Blog

  • อ.เวียงเชียงรุ้ง เตรียมดัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สู่แลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงราย | TOPNEWS

    อ.เวียงเชียงรุ้ง เตรียมดัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สู่แลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงราย | TOPNEWS

    อำเภอเวียงเชียงรุ้ง บูรณาการทุกภาคส่วน ผลักดัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แห่งใหม่ใน อ.เวียงเชียงรุ้ง สู่แลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงราย โดย “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ในวนอุทยานประวัติศาสตร์เวียงเชียงรุ้ง มีลักษณะเป็นเนินสูงอยู่กลางทุ่งนา มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ สร้างเมื่อ พ.ศ.2482 เดิมเป็นวัดร้าง ชาวบ้านเรียกว่า “วัดเวียงฮุ่ง”

    โดยบริเวณวัดเป็นเมืองโบราณ มีการค้นพบและพัฒนามาตั้งแต่ พ.ศ.2523 และกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศยกฐานะวัดร้างเป็นวัดเวียงเชียงรุ้งเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2538 และมีการค้นพบซากโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ เป็นสิ่งแสดงว่าเป็นเมืองเก่า ปัจจุบัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากรแล้ว จึงนับว่าเป็นสถานที่ที่มีคุณค่าสำคัญแห่งหนึ่ง และยังมีการค้นพบซากโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าเป็นเมืองเก่า

    นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง เปิดเผยว่า จุดเด่นของ “วัดเวียงเชียงรุ้ง” คือในส่วนของพิพิธภัณฑ์เวียงเชียงรุ้ง ก็จะมีทั้งเครื่องชามหรือว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในสมัยนั้น นำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์นี้แห่ง และในส่วนของศาลเจ้าด้านหลัง ก็จะมีความเชื่อว่า ถ้ามายกหินแล้วเสี่ยงทายก็จะได้สมความปรารถนา ส่วนใหญ่ก็จะมาขอพรเรื่องของการค้าขาย ความรัก และการงาน หลังจากที่ขอพรและได้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะมีการรำแก้บนถวาย

    ทั้งนี้ วัดเวียงเชียงรุ้ง ถือเป็นวัดที่มีความสงบเงียบ มีซากโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ มีร่องรอยของเมืองเก่า จึงนับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1396337&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23QY7yFpQZIMbcrLFOF6R0

  • ครม. เห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ อีก 4 พื้นที่

    ครม. เห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ อีก 4 พื้นที่

    ครม. เห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ อีก 4 พื้นที่

    (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอีก 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อเป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติ ครม. (20 กันยายน 2565) ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น (เดิมมี 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)

    2. เห็นชอบการทบทวนมติ ครม. (17 ตุลาคม 2560) เรื่อง ขอความเห็นชอบหลักเกณฑ์ รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และข้อกฎหมายปัจจุบัน เช่น สถาบันอุดมศึกษาฯ ต้องได้รับการรับรองในสาขาวิชาจากการจัดอันดับของ QS หรือ THE หรือหน่วยงานอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) ประกาศกำหนดในอันดับที่สูงหรืออย่างน้อยต้องดีกว่าอันดับของสาขาวิชานั้น ๆ ของสถาบันอุดมศึกษาในไทย และให้มีการจัดทำแผนการรับนักศึกษาโดยกำหนดสัดส่วนของนักศึกษาไทยและต่างชาติให้เหมาะสม สถาบันอุดมศึกษาฯ ต้องยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษา พร้อมหลักฐานต่อคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาฯ ตามแบบที่กำหนด

    3. รับทราบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาฯ ตามข้อเสนอโครงการขับเคลื่อนอุดมศึกษาสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับภูมิภาค เพื่อ (1) ส่งเสริมนโยบาย “การจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาฯ” ภายใต้รูปแบบการจับคู่ความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาของไทยและ/หรือภาคเอกชนของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางการศึกษา (2) ยกระดับระบบอุดมศึกษาของประเทศให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับภูมิภาคและจุดหมายปลายทางด้านการศึกษา

    โดยที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่ อว. เสนอ และให้รับความเห็นหน่วยงานไปดำเนินการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2reI9SLi6sxlcJ0EU8tBYL

  • บริษัทไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 9 เดือน กลุ่มเกษตร-อาหารลงทุน 3 หมื่นล.

    บริษัทไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 9 เดือน กลุ่มเกษตร-อาหารลงทุน 3 หมื่นล.

    บีโอไอ เผย 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนจากบริษัทไทยเพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตัว สะท้อนศักยภาพของภาคเอกชนไทย ในการยกระดับธุรกิจและขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจใหม่”

    สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย โดยที่ผ่านมามีบริษัทไทยจำนวนมากที่ได้รับการส่งเสริมจนสามารถเติบโตจาก SMEs เป็นบริษัทขนาดใหญ่และออกไปสู่ตลาดโลก

    โดยในการขอรับการส่งเสริม บีโอไอกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท และถ้าเป็น SMEs ที่มีหุ้นไทยข้างมาก ก็จะได้รับการผ่อนปรนเงื่อนไขเงินลงทุนขั้นต่ำเหลือเพียง 5 แสนบาท และยังอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรใช้แล้วในประเทศได้บางส่วนเพื่อลดต้นทุน

    อีกทั้งยังจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมพิเศษ คือ วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่าของโครงการทั่วไปอีกด้วย เพื่อเป็นแต้มต่อให้กับ SMEs ไทย

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า การลงทุนในไทยในปี 2568 เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย. 2568) นักลงทุนไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมากจำนวน 840 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 447,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนขีดความสามารถด้านการลงทุนของภาคเอกชนไทย

    โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพสูง 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเกษตร-อาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มธุรกิจบริการทั้งในภาคท่องเที่ยว ขนส่งและโลจิสติกส์ และบริการทางการแพทย์ กลุ่มดิจิทัล กลุ่มสาธารณูปโภคสำหรับภาคอุตสาหกรรม กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและชิ้นส่วนยานยนต์ 

    ภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2566 บีโอไอพยายามผลักดันการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนที่มีการใช้ทักษะแรงงานที่สูงขึ้น ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพ และใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ

    บริษัทไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 9 เดือน กลุ่มเกษตร-อาหารลงทุน 3 หมื่นล.

    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

    รวมทั้งการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย-ต่างชาติ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ การรับช่วงการผลิตชิ้นส่วน และการร่วมทุน มาตรการเหล่านี้ได้เริ่มส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุนของผู้ประกอบการไทย โดยในช่วงที่ผ่านมา มีการลงทุนในกิจการฐานความรู้และกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 กลุ่มเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ มีมูลค่าการลงทุนกว่า 31,000 ล้านบาท เป็นหนึ่งในสาขาหลักที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ และได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากบีโอไอ มีทั้งโครงการแปรรูปสินค้าเกษตร การผลิตอาหารและเครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้

    นอกจากนี้ นโยบายส่งเสริมจะเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับภาคเกษตรและอาหาร ดึงจุดแข็งด้านวัตถุดิบทางการเกษตรมาส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์ในกลุ่มชีวภาพที่มีความต้องการสูงในตลาด เช่น Bioplastics, Biofuel และ Bio-Chemical และยกระดับการผลิตอาหารทั่วไปสู่อาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนทางเลือก อาหารออร์แกนิก อาหารทางการแพทย์ รวมทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหารไทย 

    ตัวอย่างการลงทุนสำคัญ เช่น บจ. พรีเซิร์ฟ ฟู้ด สเปเชียลตี้ ผลิตอาหารและวัตถุดิบเพื่อรองรับตลาดอาหารสุขภาพและอาหารที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อเสริมสุขภาพ บจ.เอ็กโซติค ฟู้ด ผู้ผลิตอาหารไทยพร้อมรับประทานและซอสปรุงรสส่งออกไปจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่าสูง บจ. เซาท์แลนด์รีซอร์ซ ผู้ผลิตยางแท่งโปรตีนต่ำ ช่วยยกระดับคุณภาพยางพาราไทยให้ได้มาตรฐานสากล

    บจ. เมดีซ กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเซลล์บำบัดและสเต็มเซลล์ ที่ได้ขยายการให้บริการไปแล้วกว่า 6 ประเทศทั่วอาเซียน ถือเป็นการต่อยอดนวัตกรรมสุขภาพขั้นสูงจากงานวิจัยสู่การลงทุนเชิงพาณิชย์ของไทย

    กลุ่มธุรกิจบริการทั้งในภาคท่องเที่ยว ขนส่งและโลจิสติกส์ และบริการทางการแพทย์ มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 30,000 ล้านบาท

    สำหรับกิจการท่องเที่ยว มีการลงทุนกิจการโรงแรมหลายแห่ง เช่น บจ. วัน พญาไท และ บจ. ภูเก็จพอร์ต กิจการขนส่งทางอากาศ เช่น บมจ. การบินไทย และ บจ. ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กิจการขนส่งทางเรือ เช่น บมจ. อาร์ ซี แอล และ บจ. สยามลัคกี้มารีน กิจการบริการทางการแพทย์ เช่น บจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ บจ. วัฒนะวิภา บจ. โรงพยาบาลจุฬารัตน์ระยอง เป็นต้น 

    กลุ่มดิจิทัล มีมูลค่าการลงทุนกว่า 140,000 ล้านบาท เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกิจการ Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ โดยมีโครงการสำคัญที่ลงทุนโดยผู้ประกอบการไทย เช่น บริษัท ไทย ดีซี วัน จำกัด และบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนจำนวนมากในกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มให้บริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์

    กลุ่มสาธารณูปโภคสำหรับภาคอุตสาหกรรม มีมูลค่าการลงทุนกว่า 93,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว มีตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น บจ. อีสานพลังงานสะอาด บจ. บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์ และ บจ. บลูเวฟ เพาเวอร์ บจ. กันกุล โซลาร์ พาวเวอร์เจน

    นอกจากนี้ ก็มีกิจการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่รองรับการขยายตัวของการลงทุนที่มาพร้อมกับระบบสาธารณูปโภคครบวงจรและระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพ เช่น บจ. อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ บมจ. เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล บจ. อุบลราชธานี ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นต้น

    กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนที่มีบทบาทสำคัญต่อซัพพลายเชนในภาคการผลิตของไทย มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,400 ล้านบาท ตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น บจ. ซี.ซี.เอส. แอดวานซ์ เทค ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ บจ. ไซออน โมบิลิตี้ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า บจ. โปรเฟนเดอร์ จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบกันสะเทือนสำหรับยานพาหนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uWPG9BPIe9YbtZFLZG7NW

  • ทท.3 ร่วมคิงพาเวอร์มอบอุปกรณ์กีฬา สานฝันเด็กสองโรงเรียนระนอง

    ทท.3 ร่วมคิงพาเวอร์มอบอุปกรณ์กีฬา สานฝันเด็กสองโรงเรียนระนอง

    ภูมิภาค

    ทท.3 ร่วมคิงพาเวอร์มอบอุปกรณ์กีฬา สานฝันเด็กสองโรงเรียนระนอง

    วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.02 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2569 พ.ต.อ.ณรภณ วัฒนะกรทวี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 ร่วมกับ พ.ต.ท.นิติพงศ์ มหศักดิ์สุนทร รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 และ พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 พร้อมด้วยบริษัทคิงพาเวอร์ นำโดยคุณวิษณุ (สงวนนามสกุล) หัวหน้าฝ่ายคลังสินค้า คิงพาเวอร์ จัดกิจกรรม “นำส่งฝัน” มอบอุปกรณ์กีฬา ขนม และนม ให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านควนไทรงาม และโรงเรียนบ้านสุขสำราญ อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อร่วมสานฝันให้กับน้องๆ นักเรียน โดยมีคุณครูและนักเรียนร่วมรับมอบสิ่งของจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนสามารถต่อยอดทักษะด้านการกีฬาและพัฒนาศักยภาพในอนาคต ตำรวจท่องเที่ยวระนอง–ชุมพร พร้อมภาคีเครือข่ายร่วมสร้างโอกาสและส่งต่อกำลังใจให้แก่เยาวชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39bS8r0IJCxYXDcfx7UjgL

  • ‘ททท.ระยอง’เร่งเครื่องลุย 5 โครงการ ดันยอดนักท่องเที่ยว 6.5 ล้านปลายปีนี้

    ‘ททท.ระยอง’เร่งเครื่องลุย 5 โครงการ ดันยอดนักท่องเที่ยว 6.5 ล้านปลายปีนี้

    วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.31 น.

    ‘ททท.ระยอง’เร่งเครื่องลุย 5 โครงการ ดันยอดนักท่องเที่ยว 6.5 ล้านปลายปีนี้

    19 พฤศจิกายน 2568 ททท.สำนักงานระยอง เปิดประชุมร่วมกับสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในจังหวัด หวังขยายการรับรู้ทั้งนักเที่ยวไทยและต่างชาติ

    นางวันดี เผื่อนอุดม ผอ.ททท.ระยอง เปิดเผยว่า ระหว่างเดือน ม.ค.–ต.ค. ระยองมีนักท่องเที่ยวแล้วกว่า 5.29 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 25,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี จะทำให้ตัวเลขพุ่งแตะ 6.5 ล้านคน ได้ไม่ยาก

    ททท.เตรียมเดินหน้าแผนกระตุ้นท่องเที่ยวปี 2569 ผ่าน 5 โครงการหลัก ทั้ง “สุขทันทีที่เที่ยวระยอง”, “ระยองวันธรรมดาน่าเที่ยว”, “Rayong Beyond The Ordinary”, “Rayong Charming Locals” และโครงการจับมือพันธมิตรด้านการตลาด เพื่อดึงนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ตั้งแต่สายธรรมชาติ อาหาร ทะเล กิจกรรมทางน้ำ ไปจนถึงท่องเที่ยวในวันธรรมดา

    ททท.ระบุว่า ระยองมีจุดเด่นครบทั้งทะเล ภูเขา และชุมชนอย่าง “ประแส” ที่มีวิถีชาวประมงให้สัมผัส โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวนี้ ทะเลนิ่งสวย เหมาะกับกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย ติดตามข้อมูลท่องเที่ยวและมุมลับในจังหวัดได้ผ่านเฟซบุ๊กและ Tiktok “ททท.ระยอง”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929132&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0chTPWH2L2j5q5XQR5JLo9

  • ชุมชนริมกก โอดสูญเสียพื้นที่ทำกิน เศรษฐกิจชุมชนพังพินาศ จากเหตุสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำ

    ชุมชนริมกก โอดสูญเสียพื้นที่ทำกิน เศรษฐกิจชุมชนพังพินาศ จากเหตุสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำ

    ชุมชนริมกกโอดสูญเสียพื้นที่ทำกิน เศรษฐกิจชุมชนพังพินาศ ขาดแคลนน้ำสะอาด หนี้สินท่วมท้นจากเหตุสารโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำ ชาวบ้านต้องยอมกินปลาในแม่น้ำพิษ

    19 พฤศจิกายน 2568- กงสุลสหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดโครงการ “Building Network Border Reporters/Regional Media Workshop” เชียงราย-เชียงใหม่ วันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 หัวข้อ Media Training/Thai-US Cooperation in Law Enforcement โดยมีนักข่าวจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย เข้าร่วมซึ่งได้เดินทางไปรับฟังข้อมูลจากชาวบ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เกี่ยวกับสถานการณ์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแม่น้ำกก จากชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชการ และมูลนิธิในพื้นที่

    นายเสหิละ ลิโพ ชาวบ้านผาใต้ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตอนนี้ตนและชาวบ้านหมู่บ้านผาใต้ต้องเป็นหนี้สินเนื่องจากไปกู้เงินมาสร้างบ้าน จากที่บ้านถูกพัดหายไป 11 หลัง ได้รับค่าชดเชยเร่งด่วน 5 หมื่นบ้านจากรัฐบาล บอกว่าจะเพิ่มให้อีก 2.3 แสนบาทต่อหลัง แต่ยังไม่ได้จนชาวบ้านต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาสร้าง ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เงินจากชดเชยทำให้ความสัมพันธ์ในเครือญาติเพื่อนฝูงต้องเสียหาย เพราะไม่สามารถคืนเงินที่ยืมได้ และยังมีปัญหาทำกิน ปลากินไม่ได้ หน้าแล้งน้ำไม่พอใช้จึงไม่รู้ว่าในมีหน้าหน้าแล้งนี้จะทำอย่างไร

    นายหล้า บุญเรือง ชาวบ้านหมู่บ้านแก่งทรายมูล กล่าาว่า ตนและเพื่อนบ้านเสียพื้นที่จากน้ำท่วมไป 70-80 ไร่ ตอนนี้ขาดที่ทำกิน ขาดรายได้และอาชีพ จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

    “พม่าต้องคุยได้ จะกี่ปีก็ต้องคุย ให้เขาปิดเหมือง ผมต้องการให้ที่ดินใช้ได้เหมือนเดิม ” นายหล้ากล่าว

    ด้านนายกอล์ฟ ชาวบ้านแก่งทรายมูล กล่าวว่า ตนเองงงมากว่าถึงเวลานี้ตกลงปลากินได้ไหม ตอนแรกอนามัยบอกกินได้ หลังจากนั้น บอกว่ากินเนื้อได้ แต่ให้เอาไส้ออกทำให้สุก ต่อมาบอกอีกว่า ให้ประมาณ 2 อาทิตย์กินครั้งหนึ่ง แล้วถ้ากินแล้วในระยะยาวจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครบอกได้

    นางอนงค์ อินทวิชัย กลุ่มฮักแม่น้ำกก กล่าวว่า ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ คนในพื้นที่ที่ต้องกินอาหารทั้งพืชและปลาในพื้นที่จะเป็นอย่างไร ในน้ำที่มีสารปนเปื้อนปลาที่มีสารโลหะหนักที่เป็นพิษต่อร่างกาย ส่วนใหญ่ในชุมชนจะเป็น คนแก่ เด็ก พระสงฆ์ คนหนุ่มส่วนใหญ่ไปทำงานที่อื่น แล้วเด็ก ๆ เยาวชนในพื้นที่ จะกลายเป็นคนพิการ ทางระบบประสาท เจ็บป่วยกันหรือไม่ในอนาคต อยากให้เสียงจากชุมชนให้ผู้ทำและรัฐบาลได้ยิน

    นายวิชิต ชาวบ้านสบงาม กล่าวว่า จากการออกแบบฝายดักตะกอนทั้งหมด 4 ฝาย มีฝายหนึ่งอยู่หน้าบ้านตัวเอง และชาวบ้นสบงาม

    “จากที่มีสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำอยู่แล้ว ยิ่งเป็นพิษ เอาฝายมาลงหน้าบ้านยิ่งหนัก จากเดิมที่ถูกน้ำพัดพื้นที่เกษตรเสียหาย การชดเชยให้บ้านละ 2,000-3,000 บาท ได้ไม่กี่หลังที่เหลือไม่ได้ นี่จะมาเพิ่มปัญหาให้อีก เพิ่มความเครียดให้ชาวบ้านอีก นี่ชาวบ้านบอกว่าไม่เอา แต่เหมือนได้ยินแว่วว่าเขายังจะเดินหน้า” นายวิชิตกล่าว

    ชาวบ้านบ้านผางาม กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของชาวท่าตอนหลายชุมชนคือปัญหาน้ำในหน้าแล้งปีหน้า จะอยู่กันอย่างไร จากเดิมเคยอาศัยแม่น้ำกก เมื่อน้ำประปาภูเขามีน้อย ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ตอนนี้ชาวบ้านท่าตอนกำลังวิตกกังวลมากในเรื่องนี้ ตอนนี้อยากให้รัฐบาลมาช่วยดูแล เช่นการจัดระบบการสูบน้ำโซลาเซลล์ หาที่กักเก็บน้ำเพื่อใช้ในหน้าแล้ง

    ด้านนางแสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านมีหนี้ท่วมจากวิกฤติการน้ำท่วมและสารปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรและการเสียพื้นที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกก การเปลี่ยนมาชีพไม่ใช่ของง่าย การเสียตลาดถั่วแระ ถั่วพุ่ม และกระเจี๊ยบเขียวที่เคยมีตลาดไปญี่ปุ่น ไต้หวัน ก็เสียตลาดไป แล้ว ชาวบ้านไม่มีทางเลือก บ้างเลิกปลูกไปเลย บ้างยังคงปลูกบ้างขายในพื้นที่

    นางแสงระวีกล่าวว่า พื้นที่การท่องเที่ยวเสียหายกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ริมกกแต่ก่อนกิจการท่องเที่ยว แพเป็นรายได้สำคัญ รายได้จากแพริมกกเก็บข้อมูลประมาณ 10 กิจการ มีรายได้กว่า 3 ล้านบาท ต่อ 7 วันในช่วงเทศกาล แต่มีทั้งหมดกว่า 400 แพ ไม่นับในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวไปในผู้ประกอบการอื่น ๆ อีก ทั้งร้านอาหาร กิจการร้านค้าย่อย รถรับจ้างที่จะมีรายได้ส่วนนี้

    “ตอนนี้ชาวบ้านจึงต้องการให้รัฐบาลได้หาทางช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับชาวบ้าน เพราะตอนนี้เป็นหนี้กันท่วมกู้กันทุกกองทุนเต็มวงเงิน ต้องจ่ายดอกเบี้ยกันหนัก และอย่าให้ชาวบ้านต้องเครียดด้วยการเดินหน้าสร้างโครงการฝายดักตะกอนอีก สิ่งที่ชุมชนต้องการมากที่สุดคือแหล่งน้ำสะอาด ต้องการให้รัฐบาลมาดูระบบน้ำบาดาลในการขุดเจาะเพื่อหาน้ำที่ปลอดภัยให้ชุมชน”นางแสงระวีกล่าว
    เมื่อสอบถามเรื่องการหาปลาและกินปลาแม่น้ำกก นางแสงระวีกล่าวว่า ตอนนี้มีชาวบ้านบางส่วนกลับมาหาปลาและกินปลาแม่น้ำกก เพราะไม่มีทางเลือกและเป็นวิถีชีวิต จากก่อนหน้านี้ที่ตกใจและหยุดกินกันไป
    พระมหานิคม (พระมหาภินิกขมโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า การฟื้นฟูภาวะปนเปื้อนนั้นต้องใช้เวลาหลายสิบปี กับผลกระทบชุมชน และชาวบ้าน ในทุกทางจึงต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาทั้งต่างประเทศและหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ป้องกันผลกระทบทุกด้าน การดำเนินการปิดเหมือง และการฟื้นฟู

    “ขอให้นึกถึงเด็กๆในอนาคต แม่น้ำคือชีวิต เมื่อแม่น้ำเกิดสารพิษ รอยยิ้มเด็ก ๆ ก็จะหายไป สิ่งไหนจะช่วยเหลือได้ ขอตั้งคำถามประกาศต่อประชาคมโลก ว่า การพัฒนาบางประเทศทำให้ประเทศอื่นเดือดร้อน จะทำอย่างไร” พระอาจารย์นิคมกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/898944/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29DnTPF2cOxqau4Dq_uVbu

  • ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมฯ ต.ค.68 แผ่วเล็กน้อย จับตามาตรการรัฐดัน 3 เดือนฟื้น!

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมฯ ต.ค.68 แผ่วเล็กน้อย จับตามาตรการรัฐดัน 3 เดือนฟื้น!

    เศรษฐกิจ

    19 พ.ย. 2025 เวลา 11:05 น.

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมฯ ต.ค.68 แผ่วเล็กน้อย จับตามาตรการรัฐดัน 3 เดือนฟื้น!

    “ส.อ.ท.” เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมฯ ตุลาคม 68 แผ่วลงเล็กน้อย – หวั่นส่งออก/น้ำท่วม/สินค้าจีนทะลัก – จับตามาตรการรัฐดัน 3 เดือนข้างหน้าฟื้นตัว!

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. และนายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ร่วมเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 87.3 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 87.8 ในเดือนกันยายน 2568 

    การปรับตัวลดลงของดัชนีดังกล่าวเป็นผลมาจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ การส่งออกสินค้าคงทนปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์สันดาป และเครื่องปรับอากาศ จากอุปสงค์ที่ชะลอตัวในตลาดออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงผลิตภัณฑ์ไม้ในตลาดจีน และมาเลเซียที่มีคำสั่งซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ปัญหาการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐ ยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ของประเทศลดลงประมาณ 0.1% ต่อสัปดาห์ คิดเป็นมูลค่าราว 7 พันล้านดอลลาร์

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมฯ ต.ค.68 แผ่วเล็กน้อย จับตามาตรการรัฐดัน 3 เดือนฟื้น!

    ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานของสหรัฐ โดยรวม นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าจากจีนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2568 เพิ่มขึ้นถึง 33.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (+9.78%YoY) เหล็ก (+9.23%YoY) และพลาสติก (+16.28%YoY)

    นอกจากนี้ ความกังวลต่อสถานการณ์น้ำ และอุทกภัยที่ยังคงขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ยังคงส่งผลกระทบต่อผลผลิตของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ตลอดจนการดำเนินธุรกิจ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงมูลค่าการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดนยังคงหดตัวต่อเนื่อง

    โดยในเดือนกันยายน 2568 มูลค่าการค้ากับเมียนมาลดลงเหลือ 9,401 ล้านบาท (-40.8%) ขณะที่การค้ากับกัมพูชาลดลงเหลือเพียง 11 ล้านบาท (-99.9%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคม ยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยประคับประคองภาวะเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ เหลือ 30.94 บาทต่อลิตร และปรับลดราคาน้ำมันเบนซินลง 30 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ และฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร หัตถกรรม ของฝาก และเครื่องนุ่งห่ม

    ขณะเดียวกัน การบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทย และกัมพูชา ยังช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดบริเวณชายแดน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,335 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนตุลาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่มีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 67.3% เศรษฐกิจโลก 63.1% และอัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 48.1% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ นโยบายภาครัฐ 48% การเข้าถึงสินเชื่อ 29.1% ราคาพลังงาน 27.1% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 20.4%

    ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ระดับ 93.5 จากระดับ 91.8 ในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเป็นผลมาจากมาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ อาทิ มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อรับซื้อ และปรับโครงสร้างหนี้เสียภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่อง และกระตุ้นการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ 

    นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย และสหรัฐอเมริกายังมีพัฒนาการในเชิงบวก โดยทั้งสองประเทศได้บรรลุกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ซึ่งสหรัฐ ยังคงอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ไว้ที่ 19% พร้อมให้สิทธิยกเว้นภาษี (0%) แก่สินค้าบางประเภทจากไทย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนมีแนวโน้มผ่อนคลายลง โดยสหรัฐ จะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากจีนเหลือ 47% จากเดิม 57% ขณะที่จีนได้ผ่อนคลายข้อจำกัดในการส่งออกแร่หายาก ซึ่งช่วยคลี่คลายบรรยากาศทางการค้าโลก 

    แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัยดังกล่าว แต่อุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงบางประการที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะความกังวลต่อปัญหาธุรกิจสีเทา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศด้านการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังอยู่