Blog

  • รถไฟทางคู่สายใต้พร้อมแล้ว หนุนท่องเที่ยวหัวหิน-ประจวบฯ

    รถไฟทางคู่สายใต้พร้อมแล้ว หนุนท่องเที่ยวหัวหิน-ประจวบฯ

    รถไฟทางคู่สายใต้พร้อมแล้ว หนุนท่องเที่ยวหัวหิน-ประจวบฯ

    พร้อมแล้ว รถไฟทางคู่สายใต้ หนุนเดินทาง “หัวหิน-ประจวบฯ” เดินหน้าแผนท่องเที่ยวทางรางเต็มสูบ ลั่นหลังปี 68 ปั้นรายได้กว่า 72 ล้าน

    นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมส่วนราชการ คณะผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างรถไฟทางคู่ พร้อมผลักดันการเดินทางด้วยรถไฟสู่การท่องเที่ยว

    นายอนันต์ เปิดเผยว่า รฟท. ได้เร่งรัดดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แล้วเสร็จตามแผนงาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อปฏิรูประบบการขนส่งทางรางของประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ และเพิ่มความตรงต่อเวลา สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน สำหรับภาพรวมความคืบหน้าของโครงการ มีประเด็นสำคัญดังนี้

    • โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 จำนวน 7 เส้นทาง เปิดให้บริการไปแล้ว 5 เส้นทาง รวมระยะประกอบด้วย 

    1. ช่วงชุมทางฉะเชิงเทรา–คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร

    2. ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร

    3. ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 169กิโลเมตร

    4. ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84กิโลเมตร

    5. ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167กิโลเมตร

    • ส่วนอีก 2 เส้นทาง ที่เปิดใช้งานเกือบเต็มระบบ ได้แก่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร เปิดใช้เส้นทางเมื่อเดือน พฤษภาคม 2568 และจะเปิดใช้เต็มระบบในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 และช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มระบบในปี 2570

    รถไฟทางคู่สายใต้พร้อมแล้ว หนุนท่องเที่ยวหัวหิน-ประจวบฯ นอกจากนี้ รฟท. ยังได้เดินหน้าโครงการก่อสร้างเส้นทางคู่สายใหม่เพื่อเชื่อมโยงการค้าภูมิภาค โดยโครงการช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ทั้ง 3 สัญญา มีความคืบหน้าเร็วกว่าแผนงานโดยเฉลี่ย 3-4% ขณะที่โครงการช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีล่าช้าบ้าง เนื่องจากการเวนคืนที่ดิน และการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างได้ล่าช้า

    ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงขอนแก่น–หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนเมษายน 2568 ยังมีความคืบหน้าช้ากว่าแผนเล็กน้อย สำหรับเส้นทางระยะที่ 2 อื่นๆ อีก 6 เส้นทาง (เช่น ปากน้ำโพ-เด่นชัย, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี) ได้เสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติโครงการแล้ว เช่นเดียวกับสายใหม่ช่วงสุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ที่ออกแบบเสร็จสิ้นและอยู่ระหว่างรอการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

    สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงนครปฐม – ชุมพร ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างชะอำและหัวหิน ปัจจุบัน ได้เปิดใช้งานทางคู่ตลอดเส้นทางแล้ว โดยใช้ระบบทางสะดวกอิเล็กทรอนิกส์ (E-token) แม้ความคืบหน้าของโครงการโดยรวมอยู่ที่ 72.491% คาดว่าจะเปิดใช้งานได้เต็มระบบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางลงสู่ภาคใต้ได้อย่างมาก

    ส่วนระยะถัดไป จะขยายเส้นทางลงสู่ภาคใต้ตอนล่าง ในช่วงสุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น เพื่อเชื่อมโยงฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน (เกาะสมุย-ภูเก็ต) พร้อมทั้งพัฒนาสถานีชุมทางหาดใหญ่และปาดังเบซาร์ให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า (Container Yard) เพื่อเชื่อมต่อชายแดนและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค

    นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังมุ่งมั่นพัฒนาขบวนรถท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางราง กระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปยังชุมชนต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง อันเป็นการกระจายรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดย รฟท. ได้เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันได้เปิดให้บริการขบวนรถพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวเป็นประจำ ทั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์และในโอกาสพิเศษต่าง ๆ

    สำหรับผลการดำเนินงานรถไฟนำเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) มีนักท่องเที่ยวใช้บริการทั้งสิ้น 186,488 คน สร้างรายได้รวม 72.13 ล้านบาท โดยรายได้หลัก 66.55 ล้านบาท มาจากการจัดเดินขบวนรถนำเที่ยว ซึ่งขบวนที่ทำรายได้สูงสุดคือ ขบวน Royal Blossom (28.46 ล้านบาท) และขบวน KIHA 183 (21.58 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ รฟท. มีบริการขบวนรถท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ทั้งขบวนรถที่วิ่งประจำวันเสาร์-อาทิตย์ (เช่น สวนสนประดิพัทธ์, น้ำตกไทรโยคน้อย), ขบวนรถจักรไอน้ำที่ให้บริการใน 7 โอกาสพิเศษตลอดปี และขบวนรถนำเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตามฤดูกาล (พ.ย.-ม.ค.) นอกจากนี้ รฟท. ยังมีรายได้จากแพคเกจนำเที่ยวร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 5.58 ล้านบาท และรายได้สนับสนุนการท่องเที่ยวอื่น ๆ อีก 40.49 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการให้บริการเช่าเหมาขบวน 39.29 ล้านบาท และการลากจูงขบวนรถของมาเลเซีย 1.20 ล้านบาท

    สำหรับแผนงานพัฒนาการท่องเที่ยวทางรถไฟในปีงบประมาณ 2569 รฟท. จะมุ่งขยายฐานการตลาด โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนสามารถเช่ารถเหมาขบวนเพื่อจัดทริปท่องเที่ยวได้เองตลอดทั้งปี พร้อมทั้งจะพัฒนาโครงการ “Scenic routes” และ “Luxury route” โดยใช้รถโดยสารปรับอากาศชั้นดีจัดทริปในเส้นทางธรรมชาติที่สวยงามไปยังทุกภูมิภาคต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อีกทั้ง เป็นการเพิ่มการใช้บริการทางรถไฟ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยใช้ศักยภาพทางด้านระบบขนส่งสาธารณะของประเทศเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี อีกด้วย

    การลงพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อร่วมกันพัฒนาการเดินทางโดยรถไฟเพื่อการท่องเที่ยวทางราง และวางแผนการใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดหลังจากการหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด หมุดหมายแรกจะมุ่งเน้นการเชื่อมโยงพื้นที่ของการรถไฟฯ ในอำเภอหัวหิน และหากสำเร็จด้วยดี จะขยายผลไปสู่พื้นที่ศักยภาพอื่น ๆ อาทิ ปราณบุรี กุยบุรี และบางสะพานน้อย ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่ระบบรางสามารถพัฒนาและเชื่อมต่อได้อย่างสะดวก รฟท. มั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะเป็นทิศทางสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ และฟื้นฟูให้หัวหินกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางหลักด้านการท่องเที่ยวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733501&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jEkKgZ1Cp_8awhCpKMOKX

  • การประชุมทวิภาคีว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ระหว่างกรมการท่องเที่ยว ประเทศไทย และจังหวัดชิซุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

    การประชุมทวิภาคีว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ระหว่างกรมการท่องเที่ยว ประเทศไทย และจังหวัดชิซุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

    วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายอรรถกร ศิริลัทยากร) มอบหมายให้กรมการท่องเที่ยว โดยนางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานการประชุมทวิภาคีว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ระหว่างกรมการท่องเที่ยว ประเทศไทย และจังหวัดชิซุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น นำโดย Mr. Atsuyuki Rachi ประธานสมาคมรัฐสภาเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีด้วยการใช้การอาบน้ำร้อน สภาจังหวัดชิซูโอกะ (Chairman of Parliamentary Association for the Promotion of Well-Being Utilizing Hot Baths, Shizuoka Prefectural Assembly) และคณะผู้แทนด้านการท่องเที่ยวจากจังหวัดชิซุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการประชุมดังกล่าวมี นายอธึก ประเสนมูล ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยว

    พร้อมด้วยผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม กรมท่าอากาศยาน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย การท่าอากาศยานอู่ตะเภา บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอร์ไทยแลนด์ และบริษัท ไทย ไลอ้อน เมนมารี จำกัด เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ประเด็นสำคัญในการประชุม คือ

    • การนำเสนอภาพรวมการพัฒนาการท่องเที่ยวน้ำพุร้อน วิสัยทัศน์เชิงนโยบายและทิศทางยุทธศาสตร์ และกรณีศึกษา: โครงการน้ำพุร้อนแม่สรวยเมืองแห่งความสุข จังหวัดเชียงราย
    • การขยายการเชื่อมต่อเส้นทางการบิน ระหว่างจังหวัดชิซุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทย
    • โอกาสความร่วมมือในอนาคต โครงการออกแบบ Signature Menu เพื่อยกระดับการให้บริการน้ำพุร้อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/257252&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yPAEmVYbVSRSVcz0rtCVA

  • ท่องเที่ยวเดินป่า…ตามหาช้างเผือก”ผจญภัยหนึ่งปีมีครั้ง… ที่​ อช.ทองผาภูมิ

    ท่องเที่ยวเดินป่า…ตามหาช้างเผือก”ผจญภัยหนึ่งปีมีครั้ง… ที่​ อช.ทองผาภูมิ

    เปิดเส้นทางสายผจญภัยสุดท้าทาย “เขาช้างเผือก” จุดหมายที่คนรักธรรมชาติใฝ่ฝัน ปีหนึ่งเปิดเพียงไม่กี่เดือน ชวนสัมผัสสันคมมีดสุดระทึก ชมวิวพาโนรามา 360 องศาเหนือผืนป่าตะวันตก พร้อมตามติดบรรยากาศเดินป่ากางเต็นท์ 2 วัน 1 คืน ที่ทั้งเหนื่อย…ทั้งสวย…และลืมไม่ลง

    ท่องเที่ยวเดินป่า…ตามหาช้างเผือก ที่ อช. ทองผาภูมิ
    ว่ากันว่า “ช้างเผือกมักอยู่ในป่า” ถ้าอยากเจอหน้าก็ต้องเข้าไปในป่าลึกนะคะ​ วันนี้รองเท้าแก้ว จะชวนเพื่อน ๆ ไปเดินป่าตามหาช้างเผือกที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิกันค่ะ

    อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เป็นหนึ่งใน 7 อุทยานแห่งชาติ ของจังหวัดกาญจนบุรีที่มีผืนป่ากว้างใหญ่ และธรรมชาติที่สวยงาม ด้วยเทือกเขาตะนาวศรีที่สลับซับซ้อนแห่งผืนป่าตะวันตกและมีความสูงจากระดับ น้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร จึงทำให้ดินแดนแถบนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจ หลายแห่ง เช่น จุดชมวิวทิวทัศน์เนินกูดดอย เขาช้างเผือก เนินช้างศึก ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม มองเห็นทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น-ตก และเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลทั้งฝั่งไทยและเมียนมา ดอยต่องปะแล และน้ำตกน้ำตกจ๊อกกระดิ่น ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญต้องห้าม ! (พลาด) ของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

    “เขาช้างเผือก” ที่มีความสูงถึง 1,249 เมตร นับเป็นเส้นทางสุดท้าทายของเหล่านักท่องเที่ยวสาย Adventure ที่ไม่ใช่ทุกคนจะมาทริปนี้ได้ เพราะสภาพพื้นที่เหมาะสำหรับผู้ที่แข็งแรงแบบกายพร้มใจพร้อมจริง ๆ นะคะ เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินเท้า 6 ชั่วโมงกับระยะทาง 8 กิโลเมตร ซึ่งทางอุทยาน ฯ จะเปิดให้เข้าได้เพียงปีละครั้งเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้นคือช่วง (พ.ย. – ม.ค. ) โดยให้จองผ่านระบบออนไลน์ ลงทะเบียนกิจกรรมเดินป่าระยะไกล

