Blog

  • ธุรกิจโรงแรมกับการเป็น Green Hotel : ยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อโลกที่ดีขึ้นของทุกคน

    ธุรกิจโรงแรมกับการเป็น Green Hotel : ยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อโลกที่ดีขึ้นของทุกคน

    ธุรกิจโรงแรมกับการเป็น Green Hotel : ยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อโลกที่ดีขึ้นของทุกคน


    19/11/2568 | 68 |

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อย โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน น้ำ การใช้พลาสติก หรือปริมาณขยะที่เกิดจากผู้เข้าพักจำนวนมากในแต่ละปี แนวคิด Green Hotel หรือ “โรงแรมสีเขียว” จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการบริการที่มีคุณภาพ กับความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้

    Green Hotel คือโรงแรมที่บริหารจัดการด้วยหลักการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบอาคาร การจัดการพลังงาน การใช้น้ำ การบริหารขยะ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการส่งเสริมพฤติกรรมรักษ์โลกให้ผู้เข้าพัก

    ทำไมโรงแรมยุคใหม่ต้องก้าวสู่ Green Hotel?

    1. ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

    นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและนักเดินทางต่างชาติ มักเลือกที่พักที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจน เช่น ลดพลาสติก หรือมีระบบจัดการพลังงานที่ดี

    2. ลดต้นทุนในระยะยาว

    ระบบไฟประหยัดพลังงาน หลอด LED โซลาร์เซลล์ หรือการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

    3. ยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กร

    การเป็น Green Hotel สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าและพันธมิตร เพิ่มโอกาสการร่วมมือทางธุรกิจ และยังสอดคล้องกับมาตรฐานด้าน ESG ที่บริษัทท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญ

    4. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดโลกร้อน

    โรงแรมที่ลดการปล่อยคาร์บอน ลดของเสีย และใช้พลังงานหมุนเวียน คือผู้เล่นสำคัญในการช่วยให้เมืองท่องเที่ยวปลอดมลพิษและยั่งยืนขึ้น

    องค์ประกอบสำคัญของการเป็น Green Hotel

    1. การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    • ใช้ระบบไฟอัจฉริยะ ปิด–เปิดอัตโนมัติ
    • ใช้เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน
    • ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าสำหรับพื้นที่ส่วนกลาง

    2. การใช้น้ำอย่างคุ้มค่า

    • ติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำ เช่น หัวก๊อกลดแรงดัน
    • ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำกลับมาใช้รดต้นไม้
    • ใช้เครื่องซักผ้าที่ใช้พลังงานและน้ำต่ำ

    3. ลดการใช้พลาสติกและของใช้ครั้งเดียว

    • งดขวดน้ำพลาสติก ใช้ระบบน้ำดื่มรีฟิล
    • ใช้แชมพู–สบู่แบบรีฟิลแทนขวดเล็ก
    • ส่งเสริมภาชนะย่อยสลายได้ในร้านอาหารโรงแรม

    4. การบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ

    • มีจุดคัดแยกขยะที่ชัดเจน
    • นำของเหลือจากครัวไปทำปุ๋ยอินทรีย์
    • รีไซเคิลวัสดุจากการปรับปรุงอาคารหรือเฟอร์นิเจอร์

    5. การออกแบบอาคารและพื้นที่สีเขียว

    • ใช้แสงธรรมชาติลดการใช้ไฟ
    • ปลูกต้นไม้รอบอาคารเพื่อลดอุณหภูมิ
    • ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    6. การมีส่วนร่วมของผู้เข้าพัก

    โรงแรมสีเขียวมักรณรงค์ผ่านป้ายหรือการสื่อสาร เช่น
    “ใช้ผ้าเช็ดตัวซ้ำเพื่อลดการซัก”
    “ช่วยแยกขยะก่อนทิ้ง”
    ทำให้ผู้เข้าพักมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    Green Hotel = ประสบการณ์ที่ดี + โลกที่ดีขึ้น

    นอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว โรงแรมสีเขียวหลายแห่งยังมอบประสบการณ์ที่อบอุ่นและมีเอกลักษณ์ เช่น เมนูอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น การตกแต่งที่กลมกลืนกับธรรมชาติ หรือกิจกรรมสโลว์ไลฟ์สำหรับนักเดินทาง ส่งผลให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและประทับใจมากยิ่งขึ้น

    ก้าวต่อไปของธุรกิจโรงแรม

    ในยุคที่โลกกำลังก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero โรงแรมที่มีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนจะได้เปรียบทั้งด้านการแข่งขันและภาพลักษณ์ ผู้ประกอบการที่เริ่มลงมือวันนี้ ไม่เพียงสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ แต่ยังร่วมสร้างอนาคตการท่องเที่ยวที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อโลก


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/443436&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Bm_wtLLsJhl4fBbEcpzr

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”แนะ! ทางรอดเร่งปรับโครงสร้าง 3 ภาคการผลิต จับตาเลือกตั้ง 69 หวั่นกระทบเครดิตเรตติ้งประเทศ

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวภายในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ของ TDRI ในหัวข้อ เครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ ว่า ในปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยแทบจะต่ำสุดในเอเชียตะวันออก หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้อัตราว่างงานไม่มาก แต่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง

    สาเหตุที่ประเทศไทยมีการเติบโตช้า จนอาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเติบโตแซงหน้าได้ ในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปี นั้น เนื่องจากประเทศไทย เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป เห็นได้จากทุกรัฐบาลที่เข้ามา มีความต้องการที่อยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อให้เห็นผลไว

    แต่การที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้นต้องใช้เวลาที่นานพอสมควร ซึ่งทุกรัฐบาลควรจะเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 

    โดยการที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้น นายสมเกียรติ ระบุว่า จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการสร้างงานที่ดี (Good Jobs) ให้กับประชาชน ซึ่งหากไม่สามารถสร้างงานที่ดีให้คนไทยทำ ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีธุรกิจสีเทามากขึ้น ทั้งความเสี่ยงต่อการฟอกเงินรวมถึงการเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพอย่างคอลเซ็นเตอร์เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างงานที่ดีให้แก่คนไทย

    ในต่างประเทศทั่วโลก เวลาพรรคการเมืองหาเสียง จะแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชนเพื่อจะได้รายได้ที่ดี แต่ในกรณีของประเทศไทย เราแทบไม่ค่อยได้เห็นเรื่องแบบนี้ แต่กลับได้ยินเฉพาะว่ารัฐบาลจะให้หรือแจกอะไรฟรีให้กับประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทั้งสิ้น และหลังจากนั้นสภาพเศรษฐกิจก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม

    นายสมเกียรติ ระบุว่า การสร้างงานที่ดีให้กับประชาชน นั้น รัฐบาลต้องปรับปรุงที่โครงสร้างภาคการผลิต ใน 3 ด้าน ได้แก่ 

    • ภาคเกษตร  ที่จะต้องเน้นไปสู่การทำเกษตรพรีเมี่ยม เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าที่สูงขึ้น ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็นการกระจายรายได้ให้กับประชาชนฐานรากในชุมชนต่างๆที่ทำการเกษตร
    • ภาคการบริการ ควรเน้นบริการที่ส่งออกได้ ไม่ใช่เน้นบริการเฉพาะในประเทศอย่างเดียว ซึ่งประเทศไทยมีตัวอย่างบริการที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยมีแต่บริการเฉพาะธุรกิจ Medical hub ที่ชาวต่างชาติมารักษาพยาบาลในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นฐานสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์ และซีรี่ส์ของแพลตฟอร์ม สตรีมมิ่ง ต่างๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้น และกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน
    • ภาคการผลิต ซึ่งในส่วนนี้มีโจทย์ใหญ่ คือ จีนเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าล้นตลาดทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันได้ และถ้าจะแข่งขันต้องหาจุดเด่นจุด ซึ่งจุดเด่นที่สำคัญจุดหนึ่ง คือ การผลิตสีเขียว หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของคนไทย โดยในส่วนนี้สินค้ายังสามารถขายได้ในตลาดโลก เช่น ในตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังมีความต้องการสินค้าอุปโภคของประเทศไทยอยู่

    โมเดลใหม่ของไทย ในการที่เราจะต้องสร้างงานที่ดีให้กับประชาชาขึ้นมานั้น จะไม่ใช่มีแค่ไม่กี่ธุรกิจที่คอยแบกทั้งประเทศไทยเหมือนในสมัยก่อน เพราะมันไปต่อไม่ได้แล้ว ถ้าหากมองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพียงไม่กี่ตัวที่แบกทั้งประเทศ แต่ปัจจุบันจะพบว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้

    นอกจากการพัฒนาภาคการผลิตทั้ง 3 ด้านแล้ว นายสมเกียรติ แนะนำว่าประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีทางการค้าให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอีกด้วย

    ซึ่งหากทำได้ ประเทศไทยจะยกระดับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากปัจจุบันที่ระดับประมาณ 2.3 % ให้เป็น 4.7 % ต่อปีได้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ซึ่งจะทำให้ไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ใน 16 ปีต่อจากนี้ 

    โดยโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทยจะเปลี่ยนไป ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีขนาดเล็กลง ในขณะที่ภาคบริการสมัยใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นแกนหลักในการสร้างงานที่ดี ทำให้คนไทยมีกำลังบริโภค ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม นายสมเกียรติ ระบุว่า การที่รัฐบาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเรื่องที่ดีและมีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่มีเครื่องยนต์ทั้งในเรื่องของการบริโภคและด้านการผลิต ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไปเน้นกระตุ้นด้านการบริโภคค่อนข้างเยอะ

    ในขณะที่ด้านการผลิตกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้เครื่องบิน ของไทยบินขึ้นได้แบบไม่สมดุล เพราะฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้แต่ไม่ควรมากจนเกินไป และควรกระตุ้นความเข้มแข็งในระยะยาวควบคู่ไปด้วย 

    ส่วน เรื่องความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา นายสมเกียรติ ระบุว่า เนื่องจากไทยมีจุดเด่นในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ที่ถูกบริษัทต่างชาติ เลือกมาลงทุนใน  เพราะฉะนั้นโจทย์ ของประเทศไทย คือ จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งมากระทบกับการค้า การตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ

    การรักษาพื้นที่การรักษาดินแดนเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่เรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องยั่วยุจนเกินไปก็ไม่ควรทำ เพื่อวันหลังจะได้กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดี กลับมาค้าขายร่วมกัน และทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนที่ได้รับผลกระทบที่ลดลง

    นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยถึงกรณี ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาด้านอัตราภาษีการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐ ด้วยว่า หากสหรัฐอเมริกายกเลิกการเจรจาไทยอาจเสียประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐเปิดช่องให้ไทยเจรจาลดภาษีในหลายรายการ

    สหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีการค้าเรียบร้อยแล้ว และกำหนดอัตราภาษีสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% แต่มีหลายรายการที่ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ ไม่ได้ผลิต หากนำเข้าจากไทยจะไม่กระทบตลาด และสามารถเจรจาลดภาษีเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ได้

    ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ พร้อมเจรจากับไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต้องร่วมมือกันประคับประคองการเจรจาไม่ให้หยุดชะงัก เพื่อปกป้องประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ขณะที่ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นายสมเกียรติ ระบุว่า  ปีหน้าเป็นปีเลือกตั้ง ที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ เครดิตเรตติ้ง ซึ่งจะมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ ดังนั้นรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการใช้เงินภาครัฐอย่างสมเหตุสมผล และรับผิดชอบ 

    ถ้าโชว์เหตุผลตรงนี้ได้ความสะดุดวันนี้ก็จะหายไป แต่ตอนนี้ หนี้สาธารณะอยู่ระดับที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ดังนั้นควรระมัดระวังว่าในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีในปีหน้า ถ้าทุกพรรคแข่งขันกัน ลดแลกแจกแถม ก็จะทำให้มีความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นได้

    และฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ควรตรวจสอบส่วนนี้พร้อมกับภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ต้องช่วยกันเตือนรัฐบาลที่เป็นพรรคการเมืองต่างๆ ว่าการหาเสียงให้ประชาชนได้ประโยชน์ทำได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้านการคลังด้วย

    นายสมเกียรติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ  “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ที่จะขยายเป็น 4,000 บาท สำหรับกลุ่มตกหล่น ด้วยว่า การใช้จ่ายภาครัฐสามารถทำได้ แต่ต้องชี้ชัดว่าเงินมาจากแหล่งใดและคุ้มค่าหรือไม่ หากสามารถอธิบายได้ว่าไม่กระทบวินัยการคลังเกินควร ก็ถือว่าไม่เป็นปัญหา

    พร้อมกับแนะนำว่า รัฐบาลควรพิจารณาปรับรูปแบบการจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ ลดการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หันไปพัฒนาทักษะกำลังคนไทยเพื่อสร้างความยั่งยืนและเพิ่มคุณภาพงานให้ประชาชน ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างผลประโยชน์ในระยะยาวแก่เศรษฐกิจไทย

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/261730/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QH6l3t9QjDdxTPnGDjE1G

  • CEO ‘ลามิน่า’ ร่วมประมูลศิลปะการกุศล – แนวหน้า

    CEO ‘ลามิน่า’ ร่วมประมูลศิลปะการกุศล – แนวหน้า

    บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์ และอาคารลามิน่า นำโดย นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมประมูลศิลปะการกุศลในงาน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/928923&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CVAobClAJJdNiG4sGEQyM

  • สมาพันธ์เวลเนสไทยเดินหน้าจับมือทุกภาคส่วนหนุนไทยเป็นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)อย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สมาพันธ์เวลเนสไทยเดินหน้าจับมือทุกภาคส่วนหนุนไทยเป็นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)อย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย เดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหอการค้าในแต่ละภูมิภาค และสมาคมท่องเที่ยวทุกจังหวัด เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) อย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 ที่ห้องประชุมใหญ่ โรงแรม รอยัล เมืองสมุย วิลล่า อ.สมุย จ.สุราษฎธานีสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย จัดประชุมคณะกรรมการสัญจรครั้งที่ 4/2568 โดยมีคุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปา แอนด์ เวลเนสไทยเป็นประธาน ร่วมด้วยคณะที่ปรึกษา กรรมการจากสมาคมฯ ชมรมฯ ด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นวดไทย สปาไทยและเวลเนส จากจังหวัดต่างๆในแต่ละภูมิภาค ร่วมปรึกษาหารือและร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนผู้ประกอบการด้านสุขภาพในแต่ละภูมิภาค

    เพื่อให้ภาครัฐเร่งขับเคลื่อนนโยบายด้าน เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) อย่างจริงจัง เพื่อดึงเม็ดเงินจากตลาดผู้บริโภคด้านสุขภาพทั่วโลกเข้าสู่ประเทศ โดยอ้างอิงผลสำรวจของ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า อุตสาหกรรมสุขภาพมีมูลค่าสูงกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หากประเทศไทยสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% ได้ ก็จะสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากในทุกภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

    “ทั้งนี้สมาพันธ์ฯ ซึ่งมีคณะกรรมการและสมาชิกผู้ประกอบการด้านสุขภาพในแต่ละจังหวัด พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ–เอกชน ในการพัฒนามาตรฐานธุรกิจสุขภาพ สร้างความเชื่อมโยงเครือข่าย และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Health & Wellness Hub ในระดับภูมิภาคและระดับสากล”

    ประธานสมาพันธ์สมาคมสปา แอนด์ เวลเนสไทย กล่าวอีกว่า สปาและเวลเนสไทยล้วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐเกือบทุกด้าน ถึงแม้ร่มใหญ่เราจะอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ก็ตามเริ่มจากการเข้าใช้บริการการตกแต่งสถานที่และการสืบสานวัฒนธรรมพื้นถิ่น การต้อนรับด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ สมุนไพร ต่างๆ ก็อยู่ในส่วนของกระทรวงพานิชในการผลักดันด้านสินค้า ด้านการท่องเที่ยว ด้วยเครือข่ายที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆมาช่วยผลักดันกันใช้ของในพื้นถิ่นหรือใช้สมุนไพรจากชุมชน รวมถึงการว่าจ้างงานก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน

    “เราพร้อมเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ด้านการให้บริการของแต่ละจังหวัด ในด้านWellness Tourism รวมทั้งการให้บริการด้านสุขภาพ เพื่อรองรับและเตรียมความพร้อมให้กับทุกหน่วยงาน และนักท่องเที่ยว ผู้ต้องการใช้บริการ เพื่อความสะดวกของผู้มาใช้บริการในทุกพื้นที่ประเทศไทย”

    สำหรับสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย ก่อตั้งโดยกลุ่มสมาคมและชมรมผู้ประกอบการสปาไทยแต่ละภาค ในปี พ.ศ.2547 จนถึงปัญจุบันมีเครือข่ายสมาชิกจำนวน 22 สมาคมและชมรมที่เกี่ยวข้องกับสปาและเวลเนสทั่วประเทศ

    ราชา แฉล้มล้ำ /ศูนย์ข่าวภาคตะวันตก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1396079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R44kST1-X3o-QcP3S8HXG

  • E

    E

    สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (...

    GIT ผนึกกำลัง จังหวัดจันทบุรี จัดงาน ‘เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025’ ชวนคนไทย ช้อป ชิม ชิล สัมผัสเสน่ห์ ‘นครอัญมณี’ วันที่ 5-10 ธ.ค. นี้

    สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จังหวัดจันทบุรี สมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี และพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เทศบาลเมืองจันทบุรี หอการค้าจังหวัดจันทบุรี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จันทบุรี สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจันทบุรี เคพี จิวเวลรี่ เซ็นเตอร์ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน

    เนรมิตแลนด์มาร์กสุดป๊อป ใจกลางกรุงเทพฯ สู... POP MART ปักหมุดปรากฏการณ์ใหม่ “POP LAND EXCLUSIVE FESTIVE EVENT IN THAILAND” ครั้งแรกในประเทศไทย — เนรมิตแลนด์มาร์กสุดป๊อป ใจกลางกรุงเทพฯ สู่ POP Destina…

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือ ... ททท.- เคทีซี ผนึกกำลัง “เที่ยวทั่วไทย ฮีลใจรักษ์โลก” ผลักดันการท่องเที่ยวยั่งยืน — การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไ…

    ธนาคารเอชเอสบีซี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ กา... เอชเอสบีซี สนับสนุนงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 — ธนาคารเอชเอสบีซี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมอินเดียแห่ง…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietemmyhtjnip1v4qaqsjsc0m5tpq4mp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sMM6cNXq20XsgutapFfmM

  • นักท่องเที่ยวจีนเมินเที่ยวญี่ปุ่น  ยกเลิกตั๋วบิน-ที่พักมากถึงร้อยละ 80

    นักท่องเที่ยวจีนเมินเที่ยวญี่ปุ่น ยกเลิกตั๋วบิน-ที่พักมากถึงร้อยละ 80

    วันนี้, 12:02น.

              หลังกระทรวงการต่างประเทศจีน ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว(14 พ.ย.) แนะนำ นักท่องเที่ยวจีนให้เลี่ยงไปเที่ยวญี่ปุ่นอ้างว่าไม่ปลอดภัยสำหรับชาวจีน จากความไม่พอใจกรณีนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่น แถลงต่อสภาไดเอทของญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนนี้ว่า ญี่ปุ่นพร้อมจะส่งกำลังทหารไปช่วยปกป้องอธิปไตยของไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายใน ขอให้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นถอนคำพูด แต่ผู้นำญี่ปุ่นปฏิเสธ อีกทั้งยังไม่มีแนวโน้มว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถยุติปมความขัดแย้ง

             นายยู จินซิน รองประธานบริษัทจัดทัวร์นำเที่ยว อีสต์ เจแปน อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล เซอร์วิส (East Japan International Travel Service) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงโตเกียว ที่เน้นจัดนำเที่ยวแบบหมู่คณะสำหรับลูกค้าชาวจีน เปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในเรื่องเกี่ยวกับไต้หวัน โดยเฉพาะยอดการตั๋วบินและที่พักทรุดฮวบร้อยละ 80 ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้(2568) ซึ่งโดยปกติจะมีนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวญี่ปุ่นจำนวนมาก อาจจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับที่ 4 ของโลก

             นับตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว นักท่องเที่ยวจีนได้ยกเลิกการจองตั๋วบินไปยังญี่ปุ่น ขณะที่หุ้นในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวร่วงมาตลอดสัปดาห์นี้ ที่ผ่านมา สายการบินจีนกว่า 10 แห่ง เช่น แอร์ไชนา,ไชนา อีสเทิร์นแอร์ไลน์และไชนาเซาเทิร์นแอร์ไลน์ ประกาศจะคืนเงินให้กับผู้โดยสารชาวจีนที่แจ้งขอยกเลิกการจองตั๋วบินไปญี่ปุ่นไปจนถึงสิ้นปีนี้(2568) ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านธุรกิจการบินของจีน ระบุว่า ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนได้แจ้งกับสายการบินจีน ขอยกเลิกตั๋วเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วราว 500,000 ใบ

             นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยโนมูระของญี่ปุ่น คาดว่า ผลพวงจากมาตรการตอบโต้ของจีน จะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียรายได้ราว 2.2 ล้านล้านเยน หรือ 14,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี สอดคล้องกับสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC)ของอังกฤษที่ระบุว่า การท่องเที่ยวสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7 ของจีดีพีของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะหลังๆมานี้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนหนึ่งในห้าของนักเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นในแต่ละปี

    #ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

    #พิพาทจีนเรื่องไต้หวัน

    ที่มา: รอยเตอร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156586&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3txBRrVbZtSXEpcOpRhhdB

  • 2025 ปีชงวงการไอที ผ่าสาเหตุทำไมปีนี้ “เว็บล่ม” บ่อยจนโลกป่วน

    2025 ปีชงวงการไอที ผ่าสาเหตุทำไมปีนี้ “เว็บล่ม” บ่อยจนโลกป่วน

    คำว่า “การใช้ชีวิตแบบออฟไลน์” แทบไม่มีอยู่จริงในพจนานุกรมของคนรุ่นใหม่ อินเทอร์เน็ตกลายเป็นกระดูกสันหลังของระบบนิเวศทางการเงินและการบริโภคระดับโลก เป็นท่อส่งที่เอื้อให้เกิดการสื่อสารและการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ 

    แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน ความสะดวกสบายต้องแลกมาด้วย “ความเปราะบาง” ของระบบ ที่เมื่อใดก็ตามเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสะดุดหยุดลง เว็บล่ม ทั้งกระดานก็พังครืน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจชนิดประเมินค่าไม่ได้

    ปี 2025 กลายเป็นปีที่เราเห็นปรากฏการณ์ “ระบบล่ม” หรือ “เว็บล่ม” บ่อยจนน่าใจหาย ความผิดพลาดทางเทคนิคของผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเว็บรายใหญ่ได้ฉุดบริการต่างๆ ให้หยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานนับล้าน

    ภาพจำลองการเก็บข้อมูลบน Cloud

    ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นเหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคม ที่ Data Center ของเจ้าตลาดอย่าง Amazon (AWS) เกิด “น็อก” ยาวนานถึง 15 ชั่วโมง

    ผลคือวุ่นวายกันทั้งโลก เด็กร้องระงมเพราะเข้าเกม Roblox ไม่ได้, พนักงานออฟฟิศนั่งตบยุงเพราะ Zoom ใช้งานไม่ได้, ซ้ำร้ายวิศวกรในอินเดียที่เตรียมจะลาพักร้อนช่วงเทศกาลดิวาลี ต้องถูกตามตัวกลับมาแก้ปัญหากันจ้าละหวั่น

    ยังไม่ทันหายใจทั่วท้อง กลางเดือนพฤศจิกายน Cloudflare ผู้ให้บริการระบบความปลอดภัยเว็บรายใหญ่ก็งานเข้า ส่งผลให้เว็บไซต์และบริการจำนวนมาก “ล่ม” ไปเป็นแถบ

    ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, ระบบขนส่งในนิวเจอร์ซีย์ หรือแม้แต่แพลตฟอร์ม X (เดิม Twitter) ของอีลอน มัสก์ ก็ไม่รอด

    คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมแค่บริษัทเดียวมีปัญหา ถึงลากโลกทั้งใบให้พังตามไปด้วย?

    คำตอบไม่ได้ซับซ้อน เพราะเป็นผลพวงของวิวัฒนาการอินเทอร์เน็ต และทางลัดในการบริหารต้นทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เลือกฝากชีวิตไว้กับบริษัทเดียวและเป็นบริษัทเดิมๆ

    Amazon Web Services Data Center

    ย้อนไปยุค 90s หรือต้นปี 2000 บริษัทไหนมีเว็บ ก็ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์มาตั้งไว้ในออฟฟิศ (On-premises) ดูแลเอง นักเลงพอ ข้อมูลใครข้อมูลมัน ถ้าพังก็พังแค่บริษัทนั้น ไม่เดือดร้อนชาวบ้าน

    แต่จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อ Amazon ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก เริ่มรู้สึกว่าวิศวกรตัวเองเสียเวลาแก้ปัญหาซ้ำซากเรื่องระบบหลังบ้านมากเกินไป เลยสร้างระบบกลางขึ้นมาใช้เอง

    แล้วปิ๊งไอเดียว่า “เฮ้ย! เอาอันนี้ไปขายให้คนอื่นเช่าด้วยสิ” จึงกลายเป็นจุดกำเนิดของ  Amazon Web Services (AWS)  ที่เปลี่ยนโลกไอทีไปตลอดกาล

    แนวคิดนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกแทบทั้งหมดพึ่งพาบริการ Cloud จากสามผู้เล่นหลัก (Hyperscalers) ได้แก่ AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud

    ในทางปฏิบัติ Cloud คือการเอาเซิร์ฟเวอร์นับล้านใน Data Center เครื่องไปกองรวมกันใน “โซน” (Regions) ต่างๆ ซึ่งถ้าโซนไหนที่มีการใช้งานหนาแน่นเกิด “เดี้ยง” ขึ้นมา

    ผลกระทบเลยไม่ได้กระจายตัว แต่กลายเป็นโดมิโนที่ล้มทับกันเป็นทอดๆ เหมือนเคส AWS ล่มที่เกิดจากบั๊กตัวเดียว แต่ทำเอาบริการอื่นรวนไปทั้งระบบ จนเกิดเป็นสถานการณ์เว็บล่มที่เราพบเจอได้บ่อยในปัจจุบัน

    Microsoft Data Center

    ในตลาดสำคัญอย่างสหราชอาณาจักร AWS และ Microsoft Azure ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 70% 

    ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความได้เปรียบของผู้มาก่อน (Early-mover advantage) และอำนาจทางการเงินที่เหนือกว่า

    แต่การพึ่งพาผู้เล่นเพียงหยิบมือเดียวก็นำมาซึ่งความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เหมือนเราเอาไข่ทั้งหมดไปใส่ในตะกร้าใบเดียว พอตะกร้าหล่น ไข่ก็แตกหมด

    กลุ่มเจ้าตลาด (Hyperscalers) มักโดนวิจารณ์เรื่องการสร้างเงื่อนไขให้ลูกค้า “ย้ายค่ายยาก” (Vendor Lock-in) เพราะระบบของแต่ละเจ้าไม่เหมือนกัน จะย้ายทีก็เรื่องใหญ่ ค่าใช้จ่ายบานตะไท

    แถมคนทำงานก็มักจะสอบใบเซอร์ฯ มาเฉพาะค่าย ทำให้ธุรกิจจำยอมต้องใช้เจ้าเดิมต่อไปแม้อยากจะเปลี่ยนใจก็ตาม

    CrowdStrike  ‘จอฟ้ามรณะ’

    บทเรียนจาก CrowdStrike  ‘จอฟ้ามรณะ’

    แม้ผู้ให้บริการ Cloud  รายใหญ่จะขึ้นชื่อเรื่องความเสถียร แต่ความซับซ้อนของระบบไอทีมักมีช่องโหว่ที่เราคาดไม่ถึงเสมอ

    อย่างกรณี CrowdStrike ที่ไม่ได้เป็นบริษัท Cloud โดยตรง แต่เป็นยักษ์ใหญ่ด้าน Cyber Security ที่ซอฟต์แวร์ของบริษัทฝังอยู่ใน Windows ทั่วโลก 

    เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 CrowdStrike ดันปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์พลาด ผลคือคอมพิวเตอร์หลายล้านเครื่องทั่วโลกเจอ “จอฟ้ามรณะ” (Blue Screen of Death) พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

    เคสนี้ชัดเจนมากว่า ต่อให้ Cloud ไม่ล่ม แต่การที่ระบบเชื่อมโยงกันหมดแบบ Real-time ความผิดพลาดจุดเดียวก็สามารถน็อกคอมพิวเตอร์ทั้งโลกได้ในพริบตา

    ทางรอดของธุรกิจและคำแนะนำสำหรับชาวเน็ต

    ในยุคที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับภาคธุรกิจคือ “แผนรับมือวิกฤต” 

    ผู้บริหารต้องตั้งคำถามล่วงหน้าว่า “ถ้าพรุ่งนี้ระบบล่ม เราจะทำอย่างไร?”

    การลงทุนเพื่อซื้อระบบสำรอง (Back-up service) ข้าม Region หรือการสร้างระบบสำรองภายในองค์กร (In-house) สำหรับบริการที่สำคัญที่สุด อาจเป็นการลงทุนที่ดูเหมือนสิ้นเปลืองในยามปกติ แต่จะกลายเป็นเกราะคุ้มกันธุรกิจในยามวิกฤต

    ส่วนสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปอย่างเราๆ พูดตรงๆ ว่าทำอะไรไม่ได้มาก  นอกจากนั่งรอให้วิศวกรเขาแก้ปัญหาให้เสร็จ

    เมื่อไหร่ที่เน็ตล่ม ก็ถือซะว่าเป็นสัญญาณเตือนให้เราเงยหน้าจากจอ วางมือถือ แล้วออกไปสูดอากาศบ้าง

    พร้อมกับระลึกไว้เสมอว่า เทคโนโลยีที่ดูล้ำสมัยขนาดนี้ จริงๆ แล้วเบื้องหลังมันช่างซับซ้อนและเปราะบางเหลือเกิน… และบางครั้ง มันก็ต้องการเวลาพักฟื้นเช่นกัน

    ที่มา: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733667&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wt5uejE6Gs_Q5ADBFm50w

  • นักสืบมืออาชีพเผยความลับ 5 อาชีพที่มีแนวโน้มนอกใจมากที่สุด มีเซอร์ไพรส์เหนือคาด

    นักสืบมืออาชีพเผยความลับ 5 อาชีพที่มีแนวโน้มนอกใจมากที่สุด มีเซอร์ไพรส์เหนือคาด

              นักสืบมืออาชีพเปิดความลับ กลุ่มคน 5 อาชีพที่มีแนวโน้มนอกใจมากที่สุด สังเกตมีรูปแบบบางอย่าง พร้อมเผยประสบการณ์เคสชวนอึ้ง

    นอกใจ
    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

              การนอกใจเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับอาชีพหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่บางครั้งลักษณะหรือรูปแบบบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานอาจส่งผลให้บางคนมีพฤติกรรมนอกใจอย่างคาดไม่ถึง โดยมีนักสืบเอกชนมืออาชีพจับจุดสังเกตและได้รวบรวมอาชีพที่มีแนวโน้มนอกใจมากที่สุด 

              เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ LADbible เผยว่า งานนักสืบเอกชนส่วนใหญ่เป็นการสืบเรื่องการนอกใจ หรือปัญหามือที่สามในครอบครัว ดังนั้น นักสืบเอกชนจึงสามารถสังเกตเห็นสัญญาณของการนอกใจ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่อาจเป็น “สัญญาณเตือนภัย” รวมไปถึงวิธีการและสถานที่ที่คนนอกใจมักใช้งานบ่อยที่สุด  

              พอล อีแวนส์ นักสืบเอกชนผู้มีประสบการณ์จากบริษัท I-Spy Detectives ในสหราชอาณาจักร ได้เปิดเผยว่า มีกลุ่มบุคคล 5 อาชีพที่มีแนวโน้มนอกใจมากที่สุด ได้แก่  

    1. ฝ่ายไอที

              เหล่าคนใจดีที่คอยช่วยซ่อมคอมพิวเตอร์ให้คุณเสมอเมื่อมีปัญหาราวกับเป็น “ฮีโร่ตัวของทุกที่ทำงาน” ดูเหมือนมีแนวโน้มที่จะนอกใจ โดย อีแวนส์ เผยว่า เขาต้องรับมือกับเคสที่เกี่ยวข้องกับคนทำงานฝ่ายไอทีมากกว่าที่คาดคิด และพวกเขาเหล่านี้ยังมี “ทักษะเชี่ยวชาญ” ที่เอื้อต่อการนอกใจอีกอย่างที่ช่วยในการโกงอีกด้วย

              คนทำงานฝ่ายไอทีมักเก่งในการปกปิดร่องรอยทางดิจิทัล ดังนั้น เมื่อเขาถูกสงสัยว่านอกใจจึงติดตามพวกเขาได้ค่อนข้างยาก และพวกเขาจะมีข้อแก้ตัวพร้อมเสมอ โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์กับคนอื่นตลอดเวลา เพราะสามารถอ้างได้ว่าเป็นเรื่องงาน 

    2. พนักงานขาย

              งานที่ได้เดินทางไปหลายที่ ได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ และอาจต้องไปพักในโรงแรมที่ไกลออกไป เปิดโอกาสให้เกิดการนอกใจมากมาย อีแวนส์ เผยว่า คนอาชีพนี้มีนิสัยชอบโน้มน้าวใจคนเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว จากที่เขาได้ติดตามเคสนอกใจของพนักงานขายพบว่า พวกเขาจะนอกใจกับเพื่อนร่วมงาน และบางครั้งก็เป็นคนแปลกหน้าที่บาร์ของโรงแรมที่ไปพักอยู่

    3. พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

              อาชีพนี้มีการเดินทางไกลและการพักที่อื่นมากมายเช่นเดียวกัน อีแวนส์ กล่าวว่า การบินระยะไกลสามารถเพิ่มแรงดึงดูด และรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นเมื่อคุณอยู่ห่างไกลออกไปครึ่งโลก เขาเคยสืบเคสพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่แต่งงานแล้วคนหนึ่งซึ่งมักทำงานในเที่ยวบินระยะไกล พบว่าเธอนัดพบกับนักบินจากสายการบินอื่นระหว่างช่วงแวะพัก และพวกเขาจองโรงแรมเดียวกันมาหลายเดือนแล้ว 

    4. พนักงานคอลเซ็นเตอร์

              อาชีพที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง แต่ อีแวนส์ เผยว่า คนที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและอยู่ภายใต้แรงกดดันทุกวัน สามารถสร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งได้อย่างไม่รู้ตัว จากมิตรภาพที่เกิดขึ้นต่อกันเพื่อช่วยให้ผ่านพ้นความเครียดจากการทำงานในแต่ละวันไปได้ แต่บางคนกลับข้ามเส้นเพราะความใกล้ชิดที่มากเกินไป 

    5. บุคลากรทางการแพทย์

              พวกเขาทำงานช่วยชีวิตผู้คนได้อย่างน่าทึ่ง แต่ถ้าถามว่าอาชีพไหนที่มักจะนอกใจมากที่สุด คนที่ทำงานในโรงพยาบาลจะบอกว่า “พวกเขารู้เรื่องราวมากมาย” เนื่องจากความเครียดสูงและการใกล้ชิดกันมีบทบาทสำคัญ  

              อีแวนส์ เผยถึงเคสที่น่าตกตะลึง พยาบาลรายหนึ่งมีสัมพันธ์สวาทกับแพทย์ในกะกลางคืน โดยไปมีอะไรกันในห้องว่างของโรงพยาบาล และอีกเคสเป็นศัลยแพทย์ที่แต่งงานแล้วเดินออกไปจากห้องผ่าตัด เพื่อไปมีเพศสัมพันธ์กับพยาบาลในห้องผ่าตัดอีกห้องที่ไม่ได้ใช้งาน โดยทั้งคู่อยู่ใน “ท่าที่ไม่เหมาะสม”  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/250483&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OawNKGOd15g_zRZe-OXPV

  • DLTS ประสานความร่วมมือ DBS ประกาศ หนุนศักยภาพนักเรียนสู่รั้วมหาวิทยาลัย

    DLTS ประสานความร่วมมือ DBS ประกาศ หนุนศักยภาพนักเรียนสู่รั้วมหาวิทยาลัย

    DLTS ประสานความร่วมมือ DBS ประกาศความพร้อมหนุนศักยภาพนักเรียนสู่รั้วมหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติ DLTS ภายใต้ Denla Group ย้ำความมุ่งมั่นในการ “เสริมสร้างความเป็นเลิศ วางเส้นทางการศึกษาต่อ” ด้วยการขยายความร่วมมือกับ Denla British School (DBS) เพื่อเชื่อมโยงหลักสูตร IB สู่ UK Curriculum อย่างราบรื่น พร้อมเปิดตัว “DLTS Awards” ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีศักยภาพสูงเพื่อเข้าศึกษาต่อที่ DBS ตอกย้ำวิสัยทัศน์นี้ ด้วยการจัดงาน “Discovering Future Pathways” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจาก DLTS, DBS, และโรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIDS) มาร่วมแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่รั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก

    s__144220198

    ขยายแผนการศึกษาต่อจาก DLTS สู่มหาวิทยาลัยชั้นนำดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารกลุ่มโรงเรียนเด่นหล้า และผู้อำนวยการบริหาร โรงเรียนนานาชาติ DLTS เปิดเผยว่า นักเรียนทุกคนมี ศักยภาพพิเศษเฉพาะตัว (Unique Potential) หน้าที่ของเราคือ การมอบเครื่องมือและประสบการณ์ที่หลากหลายเพื่อช่วยให้นักเรียนของเรา ‘ค้นพบ’ และ ‘พัฒนา’ สิ่งนั้น รับการแข่งขันสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำในยุคใหม่ไม่ใช่แค่คะแนนสอบ แต่เป็นเรื่องของ ‘ความโดดเด่นที่มีความหมาย’ (Meaningful Uniqueness) ซึ่งเราเน้นสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่าน Project-Based Learning และการพัฒนา Growth Mindset พร้อมส่งเสริม Soft Skills และแฟ้มผลงานที่โดดเด่น (Strong Portfolio) ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยชั้นนำมองหา

    s__144220193_0

    โรงเรียนนานาชาติ DLTS ได้ผนึกกำลังกับทีมแนะแนวที่ปรึกษาด้านการศึกษาต่อ (Career Counselling Team) ที่เชี่ยวชาญและมีประวัติความสำเร็จในการส่งนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เพื่อช่วยนักเรียนกำหนดเส้นทางอาชีพและเส้นทางการศึกษาต่ออย่างเหมาะสมที่สุด ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน ให้มีความพร้อมและสามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล ประกอบด้วย 1.เน้นการค้นพบศักยภาพ การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว เพื่อค้นหาความถนัดและความสนใจเฉพาะของนักเรียน 2.การเตรียมความพร้อมด้านวิชาการ: การวางแผนหลักสูตรเพื่อรองรับการยื่นสมัครมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก 3.สร้างความสำเร็จที่จับต้องได้: ทีมแนะแนวมีประวัติความสำเร็จในการส่งนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัย Ivy League และมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอื่นๆ

    s__144220194_0

    “DLTS Awards”: โอกาสสู่การศึกษาต่อ ณ โรงเรียนนานาชาติ DBS ผศ. ดร. ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารกลุ่มโรงเรียนเด่นหล้า เปิดเผยถึงความร่วมมือกับ DBS ว่า เรามีความยินดีที่จะประกาศเปิดตัว “DLTS Awards” ทุนการศึกษาเพื่อยกย่องและส่งเสริมนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมและมีศักยภาพสูง ให้ได้เข้าศึกษาต่อ ณ โรงเรียนนานาชาติ DBS โครงการนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนเส้นทางการศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน โดยมอบโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ระดับนานาชาติที่จะช่วยขยายขีดจำกัดทางวิชาการและศักยภาพส่วนบุคคล

    “เราเชื่อมั่นว่ารากฐานที่แข็งแกร่งในช่วงชั้นเรียนต้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดอนาคตของนักเรียน การร่วมมือกับทีมแนะแนวผู้เชี่ยวชาญจาก DBS และ MUIDS เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาต่อที่ดีที่สุดและการเปิดตัว DLTS Awards ก็เป็นบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของเราในการยกย่องความสามารถพิเศษ และปูทางสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล” ผศ. ดร. ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า

    s__144220196_0

    DLTS จัดงาน “Discovering Future Pathways” เสริมความร่วมมือกับ DBS และ MUIDS สร้างแรงบันดาลใจDLTS ได้จัดงาน “Discovering Future Pathways” เพื่อแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ปกครอง โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ มิสเตอร์จอนนี่ ลิดเดลล์ (Jonathan Liddell) ครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติ DBS ,รศ. ดร.สิงหนาท น้อมเนียน โรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIDS) พร้อมด้วย ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารกลุ่มโรงเรียนเด่นหล้า และ ผศ. ดร. ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารกลุ่มโรงเรียนเด่นหล้า ร่วมให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสู่รั้วมหาวิทยาลัยในยุคใหม่

    ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารกลุ่มโรงเรียนเด่นหล้า กล่าวเสริมว่า การเปิดเวทีในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ปกครองในการรับฟัง แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ในการเตรียมบุตรหลานให้มีทักษะและทัศนคติที่จำเป็นสำหรับการประสบความสำเร็จในอนาคต โดยเฉพาะการวางรากฐานที่แข็งแกร่งในช่วงวัยสำคัญ (Grade 4-7) เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ”

    สำหรับความร่วมมือของ DLTS และ MUIDS กับการเตรียมความพร้อมสู่รั้วมหาวิทยาลัยในยุคใหม่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพลังให้กับนักเรียนและผู้ปกครองในยุคแห่งการแข่งขันสูง นี่คือมุมมองและแนวคิดหลักที่ทั้ง DLTS และ MUIDS จะนำเสนอในงาน Discovering Future Pathways ที่มาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาในระดับมัธยมปลาย รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนก้าวสู่ระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและต่างประเทศ

    s__144220197_0

    “โรงเรียนนานาชาติ DLTS เรามุ่งเน้นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งและการค้นพบศักยภาพในช่วงวัยที่สำคัญ (Grade4-7) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพและความสำเร็จ ในมุมมองของผมนักเรียนทุกคนมีศักยภาพพิเศษเฉพาะตัว (Unique Potential) หน้าที่ของเราคือการมอบเครื่องมือและประสบการณ์ที่หลากหลายเพื่อช่วยให้พวกเขา “ค้นพบ” และ “พัฒนา” สิ่งนั้น พร้อมต้องมีความเข้าใจในตนเองรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร สนใจอะไร และต้องการไปทางไหนก่อนเข้าสู่ระบบการสอบที่เข้มข้น”

    ในด้านการเตรียมความพร้อมเราเน้นการสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-Based Learning) และการพัฒนา Growth Mindset ที่กล้าเผชิญความท้าทาย ไม่ใช่แค่การท่องจำเนื้อหา รวมถึงมีความยืดหยุ่นและการจัดการแก้ไขปัญหาโดยมีทักษะที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ผลการเรียน พร้อมยังมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และปรับตัว

    นอกจากนี้ความได้เปรียบในการแข่งขันความหลากหลายของหลักสูตร (Broad Curriculum) และการเสริมด้วยกิจกรรมนอกหลักสูตรที่ช่วยพัฒนา Soft Skills เช่น ภาวะผู้นำ การสื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยชั้นนำมองหาแฟ้มผลงานที่โดดเด่น (Strong Portfolio) มีกิจกรรมและผลงานที่สนับสนุนความสนใจ ทำให้ใบสมัครมหาวิทยาลัยแตกต่างและน่าสนใจ พร้อมกันนี้ DLTS ยังผนึกความร่วมมือกับ DBS ที่มีเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอีกด้วย

    ภายในงานยังมีแขกรับเชิญพิเศษอีกหนึ่งท่าน มาร่วมแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่รั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก รศ. ดร.สิงหนาท น้อมเนียน ผู้อำนวยการ โรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIDS) กล่าวเพิ่มเติมว่า MUIDS ในฐานะสถาบันที่มุ่งเน้นการสร้างเยาวชนสู่ระดับอุดมศึกษา MUIDS เล็งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น และสามารถเชื่อมต่อกับหลักสูตรในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกได้ โดยในวันนี้มีความยินดีที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและความรู้ให้กับ นักเรียนโรงเรียนนานาชาติ DLTS และ DBS ในเวที ‘Discovering Future Pathways’ นับเป็นโอกาสสำคัญที่เราได้มีส่วนร่วมนำเสนอมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับการศึกษาในระดับมัธยมปลาย รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนก้าวสู่ระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและต่างประเทศ
    ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารกลุ่มโรงเรียนเด่นหล้า กล่าวเสริมต่อว่า โรงเรียนนานาชาติ DLTS และพันธมิตรร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และแผนงานของ DLTS ในการบ่มเพาะนักเรียนให้มี ความเป็นเลิศในทุกด้าน (Excellence in all aspects) พร้อมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย การเปิดเวทีในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ปกครองในการรับฟังแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ในการเตรียมบุตรหลานให้มีทักษะและทัศนคติที่จำเป็นสำหรับการประสบความสำเร็จในอนาคต

    “การแข่งขันสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำในยุคใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องของคะแนนสอบที่สูงที่สุด แต่เป็นเรื่องของ ‘ความโดดเด่นที่มีความหมาย’ (Meaningful Uniqueness) นักเรียนต้องรู้ว่าตัวเองคือใคร มีความหลงใหลในเรื่องใด และสามารถนำความรู้ไปสร้างผลกระทบต่อโลกได้อย่างไร การเตรียมพร้อมในวันนี้จึงเป็นการลงทุนใน ชุดทักษะ ที่จะอยู่กับพวกเขาตลอดไป ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเรียนต่อที่ไหนก็ตาม” 

    พร้อมเน้นย้ำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้ปกครอง DLTS มีความมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความเชื่อมั่นจากผู้ปกครอง ผ่านการสื่อสารที่เปิดเผยและการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ DLTS เตรียมเปิดรับสมัครนักเรียนสำหรับปีการศึกษา 2569 และมอบทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน Grade 2 ถึง Grade 7 ที่มีผลการเรียนดีและมีความสามารถพิเศษ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945204/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b04ew_wlYB0Yzh9HLdYJx

  • “นฤมล” จับมือ 3 ภาคส่วนสาน connext ed ฝากปรับปรุงบ้านพักครู พัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษ

    “นฤมล” จับมือ 3 ภาคส่วนสาน connext ed ฝากปรับปรุงบ้านพักครู พัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษ

    “รมว.นฤมล” ร่วมผนึกความร่วมมือ 3 ส่วน รวมพลังสานอนาคต “คอนเน็กซ์อีดี” ฝากสนับสนุนพัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษ-ปรับปรุงบ้านพักครู เพื่อขวัญและกำลังใจครูผู้สร้างเด็กทั่วไทย

    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 9.00 น. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ร่วมงาน CONNEXT ED EDUCATION FORUM 2025: Thailand’s Education Future อนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย รวมพลังความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ระยะที่ 4 มุ่งสู่อนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน จัดโดย มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดย องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ตลอดจนคณะที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง และพันธมิตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุมแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 3 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่ง West)

    ในโอกาสนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ ได้กล่าววิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและมูลนิธิฯ ตอนหนึ่งว่า ขอแสดงความยินดีที่มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED เดินทางมาถึง 9 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเกิดความยั่งยืนยาวได้ด้วยวิสัยทัศน์ขององคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ซึ่งในอดีตดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. รวมทั้งวิสัยทัศน์ของอดีต รมว.ศธ. และสรรพกำลังของทุกภาคส่วน ที่เป็นพลังร่วมกันขับเคลื่อนมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนตัวดิฉันเอง เมื่อได้รับตำแหน่งก็ได้ขอคำแนะนำจากท่านองคมนตรี พร้อมนำมาขับเคลื่อนจนมีความก้าวหน้าในขณะนี้ เรื่องหนึ่งคือ วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่จะนำมาบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน โดยในวันที่ 27 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จะมีการจัดประชุมชี้แจงถึงความสำคัญของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ทั้งในรูปแบบออนไซต์ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และออนไลน์ไปยังทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพราะหลายคนยังมีความสงสัยว่าทำไมยังต้องเรียนประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้ง ๆ ที่ในโลกยุคปัจจุบันก้าวไปสู่โลกดิจิทัลและ AI แล้ว

    “การประชุมชี้แจงฯ ในครั้งนี้ ต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนครู บุคลากร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้รู้ถึงความสำคัญของการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนของเราได้รู้ถึงที่มาที่ไป และประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ ประเทศ แต่เชื่อว่ายังไงก็มีความแตกต่างกัน และแม้หลายคนบอกว่าล้าหลัง หรือจะนำลูกหลานไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์หรือโรงเรียนสองภาษา ก็จะต้องบอกว่า อย่างไรก็ต้องไปเรียนประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น ๆ เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีความตั้งใจที่จะบริหารการศึกษาให้ปลอดจากการเมือง ไม่นำการเมืองเข้ามาแทรกในการศึกษาเด็ดขาด ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ศธ. ก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เช่นกัน” นางนฤมล กล่าว

    นางนฤมล กล่าวถึงโครงการอนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย รวมพลังความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ระยะที่ 4 มุ่งสู่อนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า การสร้างอนาคตการศึกษาร่วมกับเครือข่าย ของมูลนิธิฯ นั้น ถือเป็นอีกเวทีที่รวมภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และโรงเรียนต่าง ๆ มาบูรณาการทำงานเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญด้านการศึกษา ที่ปัจจุบันมีโรงเรียนในสังกัด ศธ. ถึง 29,005 โรงเรียน ในจำนวนนี้มีโรงเรียนขนาดเล็ก (มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน) กว่า 20,000 แห่ง กระจายอยู่ในชุมชนและตำบลทั่วประเทศ ที่ยังมีความขาดแคลนในหลาย ๆ ด้าน เป็นเป้าหมายหนึ่งที่ดิฉันต้องการที่จะพัฒนาและบริหารจัดการใน 2 เรื่อง คือ เรื่องแรกการปรับวิธีการจัดสรรงบประมาณที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้น จากเดิมที่เน้นไปที่จำนวนนักเรียน (เงินอุดหนุนรายหัว) ทำให้โรงเรียนเล็กมีเงินพัฒนาโรงเรียนน้อยกว่าโรงเรียนที่มีเด็กมากกว่า ทำให้เกิดความห่างมากขึ้น ซึ่งขณะนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดเวทีสมัชชาการศึกษาร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อกำหนดเป็นแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแบบใหม่ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ ต่อไป

    ส่วนเรื่องที่สอง คือการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความละเอียดอ่อน จึงได้มอบให้ สพฐ. โดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องลงไปทำงานคลุกคลีอยู่กับพื้นที่ เพื่อหาวิธีการจัดการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ที่ไม่ใช่แบบ one size fits all เหมือนที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

    “สิ่งหนึ่งที่ทาง ศธ. ต้องการให้มูลนิธิฯ สนับสนุนเพิ่มเติมคือ เรื่องของการศึกษาพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มมีเด็กพิเศษมากขึ้น และกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายให้เด็กเหล่านี้ ได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อให้สามารถเข้าไปเรียนรวมในโรงเรียนทั่วไปได้ ที่จะต่อยอดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างรอบด้านต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงบ้านพักครู เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครู ให้ครูมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย ซึ่งปัจจุบัน สพฐ. มีบ้านพักครูอยู่ในความดูแลกว่า 41,000 หลัง โดยพบว่ามีสภาพทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง และในจำนวนนี้กว่า 13,000 หลัง ยังมีครูอาศัยอยู่จริง จึงกำหนดให้เป็น เฟสแรกในการเร่งปรับปรุงภายในปีนี้ และจะบรรจุในแผนพัฒนาเพื่อปรับปรุงให้ครบ 40,000 หลัง ภายในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งล่าสุดเราได้ลงนามความร่วมมือ โครงการจัดสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และการเคหะแห่งชาติ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหากทางมูลนิธิฯ จะร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ในโรงเรียนที่อยู่ในเครือข่ายอยู่แล้ว ทาง ศธ.ก็จะยินดีอย่างยิ่ง” นางนฤมล กล่าว

    นางนฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอแสดงความยินดีกับการทำงานด้านการศึกษาตลอด 9 ปีที่ผ่านมาของมูลนิธิฯ ซึ่งทาง ศธ. ก็มีความยินดีที่จะร่วมทำงานกับมูลนิธิฯ ต่อเนื่องร่วมกันอีกยาวนาน และพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกันในทุกมิติ ทั้งระบบพัฒนา School Management System (SMS) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ทุกแห่ง รวมทั้งการพัฒนาผู้บริหารและครู ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ CONNEXT ED ทั้ง 5 ด้าน อย่างเต็มที่

    จากนั้น นางนฤมล ได้มอบรางวัลให้แก่นักเรียนโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีต้นแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2896512&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22-QOr2VHrolk2zybae2Om