Blog

  • สพป.สุโขทัย เขต 2 ประชุมรับนักเรียน

    สพป.สุโขทัย เขต 2 ประชุมรับนักเรียน

    การศึกษา

    สพป.สุโขทัย เขต 2 ประชุมรับนักเรียน

    วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.31 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สพป.สุโขทัย เขต 2 ประชุมรับนักเรียน

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) สุโขทัย เขต 2 ดำเนินการประชุมคณะกรรมจากรับนักรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุมศรีสำโรง สพป.สุโขทัย เขต 2

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/454431&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14IuHJ-cIdib58LcKD1SBT

  • ชงครม.เคาะ ‘เน็ตคนละครึ่ง’หนุนคนไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ตฯ

    ชงครม.เคาะ ‘เน็ตคนละครึ่ง’หนุนคนไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ตฯ


    กสทช.นัดค่ายมือถือออกแพ็กเกจพิเศษ ‘เน็ตคนละครึ่ง’ เงื่อนไขเดือนละ 160 บาท 3 เดือน ยันควบคุมคุณภาพความเร็วเน็ตใช้งานได้จริง 40 GB/ เดือน

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมเสนอโครงการ “เน็ตคนละครึ่ง” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนกลุ่มรายได้น้อย โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ ในอัตราค่าบริการ: จ่ายเพียง 160 บาทต่อเดือน (รวมภาษีแล้ว) สิทธิที่ได้รับ: อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน มีระยะเวลาใช้งาน: ต่อเนื่อง 3 รอบบิล (3 เดือน) โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุน กทปส. (กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ)

     ทั้งนี้กสทช. อยู่ระหว่างเสนอร่างโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ โดยคาดว่าเมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว จะเปิดให้ประชาชนที่มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ภายในปี 2568 ทั้งนี้  กสทช. จะหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อจัดทำแพ็กเกจพิเศษภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยยืนยันว่าจะควบคุมคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ตให้ใช้งานได้จริง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

    ”โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียม ทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการใช้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนสังคมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37567&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38gWF85OLC-zmggXqrAoeY

  • จุฬาฯ เป็นผู้นำคลังสมบัติ “เพลงเรื่อง” ของดนตรีไทย

    จุฬาฯ เป็นผู้นำคลังสมบัติ “เพลงเรื่อง” ของดนตรีไทย

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ เป็นผู้นำคลังสมบัติ “เพลงเรื่อง” ของดนตรีไทย

    ศ.ดร.ขำคม พรประสิทธิ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการสัมมนาวิชาการทางดุริยางคศิลป์ไทย เรื่อง “บทบาทของเพลงเรื่อง : บริบท พัฒนาการ และการปฏิบัติ” และได้รับเกียรติจาก อ.ดร.สิริชัย ชาญฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินประจำมหาวิทยาลัย เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาครูในพิธีเปิดโครงการสัมมนา โดยความร่วมมือระหว่างคณะศิลปกรรมศาสตร์ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม และศูนย์เชี่ยวชาญวัฒนธรรมดนตรีไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ

    “เพลงเรื่อง” นับเป็นคลังสมบัติของผู้เรียนดนตรีไทย การบรรเลงเพลงเรื่องหมายถึงการบรรเลงบทเพลงติดต่อกันเป็นชุดโดยมีระเบียบวิธีการบรรเลงเฉพาะสำหรับการใช้งานเป็นกรณีพิเศษ เช่น งานกฐินพระราชทาน เพลงเรื่องมีสำนวนเพลง หรือ “มือฆ้อง” แตกต่างเพลงตับ เพลงชุด เพลงเกร็ด เพลงเถา เพลงละคร และเพลงโหมโรง
    เพลงเรื่องมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในฐานะบทเพลงที่นักดนตรีไทยจำเป็นต้องเรียน เนื่องจากเพลงเรื่องแต่ละสำรับมี “มือ” สำคัญตั้งแต่เบื้องต้นเป็นประถมไปจนถึงมือเดี่ยว เพลงเรื่องเป็นตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้สอนและผู้เรียน สะท้อนวัฒนธรรม จิตวิญญาณ และภูมิปัญญาของดุริยางคศิลปินในการร้อยกรองเพลงเป็นหมวดหมู่เข้าร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีระเบียบการแบ่งประเภทของเพลงเรื่องไว้อย่างรัดกุม เพลงเรื่องจึงมีความสง่างาม ศักดิ์สิทธิ์ นำไปสู่ความสมบูรณ์ในการประกอบพิธี ทั้งยังประโยชน์แก่ผู้เรียนทั้งด้านทักษะ และทฤษฎี ถือเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ของนักดนตรีไทย
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมได้ดำเนินโครงการบันทึกข้อมูลเพลงไทยทุกประเภท โดยเฉพาะเพลงเรื่องมาเป็นระยะเวลากว่า ๔ ทศวรรษ เพื่อรวบรวมเป็นฐานข้อมูลเสียงและภาพคลังข้อมูลดนตรีไทย จัดเก็บและเผยแพร่ ณ หอสมุดดนตรีไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมายังได้สนองงานในพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของเพลงเรื่อง ทำให้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน หลายสำนักดนตรีมาบันทึกข้อมูลเพลงเรื่องไว้จำนวนมาก จึงจัดได้ว่าเป็นชุดข้อมูลที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมที่สุดชุดหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เมื่อครั้งเริ่มต้นโครงการบันทึกเสียงข้อมูลเพลงไทย ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ชื่อเดิมของสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม) ได้เชิญนักดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงมาบันทึกเสียงที่บ้านคุณครูประสิทธิ์ ถาวร (ศิลปินแห่งชาติและศิลปินแห่งมหาวิทยาลัยท่านแรก) ผู้วางรากฐานหลักสูตรดนตรีไทยของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ฐานข้อมูลเพลงเรื่องที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รวบรวมไว้มีคุณค่าอเนกอนันต์เป็นอย่างยิ่งของประเทศไทยที่จะได้สืบทอดต่อไปให้กับนักวิจัยและผู้สนใจในรุ่นหลังอย่างไม่ขาดช่วง
    การจัดโครงการสัมมนาทางดุริยางคศิลป์ไทยเรื่อง เพลงเรื่องของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จึงเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของจุฬาลงณ์มหาวิทยาลัยในการทำความเข้าใจเพลงเรื่อง และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณค่าของเพลงเรื่อง และเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ มุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิ ครูดนตรี และดุริยางคศิลปิน ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการอนุรักษ์ สืบสานเพลงเรื่องให้คงอยู่ รวมทั้งปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมในบริบทสังคมปัจจุบัน

    การสัมมนาเริ่มต้นด้วยการประโคมไว้อาลัยบทเพลงเรื่องนางหงส์โดยวงดนตรีไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบคุมและฝึกซ้อมโดย รศ.ดร.ภัทระ คมขำ หัวหน้าภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อน้อมถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

    การจัดสัมมนาในครั้งนี้ได้รับความกรุณาจากวิทยากรบรรยายและสาธิตเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับเพลงเรื่อง ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางดนตรีไทยในรูปแบบเพลงเรื่อง ผู้ฟังได้รับความรู้และเกิดความกระจ่างมากขึ้น และสามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาเพลงเรื่องได้ต่อไป โดยได้รับเกียรติจาก รศ.พิชิต ชัยเสรี (ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทย) อ.ดร. สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ (ศิลปินแห่งชาติ) คุณครูปี๊บ คงลายทอง คุณครูไชยยะ ทางมีศรี (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นที่ปรึกษาโครงการ พร้อมด้วยวิทยากรจากสำนักดนตรี หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา กองดุริยางค์สี่เหล่าทัพ ได้แก่ กองดุริยางค์ทหารบก กองดุริยางค์ทหารเรือ กองดุริยางค์ทหารอากาศ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

    คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ขอขอบพระคุณ อ.ศักดิ์ชัย ลัดดาอ่อน ข้าราชการบำนาญ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร อ.ชาตรี อบนวล คุณครูอาวุโส/อาจารย์พิเศษภาควิชาดนตรีไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อ.พิทักษ์ จรรย์นาฏย์ คุณครูอาวุโส/ผู้เชี่ยวชาญพิเศษสาขาดนตรีไทย ภาควิชาดนตรี คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณครูปิยะ แสวงทรัพย์ ดุริยางคศิลปินอาวุโส สำนักการสังคีต กรมศิลปากร

    การจัดสัมมนาโครงการสัมมนาทางดุริยางคศิลป์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาสัมมนาดุริยางคศิลป์ไทย นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาดุริยางคศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะนิสิตได้ค้นคว้าข้อมูลเอกสารวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ปรึกษาคณาจารย์เพื่อนำเสนอความแตกต่างของการบรรเลงเพลงเรื่องในอดีตกับปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงตามบริบทของยุคสมัย ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ภัทระ คมขำ หัวหน้าภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับความสนใจจากนิสิต นักศึกษา และนักเรียนจากจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดอุทัยธานี รวมทั้งเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผู้สนใจเข้ารับชมและรับฟังจากนักเรียนระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา นิสิตนักศึกษา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนคำถามและข้อคิดเห็นร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอย่างทั่วถึง นับเป็นนิมิตหมายอันดียิ่งที่เพลงเรื่องจะมีผู้สืบทอดในทศวรรษต่อไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/271504/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rvIw1RCLVwBrwyzICF7W-

  • สวธ. เปิดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระพันปีหลวง” | TOPNEWS

    สวธ. เปิดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระพันปีหลวง” | TOPNEWS

    ด้าน นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งระดับชาติ และนานาชาติ โดยการนำศิลปวัฒนธรรมในหลายด้านมาจัดแสดงในรูปแบบกิจกรรมและการแสดง ที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ตลอดจนการที่ได้อนุรักษ์ สืบสาน ต่อยอดเพื่อฟื้นฟู ส่งเสริม และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย รวมทั้งการแสดงจากนานาชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สถาบันวัฒนธรรมศึกษา จึงได้จัดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และการนันทนาการทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในสุนทรียภาพของวัฒนธรรมและศิลปะต่าง ๆ และเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกิจกรรมดังกล่าว เป็นการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน ถึง 7 ธันวาคม 2568 ณ อาคารอเนกประสงค์ ทั้งนี้ การแสดงต่าง ๆ ได้บูรณาการร่วมกับเครือข่ายของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม สมาคม สถาบันการศึกษา เป็นต้น

    ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Cultural Centre) เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมีสถานที่ที่สามารถใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้แก่ หอประชุมใหญ่ หอประชุมเล็กและอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งสามารถรองรับการเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฉะนั้น จึงได้จัดทำโครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม กิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและการนันทนาการทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้แก่เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และเป็นการเปิดพื้นที่/เวที ทางวัฒนธรรม (Open Spaces & Stages) และเป็นสังคมที่เปิดกว้าง (Open Society) ที่ส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมและการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในสุนทรียภาพ (Aesthetics) ของวัฒนธรรมและศิลปะด้านต่าง ๆ อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าว สามารถบูรณาการร่วมกับเครือข่ายของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ครูภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น

    กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สถาบันวัฒนธรรมศึกษา ขอเชิญเข้าร่วมรับชมกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รายการแสดงดังต่อไปนี้

    วันเสาร์ที่ 15 พ.ย.2568

    รอบเวลา 11.30 – 13.30 น. การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทยชุด “งามศิลป์แผ่นดินไทย น้อมรำลึกในพระเมตตาพระพันปีหลวง” โดย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

    รอบเวลา 16.30 – 18.30 น. การขับร้องเพลงไทยสากลชุด “ในดวงใจนิรันดร์” โดย คุณสุดาชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย – ขับร้อง) ประจำปี พ.ศ.1563

    วันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย.2568

    รอบเวลา 11.30 – 13.30 น. การแสดงดนตรีไทยร่วมสมัย ชุด “จากรากแห่งรัก” วงโจงกระเบน
    โดย ร้อยเอกสมนึก แสงอรุณ ศิลปินศิลปาธร สาขาดนตรี ประจำปี พ.ศ.2567

    รอบเวลา 16.30 – 18.30 น. การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “ศิลปะไทยใต้ร่มพระบารมี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

    วันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 2568

    รอบเวลา 11.30 – 13.30 น. การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “ฟื้นศิลป์สืบสาน ร้อยรักภักดี แด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

    รอบเวลา 16.30 – 18.30 น. การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “สรรพศิลป์แผ่นดินไทย น้อมถวายอาลัยนิรันดร์” โดย โรงเรียนสาธิต มศว.(ฝ่ายประถม)

    วันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย.2568

    รอบเวลา 11.30 – 13.30 น. การแสดงวงดนตรีไทยเครื่องสายผสมปี่พาทย์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ชุด “มศว.น้อมใจ ดนตรีไทยน้อมรำลึก” โดย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    รอบเวลา 16.30 – 18.30 น. การแสดงตรีสากล ชุด “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” โดย วงดุริยางค์เครื่องลมเยาวชนไทย

    วันเสาร์ที่ 29 พ.ย.2568

    รอบเวลา 11.30 – 13.30 น. การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “หัวใจไทยสายศิลป์ น้อมรำลึกพระพันปีหลวง” โดยสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

    รอบเวลา 16.30 – 18.30 น. การแสดง ชุด หุ่นกระบอกไทย เรื่อง “พระสุธนมโนห์รา” และ การแสดง “รามเกียรติ์” ตอน พระรามตามกวาง โดย บ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย

    วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568

    รอบเวลา 11.30 – 13.30 น. การแสดงดนตรีสากล ชุด “ร้อยทำนอง ถวายรักนิรันดร์” โดยวงดุริยางค์เยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

    รอบเวลา 16.30 – 18.30 น.การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทย ชุด “พาทยกุลร้อยใจภักดี สานศิลป์ไทยถวายพระพันปีหลวง” โดย โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์

    วันศุกร์ที่ 5 ธ.ค. 2568

    รอบเวลา 16.30 – 18.30 น. การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทย ชุด “งามวิจิตรถิ่นสยาม สืบสานวัฒนธรรม เทิดไท้องค์ราชัน” โดย โรงเรียนสอนศิลปะการแสดงเชิงบวก

    วันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. 2568

    รอบเวลา 16.30 – 18.30 น.การแสดงชุด “The Eternal Grace – แม่แห่งแผ่นดินนิรันดร์ บทเพลงถวายความอาลัยแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดย คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย

    วันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2568

    รอบเวลา16.30 – 18.30 น. การแสดงชุด “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” โขน ชุด นารายณ์ปราบนนทก โดย โรงเรียนสาธิต มศว. (ฝ่ายมัธยม)

    ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1391866&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K6xPpo5d8HFO10syUKqdS

  • อุทยานฯเขาใหญ่หนาวแล้ว อุณหภูมิ 17 องศา นักท่องเที่ยวขึ้นพักผ่อนรับลมหนาวแรก

    อุทยานฯเขาใหญ่หนาวแล้ว อุณหภูมิ 17 องศา นักท่องเที่ยวขึ้นพักผ่อนรับลมหนาวแรก

    วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.18 น.

    เมื่อเวลา 17.25 น.วันที่ 15 พ.ย.68  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีเพจอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ – Khao Yai National Park โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า  …   เช้านี้ 17 องศานะ คิดถึงเขาใหญ่กันบ้างหรือเปล่าน้าาา …

    นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มรดกโลก(ในพื้นที่รอยต่อ 4 จังหวัด จ.ปราจีนบุรี จ.นครนายก จ.สระบุรี และ จ.นครราชสีมา) กล่าวว่า  ในช่วงเช้าจุดวัดอุณหภูมิ อุทยานฯ เขาใหญ่ข้างที่ทำการอุทยานฯ  วัดได้ 17 องศาเซลเซียส เป็นสัญญาณเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นที่นักท่องเที่ยวทั่วสารทิศพากันมารีบโอโซนอันดับ 7ของโลกหลังปลายฝนต้นหนาวแล้ว

    และจากที่ในวันพรุ่งนี้ ( 16 พ.ย.) ทางอุทยานฯได้มีการจัดกิจกรรมวิ่งมหากุศลครั้งประวัติศาสตร์ D Run For Life 2024-2025 มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ พบว่าในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์นี้นักวิ่งและนักท่องเที่ยวขึ้นมาพักผ่อนรับลมหนาวแรกของเขาใหญ่เตรียมร่วมกิจกรรมแล้วมากกว่า 20,000 คน

    ทั้งนี้บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีแหล่งท่องเที่ยวในมีหลากหลาย เช่น น้ำตกต่าง ๆ น้ำตกยังเต็ม อาทิ น้ำตกเหวนรก, น้ำตกเหวสุวัต, น้ำตกผากล้วยไม้, จุดชมวิว เช่น จุดชมวิว กม.30,ผาเดียวดาย , เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เช่น เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกองแก้ว, เส้นทางศึกษาธรรมชาติผากล้วยไม้ และ หอดูสัตว์ เช่น หอดูสัตว์หนองผักชี . นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆ เช่น ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำสายศร

    แต่ที่นักท่องเที่ยวนิยมที่สุดคือการพักผ่อนกางเต็นท์ ได้จัดลานกางเต้นท์ใน 2 แห่ง คือ ที่บริเวณจุดลานกางเต้นท์ลำตะคอง และ ลานกางเต้นท์สำรองลานเฮลิคอปเตอร์ หรือ ลานเขาร่ม จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมรับลมหนาวเขาใหญ่แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกในธรรมชาติใกล้กรุงเทพฯที่สุดกันได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สามารถเดินทางขึ้นอุทยานฯผ่านได้ทางด้านด่านเนินหอม ต.เนินหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี และด่านทางขึ้นศาลเจ้าพ่อฯ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นายชัยยากล่าว

    และกล่าวเพิ่มเติม   สำหรับข้อควรระวังในการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่คือ ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เช่น ม.1 ไม่ให้อาหารและสัมผัสสัตว์ป่า,  ไม่นำขยะออกจากพื้นที่,  ขับรถด้วยความระมัดระวังและใช้ความเร็วตามที่กำหนด, ห้ามนำสัตว์เลี้ยงหรือภาชนะโฟมเข้าอุทยาน

    เมื่อพบช้างป่า ให้รักษาระยะห่างอย่างน้อย 50 เมตร, อย่าบีบแตรไล่, อย่าใช้ไฟฉายกระพริบ, และอย่าจอดรถดูนานเกินไป เพราะอาจทำให้ช้างตกใจและเป็นอันตรายได้   การเดินทางและยานพาหนะ  ขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถยนต์ที่มีเสียงท่อดังเกินมาตรฐานจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า   รถยนต์มากกว่า 6 ล้อ, รถยนต์ 2 ชั้น, หรือรถยนต์สูงกว่า 3.50 เมตร ไม่อนุญาตให้เข้า การรักษาสิ่งแวดล้อมห้ามทิ้งขยะทุกชนิดภายในอุทยานฯ 

    ห้ามก่อกองไฟ การท่องเที่ยวและกิจกรรมไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นและสัตว์ป่าไม่ขีดเขียนตามสถานที่ต่างๆใช้ความระมัดระวังในการเดินตามจุดชมวิวหรือเส้นทางธรรมชาติ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายได้   อุปกรณ์ที่ควรเตรียมยาประจำตัว, ยาไล่แมลงไฟฉาย, มีดอเนกประสงค์, เชือกถุงขยะสำหรับเก็บขยะน้ำดื่มและอาหารให้เพียงพอ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454515&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tI0Rqxjlu8Bws_OF3QfUo

  • ผนึกกำลังศูนย์เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพพัฒนานวัตกรรมอาหารฟังก์ชันและฟิวเจอร์ฟู้ด ยกระดับท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไทยสู่อาหารสุขภาพ

    ผนึกกำลังศูนย์เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพพัฒนานวัตกรรมอาหารฟังก์ชันและฟิวเจอร์ฟู้ด ยกระดับท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไทยสู่อาหารสุขภาพ

    ผนึกกำลังศูนย์เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพพัฒนานวัตกรรมอาหารฟังก์ชันและฟิวเจอร์ฟู้ด ยกระดับท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไทยสู่อาหารสุขภาพ

    วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.38 น.

    Tag :

    ผนึกกำลังศูนย์เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพพัฒนานวัตกรรมอาหารฟังก์ชันและฟิวเจอร์ฟู้ด (Functional & Future Food) ยกระดับท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไทยสู่อาหารสุขภาพ

    รองศาสตราจารย์ ดร. พรรณี สวนเพลง ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (Hub of Talents in Gastronomy Tourism)  ดร.ชยพล ผู้พัฒน์ ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร. สุทธิพันธุ์ แก้วสมพงษ์ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (Hub of Talents for Microbial Biotechnology in Agriculture and Agro-Industry) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

    ประกาศความร่วมมือเชิงวิชาการในการพัฒนานวัตกรรมอาหารฟังก์ชันและฟิวเจอร์ฟู้ด (Functional & Future Food) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไทยให้เป็น “อาหารไทยในตำนาน อร่อยสุขภาพดี มีประโยชน์”โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการนำพืช ผัก และสมุนไพรท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยต่อยอดด้วยนวัตกรรมพลีไบโอติกส์ (Prebiotics) และโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นสารอาหารที่ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวม การวิจัยอาศัยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากทั้งสองศูนย์เชี่ยวชาญ โดยผสานความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพียงอร่อยตามตำรับดั้งเดิม แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและยั่งยืน

    นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังดำเนินการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารพื้นบ้านในรูปแบบ Gratro Low Carbon ซึ่งกำหนดให้เป็น “อาหารต้นทาง” ที่หาได้จากชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการบริโภค ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นชี้ว่า อาหารพื้นบ้านหลายเมนู เช่น แกงส้มผักบุ้งปลาช่อน หรือยำสมุนไพรพื้นถิ่น มีศักยภาพสูงในการเป็นอาหารคาร์บอนต่ำ หากปรับปรุงกระบวนการด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การหมักด้วยจุลินทรีย์โปรไบโอติกเพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษาไฮไลต์สำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและขนมต้นแบบ เช่น ขนมไทยผสมโพรไบโอติกจากข้าวกล้องงอกและสมุนไพร หรือเครื่องดื่มฟังก์ชันจากผักพื้นบ้านเสริมพลีไบโอติกส์ ซึ่งผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการและชุมชนนำร่อง พบว่ามีปริมาณไฟเบอร์สูง ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การพัฒนาเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน แต่ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร โดยเชื่อมโยงตำนานอาหารไทยเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

    รองศาสตราจารย์ ดร. พรรณี สวนเพลง กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นการผสานพลังระหว่างวัฒนธรรมและนวัตกรรม เพื่อให้อาหารไทยไม่ใช่แค่อร่อย แต่ยังเป็นยาและเครื่องมือท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร. สุทธิพันธุ์ แก้วสมพงษ์ เสริมว่า “เทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์จะช่วยแปลงวัตถุดิบท้องถิ่นให้เป็นฟิวเจอร์ฟู้ด ลดการพึ่งพานำเข้า และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ”ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการและชุมชนพร้อมแผนขยายผลสู่การท่องเที่ยวเชิงอาหารทั่วประเทศ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/928147&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZmGfE9695UrmdeWQLcGaR

  • เลย หนาวมาแล้ว ภูกระดึงคึกคัก 13 องศา นักท่องเที่ยวแห่ขึ้นเขากว่าพันคน รับลมหนาวต้นฤดู

    เลย หนาวมาแล้ว ภูกระดึงคึกคัก 13 องศา นักท่องเที่ยวแห่ขึ้นเขากว่าพันคน รับลมหนาวต้นฤดู

    ภูมิภาค

    เลย หนาวมาแล้ว ภูกระดึงคึกคัก 13 องศา นักท่องเที่ยวแห่ขึ้นเขากว่าพันคน รับลมหนาวต้นฤดู

    วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 15 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย เปิดเผยว่า สภาพอากาศบนภูกระดึงเริ่มหนาวเย็นตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ โดยมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปพักค้างแรมบนยอดเขาจำนวน 900 คน ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวสะสมรวมกว่า 1,200 คน บรรยากาศการท่องเที่ยวจึงคึกคักตั้งแต่ต้นฤดูหนาว และคาดว่าจะเพิ่มต่อเนื่องถึงช่วงเทศกาลปีใหม่

    นักท่องเที่ยวที่เดินขึ้นภูกระดึงในช่วงนี้จะได้สัมผัสอากาศหนาวเย็น พร้อมชมทะเลหมอกยามเช้าที่ผานกแอ่น เพลิดเพลินกับธรรมชาติบนยอดเขาสูงกว่า 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล รวมถึงชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมประจำฤดูหนาว

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แนะนำให้เตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาวให้เพียงพอ เนื่องจากอุณหภูมิช่วงกลางคืนและเช้าตรู่ลดลงเหลือ 13 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มลดลงอีกในระยะต่อไป

    สำหรับรายงานอุณหภูมิต่ำสุดของแต่ละอำเภอในจังหวัดเลยเมื่อเช้าวันนี้ (องศาเซลเซียส) ได้แก่ อำเภอเมืองเลย 18.5 องศา, อำเภอวังสะพุง 19.0 องศา, อำเภอด่านซ้าย 17.0 องศา, อำเภอเชียงคาน 19.0 องศา, อำเภอท่าลี่ 19.0 องศา, อำเภอภูกระดึง 18.9 องศา, อำเภอภูเรือ 15.5 องศา, อำเภอนาแห้ว 16.0 องศา, อำเภอปากชม 18.0 องศา, อำเภอนาด้วง 19.0 องศา, อำเภอภูหลวง 19.0 องศา, อำเภอผาขาว 20.0 องศา, อำเภอเอราวัณ 19.0 องศา และอำเภอหนองหิน 17.0 องศา

    ส่วนพื้นที่ยอดดอยและอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 13.0 องศา, อุทยานแห่งชาติภูเรือ 12.0 องศา, เขตห้ามล่าสัตว์ป่าภูหลวง (ภูเรือ) 11.0 องศา, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (ภูเรือ) 12.5 องศา และอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย (นาแห้ว) 16.0 องศา

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454467&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qxLo6JUOn5CtR4DphRi9p

  • เปิดงาน “แม่ฮ่องสอนไบค์ไนท์ 2025” ดึงบิ๊กไบค์พิชิต 4,088 โค้ง กระตุ้นท่องเที่ยวออนเดอะโรด

    เปิดงาน “แม่ฮ่องสอนไบค์ไนท์ 2025” ดึงบิ๊กไบค์พิชิต 4,088 โค้ง กระตุ้นท่องเที่ยวออนเดอะโรด