    “เขาช้างเผือก” เป็นวงรอบและจะมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์พิชิตยอดเขาช้างเผือกทางหน้าเพจ facebook อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ทั้งนี้จะรับนักท่องเที่ยวได้เพียง 60 คนต่อวัน โดยนักท่องเที่ยว ต้องมาลงทะเบียนที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อช. ทองผาภูมิ ในวันที่กำหนด ขึ้นเขาเท่านั้น และต้องจัดเตรียมอาหารและน้ำดื่ม ยาประจำตัวมาให้พร้อม

    สำหรับจุดเริ่มต้นการเดินขึ้นเขาแห่งนี้ จะเริ่มจากบริเวณป่าอีต่องหมู่บ้านปิล็อกเพื่อเดินทางระยะไกลไปสู่จุดหมายและแวะพักค้างคืนระหว่างทาง
    โดยจะมีเจ้าหน้าที่อุทยาน ฯ นำทางให้ค่ะ และถ้าใครไม่อยากแบกของหนักก็มีลูกหาบไว้คอยช่วยเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินแบบตัวเบาขึ้นสู่ยอดเขาช้างเผือกได้ง่ายขึ้น และเมื่อมาถึงที่นี่ทั้งน้ำ ไฟ และสัญญาณโทรศัพท์ไม่มีนะคะ ระยะเวา 2 วัน 1 คืน จึงต้องตัดขาดจากโลกภายนอกจริง ๆ ระหว่างทางเราจะพบกับความงดงามของไม้ป่านานาพรรณ ที่สำคัญนักท่องเที่ยวจะต้องฝ่าด่าน ”สันคมมีด” ซึ่งมีพื้นที่คับแคบมาก ๆ สามารถเดินผ่านเข้าไปทีละคนเท่านั้น โดยไต่เชือกปีนหน้าผาผ่านเส้นเขาอันสูงชัน

    จากนั้นจึงเดินไปต่อจนกว่าจะเจอยอดเขาช้างเผือกซึ่งเป็นทุ่งหญ้า และเมื่อมาถึงยอดเขาแล้วจะรู้ว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากลำบากระหว่างทางจริง ๆ ค่ะ ได้ชมวิว 360 องศา แบบสุดสายตาพาโนรามา เห็นลมพัดโบกสะบัดธงชาติบนยอดเขาพลิ้วสไว ทั้งตื่นตาตื่นใจและมีความสุขที่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศแบบนี้

    ถ้าใครไม่ชอบลุยเกินไป ที่ อช. ทองผาภูมิ ก็มีกิจกรรมเดินป่าแบบเบา ๆ เท่าที่เราไหว อย่างเส้นทางดอย ต่องปะแล บริเวณป่าบ้านอีต่องระยะทาง 3 กิโลเมตร ก็สามารถสัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด หรือถ้าสนใจ กิจกรรมส่องนก ที่นี่ก็มีนกหายากหลากหลายสายพันธุ์ให้ได้ชมผ่านเลนส์กล้องค่ะ

    “น้ำตกจ๊อกกระดิ่น” ที่เกิดในพื้นที่เหมืองแร่ไหลผ่านชั้นหินที่มีแร่ธาตุลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 30 เมตร ก่อนตกลงสู่พื้นล่างจนเป็นสีฟ้าเขียวมรกตสวยสดใสไหลเย็นชุ่มฉ่ำไปทั่วบริวเณ ขอบอกว่าถ้าอยากเห็นภาพตระการตาแบบนี้ ต้องไปช่วงปลายฝนต้นหนาวนะคะ

    สำหรับคนที่ชอบพักผ่อนแบบสบายสายชิล แถวที่ทำการอุทยาน ฯ ก็มีทั้งบ้านพักและลานกางเต็นท์ไว้ให้บริการโดยมีลานตั้งแคมป์ให้หลายจุดเซึ่งอยู่ไม่ไกลจากน้ำตกค่ะ

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ Thongphaphum National Park โทร. 0 3451 0979, 09 8252 0359

    ลองเที่ยวดูแล้วจะรู้ว่า ผืนป่าตะวันตกแห่งนี้ … ก็มีสีสันและความมันส์ แบบลืมไม่ลงค่ะ​ ขอบคุณภาพจาก # Facebook อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

    รองเท้าแก้ว รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/257168&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UT8ZET5MSTyCWdw_9z5cs

  • ททท. ร่วม กรุงเทพธนาคม รถไฟฟ้าบีทีเอส และ อมรินทร์ทีวี เปิดเส้นทาง “อร่อยฟินถิ่นตะวันออก”เปิดประสบการณ์เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง

    ททท. ร่วม กรุงเทพธนาคม รถไฟฟ้าบีทีเอส และ อมรินทร์ทีวี เปิดเส้นทาง “อร่อยฟินถิ่นตะวันออก”เปิดประสบการณ์เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง

    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออกจับมือพันธมิตร บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (วิสาหกิจกรุงเทพมหานคร) บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส และ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 เปิดตัวเส้นทางเที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง ภายใต้โครงการ “เส้นทางอร่อยฟินถิ่นตะวันออก” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์การเดินทางไปตามหาของอร่อยและแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกและปลอดภัย และลดมลภาวะทางอากาศ

    คุณกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตร บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (วิสาหกิจกรุงเทพมหานคร) บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส และ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยว เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง ภายใต้โครงการ “เส้นทางอร่อยฟินถิ่นตะวันออก” ในรูปแบบ One Day Trip สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS จากใจกลางกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงโครงการเส้นทางท่องเที่ยว อร่อยฟินถิ่นตะวันออก ในครั้งนี้ว่า เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวใน 9 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, ฉะเชิงเทรา, นครนายก, ปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยมีเป้าหมายให้ภาคตะวันออกเป็น สวรรค์นักกิน..ถิ่นตะวันออก รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้ง่าย กินอร่อย เที่ยวสนุก จึงได้มีการเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยว อร่อยฟินถิ่นตะวันออก เชิญชวนเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวก ปลอดภัย เราอยากให้ทุกคนเห็นว่า การเดินทางท่องเที่ยวที่ยั่งยืนสามารถเริ่มต้นได้ใกล้บ้าน ใช้รถไฟฟ้าแทนรถยนต์ส่วนตัว ช่วยลดมลภาวะ และยังได้สัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติของบางปูอย่างเต็มที่ หรือแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ของจังหวัดสมุทรปราการ เช่น พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เมืองโบราณ หรือฟาร์มจระเข้ ซึ่งสามารถเดินทางได้ด้วยรถไฟฟ้า แล้วเดินทางต่อด้วยรถขนส่งสาธารณะท้องถิ่น เป็นการเที่ยวที่ทั้งสนุก อิ่มอร่อย กระจายรายได้ และรักษ์โลกไปพร้อมกัน จึงอยากชวนชาวกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวภาคตะวันออกที่เที่ยวใกล้กรุง อร่อย ฟิน และรักษ์โลกได้จริง เช่นการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานตากอากาศบางปู ซึ่งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน – เมษายน ของทุกปีเป็นช่วงที่นกนางนวลจะอพยพเข้ามาในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก

    สำหรับกิจกรรมพิเศษพาผู้โชคดี 20 ท่านจากรายการซุปตาร์พาตะลุย “เที่ยวฟิน กินฟรี ที่บางปู” ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ อาทิ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ประติมากรรมลอยตัวเคาะขึ้นรูปด้วยมือแห่งแรกของโลก ลิ้มลองเมนูรางวัลมิชลินไกด์ ปูทะเลผัดซอสไข่เค็มและอาหารทะเลสดอร่อยที่ร้านระเบียงทะเล สุดฟินกับกิจกรรม Workshop รับประทาน เครปกล้วยบางปูขนมขึ้นชื่อของร้านและเครื่องดื่มสุดพิเศษในบรรยากาศริมทะเลภายในโครงการสายลม-บางปู และปิดท้ายด้วยกิจกรรมไฮไลต์ “รับชมฝูงนกนางนวลยามเย็น” เก็บภาพประทับใจที่เป็นเอกลักษณ์ของบางปูที่สถานพักตากอากาศบางปู ด้วยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS นอกจากนี้ ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออกยังได้จัดทำบัตรโดยสาร Rabbit Card ลายพิเศษ “เส้นทางอร่อยฟินถิ่นตะวันออก” จำนวนจำกัดเพียง 500 ใบ เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมและผู้ชมทางบ้านที่ร่วมสนุกผ่านช่องทางออนไลน์ของอมรินทร์ทีวี โดยผู้ถือบัตร Rabbit Card ลายพิเศษและทั่วไปจะได้รับสิทธิพิเศษจาก ร้านอาหาร คาเฟ่ ที่ร่วมโครงการใน 9 จังหวัด ภาคตะวันออก ในช่วงระยะเวลาของโครงการ ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2568 ถึง พฤษภาคม 2569

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจากซุปตาร์ชื่อดัง นิกกี้ ณฉัตร, หมอฟรัง นรีกุล, ร่วมเดินทางสร้างสีสันและชวนคนรุ่นใหม่ออกมา “เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง” ผ่านรายการซุปตาร์พาตะลุย เพื่อเป็นการสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกอีกด้วย

    ติดต่อรับข่าวสารประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก โทรศัพท์ 0 2250 5500 ต่อ 3921-25


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/prnews/533212.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Sdv9mdWmuVAgmFgyNXH8p

  • ‘การท่องเที่ยวไต้หวัน’ ลุยกระตุ้นตลาดไทย หลังคว้า ‘อาเล็ก-ธีรเดช’ นั่งแบรนด์ฯ ทำยอดนทท.พุ่ง

    ‘การท่องเที่ยวไต้หวัน’ ลุยกระตุ้นตลาดไทย หลังคว้า ‘อาเล็ก-ธีรเดช’ นั่งแบรนด์ฯ ทำยอดนทท.พุ่ง

    ‘การท่องเที่ยวไต้หวัน’ ลุยกระตุ้นตลาดไทย หลังคว้า ‘อาเล็ก-ธีรเดช’ นั่งแบรนด์ฯ ทำยอดนทท.พุ่ง

    วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.07 น.

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประสบความสำเร็จอย่างมากในการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดไทยประจำปี พ.ศ. 2568 จากการเชิญ “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” มารับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน พร้อมผสานแนวคิดและกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดที่หลากหลาย ซึ่งช่วยกระตุ้นให้การท่องเที่ยวไต้หวันกลับมาคึกคักอีกครั้ง สถิติล่าสุดระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปไต้หวันในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 19.12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสถิติรายเดือนที่สูงที่สุดของปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง และมีแนวโน้มว่าจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ได้เชิญ “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” นักแสดงชื่อดังและขวัญใจมหาชนของชาวไทย มารับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน และเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์สั้นเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไต้หวันใน 6 เมืองสำคัญ โดยหลังจากภาพยนตร์สั้นเรื่องดังกล่าวเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนไทยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการนำคำยอดฮิตในหมู่คนไทยอย่างคำว่า “ไต้หวันมะ” (Taiwan ma?) มาใช้เป็นสโลแกนประชาสัมพันธ์ประจำปี ซึ่งปลุกกระแสการพูดถึงการท่องเที่ยวไต้หวันบนสื่อสังคมออนไลน์ในตลาดไทยได้เป็นอย่างดี

    อาเล็ก-ธีรเดช เคยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไต้หวันหลายครั้ง ไว่ว่าจะเป็นเมืองเกาสง เกาะหมาจู่ และเมืองสำคัญอื่น ๆ  ทั้งยังเป็นนักแสดงที่มีฐานแฟนคลับไทยจำนวนมาก สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันจึงผนวกเอาเสน่ห์เฉพาะตัวของอาเล็กเข้ากับการสร้างความร่วมมือกับบริษัททัวร์ สายการบิน และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ต่าง ๆ เปิดตัวแพ็กเกจ “ทริปแฟนมีต อาเล็ก มหัศจรรย์แดนไต้หวัน”  ณ กรุงไทเป ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นกิจกรรมแฟนมีตในต่างประเทศครั้งแรกของอาเล็ก โดยมีแฟนคลับชาวไทยเข้าร่วมกว่า 300 คน  

    นอกจากนี้ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังได้เชิญสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ของไทย 4 คณะไปสำรวจเส้นทางลับที่ฮัวเหลียนและไถตง รวมไปถึงการจัดงานอีเวนต์ในกรุงเทพฯ 3 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการรับรู้และความต้องการไปท่องเที่ยวที่ไต้หวันแก่นักท่องเที่ยวชาวไทย

    สถิตินักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปเยือนไต้หวันในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นถึง 19.12% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา นับเป็นอัตราการเติบโตประจำเดือนที่สูงที่สุดของปีนี้ ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของปีนี้อย่างประจักษ์ชัด โดย ซินดี้ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า “ในปีนี้สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันได้นำความนิยมของนักแสดงชื่อดัง การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ มาผสานกับแผนส่งเสริมท่องเที่ยว ผลักดันการประชาสัมพันธ์ให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวจริง ซึ่งอัตราการเติบโตในเดือนสิงหาคมนี้พิสูจน์ได้ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวประสบผลสำเร็จ และคาดว่าจะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังวางแผนร่วมมือกับสายการบิน บริษัททัวร์ และผู้ให้บริการบัตรเครดิต เพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวไทย ควบคู่ไปกับการใช้ความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์ในการประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวที่หลากหลาย เช่น การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การลิ้มรสอาหารระดับมิชลิน บิบ กูร์มองด์ การท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับทุกเพศสภาพ  เพื่อยกระดับความหลากหลายของการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ”

    นอกจากนี้สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังผลักดันไปถึงกลุ่มผู้โดยสารที่มาแวะต่อเครื่องบินที่ไต้หวัน โดยล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญ Taiwan the Lucky Land สำหรับผู้ที่ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางไต้หวันซึ่งมาต่อเครื่องบินที่ท่าอากาศยานเถาหยวนโดยพำนักในไต้หวันไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะได้รับคูปองใช้จ่ายภายในสนามบิน มูลค่า 600 ดอลลาร์ไต้หวัน สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคมปีหน้าซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นักท่องเที่ยวไทยจะได้ใช้โอกาสในการแวะต่อเครื่องบินนี้ มาลิ้มรสอาหารและสัมผัสวัฒนธรรมไต้หวัน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการอันน่าประทับใจภายในสนามบิน และยกระดับเป้าหมายในการเดินทางไปไต้หวันจาก “จุดเปลี่ยนเครื่องบิน” ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว”

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/927841&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XO-ONpy1gHvEKyXTIdl3g

  • ทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนไตรมาส 1/2026 โอกาสและความเสี่ยง

    ทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนไตรมาส 1/2026 โอกาสและความเสี่ยง

    เมื่อเราก้าวเข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน InnovestX คาดการณ์ว่า GDP โลกปี 2025 จะเติบโต 2.9% และปี 2026 ที่ 3.0% แต่จะเห็นการชะลอตัวรุนแรงในครึ่งแรกของปี 2026 ก่อนค่อยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง

    สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดว่า GDP ปี 2568-69 จะขยายตัวเพียง 1.8% และ 1.4% ตามลำดับ แม้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการกระตุ้น 5 ด้าน อันได้แก่ (1) โครงการ “คนละครึ่ง Plus” (2) มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว (3) การคืนภาษีแบบเร่งรัด (4) นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและจัดตั้ง AMC และ (5) เติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากกว่าคาดทำให้เรายังคงประมาณการไว้ที่ระดับเดิม นอกจากนั้น เรามองว่า ในปี 2026 จะมี 5 ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา

    ความเสี่ยงแรก ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐแบบ K-Shape โดยความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่ากลุ่ม 10% ที่ร่ำรวยที่สุดมีส่วนในการใช้จ่ายเกือบครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั้งหมดในสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่ม 80% ที่เหลือมีส่วนแบ่งลดลงจาก 42% ก่อนโควิดเหลือเพียง 37% ในปัจจุบัน 

    นอกจากนั้น จากการศึกษาของ InnovestX ตั้งแต่ปี 2012 ถึงปัจจุบัน พบว่ากลุ่มรายได้ระดับบนที่ 100,000-150,000 ดอลลาร์ต่อปีมีการเติบโตของรายได้ในรอบ 12 ปี สูงถึง 5.3 เท่า ขณะที่กลุ่มรายได้ระดับล่าง (ต่ำกว่า 15,000 ดอลลาร์) อยู่ที่เพียง 2.2 เท่า เท่านั้น นั่นแปลว่า ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนก็จะยิ่งมากขึ้น

    ในขณะที่ปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันว่าเหมือน “ปิระมิดกลับหัว” โดยตลาดหุ้นพุ่งสูงสุดใหม่ แต่การจ้างงานชะงักและการเลิกจ้างเพิ่มขึ้น ทำให้เรากังวลว่า หากตลาดหุ้นปรับตัวลง จะทำลายเสาหลักของความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

    ความเสี่ยงที่สองได้แก่ ฟองสบู่ AI ผลจากการจัดหาเงินทุนแบบวงกลมปิด (Circular Financing) โดยตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญความกังวลเรื่อง valuation ที่สูงเกินไปและรูปแบบการจัดหาเงินทุน ที่คล้ายยุค Dot-com Bubble โดยกรณีศึกษาที่น่ากังวลคือ Nvidia ลงทุนใน OpenAI 100,000 ล้านดอลลาร์ 

