเป็นไปไม่ได้ แต่อาจมีพื้นที่นำร่องในการลองปลดโซนนิ่ง หรืออาจมีการเพิ่มพื้นที่โซนนิ่ง ทั้งนี้ การจะปลดโซนนิ่ง จะต้องมีเรื่องของกฎหมายควบคุมสถานบันเทิง เพื่อการันตีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545006&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IieZVPvMrQLSdnfjGxKRS

  • เคทีซีผนึกการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ดันยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวไทยในสิงคโปร์โตต่อเนื่อง เปิดเกมสร้างแบรนด์จุดหมายสุดคุ้มค่า

    เคทีซีผนึกการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ดันยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวไทยในสิงคโปร์โตต่อเนื่อง เปิดเกมสร้างแบรนด์จุดหมายสุดคุ้มค่า

    “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board – STB) ร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” ที่รวบรวมสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง ร้านอาหาร ที่พัก และแหล่งช้อปปิ้งไว้ในที่เดียว

    การร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์การเดินทางที่ครบวงจรและคุ้มค่าในทุกมิติ สอดคล้องกับเทรนด์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าและความหมายของประสบการณ์” (Value-Driven Travel Experience) มากกว่าการเดินทางเพียงเพื่อพักผ่อน ล่าสุด ข้อมูลจากเคทีซีพบว่า ยอดใช้จ่ายของสมาชิกในสิงคโปร์ เติบโตต่อเนื่องกว่า 10% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนศักยภาพของตลาดท่องเที่ยวคุณภาพที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

    เคทีซีเผยหมวด “กิน” ขับเคลื่อนยอดใช้จ่ายเติบโต พร้อมเจาะตลาดพรีเมียมไลฟ์สไตล์

    นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า สิงคโปร์ติดอันดับ 4 จุดหมายต่างประเทศยอดนิยมของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯเพิ่มขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ราว 9,800 บาทต่อทริป หมวดที่สมาชิกใช้จ่ายถี่และเติบโตสูงสุดคือ “ร้านอาหาร” ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15% ในขณะที่สมาชิกใช้จ่ายต่อครั้งที่ 900 บาท เฉลี่ยต่อคนราว 3,100 บาท
    สำหรับแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” ที่ร่วมกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากพฤติกรรมจริงของนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม ที่ต้องการประสบการณ์ครบวงจรทั้งเรื่องกิน เที่ยว และช้อป เราคาดว่าการมอบสิทธิพิเศษครบมิติครั้งนี้ จะช่วยผลักดันยอดใช้จ่ายรวมให้เติบโตขึ้นอย่างน้อย 5% พร้อมเสริมภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ให้เป็นจุดหมายที่ “คุ้มค่าทุกการใช้จ่าย” อย่างแท้จริง

    การท่องเที่ยวสิงคโปร์ตอกย้ำภาพ “จุดหมายปลายทางที่ครบในที่เดียว”

    มิสเตอร์ โอลิเวอร์ ชอง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานต่างประเทศ การท่องเที่ยวสิงคโปร์ กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดการท่องเที่ยวที่สำคัญของสิงคโปร์ และเรายังคงเห็นแนวโน้มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยในกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เช่น อาหารและการ ช้อปปิ้ง เพื่อสานต่อแนวโน้มการเติบโตดังกล่าว เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ เคทีซี เพื่อมอบความสะดวกสบายและความคุ้มค่ายิ่งขึ้นในการเดินทางมาท่องเที่ยวในสิงคโปร์ ความร่วมมือครั้งนี้ยังสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มองหาประสบการณ์ในระดับพรีเมียม พร้อมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางที่น่าค้นหาและน่ากลับมาเยือนอีกครั้ง”

    ด้วยเครือข่ายผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและประสบการณ์อันยาวนานของเคทีซี ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทาง ประกอบกับข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดของการท่องเที่ยวสิงคโปร์ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของแคมเปญในครั้งนี้ โดยการผสานสิทธิพิเศษ One-Stop Privileges เข้ากับโปรโมชันด้านการเดินทาง ร้านอาหาร และการช้อปปิ้ง จะช่วยให้สิงคโปร์เป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์ความชอบของคนไทยได้ตรงจุดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในหมวดอาหาร ไลฟ์สไตล์ และการค้นพบวัฒนธรรมใหม่ ๆ

    ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของทั้งสององค์กรในการมอบคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย และช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางที่ครบวงจร มีชีวิตชีวา และไม่หยุดพัฒนา เราต้องการให้ทุกคนเห็นว่าสิงคโปร์เป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับเวลาของผู้เดินทาง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากกลับมาเยือน สำรวจ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    ไฮไลต์แคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป One-Stop Privileges in Singapore”

    แคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป One-Stop Privileges in Singapore” มอบสิทธิพิเศษครบวงจร ตั้งแต่ส่วนลดตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไปจนถึงดีลร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวในสิงคโปร์ สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีชำระผ่านบัตรฯ รับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ทันที รายละเอียดเพิ่มเติม: https://ktc.promo/NTO-STB

    ผู้สนใจสามารถติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

    หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1546570&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DXs8h3_SWXvr3w8v-VYgd

  • ‘พิพัฒน์’รับข้อเสนอเอกชนเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบิน

    ‘พิพัฒน์’รับข้อเสนอเอกชนเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบิน


    “พิพัฒน์” ขอเวลา1 เดือนศึกษาแนวทางลดภาษีน้ำมันเครื่องบินช่วยลดค่าตั๋วเที่ยวละ 100 บาท ขณะที่เลื่อนขึ้นค่าธรรมเนียมเป็นปี’71 ยึดประโยชน์ประชาชนสูงสุด

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมนโยบายด้านการบินของประเทศว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพิจารณานโยบายบริหารจัดการต้นทุนจากค่าธรรมเนียมภาครัฐ เพื่อบรรเทาภาระของสายการบินและลดค่าครองชีพด้านการเดินทางของประชาชน พร้อมส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว และยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมการบินไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