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดกิจกรรม “MaeHongSon Bike Night 2025” รวมกว่า 250 ไบค์เกอร์ ร่วมพิชิต 4,088 โค้ง หนุนท่องเที่ยวออนเดอะโรดและเพิ่มวันพัก

    วันที่ 15 พ.ย.68 นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัด แม่ฮ่องสอน ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม แม่ฮ่องสอนไบค์ไนท์ (MaeHongSon Bike Night )2025 ณ สวนหมอกคำรีสอร์ท อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน โดยกิจกรรมดังกล่าว มีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด สุโขทัย ททท สำนักงานแม่ฮ่องสอนหัวหน้าส่วน ราชการทุกท่าน และคณะ ไบค์เกอร์ (Biker Club )และ คณะ แม่ฮ่องสอน เมมโมเรียล คลับ MaeHongSon Memmorieal Club

    นายภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงานต่อ ผวจ.แม่ฮ่องสอน ว่า ทางสมาคม ฯ ได้กำหนดจัดกิจกรรมแม่ฮ่องสอน ไบค์ไนท์ (MaeHongSon Bike Night )2025 ครั้ง ที่ 1 จำนวน 250 ไบค์เกอร์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนในมิติแม่ฮ่องสอน ออนเดอะโรด ( MaeHongSon On The Road ) พิชิต 4088 โค้ง ( 4088 Curves ) และเพิ่ม จำนวนวันเข้าพักใน พื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก ภาคี เครือข่ายผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและ ททท สำนักงานแม่ฮ่องสอน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ได้ให้ความสนับสนุน กิจกรรม แม่ฮ่องสอนไบค์ไนท์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนสืบไป

    #ภูมิภาค-05

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/110658&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HHqBSv2pCkeSr63GmhL2x

  • สหรัฐตั้งป้อมกดไทยสงบศึกกัมพูชา ระงับเจรจาภาษี ชี้หาตลาดส่งออกใหม่ไม่ง่าย ปล่อยไว้นานกระทบเศรษฐกิจ

    สหรัฐตั้งป้อมกดไทยสงบศึกกัมพูชา ระงับเจรจาภาษี ชี้หาตลาดส่งออกใหม่ไม่ง่าย ปล่อยไว้นานกระทบเศรษฐกิจ

    “สหรัฐ” ตั้งป้อมกด “ไทย” สงบศึก “กัมพูชา” ระงับเจรจาภาษี นักวิชาการประเมิน นายกฯ ต้องเลือกระหว่างความมั่นคงริมชายแดน กับผลกระทบเศรษฐกิจ ชี้หาตลาดส่งออกใหม่แทนไม่ง่าย แต่ยังมีระยะเวลาในการเจรจาใหม่อีกรอบถึงปลายปีนี้

    วันนี้ (15 พ.ย.68) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า รองผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกา แจ้งว่าขอระงับการเจรจากรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งจะกลับมาเจรจาข้อตกลงอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่าจะกลับเข้าสู่ Joint Declaration ไทย-กัมพูชา ปฏิบัติตาม ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา หวังว่าจะสามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้โดยเร็ว

    หลังไทยได้ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยมีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริการ่วมเป็นพยาน โดยหลังจากนั้นมีข้อตกลงถอนอาวุธหนักตามแนวชายแดนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่ทางฝ่ายกัมพูชา ยังไม่มีท่าทีที่จะร่วมมือในการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดนตามสัญญา จนล่าสุดทหารไทยได้เหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2568 บริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

    หลังจากนั้นนายกฯ อนุทิน ได้ลงพื้นที่และประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่ลงนามไว้ทั้งหมด แต่หลังจากนั้นก็มีการยิงยั่วยุมาจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งล่าสุดสหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศสั่งระงับการเจรจาภาษี ในการนำสินค้าไทยส่งออกไปอเมริกาทั้งหมด จนคาดว่าอาจจะได้รับผลกระทบกับเศรษฐกิจการส่งออกของไทยหลังจากนี้

    กำแพงภาษีของสหรัฐที่ตั้งไว้สูง ถือเป็นกับดักที่ไทยต้องเผชิญ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI วิเคราะห์ให้ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ฟังว่า การระงับการเจรจาภาษีของสหรัฐอเมริกาต่อไทยเป็นอะไรที่ทำได้ยาก สัญญาณที่ส่งมาแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาต้องการให้ไทยสงบศึกกับกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่า ไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายด้านความมั่นคง ได้โดยง่าย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

     กรณีนี้ไทยต้องบาลานซ์ให้ดี และต้องเลือกระหว่างว่าจะเลือกความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ ถ้าเลือกเรื่องความมั่นคงก็จะทำให้การเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกาล่าช้าไปอีก แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรื่องเศรษฐกิจก่อนจะกระทบกับความมั่นคงริมชายแดน

    เมื่อถามว่าการถูกระงับจากสหรัฐอเมริกาจะกระทบต่ออุตสาหกรรมส่งออกใดบ้าง ได้รับคำตอบว่า ตอนนี้ยังไม่เห็นผล เพราะว่ากรอบการเจรจายังอยู่ในเงื่อนไข ซึ่งยังมีระยะเวลาตามที่ประกาศมาอยู่ในช่วงปลายปี

    แต่ในทางกลับกัน การชะลอเรื่องภาษี และลากยาวไปถึงปลายปี จะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ซึ่งสหรัฐอาจจะมองว่าไทยไม่จริงใจในการเจรจาเรื่องภาษี และเป็นผลร้าย หากสหรัฐเริ่มเพิ่มการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทย ตัวอย่างเช่น แคนาดา ที่เมื่อทำไม่ถูกใจทรัมป์ สหรัฐก็ประกาศว่าจะขึ้นภาษีทันที

    สิ่งนี้คือความยากลำบากเพราะว่าที่ผ่านมารัฐบาลก็ไม่อยากจะแตะเรื่องความมั่นคง ซึ่งพยายามให้ทหารนำก่อน โดยเฉพาะโมเดลการโยนทุกอย่างให้ทหารตัดสินใจก็ต้องระวังว่า จะกระทบกับเศรษฐกิจได้

    แต่เวลานี้เรายังมีเวลาในการที่จะเจรจาใหม่ ดังนั้นยังไม่ต้องรีบ แต่ก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงที่ทรัมป์ จะอารมณ์เสียแล้วก็ขึ้นภาษีไทยได้

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าควรจะกลับไปเจรจากับสหรัฐเรื่องภาษีใหม่อีกครั้งเมื่อไหร่ ได้รับคำตอบว่า ไม่สามารถบอกได้ เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นคนที่มีความแปรปรวนด้านอารมณ์สูง บางครั้งนึกอยากจะมาเร่งเรื่องนี้โดยเร็วหรือช้าก็ได้

    ก่อนหน้านั้นคุณอนุทิน นายกรัฐมนตรีไทย ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าว และประกาศว่าสันติภาพได้จบแล้ว แต่หลังจากมีการประกาศขึ้นภาษี ในเชิงเศรษฐกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการส่งออกไทยต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐค่อนข้างมาก ทั้งสินค้าต่างๆ ที่เราผลิตส่งออกไปเอง กับสินค้าอีกหลายอย่างที่เราผลิตในไทย แล้วส่งไปยังสหรัฐอเมริกา

    การหาตลาดส่งออกใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นรัฐบาลควรต้องพิจารณาว่าจะทำยังไงให้สามารถเคลื่อนต่อไปได้ในเชิงของเศรษฐกิจและความมั่นคงริมชายแดน

    ไทม์ไลน์ระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา

    ไทม์ไลน์การระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา และคำประกาศของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีดังนี้

    1. การลงนามปฏิญญาสันติภาพ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568

    เหตุการณ์: ประเทศไทยและกัมพูชา (นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต) ลงนามใน ปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคง 4 ข้อ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงการประชุมอาเซียน

    สักขีพยาน: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (สหรัฐฯ) และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม (มาเลเซีย/ประธานอาเซียน)

    2. ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

     วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ จนได้รับบาดเจ็บ โดยมี 1 นายต้องสูญเสียขา การตรวจสอบของไทย: ผู้ร่วมสังเกตการณ์หลายประเทศยืนยันว่า ทุ่นระเบิดทั้ง 4 ทุ่น เป็นทุ่นระเบิดใหม่ ที่มีการลักลอบเข้ามาวางในเขตพื้นที่ของไทย หลังวันที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามในปฏิญญาฯ

    3. นายกฯ อนุทิน ประกาศ “สันติภาพมันจบลงแล้ว”

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการอินทุมาน (ภูมะเขือ) เพื่อให้กำลังใจกำลังพล และประกาศท่าทีของรัฐบาลอย่างชัดเจน นายกฯ อนุทิน ประกาศว่า “สิ่งที่เราได้มีข้อตกลงกันไว้ เพื่อจะเดินไปสู่การมีสันติภาพ มันจบลงแล้ว” และ “ณ ขณะนี้ 4 ข้อในปฏิญญาประเทศไทยไม่ปฏิบัติแล้ว”

    การดำเนินการ: รัฐบาลไทยจะระงับการดำเนินการภายใต้เนื้อหาที่ระบุไว้ในปฏิญญาทั้ง 4 ข้อ และจะดำเนินการในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทย โดยไม่จำเป็นต้องไปหารือหรือปรึกษาใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สนใจการขอรื้อฟื้นจากมาเลเซีย และเมินการรายงานต่อประธานาธิบดีทรัมป์ โดยอ้างว่าไทยเป็นประเทศอธิปไตย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2895803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z8Q6hLwLwz-kGOjBo5av6

  • UOB เผยอินไซต์คนไทย ยอมกู้เงิน เพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์-ซื้อประสบการณ์ ดันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในอาเซียน!

    UOB เผยอินไซต์คนไทย ยอมกู้เงิน เพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์-ซื้อประสบการณ์ ดันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในอาเซียน!

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025

    ถึงวันนี้คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะโตต่ำ เมื่อเทียบกับหลายประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งคนไทยยังต้องแบกรับค่าครองชีพสูงขึ้น และต้องการยกระดับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้ดีขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ หนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบันพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตามท่ามกลางโจทย์ใหญ่มากมาย พบว่าคนไทยให้ความสำคัญกับการออม-การลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะ Gen Z ที่แม้วันนี้คนกลุ่มนี้ยังมีรายได้ หรือเงินในกระเป๋าไม่มาก เมื่อเทียบกับ Gen Y, Gen X แต่ก็สะท้อนได้ว่าคนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB) ร่วมกับ บริษัท Boston Consulting Group (BCG) จัดทำรายงาน ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2025 ครอบคลุมใน 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์, ไทย, มาเลเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทย พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

    UOB ACSS 2025

    จับทิศเศรษฐกิจไทย คาด GDP โต 2% – ความมั่งคั่งกระจุกอยู่ในกลุ่มคนเพียง 10% ของประเทศ

    ด้านเศรษฐกิจ ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตค่อนข้างต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยคาดว่าในปี 2025 GDP ประเทศไทยจะเติบโต 3% แต่ ณ ปัจจุบันยังอยู่ในระดับ 2%

    ขณะที่การถือครองความมั่งคั่ง (Wealth) พบว่า 67% ของความมั่งคั่งในไทย กระจุกอยู่แค่คนเพียง 10% ของประชากรไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราที่มากสุดในอาเซียน และใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา

    อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยจะมี GDP โตต่ำ และมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองบ่อย แต่ BCG มองว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงของเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศอื่นในอาเซียน เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะ นั่นคือ ยังคงมีเสถียรภาพและความยืดหยุ่นด้านเศรษฐกิจ (Stability & Resilience) จึงได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

    3 ความกังวลใหญ่ของคนไทย และการรับมือต่อค่าครองชีพสูง

    เมื่อเจาะลึกถึงเรื่องที่คนไทยกังวลมากที่สุด พบ 3 อันดับแรกคือ

    อันดับ 1 ภาวะเงินเฟ้อ

    • อาเซียน 59%
    • ไทย 61%

    อันดับ 2 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติและมลพิษ

    • อาเซียน 56%
    • ไทย 57%

    อันดับ 3 พบว่ามีความแตกต่างกันระหว่างคนในอาเซียน กับคนไทย

    • คนในอาเซียน กังวลนโยบายภาษีทรัมป์ 55%
    • คนไทยกังวลค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 55%

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    นอกจากนี้ยังพบว่าค่าใช้จ่ายของคนไทยโดยรวมเพิ่มขึ้น 10% คือ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มาจาก 3 หมวดหลัก

    • อาหาร +7%
    • การเดินทาง +3%
    • ซูเปอร์มาร์เก็ต +21%

    ส่วนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    • ผู้บริโภคทั่วไป (รายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน): ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,900 บาทต่อเดือน
    • ผู้บริโภคกำลังซื้อสูง หรือ กลุ่ม Affluent (รายได้เกิน 200,000 บาทต่อเดือน): ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 41,000 บาทต่อเดือน

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    ขณะที่การตอบสนองของผู้บริโภคต่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ

    ผู้บริโภคทั่วไป (รายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท)

    • 48% ติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด
    • 45% มองหาส่วนลดก่อนซื้อสินค้า หรือบริการ

    ผู้บริโภคกำลังซื้อสูง หรือ Affluent (รายได้เกิน 200,000 บาท)

    • 30% บริหารจัดการด้วยการลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย (กังวลน้อยกว่ากลุ่มคนทั่วไป)
    • 27% มองหาแหล่งรายได้เสริม เช่น รายได้จากการลงทุน หรือรายได้จากปล่อยเช่าคอนโด/อพาร์ทเมนท์ ซึ่งเป็น Passive income

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    อินไซต์พฤติกรรมการใช้จ่าย แม้เศรษฐกิจโตต่ำ แต่คนไทยยอมกู้ยืมเงิน เพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์และซื้อประสบการณ์

    ขณะที่ผลกระทบจากเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น BCG ฉายภาพว่าแม้ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำ แต่ในด้านความต้องการ หรือความอยากได้ (Want) ไม่ได้ลดลงมาก พบว่า

    • 66% ของกลุ่มตัวอย่างคนไทย หยิบยืม หรือกู้ยืมเงิน เพื่อไปถึงเป้าหมาย นั่นคือ ยกระดับไลฟ์สไตล์ที่ดีขึ้น ยิ่งกลุ่มคนที่มีฐานรายได้สูง หรือ Affluent ยิ่งมีความต้องการใช้จ่าย เพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์มากขึ้น

    นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ ถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น

    • 3 ใน 4 ของผู้บริโภคทั้งกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง, ผู้บริโภคที่มีฐานปานกลาง และกลุ่ม Gen Y, Gen Z พร้อมจ่ายมากขึ้น เพื่อซื้อประสบการณ์

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    อย่างพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้ากำลังซื้อสูง พบว่ามี 3 หมวดที่โต ซึ่งเป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์หรือไลฟ์สไตล์ ได้แก่

    • ความสามารถในการใช้จ่ายสินค้าเพื่อความบันเทิงสูง +23%
    • การรับประทานอาหารนอกบ้าน +17%
    • การเดินทางท่องเที่ยว +13%

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    สอดคล้องกับข้อมูลประเภทการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคทั่วไป นอกจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว การใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน 

    • 46% ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
    • 44% ด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต
    • 38% ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ และสินค้าหรูหรา
    • 32% การรับประทานอาหาร
    • 26% เสื้อห้าและสินค้าเพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล

    นอกจากนี้ผู้บริโภคทั่วไปมีการปรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าเช่นกัน

    • 49% ก่อนซื้อสินค้าอะไรก็ตาม จะมองหาส่วนลด ก่อนซื้อ/ก่อนจ่ายเงิน
    • 47% ใช้เวลานานในการตัดสินใจซื้อสินค้า
    • 45% ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการซื้อสินค้า

    การใช้เวลานานในการตัดสินใจซื้อ และซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นพฤติกรรมที่ไปด้วยกัน เนื่องจากตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา คนชื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น แต่ใช้เวลานานขึ้น เพื่อเปรียบเทียบสินค้า และดูรีวิว

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    เมื่อเจาะลึกทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงิน ระหว่างคน 2 กลุ่ม คือ Gen Y – Gen Z กับ ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ต่อคำถามที่ว่าใช้เงินตอนนี้ กังวลเรื่องอนาคตไหม ? พบว่า

    • 73.5% ของ Gen Y, Gen Z ชอบที่จะใช้เงินตอนนี้เลย มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต
    • 85% ของ Affluent ชอบที่จะใช้เงินตอนนี้เลย ไม่ได้มีความกังวลเรื่องอนาคต

    รวมทั้งต่อคำถามที่ว่าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย กังวลไหม ? พบว่า

    • 72.5% ของ Gen Y, Gen Z บอกว่าไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย
    • 82% ของ Affluent ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย

    นอกจากนี้กับคำถามที่ว่ามีความคาดหวังจากสังคม หรือแรงกดดันจากการออมเงินไหม ? พบว่า

    • 79% ของ Gen Y, Gen Z รู้สึกกังวลต่อความคาดหวังทางสังคม หรือแรงกดดันจากคนรอบข้าง ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก
    • ใกล้เคียงกับกลุ่ม Affluent ที่มีมากถึง 80% รู้สึกกังวลต่อความคาดหวัง หรือแรงกดดันจากสังคม-คนรอบข้าง ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    “ความต้องการยกระดับไลฟ์สไตล์ สะท้อนไปถึงตัวเลข “หนี้ครัวเรือนไทย” ที่พุ่งสูงขึ้นตามมา ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มากกว่า 80% ถือว่าเป็นความเสี่ยงและมากที่สุดในอาเซียน” คุณจอหน์ วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ BCG ประเทศไทย ขยายความเพิ่มเติม

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand
    คุณจอหน์ วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ BCG ประเทศไทย

    คนไทยเป็นหนี้บัตรเครดิตลดลง หันไปกู้เงินจากครอบครัว-เพื่อนเพิ่มขึ้น  

    ผลสำรวจพบว่า 3 ใน 4 ของผู้บริโภค หรือประมาณ 75% ของผู้บริโภค มีสินเชื่อเฉลี่ย 2.3 รายการ แบ่งเป็นสินเชื่อหลัก

    • 39% สินเชื่อบุคคล
    • 38% สินเชื่อบัตรเครดิต
    • 31% สินเชื่อรถยนต์
    • 21% สินเชื่อบ้าน

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ส่วนแนวโน้มการกู้ยืม พบว่าคนไทยเป็นหนี้บัตรเครดิตลดลง และหันไปกู้ยืมจากครอบครัว หรือเพื่อนมากขึ้น

    • การกู้ยืมเงินผ่านบัตรเครดิตลดลงจาก 49% ในปี 2024 เป็น 38% ในปี 2025 เนื่องจากรายได้ไม่ได้โตขึ้นมาก เห็นได้จากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะองค์กร และผู้บริโภคเริ่มรัดเข็มขัด เพราะฉะนั้นจึงบริหารจัดการรายจ่ายให้ลดลงจากปีที่แล้ว
    • ตรงกันข้ามกับการกู้ยืมจากครอบครัว และเพื่อนฝูงเพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2024 เป็น 12% ในปี 2025 เนื่องจากปีที่แล้วเป็นปีที่ตัวเลขหนี้เสียเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งไม่สามารถมีเครดิตไปกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ จึงไปกู้เงินจากเพื่อน หรือคนในครอบครัวมากขึ้น

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ส่วนการชำระหนี้ พบว่า เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ 80% ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนตรงตามเวลาอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่อีก 20% มีแนวโน้มจ่ายเงินคืนล่าช้า

    • จากการสำรวจพฤติกรรม Gen Z มีแนวโน้มจ่ายเงินล่าช้า และยอมจ่ายดอกเบี้ย แม้จะทราบว่าการจ่ายล่าช้า มีดอกเบี้ย หรือต้องจ่ายค่าปรับก็ตาม
    • สาเหตุของการชำระเงินล่าช้า หรือไม่ตรงต่อเวลาการชำระเงิน มาจาก 2 ปัจจัยหลัก: 1. ขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการเงิน และ 2. มีรูปแบบรายได้ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ จึงไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    คนไทยให้ความสำคัญด้านการเงินมากขึ้น

    ในผลสำรวจนี้ ได้ถามถึงความมั่นใจในสถานะทางการเงินของคนไทย พบว่า

    • 39% มั่นใจในสถานะการเงิน
    • 69% ไม่มั่นใจในสถานะการเงิน

    เมื่อเจาะลึกความรู้ด้านการเงินในกลุ่มคนไทย ประกอบด้วยการออม, การลงทุน, ประกัน, แผนเกษียณ พบว่า

    การออม

    คนไทยทั่วไป

    • 7 ใน 10 หรือ 74% มีการออม
    • ออมอย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน

    คนไทยกำลังซื้อสูง

    • 9 ใน 10 หรือ 88% มีการออม
    • ออมอย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน

    ลูกค้า Affluent โตทั้งจำนวนลูกค้าที่มาฝากเงิน และยอดเงินฝาก อย่างกลุ่มลูกค้า UOB กำลังซื้อสูง รายได้ 200,000 บาทต่อเดือน พบว่าเซ็กเมนต์นี้มีจำนวนลูกค้าฝากเงินเพิ่มขึ้น 28% ในปีที่ผ่านมา และยอดเงินฝากรวมของลูกค้าเซ็กเมนต์นี้ โตขึ้น 21%

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ขณะที่ลูกค้า Gen Y, Gen Z เป็นกลุ่มนี้มีการใช้งานดิจิทัลแบงก์กิ้งสูง พบว่า

    • Gen Y เปิดบัญชีเงินฝากเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ยอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 4%
    • Gen Z เปิดบัญชีเงินฝากเพิ่มขึ้น 48% เทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนยอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 19%

    แต่เมื่อดูเงินฝากโดยเฉลี่ยแล้ว พบว่า Gen Y สูงกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 78,000 บาทต่อบัญชี ขณะที่ Gen Z มีเงินฝากเฉลี่ย 41,000 บาทต่อบัญชี แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม Gen Z อายุยังน้อย อยู่ในวัยเริ่มทำงาน แต่มีความเข้าใจดิจิทัล และเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนและบริหารการเงิน

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    การลงทุน

    ผู้บริโภคกำลังซื้อสูง มีความกระตือรือร้นในการลงทุนมากขึ้น สะท้อนถึงความรู้ทางการเงินที่มากว่า

    • 70% ขอบผู้บริโภคกำลังซื้อสูง มีการลงทุนเกิน 10% ของรายได้ต่อเดือน โดยจำนวนธุรกรรมและมูลค่าการลงทุนเฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ประมาณ 4.6 รายการ
    • ขณะที่ลูกค้าทั่วไป จำนวนธุรกรรมและมูลค่าการลงทุนเฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ประมาณ 3.3 รายการ

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ประกันภัย
    • ปี 2025 ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง มีแนวโน้มจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะรักษาระดับการจ่ายเบี้ยประกันภัยไว้เท่าเดิม
    • เมื่อเจาะลึกประกันประเภทต่างๆ เทียบ 2024-2025 พบว่าเติบโตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นประเภทประกันภัยต่างๆ ประกันชีวิตและทุพพลภาพถาวร (TPD) รวมถึงประกันโรคร้ายแรง มีการเพิ่มขึ้น รวมถึงประกันสุขภาพ (Health Insurance) ถือว่าโตมากสุดที่ 43%
    • การเติบโตของประกัน สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยตระหนักรู้ถึงการมีความคุ้มครอง ทั้งประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพ

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    แผนการเกษียณ

    70% ของคนไทยมีแผนการเกษียณ ขณะที่อีกกว่า 30 % ยังไม่มีแผนการเกษียณที่ชัดเจน เนื่องจากผัดวันประกันพรุ่ง, ยังมีเงินออมไม่เพียงพอ, มองว่าการเกษียณยังอยู่อีกไกล 

    อย่างไรก็ตามมากกว่า 50% ของคนไทยบอกว่าอยากเกษียณหลังอายุ 60 ปี นั่นหมายความว่าผู้บริโภคเริ่มกังวลเรื่องรายได้หลังเกษียณ จึงพร้อมทำงานนานขึ้น เพื่อรองรับการเกษียณ

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ส่วนจำนวนเงินที่คนไทยโดยเฉลี่ยต้องการสำหรับการเกษียณ เพื่อรักษาระดับการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เหมือนเดิม พบว่า

    • ผู้บริโภคทั่วไปต้องการเงินสำหรับการเกษียณ 9 ล้านบาท
    • กลุ่มกำลังซื้อสูง ต้องการเงินสำหรับการเกษียณอย่างน้อย 10 ล้านบาท

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    สรุปอินไซต์ผู้บริโภคไทยจากรายงานผลสำรวจครั้งนี้ ปี 2025 เป็นปีที่ผู้บริโภคไทยใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งในชีวิตประจำวัน และให้ความสำคัญกับหมวดการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับเทรนด์ Longevity ที่เน้นการมีสุขภาพกายและใจที่ดีในระยะยาว

    1. ผู้บริโภคเตรียมความพร้อมการทำงานนานขึ้น
    2. ต้องเตรียมตัววางแผนการเงิน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายและรักษาคุณภาพชีวิตแบบเดิมไว้
    3. ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น จึงวางแผนเผื่อค่าใช้จ่ายด้านนี้ เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี อาหารเสริม ฟิตเนส รวมทั้งเพิ่มประกันความคุ้มครองความเสี่ยงจากโรคร้ายแรง
    4. เน้นการลงทุนที่มั่นคง และกระจายความเสี่ยง สำหรับกลุ่มกำลังซื้อสูงจะลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ มีความรู้ความเข้าใจการลงทุน และวางแผนทางการเงินมากขึ้น
    UOB Thailand
    คุณยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย

    “ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังรักษาความสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้จ่ายเพื่อพัฒนาตนเอง และดูแลสุขภาพ สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ พร้อมกับการเตรียมความพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้

    แต่ขณะเดียวกันยังพบว่าคนไทยหลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น ช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งเป้าหมายของธนาคาร คือ การช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ ผ่านเครื่อมือและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้พวกเขามีอิสระในการใช้ชีวิต โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของตนเอง”คุณยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สรุปทิ้งท้ายถึงผลสำรวจ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) 2025

    BCG & UOB

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.marketingoops.com/reports/uob-x-bcg-asean-consumer-sentiment-study-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20tHBCA8gfzIWYb9xcDLzd