    ขณะที่ OpenAI ซื้อชิปจาก Nvidia หลายพันล้านดอลลาร์และตกลงซื้อพลังประมวลผล 300,000 ล้านดอลลาร์จาก Oracle ในช่วง 5 ปีโดยยังไม่ชัดเจนว่าจะหาเงินจากไหน ขณะที่ CEO ของวานิชธนกิจรายใหญ่ เตือนโอกาสตลาดปรับลง 10-20% ใน 12-24 เดือนข้างหน้า ซึ่งหากเกิดจะกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกตั้งแต่ผู้ผลิต semiconductor ในไต้หวันและเกาหลีใต้ไปจนถึงไทย

    ความเสี่ยงที่สาม Private Credit และธนาคารเงา ความเสี่ยงธนาคารสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนผ่านจาก Interest Rate Risk ในช่วง 2-3 ปีก่อน สู่ Credit Risk และ Liquidity Risk เห็นได้จาก Zions Bancorp และ Western Alliance Bancorp ที่ต้องตั้งสำรองหนี้สูญ และยื่นฟ้องผู้กู้ในข้อหาฉ้อโกง ทำให้หุ้นธนาคารร่วงกว่า 10% ขณะที่ธนาคารหลายแห่งเริ่มกู้เงินผ่าน overnight repo ของ Fed และเงินสำรองลดลงต่ำกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ 

    โดยเรามองว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ธนาคารโดยตรง แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างธนาคารกับสถาบันการเงินนอกระบบ โดยเฉพาะตลาด private credit ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเสี่ยงระบบใหม่ที่ขาดความโปร่งใสและการกำกับดูแลที่เพียงพอ หรืออาจเรียกได้ว่า Shadow Banking ของสหรัฐฯ

    ความเสี่ยงที่สี่ ได้แก่ Fiscal Risk หรือวิกฤตการคลัง โดยเรามองว่า สหรัฐฯ เป็นจุดศูนย์กลางของความเสี่ยง โดยปัจจุบันขาดดุลงบประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (6.5% ของ GDP) และต้องจ่ายดอกเบี้ย 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (20% ของรายได้รัฐบาล) ซึ่งสูงกว่าหลักเกณฑ์ปกติ 10-15% อย่างมีนัยสำคัญ โดยไตรมาส 2/2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากภาษีศุลกากรและประธาน Fed Jerome Powell ครบวาระ หากเกิด “fiscal dominance” หรือการที่รัฐบาลทรัมป์บังคับให้ประธาน Fed ท่านใหม่ที่ตนแต่งตั้งทำนโยบายผ่อนคลายท่ามกลางเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์และ Fed ได้ 

    ทั้งนี้ กรณี ฝรั่งเศสที่ถูก S&P ปรับลดอันดับเครดิตจาก AA- เป็น A+ สะท้อนว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤติการคลังที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    ความเสี่ยงที่ห้า ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามแร่หายาก ทรัมป์ทำสงครามการค้ากับทุกประเทศโดยเฉพาะกลุ่ม BRICS ขึ้นภาษีอินเดีย 50%, บราซิล 50%, จีน 30% ส่งผลให้ Global South รวมตัวกันมากขึ้น ที่สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านสู่ “สงครามเย็น 2.0” โดยสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าแร่ธาตุสำคัญ 100% ถึง 15 ชนิดและมากกว่า 50% อีก 28 ชนิด ขณะที่จีนควบคุมการผลิตแร่หายาก 60-80% และครอบงำเทคโนโลยีการแปรรูปมากกว่า 90% ของโลก การพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นเพียงการซื้อเวลาเพื่อเตรียมพร้อมสู่การแข่งขันที่รุนแรงกว่า

    แม้จะมีความเสี่ยงมากมาย แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดแข็งที่น่าสนใจ การเมืองในประเทศชัดเจนขึ้นหลังคุณอนุทินได้เป็นนายกฯ และเริ่มมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ EPS ของตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงการฟื้นตัว และเริ่มมีสัญญาณประมาณการกำไรที่เริ่มมีเสถียรภาพ 

    ทั้งนี้ InnovestX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยเน้นหุ้น “Earning Play” ที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2025 ยังเติบโตดี เช่น BCPG, BEM, BGRIM, MTC, PTT และหุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากคาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคมปีนี้ และอีก 2 ครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2026

    ขอให้นักลงทุนโชคดี

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2895704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HVsD7jvvFZrlh6MHr60b3

  • ภารกิจพลังงานไทยความมั่นคงต้องมาพร้อมสมดุลสิ่งแวดล้อม

    ภารกิจพลังงานไทยความมั่นคงต้องมาพร้อมสมดุลสิ่งแวดล้อม

    วันที่ 5 พ.ย.2568 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวบนเวที Energy Security: The Imperative for Sustainable Thailand ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ว่า

    ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนหนัก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น ความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมสามารถพัฒนาได้อย่างสมดุล เศรษฐกิจจะเติบโตต่อได้ ต้องมีพลังงานที่มั่นคง ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยการลดภาวะโลกร้อน เพราะความเสี่ยงของโลกทั้งในระยะสั้นและระยะยาวส่วนใหญ่มาจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

    โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เราจึงต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

    ดร.คงกระพัน อธิบายว่า ทั่วโลกเห็นพ้องกันว่า ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นพลังงานสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนจะเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด 

    สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติใช้เองได้ถึง 2 ใน 3 ของปริมาณทั้งหมด ซึ่งช่วยตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะในภาวะสงครามและความผันผวนทางเศรษฐกิจ

    ถึงอย่างนั้น ประเทศในอาเซียนเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายการผลิตและการใช้ก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอในระดับภูมิภาค โดยขณะนี้มีเครือข่ายท่อส่งก๊าซที่เชื่อมโยงกันยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร ซึ่งช่วยให้แต่ละประเทศสามารถผันก๊าซช่วยเหลือกันได้ และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคให้สูงขึ้น

    ดร.คงกระพัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของ ปตท. บริษัทตั้งเป้าเติบโตอย่างแข็งแรงไปพร้อมกับสังคมไทย และขยายสู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน นอกจากธุรกิจสำรวจ ผลิต และต่อยอดพลังงานแล้ว ปตท. ยังมีภารกิจโครงการ Carbon Capture and Storage (CCS) และจะทยอยนำก๊าซไฮโดรเจนมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม

    นอกจากนี้ ปตท.ยังลงทุนในโครงการที่อาจให้ผลตอบแทนไม่สูง แต่มีบทบาทสำคัญในการเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เช่น การสร้างท่อส่งก๊าซจากอ่าวไทยขึ้นฝั่ง เพื่อกระจายไปยังโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายท่อน้ำมันที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

    สำหรับเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ปตท.ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% ภายในปี 2035 และบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

    1.ปรับตัวสู่ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนน้อยลง

    2.เพิ่มประสิทธิภาพของโรงงาน

    3.เก็บกักคาร์บอนด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การปลูกต้นไม้ทดแทนและเทคโนโลยี CCS

    ดร.คงกระพัน ย้ำทิ้งท้ายว่า ปตท.จะเป็นองค์กรหลักของประเทศไทยในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมเดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจัง และหวังว่าประเทศไทยจะก้าวสู่เส้นทางพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

    FYI

    THE STANDARD Economic Forum 2025

    Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ เปิดจำหน่ายวันที่ 7 พ.ย.68  คลิก ›

    • ดูได้นานถึง 6 เดือนเต็ม! (เปิดให้รับชมตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 – 14 เมษายน 2569)
    • รับชมย้อนหลังได้ทั้ง 4 เวที  (Main Stage, Young Leaders Dialogue Stage, Tech Stage และ AI Showcase Stage)
    • ราคาพิเศษเพียง 990 .-

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-35/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gF-KxW9yzOMOdtXABYd52

  • หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 18.18 จุด เงินบาททรงตัว-ทองปรับฐานอีกครั้ง

    หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 18.18 จุด เงินบาททรงตัว-ทองปรับฐานอีกครั้ง

    14 พฤศจิกายน 2568, 20:05น.

              เงินบาท ปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 32.38 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงจาก ช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.37 บาท/ดอลลาร์ สอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค และตามทิศทาง ราคาทองคำในตลาดโลก ขณะนี้วันนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อพันธบัตรไทยไม่มากนักที่ 900 ล้านบาท

              ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ 1,269.26 จุด ลดลง 18.18 จุด (-1.41%) มูลค่าซื้อขาย 32,021.39 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,669.98 ล้านบาท

    — ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดดิ่งลงกว่า 500 จุดในวันนี้ (14 พ.ย.) ซึ่งหนักสุดนับตั้งแต่กลางเดือนต.ค. ปิดฉากการปรับตัวขึ้น 4 วันทำการติดต่อกัน เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังน้อยลงว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือนธ.ค. ขณะเดียวกันก็ผิดหวังที่จีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดที่ระดับ 26,572.46 จุด ร่วงลง 500.57 จุด

    — ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงหนักในวันนี้ (14 พ.ย.) โดยดัชนีนิกเกอิร่วงลงกว่า 2% ในช่วงสั้น ๆ เนื่องจากนักลงทุนส่งแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ตามทิศทางของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดสหรัฐฯ ที่ร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 50,376.53 จุด ลดลง 905.30 จุด

              กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทย และอาจผ่อนคลายได้เพิ่มเติม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์ และเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ด้วยหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทย ควรเร่งฟื้นฟูช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อ ผ่านมาตรการทางการเงินที่ช่วยลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้ เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินมีประสิทธิผลต่อเนื่อง

              บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (SovereignCredit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) พร้อมคาดว่า ในปี 2568 และ 2569 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอยู่ที่ 2.3% และ 2.0% ตามลำดับ เนื่องจากการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

              ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนต.ค.68 อยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากความชัดเจนจากการมีรัฐบาลใหม่ โดยผู้บริโภคเริ่มมีความหวัง และมีความเชื่อมั่นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นสามารถฟื้นตัวขึ้นได้

              นอกจากนั้น ยังประเมินว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” การเติมเงินเพิ่มให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเที่ยวดีมีคืน จะช่วยให้เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4/68 มีโอกาสขยายตัวได้ 0.6-1.1% และเป็นแรงดึงให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้ เติบโตได้มากกว่า 2.2%

              ศูนย์วิจัยทองคำ เปิดดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำเดือน พ.ย.68 อยู่ที่ระดับ 74.35 จุด ปรับลดลง 2.35 จุด หรือคิดเป็น 3.06% จาก 76.70 จุด ในเดือน ต.ค.68 โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการเจรจาสงครามการค้ามีความคืบหน้า, ภาวะชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่มคลี่คลาย, เงินทุนไหลเข้าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ราคาทองในประเทศวันนี้ ปิดตลาดปรับตัวลดลง 800 บาท เคลื่อนไหวทั้งหมด 25 ครั้ง

    +++ทองแท่งรับซื้อ 63,800 ขายออก 63,950

    +++รูปพรรณ(ไม่รวมกำเหน็จ) รับซื้อ 62,580.48 ขายออก 64,750

    #หุ้นทอง

    #ค่าเงินบาท 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s842j0RKgJrGQqH3eOAqW

  • สหรัฐฯ-สวิตเซอร์แลนด์ตกลงลดภาษีนำเข้าจาก 39% เหลือ 15%

    สหรัฐฯ-สวิตเซอร์แลนด์ตกลงลดภาษีนำเข้าจาก 39% เหลือ 15%

    สหรัฐอมริกาและสวิตเซอร์แลนด์บรรลุข้อตกลงการค้าสำคัญ โดยสหรัฐฯ ตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าสวิสจากระดับ 39% เหลือ 15% ซึ่ง กาย ปาร์เมลิน รัฐมนตรีเศรษฐกิจสวิส เดินทางมาเพื่อเจรจาขอลดภาษีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดี (13 พ.ย.) ที่ผ่านมา

    เจมีสัน กรีเออร์ ตัวแทนการค้าสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า “เราบรรลุข้อตกลงกับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว รายละเอียดจะเผยแพร่ในเว็บไซต์ทำเนียบขาว”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความตกใจให้สวิตเซอร์แลนด์เมื่อเดือนสิงหาคม หลังประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสวิสที่อัตรา 39% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราสูงสุดในนโยบายภาษีของเขา

    กรีเออร์ แจ้งว่าสวิตเซอร์แลนด์จะส่งการผลิตจำนวนมากมาสหรัฐฯ โดยเฉพาะในสาขายา การหลอมทอง และอุปกรณ์รถไฟ

    ความกังวลของภาคธุรกิจสวิส

    ‘Swissmem’ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและไฟฟ้า แสดงความโล่งใจต่อประกาศลดภาษีดังกล่าว เนื่องจากกังวลว่าคู่แข่งในประเทศร่ำรวยอื่นๆ อย่างสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นจะได้เปรียบ อีกทั้งก่อนหน้านี้ พวกเขาก็เจรจาภาษีได้ที่ 15%

    “การลดภาษีเป็นการบรรเทาชั่วคราวสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เราต้องไม่ประมาท เพราะอาจมีการประกาศภาษีใหม่”

    — มาร์ติน เฮิร์เซล ประธาน Swissmem เตือน พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ต่อสู้ลดต้นทุนและเปิดตลาดใหม่

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้บริหารบริษัทสวิสใหญ่ 6 แห่ง รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Rolex และ Richemont ยักษ์ใหญ่สินค้าหรู ได้พบกับทรัมป์เพื่อชี้แจงผลกระทบจากภาษีที่มีต่อบริษัทของพวกเขา

    อย่างไรก็ดี อัตราภาษีดังกล่าวคุกคามทั้งภาคส่งออกของเศรษฐกิจสวิส โดยเฉพาะอุตสาหกรรมนาฬิกาและเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม รวมถึงช็อกโกแลตและชีส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/us-switzerland-trade-deal-tariff-reduction&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BB9JjX65ScBi2z14MTMmE

  • “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” กันชนเศรษฐกิจ ระหว่างการเลือกตั้ง

    “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” กันชนเศรษฐกิจ ระหว่างการเลือกตั้ง

    ผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์ กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จาก “โครงการคนละครึ่งพลัส” ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรวม 44,000 ล้านบาท ที่มาจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ และเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน มีเป้าหมายสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 20 ล้านสิทธิ์

    “โครงการคนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนทั่วประเทศ เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความคึกคักกับการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเป็นทอดๆ 
     

    ผลความสำเร็จ ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 33,898.60 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่ายเอง  17,169.40 ล้านบาท และเป็นเงินที่รัฐร่วมจ่าย  16,729.2 ล้านบาท มีจำนวนผู้ใช้จ่ายสำเร็จกว่า 19 ล้านราย จำนวนร้านค้าที่เข้าร่วม 913,497 ราย ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วทั่วประเทศ

    โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมผ่าน Food Delivery Platform กว่า 58,947 ราย ทำให้เม็ดเงินเข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างทั่วถึง ขณะที่มีประชาชนที่ใช้สิทธิ์ครบเต็มจำนวนแล้ว 541,682 ราย

    รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่า โครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นอื่นๆ จะช่วยผลักดันให้การเติบโตของ GDP ในไตรมาส 4 ปี 2568 สูงขึ้นถึง 1% จากประมาณการเดิมที่ 0.3-0.4%

    จากผลความสำเร็จของโครงการคนละครึ่งเฟสแรก ที่จะสิ้นสุดการใช้จ่าย ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีการยืนยันจากรัฐบาลว่า เพื่อเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง จะมีการนำ “โครงการคนละครึ่งเฟส 2” เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 เพื่อให้โครงการต่อเนื่องสามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเติมเต็มช่องว่างที่หลงเหลือจากเฟสแรก ที่ไม่สามารถลงทะเบียนได้ทัน และผู้ที่ลงทะเบียนแล้วแต่ถูกตัดสิทธิ์จำนวน 239,731 คน เนื่องจากไม่ได้ใช้สิทธิครั้งแรกภายในเวลาที่กำหนด เป็นการขยายความเท่าเทียม ให้กับกลุ่มตกหล่น ที่ไม่สามารถลงทะเบียนหรือใช้สิทธิในเฟสแรกได้ทัน

    โดยอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดและกำหนดเบื้องต้นว่า กลุ่มที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการจะได้รับวงเงินเพิ่มเป็น 4,000 บาท เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และมียอดใช้จ่ายสะสมที่ใกล้เคียงกับผู้ที่เคยเข้าร่วมมาก่อน

    อีกทั้ง จะพิจารณาเงินสนับสนุนเพิ่มเติม ที่มอบให้ร้านค้าที่ผ่านการอบรมและมีคุณสมบัติตามที่กำหนด โดยจะได้รับเงินสนับสนุน 20% ของยอดขาย แต่ไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า โดยมุ่งเน้นไปยังร้านค้าที่เข้าร่วมพัฒนาทักษะดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery ที่มีเงื่อนไขยอดสั่งซื้ออย่างน้อย 5 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการกระตุ้นกำลังซื้อเข้ากับการยกระดับทักษะผู้ประกอบการ ไปพร้อมกัน

    จากการขยายระยะเวลา “โครงการคนละครึ่งพลัส” ออกไปอีก จึงเชื่อว่าเป็นมาตรการสำคัญ ที่จะมาเป็นกันชนภาวะเศรษฐกิจให้กับประเทศ ในระหว่างการการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นปี 2569 ที่อาจสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองเกิดขึ้นได้ 

    ที่สำคัญ ยังสามารถเรียกคะแนนเสียงให้กับรัฐบาล และเป็นความหวังของประชาชน หากเลือกเข้ามาสานต่อโครงการคนละครึ่งต่อไปได้อีก ก็จะช่วยรักษาระดับการบริโภคให้คงที่ ไม่ให้ชะลอตัวจากความกังวลทางการเมืองได้
     
    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,149 วันที่ 16 -19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/644050&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a7W1eort0o0eY9fTDWvj6