    ทั้งนี้สมาคมสายการบินประเทศไทยได้มีข้อเสนอสำคัญได้แก่ การชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการบิน ทั้งค่าบริการการเดินอากาศ (Air Navigation Services Charge: ANSC) และค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของสายการบินและผู้โดยสารในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยขอให้เลื่อนการปรับขึ้น ANSC ของท่าอากาศยานดอนเมือง (DMK) ไปเริ่มในปี 2570 และของท่าอากาศยานหลักในภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ ไปเริ่มในปี 2571 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว เพิ่มความถี่เที่ยวบิน และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

    นอกจากนี้ด้านนโยบายภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น สมาคมฯ เสนอให้พิจารณาลดอัตราภาษีจาก 4.726 บาทต่อลิตร เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนสายการบิน ส่งผลให้สามารถลดราคาบัตรโดยสารภายในประเทศได้ราว 100 บาทต่อเที่ยว และเพิ่มจำนวนที่นั่งเที่ยวบินภายในประเทศกว่า 3.8 ล้านที่นั่ง ระหว่างวันที่ 15 ม.ค. – 15 พ.ค.2569 โดยคาดว่ามาตรการนี้จะสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 22,000 ล้านบาท สนับสนุนการเดินทางภายในประเทศช่วงต้นปี

    ขณะเดียวกันสมาคมฯ ยังเสนอ โครงการ “Buy International, Free Domestic Flights” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยมอบบัตรโดยสารภายในประเทศฟรีแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 15 มกราคม – 12 เมษายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 200,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศกว่า 8,500 ล้านบาท

    ด้านการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบด้านการบิน สมาคมฯ ได้เสนอให้ทบทวนอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยานเพื่อส่งเสริมการบินภายในประเทศ เพิ่มความรวดเร็วในการนำเข้าอากาศยาน และยกระดับกระบวนการพิจารณาค่าธรรมเนียมการบินให้โปร่งใส โดยนำแนวทางการปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) มาใช้ พร้อมผลักดันการปฏิรูปกฎหมายการบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเห็นความสำคัญของข้อเสนอทั้งหมด และพร้อมจะพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยจะขอเวลาภายใน 30 วัน เพื่อนำประเด็นต่าง ๆ มาศึกษาและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงคมนาคม ก่อนสรุปแนวทางดำเนินการในแต่ละข้อเสนอ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก เพื่อให้การดำเนินนโยบายทุกด้านเกิดผลจริงและสร้างความมั่นคงต่อระบบขนส่งทางอากาศของไทย

    อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาค โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบินไทยให้มีศักยภาพ แข็งแกร่ง และแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37463&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14u0ffRWR_6Fe0uX1jHdrP

  • 8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง “อนุทิน” วอนยกเลิกด่วน “กฎหมายห้ามดื่มนอกเวลาขาย”

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง “อนุทิน” วอนยกเลิกด่วน “กฎหมายห้ามดื่มนอกเวลาขาย”

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง “อนุทิน” วอนยกเลิกด่วน “กฎหมายห้ามดื่มนอกเวลาขาย”

    ทำเนียบรัฐบาล – วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และสถานบริการ นำโดย นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร, นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย และนายณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ นายกสมาคมสุราท้องถิ่นไทย พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย, สมาคมร้านอาหาร, สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา, สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลร่วมกันยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งขอให้ยกเลิกการห้ามดื่มนอกเวลาขาย โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ของประเทศไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญที่มีผลกับผู้บริโภคหรือเหล่านักดื่มโดยตรงก็คือการกำหนดความผิดเกี่ยวกับการดื่มในเวลาห้ามขาย ซึ่งมาตรา 32 ระบุว่า “ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ในเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์…” พร้อมกันนี้ยังมีบทลงโทษระบุไว้ในมาตรา 37.1 ว่า “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 32 มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท” 

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร กล่าวว่า เรื่องการห้ามดื่มนอกเวลาขายนั้นสร้างความกังวลในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยและภาคประชาชนอย่างยิ่ง โดยสิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกที่สุดก็คือการขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปยังผู้บริโภคโดยตรง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการตีความและประกาศเตือนจากหน่วยงานรัฐว่า ผู้ที่นั่งแช่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในร้านอาหารหลังจากเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้ (11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.) นั้นอาจมีความผิดและต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท “ผู้ประกอบการภาคบริการต่างๆ ยังคงสับสนและกังวลถึงความชัดเจนของการบังคับใช้และขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ เมื่อถึงเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์แต่ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวยังนั่งดื่มเครื่องดื่มที่เหลืออยู่ต่อ ทั้งร้านและตัวลูกค้าเองจะถูกปรับใช่หรือไม่ ความสับสนและความไม่รู้นี้จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว หากรัฐบาลไม่ลงมือทำอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว” นายสง่ากล่าว

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    ด้าน นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย กล่าวว่า ความสับสนในการบังคับใช้กฎหมายจำหน่ายแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปที่นิยมดื่มตั้งแต่บ่ายถึงค่ำ ร้านอาหารและโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตสถานบริการอาจได้รับผลกระทบ ขณะที่บางประเทศเริ่มขยับตัวแล้ว อาทิ สถานทูตออสเตรเลียออกมาเตือนนักท่องเที่ยวแล้ว และอังกฤษกับสหรัฐก็กำลังจับตา ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกไปประเทศอื่น ส่งผลต่อภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา “มากไปกว่านั้น สื่อต่างประเทศ อาทิ สำนักข่าว 10 News ซึ่งเป็นสำนักข่าวใหญ่จากประเทศออสเตรเลีย ได้เริ่มแจ้งเตือนประชาชนในประเทศตนเองที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยและรับทราบกฎห้ามดื่มในเวลาห้ามขายดังกล่าว เนื่องจากอาจโดนปรับ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังจะเข้ามาไทยเกิดความสับสนและกังวล กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลที่ต่างประเทศ” นายสรเทพกล่าว

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    ด้าน นายณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ นายกสมาคมสุราท้องถิ่นไทย กล่าวว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลบังคับใช้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ส่งเสียงเรียกร้องในหลากหลายช่องทางให้รัฐบาลนายกอนุทิน รีบดำเนินการแก้ไขเร่งด่วนเพื่อจัดการกับความสับสนดังกล่าว เนื่องจากกำลังเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศหลังจากเศรษฐกิจย่ำแย่มาหลายปีอย่างต่อเนื่อง “ในวันนี้ เราจึงเดินทางมาขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งขอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการห้ามดื่มนอกเวลาด้วยครับ เราอยากเห็นสังคมไทยหยุดแปะป้ายตีตราว่าแอลกอฮอล์เป็นผีหรือปีศาจร้าย เราตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนบทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ให้สามารถเป็นกลไกส่งเสริมเศรษฐกิจได้ โดยมีการควบคุมผลกระทบทางสังคมไปพร้อมกัน…” นายณัฐชัยกล่าวทิ้งท้าย

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609776&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14oqzRJyX44lENQWH-xgFr

  • “ไทย” ไม่พร้อมเจรจากัมพูชา – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “ไทย” ไม่พร้อมเจรจากัมพูชา – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110598&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GsTPeRFbynYL9ffkuTtTL

  • “สแกมเมอร์” มะเร็งร้ายเศรษฐกิจ! คนไทย 6 ใน 10 เคยตกเป็นเหยื่อ

    “สแกมเมอร์” มะเร็งร้ายเศรษฐกิจ! คนไทย 6 ใน 10 เคยตกเป็นเหยื่อ

    สถิติล่าสุดจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ชี้ชัดว่า “คนไทย 6 ใน 10 คน” เคยตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ แค่ปีเดียวมูลค่าความเสียหายพุ่งทะยานสู่ 1.1 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์

    สแกมเมอร์ไม่ใช่แค่อาชญากรรมรายวัน แต่คือ “ภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ” ที่กำลังกัดกร่อนทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ 

     “ความกลัว VS. ความโลภ” อาวุธทางจิตวิทยา

    กลโกงมิจฉาชีพในปัจจุบันล้ำลึกกว่าแค่การโทรศัพท์ข่มขู่แบบเดิมๆ หากถอดรหัสออกมาจะพบว่า

    อาชญากรได้แยกแนวทางปฏิบัติการออกเป็นสองขั้วหลักๆ โดยใช้ “อาวุธทางจิตวิทยา” ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    1. แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (อาวุธ: ความกลัว)

    กลุ่มนี้จะใช้การโทรศัพท์ (Voice Scam) แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิ ตำรวจ DSI หรือ ปปง. เพื่อสร้างสถานการณ์ตื่นตระหนก เร่งรัด และกดดันให้เหยื่อโอนเงินหรือติดตั้งแอปฯ ดูดเงินในทันที

    2. แก๊งสแกมเมอร์ (อาวุธ: ความหวังและความโลภ)

    กลุ่มนี้ปฏิบัติการผ่านช่องทางดิจิทัลทุกรูปแบบ (โซเชียลมีเดีย, แอปหาคู่) โดยใช้กลยุทธ์สร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจผ่านการหลอกให้รัก (Romance Scam)

    หรือหลอกให้ลงทุน (Investment Scam) อาศัยเวลาในการสร้างความเชื่อใจเพื่อรอ “เชิดเงินก้อนใหญ่” ในระยะยาว

    สแกมเมอร์ “มะเร็งร้าย” ลามฉุด เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

    ความเสียหายจากขบวนการสแกมเมอร์ ไม่ได้จบอยู่แค่ตัวเลขในรายงานอาชญากรรม แต่ลุกลามกลายเป็น “มะเร็งร้าย” ที่กำลังกัดกินความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไปแล้ว

    ผลกระทบที่หนักหน่วงที่สุด ตกอยู่ที่ “ภาคการท่องเที่ยว” ซึ่งเปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย 

    กระแสข่าวฉาวเรื่องการหลอกลวงและค้ามนุษย์ที่ดังไกลไปทั่วโลก ได้สร้างความหวาดระแวงให้กับนักท่องเที่ยว และกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของไทยอย่างมหาศาล

    ข้อมูลจาก GASA (Global Anti-Scam Alliance) ตอกย้ำภาพความเสียหายนี้ชัดเจน โดยปีที่ผ่านมา คนไทยสูญเงินให้มิจฉาชีพรวมกันสูงถึง 1.1 แสนล้านบาท

    คิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อคนสูงถึง 12,956 บาท

    ผลกระทบนี้ลามไปถึงภาคท่องเที่ยวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ที่น่ากังวลว่า

    • ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลง 6% (เหลือ 33.4 ล้านคน)
    • รายได้ท่องเที่ยวอาจลดลง 5% (เหลือ 1.51 ล้านล้านบาท)

    สาเหตุสำคัญ มาจาก “กระแสข่าวการค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ในไทย” ที่สร้างความวิตกกังวล

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดฮวบถึง 35% ทั้งที่เคยเป็นตลาดหลักและเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยมาตลอด สะท้อนชัดว่าความเชื่อมั่นถูกทำลายลงอย่างรุนแรง

    ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดวงแค่คนไทยถูกหลอก แต่ภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะ “จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย” ก็ถูกสั่นคลอนอย่างหนักเช่นกัน

    และที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่านั้น คือบทบาทที่ไทยถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรมระดับภูมิภาคโดยไม่เต็มใจ

    ไทยในฐานะ “ทางผ่าน” อาชญากรรมข้ามชาติ

    สถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่าการตกเป็น “เหยื่อ” คือการที่ไทยกำลังถูกใช้เป็น “ทางผ่าน” และศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในภูมิภาค

    ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ

    บทวิเคราะห์เชิงลึกจากสื่อระดับโลกอย่าง “New York Times” เคยฉายภาพอันน่ากังวลนี้ไว้ว่า ไทยได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์และศูนย์กลางโลจิสติกส์ให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้โดยไม่เจตนา

    จากการวิเคราะห์พบว่า เครือข่ายสแกมเมอร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนและดำเนินงานโดย “กลุ่มจีนเทา” และกำลังใช้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในปฏิบัติการ

    • ตั้งฐานที่มั่นในประเทศเพื่อนบ้าน: ขบวนการเหล่านี้มีฐานปฏิบัติการหลักในประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาความขัดแย้งภายในและกฎหมายหละหลวม โดยเฉพาะในกัมพูชา (เช่น สีหนุวิลล์, ปอยเปต) และเมียนมา (เช่น ชเวโก๊กโก่, เมืองเมียวดี) ซึ่งมักเป็นเขตอิทธิพลที่รัฐบาลกลางเข้าถึงยาก
    • ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไทย: อาชญากรเหล่านี้อาศัยความพร้อมของไทย ทั้ง “ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตที่เสถียร” รวมถึงใช้ “สนามบินและถนน” เป็นเส้นทางขนส่งเสบียง และลำเลียงแรงงานที่ถูกหลอกมาบังคับทำงาน
    • คุกคามความมั่นคงชายแดน: การที่ฐานที่มั่นตั้งอยู่ประชิดชายแดน ทำให้พื้นที่ชายแดนไทยเปราะบาง ทั้งยังมีรายงานว่าแก๊งอาชญากรบางส่วนได้เริ่มย้ายฐานเข้ามาซ่อนตัวในไทย เพื่อหนีการกวาดล้างจากประเทศเพื่อนบ้าน

    เห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของไทย ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการลำเลียงเสบียงเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางลำเลียง “เหยื่อแรงงาน” ที่ถูกหลอกบังคับให้เป็นคนลงมือก่อเหตุในกลโกงต่างๆ

    สร้างวงจรที่คนไทยตกเป็นทั้งเหยื่อผู้สูญเสียทรัพย์สิน และเหยื่อผู้ถูกบังคับใช้แรงงาน

    ไทยในฐานะ “ทางผ่าน” จึงยกระดับปัญหาจากอาชญากรรมไซเบอร์ธรรมดา ให้กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเมืองและอธิปไตยของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนในระดับนโยบาย

    “ตัดไฟแต่ต้นลม” กู้ความมั่นคงชาติไทย

    ต้องยอมรับว่า ภัยสแกมเมอร์ได้ยกระดับกลายเป็น “ภัยความมั่นคง” เต็มรูปแบบไปแล้ว

    การรับมือที่ล่าช้าหรือไร้เอกภาพ มีแต่จะฉุดให้ประเทศจมดิ่งลงสู่ปัญหานี้ลึกยิ่งขึ้น

    วิกฤตสแกมเมอร์คือสมรภูมิที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน

    1. ในส่วนของประชาชน : “สติ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

    ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า “ของดี-ของฟรี-ผลตอบแทนสูง” ไม่มีอยู่จริง

    หลักการง่ายๆ คือ “ไม่ให้ข้อมูล ไม่กดลิงก์แปลกปลอม สงสัยให้วางสายทันที” แล้วไปตรวจสอบกับหน่วยงานที่ถูกอ้างชื่อโดยตรง

    หากพลาดท่าตกเป็นเหยื่อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “อายัดบัญชี” กับธนาคาร แล้วรีบแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ผ่าน สายด่วน 1441 โดยเร็วที่สุด

    2. ในส่วนของภาครัฐ : ต้อง “รุก” และ “ประสานงานข้ามแดน”

    การไล่ปราบปรามมิจฉาชีพในประเทศอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการ “เชิงรุก” และ “บูรณาการ” ที่ชัดเจน ที่สำคัญคือต้องยกระดับ “ความร่วมมือระหว่างประเทศ” อย่างจริงจัง

    เพื่อติดตามเส้นทางการฟอกเงิน (ทั้งคริปโตฯ และอสังหาฯ) และต้องใช้ทุกช่องทางกดดันประเทศเพื่อนบ้าน ให้ทลายฐานที่มั่นของอาชญากรที่ตั้งอยู่ประชิดชายแดนไทย

    การปล่อยให้ปัญหานี้กัดกินสังคม ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ “ไฟลามทุ่ง” ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องลงมืออย่างเด็ดขาด เพื่อ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามจนยากเกินแก้ไข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EefTxNheSJvueDAZOMYHc

  • เศรษฐกิจไทยติดหล่ม “เงินเฟ้อต่ำ” กำลังซื้อลด ผลักสู่ภาวะเงินฝืด ?

    เศรษฐกิจไทยติดหล่ม “เงินเฟ้อต่ำ” กำลังซื้อลด ผลักสู่ภาวะเงินฝืด ?

    หลายคนคงสงสัย ทำไม? เงินในกระเป๋าเท่าเดิม แต่กลับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้น้อยลง สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะมูลค่าของเงินลดลงด้วย เดิมเคยซื้อกาแฟราคาแก้วละ 50 บาท แต่ปัจจุบันต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 10 บาท เพื่อซื้อกาแฟ 1 แก้ว หรือ ข้าวกระเพรา ไข่เจียว 1 จาน ราคาเดิม 35-40 บาท แต่วันนี้ต้องควักเงินจ่ายเพิ่มเป็น 45-50 บาท ขณะที่ปริมาณเท่าเดิม พูดง่าย ๆ คือ ทุกวันนี้เงินมีมูลค่าเท่าเดิม แต่กลับซื้อของได้น้อยลง 

    ปัญหาหลักที่ทำให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้อ”หรือ Inflation เรียกว่า ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปในเศรษฐกิจ “เพิ่มสูงขึ้น” อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ คนต้องการซื้อของ มากกว่าของที่มี เช่น มีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจฟื้น รัฐบาลอุดหนุนเงิน ทำให้ผู้ขายขึ้นราคา ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าแรง วัตถุดิบ ยิ่งดันสินค้าและบริการปรับตัวสูงตาม รวมถึงรัฐหรือธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรเข้าสู่ระบบมากเกินไป มีเงินในระบบมาก แต่ของเท่าเดิม ของแพงขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคซื้อของแพงขึ้นสวนทางรายได้ที่ลดลงหรือเท่าเดิม ยังไม่รวมถึงปัจจัยภายนอกประเทศที่ฉุดให้เงินเฟ้อไทยติดลบ

    เมื่อมีเงินเฟ้อ มีคำถามต่อว่าแล้ว “เงินฝืด” หรือ Deflation มีโอกาสจะเกิดขึ้นหรือไม่ จากตัวเลขของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังคงลงต่อเนื่อง 7 เดือนติดต่อกัน ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดเงินฝืดอาจจะมีความเป็นไปได้แต่น้อยมาก

    “เงินฝืด” คือ ภาวะที่ ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไป “ลดลงต่อเนื่อง” หรือพูดง่าย ๆ คือ “ของถูกลง แต่คนไม่อยากซื้อ” เช่น ข้าวแกงปีก่อน ราคา 50 บาท แต่ปีนี้ข้าวแกง จานละ 45 บาท แต่คนไม่มีความต้องการจะซื้อ เพราะไม่มีเงิน หรือมีเงินแต่ไม่อยากใช้จ่าย ต้องการเก็บเงินสดไว้

    แล้วสาเหตุของเงินฝืด เกิดจากอะไร? คนตกงาน รายได้ลด ความมั่นใจในเศรษฐกิจลดลงส่งผลให้การใช้จ่ายลดลง สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้ /คนไม่อยากกู้ทำให้เงินที่จะไหลเวียนในระบบน้อยลง รวมถึงผู้ผลิตผลิตสินค้าออกมาล้นตลาด แต่คนซื้อน้อย สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ลดราคาสินค้า สิ่งเหล่านี้ คือ เงาสะท้อนของรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายและชีวิตที่ต้องประหยัดมากขึ้นทุกวัน

    กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ไว้ว่า ท่ามกลางความไม่มั่นคงในชีวิตประจำวันและความคาดหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นในวันข้างหน้า คำถามหนึ่งที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมไทย คือ เศรษฐกิจไทยแตะจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง? คำถามนี้ไม่เพียงสะท้อนความรู้สึกของผู้บริโภคเท่านั้น หากยังสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่กำลังอยู่ในภาวะการขยายตัวต่ำ (Persistent Low Growth) ควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับต่ำ ภาวะที่ในเชิงสถิติอาจดูเป็นข่าวดีด้านเสถียรภาพราคา แต่ในเชิงเศรษฐกิจมหภาคกลับเป็นสัญญาณเตือนถึงแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) วิเคราะห์ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงลงต่อเนื่อง 7 เดือนติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงยังคงมาจาก ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มประเทศโอเปกพลัสปรับเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านโครงการ Quick Big Win ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (OFFO) ปรับลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนฯ และทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลงมาอยู่ที่ 30.94 บาทต่อลิตร ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือนก.ย. – ธ.ค. 2568 มาอยู่ที่ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย

    เช่นเดียวกับราคาผักสดและผลไม้สดต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก จากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก รวมทั้งฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับสูงและผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดราคาห้องพัก เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ ( วันที่ 21 ต.ค. 2568) โดยเฉพาะมาตรการหักลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวภายในประเทศสูงสุด 20,000 บาท

    คาดตลอดปี “เงินเฟ้อไทย” หลุดเป้าติดลบ

    สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น คือ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวมีแนวโน้มทำให้ค่าโดยสารเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น และ ราคาสินค้าเกษตรและเครื่องประกอบอาหารบางชนิดมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า เช่น กะทิสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป เกลือป่น และน้ำมันพืช เป็นต้น ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.0

    ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.01% และในเดือนกันยายน 2568 ลดลง 0.72% ส่งผลให้ติดลบต่อเนื่องถึง 6 เดือนสะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่ลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากฝั่งอุปทาน (Specific Supply-side Factors)ซึ่งสาเหตุจากหมวดสินค้าสำคัญที่มีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีน้ำหนักในตะกร้าประมาณ7.6% ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำหนักประมาณ 4% และผักและผลไม้ น้ำหนักประมาณ 4.8%

    สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้เงินเฟ้อลดลงต่อเนื่องมีไม่กี่ประเด็นหลักๆไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่กลุ่มประเทศ OPEC+ เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันนำเข้าของไทยลดลงในเชิงมูลค่าซึ่งส่งผลให้เกิดแรงกดจากเงินเฟ้อนำเข้า (imported inflation)ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและส่งผ่านผลโดยตรงต่อดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI)ผ่านต้นทุนที่ต่ำลง เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงมีน้ำหนักราว 7.6% ของตะกร้าเงินเฟ้อ

    เช่นเดียวกับราคาสินค้าเกษตรลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น หมวดผักและผลไม้ ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 4.8% ของตะกร้า CPI ที่เป็นหมวดที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศและฤดูกาลผลิต ปี 2568 ถือเป็นปัจจัยด้านอุปทานเอื้ออำนวยต่อผลผลิตอย่างชัดเจน ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาผักและผลไม้สดหลายชนิดปรับลดลงและช่วยชะลอแรงกดดันด้านราคาในหมวดอาหารสดโดยรวม

    “มาตรการรัฐ-ราคาสินค้าลด-ค่าไฟ” ฉุดเศรษฐกิจติดลบ 

    และประเด็นที่กดให้เงินเฟ้อลดลงอย่างต่อเนื่องอีกปัจจัย คือ มาตรการภาครัฐลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาภาระประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าผ่านกลไก ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ” (Fuel Adjustment Charge : Ft) ซึ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ผ่านสองช่องทางสำคัญ ได้แก่ ผลโดยตรง เนื่องจากค่าไฟฟ้ามีน้ำหนักประมาณ 4% ของตะกร้าเงินเฟ้อ การลดค่าไฟฟ้าจึงลดแรงกดดันเงินเฟ้อในหมวดพลังงานโดยตรงและผลทางอ้อม การลดต้นทุนพลังงานช่วยลดต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการในหมวดอื่น ๆ ชะลอตัวตามไปด้วย

    “ทั้งสามปัจจัยจะเห็นได้ว่าการชะลอตัวของเงินเฟ้อไทยในระยะหลังไม่ได้สะท้อนการหดตัวของอุปสงค์อย่างแท้จริง แต่เกิดจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลงจากปัจจัยภายนอก และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ดังนั้นภาวะปัจจุบันเป็นเพียง “ช่วงเวลาของเงินเฟ้อระดับต่ำต่อเนื่อง (Sustained Low Inflation)” มากกว่าการเข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด (Deflation)”ในเชิงอุปสงค์

    นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่ได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง สินค้านำเข้ามีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะหมวดของใช้ส่วนบุคคลและเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดภายในประเทศรุนแรงขึ้นจนผู้ผลิตในประเทศไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ เป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยกดระดับราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำ

    สนค.วิเคราะห์ ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด”

    ข้อมูลของสนค.วิเคราะห์อีกว่า แม้ในภาพรวมประเทศไทยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดอย่างแท้จริง แต่หากพิจารณาในระดับภูมิภาค จะพบสัญญาณที่น่ากังวล โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องถึง 6 เดือน สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคจากธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนส.ค. ที่ชี้ว่า

    การลงทุนภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่องกว่า 6 เดือน การบริโภคภาคเอกชนลดลงต่อเนื่อง 5 เดือน และดัชนีรายได้เกษตรกรติดลบต่อเนื่อง 3 เดือน จากราคาข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ลดลงจากปีที่แล้ว

    ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดน ซึ่งทั้งหมดสะท้อนภาพ การลดลงพร้อมกันของราคา รายได้ และการใช้จ่าย ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหดตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เพื่อลดผลกระทบและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดในภูมิภาค รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเฉพาะพื้นที่ เช่น การให้เงินเยียวยาผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ชายแดนใน 7 จังหวัด ผ่านงบช่วยเหลือครัวเรือนละ 2,000 – 5,000 บาท

    รวมถึงโครงการ Quick Big Win เช่น มหกรรมธงฟ้าชายแดนและเมืองเศรษฐกิจ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ เชื่อมโยงตลาดออนไลน์ – ออฟไลน์ และเตรียมจัดงานการค้าชายแดนปี 2569 เพื่อขยายโอกาสทางการค้าในภูมิภาคท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อต่ำและเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ

    “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นบริโภค ทางเลี่ยงภาวะเงินฝืด

    ทั้งนี้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืดในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยใช้ทั้งมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ว่าจะเป็น “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ ถือเป็น มาตรการการคลังที่ไม่เร่งเงินเฟ้อและเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทยในช่วงอุปสงค์อ่อนแรง

    ส่วนมาตรการแก้หนี้ประชาชน ภายใต้“กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน” วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ใช้กลไก “รวมศูนย์หนี้ ปรับโครงสร้าง ลดต้น ลดดอก” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคครัวเรือน และ มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ในการควบคุมราคาสินค้าและบริการจำเป็น 57 รายการให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง มาตรการธงฟ้า จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด และมาตรการธงเขียว ซึ่งเน้นลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร พร้อมบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานในสินค้าสำคัญ และพยุงราคาสินค้าเกษตรผ่านการส่งออก เพื่อรักษาเสถียรภาพรายได้เกษตรกร

    เงินเฟ้อต่ำ “สัญญาณเตือน” รัฐนำประเทศหนีเงินติดลบ

    ภาพรวมทั้งหมดชี้ชัดว่า “เงินเฟ้อต่ำ…แต่ไม่ใช่เงินฝืด” โดยแรงหลักมาจากฝั่งต้นทุนและนโยบายพลังงานมากกว่าการหดตัวของอุปสงค์ฝ่ายเดียว ราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันทางการค้าที่ยังรุนแรง ทำให้ระดับราคาทั่วไปทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างไม่ทั่วถึง และยังถูกกดทับด้วยโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุและหนี้ครัวเรือนในระดับสูงถึงร้อยละ 87.4 ของ GDP อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) ที่ตัดหมวดอาหารสดและพลังงานยังคงเป็นบวก สะท้อนว่าราคาสินค้าและบริการในภาพรวมยังคงขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดในเชิงระบบ ทั้งนี้ โครงการ

    “คนละครึ่งพลัส” ทำหน้าที่เป็นมาตรการการคลังที่กระตุ้นเศรษฐกิจโดย ไม่เร่งเงินเฟ้อช่วยพยุงการบริโภคและความเชื่อมั่นได้อย่างเหมาะสมท้ายที่สุด ภาวะเงินเฟ้อต่ำควรถูกใช้เป็น “โอกาสเชิงนโยบาย” เพื่อขับเคลื่อนมาตรการด้านอุปทาน ทั้งการผลักดันโครงการสินค้าราคาย่อมเยา กลไกราคาที่เป็นธรรม และการดูแลบริการอ่อนไหวควบคู่กับวินัยทางการคลัง รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนด้านพลังงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “เสถียรภาพด้านราคา” และ“การเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว” ของประเทศไทย

    กรุงศรีฯ คาดปลายปีแบงก์ชาติ “ลดดอกเบี้ย”ส่งท้าย

    ด้านธนาคารกรุงศรีอยุธยา วิเคราะห์ว่า เงินเฟ้อทั่วไปเดือนต.ค.ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 นับตั้งแต่เดือนเม.ย. เนื่องจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ค่ากระแสไฟฟ้า และอาหารสดบางชนิด ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่ 0.61% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 0.65% ในเดือนก.ย. สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกของปี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ -0.09% และ 0.87% ตามลำดับ

    โดยเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในแดนลบ จากปัจจัย ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ( มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพด้านราคาพลังงาน โดยการปรับลดราคาค่ากระแสไฟฟ้า (Ft) สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในปีนี้หนุนให้ผลผลิตภาคเกษตรออกสู่ตลาดมากขึ้น และอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอแม้ได้ปัจจัยบวกชั่วคราวจากมาตการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งนี้ คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 อาจกลับมาติดลบอีกครั้งในรอบ 5 ปี ที่ -0.1%

    สำหรับมุมมองด้านดอกเบี้ยนโยบาย ศูนย์วิจัยกรุงศรี ฯคาดว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ ในวันที่ 17 ธ.ค.2568 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระทางการเงินของภาคเอกชน ปัจจัยหนุนหลักจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ, อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และอาจต่ำกว่าที่ธปท.คาดที่ 0% ในปี 2568 และ 0.5% ในปี 2569 ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่เงินเฟ้อจะกลับสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ภาวะการเงินที่ตึงตัวสะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

    “ไทย” เบอร์ 1 เงินเฟ้อต่ำสุดในอาเซียน 

    ทั้งนี้ หากเทียบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยกับต่างประเทศ พบว่า เงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนก.ย. ลดลง 0.72% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับที่ 6 จาก 140 เขตเศรษฐกิจและต่ำเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน จาก 10ประเทศที่ประกาศตัวเลข นั้นหมายความว่า เงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในทิศทางที่ดีถ้าเทียบกับประเทศอาเซียนด้วยกัน

    โดย ลาว มีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง +4.5% อันดับหนึ่งของอาเซียน รองลงมาเป็น เวียดนามที่มีอัตราเงินเฟ้อที่ +3.38% อันดับ 3 อินโดนีเซีย อันตราเงินเฟ้อที่ +2.65% กัมพูชา อัตราเงินเฟ้อที่ +2.06% ฟิลิปปินส์ อัตราเงินเฟ้อที่ +1.7% มาเลเซีย อัตราเงินเฟ้อที่ +1.5% ติมอร์-เลสเต อัตราเงินเฟ้อที่ +0.9% สิงคโปร์อัตราเงินเฟ้อที่ +0.7% และ บูไน อัตราเงินเฟ้อที่ +0.03% ขณะที่ไทยมีอัตราเงินเฟ้อที่ – 0.72%

     อ่านข่าว:

     ชะตากรรม “ข้าวไทย” เผชิญคู่แข่งรอบด้าน ชาวนาจะรอดอย่างไร

    เด็กไทยเกิดน้อย-สูงวัย “ล้นเมือง” ต่ออายุเกษียณ ทางออกหรือวิกฤต

    “ทองคำ” พักรบ Vs ปรับฐาน ลุ้น 5 พ.ย.ศาลฎีกาชี้ชะตา”ภาษีทรัมป์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kV9MSgjsxZOoYPA8r4LEV

  • เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจสีเขียว ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นใบเบิกทางสู่ความยั่งยืน และความอยู่รอดทางธุรกิจ

    เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจสีเขียว ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นใบเบิกทางสู่ความยั่งยืน และความอยู่รอดทางธุรกิจ

    ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนและรุนแรงขึ้นทุกขณะ การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ได้เปลี่ยนสถานะจากกระแสทางเลือกมาเป็นยุทธศาสตร์หลักที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การเสวนาในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว” ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่างๆ มาถอดรหัสถึงทิศทาง โอกาส และความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยมีฉลากสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่คือกลไกขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงทุกองคาพยพของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่นโยบายระดับมหภาคไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภครายบุคคล

    เวทีเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ. ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ประธานคณะกรรมการฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน คุณอมรรัตน์ เดชอุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารเขียวและที่ปรึกษาโครงการระดับนานาชาติ, และ คุณณพล ก่อก้องวิศรุต รองประธานกรรมการบริหารฝ่าย Ecosystem จากบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) โดยมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นผู้ดำเนินรายการและร่วมให้มุมมอง

    วิวัฒนาการฉลากเขียวในประเทศไทย

    รศ. ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ได้เริ่มต้นด้วยการพาย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของการขับเคลื่อน ฉลากเขียวในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาคลาสสิกแบบ ‘ไก่กับไข่’ กล่าวคือ ผู้ผลิตลังเลที่จะลงทุนเพราะไม่แน่ใจในตลาด ขณะที่ผู้บริโภคก็หาซื้อสินค้าทางเลือกได้ยาก ดร.ธำรงรัตน์เล่าว่า “การทลายกำแพงนี้จึงเริ่มต้นจากการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่ายและใกล้ตัว เช่น คลิปหนีบกระดาษ หรือตู้เหล็ก เพื่อสร้างความคุยเคยและพิสูจน์ให้เห็นว่าของรักษ์โลกไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป”

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์ รศ. ดร.ธำรงรัตน์ ได้เจาะลึกถึงต้นทุนที่แท้จริง โดยชี้ว่า การประเมินด้วยหลักการวัฏจักรผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนของผลิตภัณฑ์ทั่วไปนั้นสูงกว่าที่เห็น หากเรารวมต้นทุนภายนอก (Externality) หรือผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนต้องร่วมกันจ่ายผ่านภาษีเพื่อการฟื้นฟู ในทางตรงกันข้าม หากตลาดผลิตภัณฑ์สีเขียวเติบโตจนเกิดการผลิตในปริมาณมาก (Economy of Scale) ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง และเมื่อบวกกับผลประโยชน์ภายนอก (Saving) ที่สังคมได้รับจากการลดมลพิษ ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์สีเขียวนั้นคุ้มค่ากว่าอย่างมหาศาล ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มได้รับการยอมรับในภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางอนุญาตให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อสินค้าสีเขียวได้แม้จะมีราคาสูงกว่าปกติถึง 15% หากมีเหตุผลอันสมควร

    รศ. ดร.ธำรงรัตน์ ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านฉลากสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียน โดยได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาแก่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและภูฏานในการพัฒนาระบบฉลากเขียวของตนเอง อย่างไรก็ตาม เขายังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงนโยบายภายในประเทศ โดยเฉพาะการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) มาปฏิบัติจริง ซึ่งยังคงติดปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) โดยยกตัวอย่างว่า “ยุทธศาสตร์ชาติที่ 5 ว่าด้วยการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควรเป็นหัวใจของทุกกระทรวง แต่ในทางปฏิบัติ หลายหน่วยงานยังมองว่าเป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพียงหน่วยงานเดียว” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการบูรณาการอย่างแท้จริง

    แปลงนโยบายสู่การกระทำที่วัดผลได้

    คุณณพล ก่อก้องวิศรุต ได้นำเสนอมุมมองจากภาคธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างโฮมโปร ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากที่สุด เขาชี้ว่าในฐานะผู้จำหน่ายสินค้ารายใหญ่ โฮมโปรตระหนักดีว่าบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขยะ แต่ในขณะเดียวกันก็มองเห็นโอกาสมหาศาลในการเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    กลยุทธ์ของโฮมโปรนั้นลึกซึ้งกว่าแค่การรีไซเคิล โดยเริ่มต้นจากการ ‘ยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ (Product Life Extension)’ ผ่านการจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมแซมที่ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการซ่อมแทนการทิ้ง ก่อนจะเข้าสู่โครงการแลกเก่าเพื่อโลกใหม่ ซึ่งเป็นระบบการรับคืนสินค้าเก่าจากบ้านลูกค้าโดยตรงและนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยกอย่างเป็นระบบ จากข้อมูลพบว่าสามารถรวบรวมสินค้าเก่าได้แล้วกว่า 5 แสนชิ้น โดย 95% เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกว่า 80% ของวัสดุที่เก็บกลับมา สามารถนำไปรีไซเคิลและป้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตใหม่ได้สำเร็จ เช่น สุขภัณฑ์เก่ากว่า 400 ตันที่ถูกนำไปผลิตเป็นกระเบื้องปูพื้น

    คุณณพลยังได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับทุกธุรกิจ

    • ในอดีตราคาคืออุปสรรคสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าสีเขียว แต่ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า ปัจจุบันอุปสรรคหลักได้เปลี่ยนเป็นการขาดความหลากหลายของสินค้า (Lack of Choice) ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคมีความต้องการ แต่ตลาดยังตอบสนองไม่เพียงพอ
    • กลุ่มผู้บริโภค Gen Z และรุ่นถัดไป เติบโตมาพร้อมกับความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Green Conscious) ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ในโรงเรียน คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดในอนาคตอันใกล้ และจะเลือกแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
    • ผู้บริโภคยุคใหม่มีความกังวลเรื่อง ‘การฟอกเขียว (Greenwashing)’ หรือการแอบอ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สินค้าที่ได้รับการรับรองจากฉลากที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) จะสามารถสร้างความไว้วางใจและมีความได้เปรียบทางการตลาดอย่างชัดเจน

    อาคารเขียว ตลาดมูลค่าล้านล้านบาทที่ขับเคลื่อนด้วยฉลากวัสดุ

    คุณอมรรัตน์ เดชอุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารเขียว ได้เชื่อมโยงความสำคัญของฉลากสิ่งแวดล้อมเข้ากับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล โดยมูลค่าการก่อสร้างอาคารใหม่ในปีที่ผ่านมาสูงถึงระดับล้านล้านบาท และมีแนวโน้มที่อาคารเขียวจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4% ของอุปทานใหม่ทั้งหมด โดยมีแรงขับเคลื่อนทั้งด้านกฎหมาย (เช่น Building Energy Code) และแรงจูงใจทางการเงิน (เช่น Thailand Taxonomy ที่ธนาคารจะใช้พิจารณาสินเชื่อ)

    คุณอมรรัตน์ ชี้ให้เห็นว่า มาตรฐานอาคารเขียวที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น TREES (ของไทย), LEED (ของสหรัฐอเมริกา), หรือ EDGE ล้วนมีข้อกำหนดที่ให้คะแนนกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทต่างๆ ทำให้ฉลากเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการพิสูจน์คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนของโครงการ คุณอมรรัตน์กล่าวว่า “ฉลากได้เปลี่ยนมุมจากสัญลักษณ์เชิงเทคนิค มาเป็นภาษาเดียวกันของความโปร่งใส”

    ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์ของอุตสาหกรรมกำลังก้าวไปสู่ ‘การออกแบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” (Data-Driven Design)’ โดยสถาปนิกและวิศวกรยุคใหม่จำเป็นต้องคำนวณคาร์บอนฝังตัว (Embodied Carbon) ในวัสดุแต่ละชนิดตั้งแต่วันแรกของการออกแบบ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ซึ่งหมายความว่า วัสดุก่อสร้างที่มาพร้อมข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เช่น ฉลาก EPD (Environmental Product Declaration) และ Carbon Footprint จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างสูงและเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ ความยั่งยืนยังขยายขอบเขตไปถึงมิติของสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้งาน (Health & Wellbeing) ทำให้ฉลากที่รับรองเรื่องการปลอดสารพิษมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการโรงพยาบาลและโรงเรียน

    ความร่วมมือคือหนทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน

    การเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจหวนกลับ โดยมีแรงผลักดันจากทุกทิศทาง ทั้งกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น, นโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว, แรงจูงใจทางการเงิน, และที่สำคัญที่สุดคือจิตสำนึกและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

    ฉลากสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ ได้กลายเป็นภาษาและเครื่องมือกลางที่ทุกภาคส่วนใช้ในการสื่อสาร วัดผล และสร้างความน่าเชื่อถือในเส้นทางสู่ความยั่งยืน มันได้สร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ให้กับผู้ผลิตที่พร้อมจะปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรม และในขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก อนาคตของธุรกิจไทยจึงไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและส่งมอบโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/sustainable-focus/tei-thailand-green-label-circular-economy-trends-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3667w5Z0Bw3S5B0PepURj-

  • กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69 | TOPNEWS

    กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69 | TOPNEWS

    กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

    • เผยแพร่ : 12/11/2025 12:39

    กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว โดยล่าสุดมีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว จำนวน 12 แห่ง

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ นอกจากการวางแผนเส้นทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การแวะพักและใช้ “ห้องน้ำที่ดี มีมาตรฐาน” โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวในทุกเส้นทาง

    กรมการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงห้องน้ำให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกนางครวญ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพอง (ลานนับดาว) จุดชมวิวหินช้างสี วัดธาตุ พระอารามหลวง พระธาตุขามแก่น วัดพระบาทภูพานคำ จังหวัดขอนแก่น วัดภูมินทร์ วัดศรีพันต้น จังหวัดน่าน วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก ปราสาทหินพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา และวัดเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี และอยู่ระหว่างดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2569”

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำถึง ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประสบการณ์ที่ดี” ในทุกการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

    gfgnfn

    dfbdfbd

    สาวน้อยหนองปรือเฉือนชนะ อบจ.ระยอง 1-0 ประเดิมชัยฟุตซอล “ตากสินระยองเกมส์”

    สืบสวนพัทยา ร่วมปกครอง ตม. รวบเจ้าของเว็บ ขายของเล่นผู้ใหญ่–ยากระตุ้นอารมณ์ ทำเสื่อมติดสติ๊กเกอร์โปรโมททั่วเมืองพัทยาของกลางอื้อ

    “นายกฯอนุทิน” สั่งเร่งเยียวยา ปชช. เผชิญวิกฤตน้ำท่วม พร้อมย้ำทุกหน่วยงานเตรียมรับมือดูแลหลังน้ำลด

    สลด! จยย.เฉี่ยวกันล้ม ถูกชนซ้ำดับคู่กลางสุขุมวิทพัทยา

    ระทึกกลางดึก! กระบะมักง่ายกลับรถในที่ห้าม บิ๊กไบค์หนุ่มพุ่งชนสนั่น ร่างกระเด็นเจ็บสาหัส

    พี่น้องต่างครรภ์แห่งสวนนงนุชพัทยา เปิดตำนานอบอุ่นสองชีวิตใหม่ลูกช้างคู่สายเลือดเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1387718&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UHOHTe6AlfX4VaKMI7cOP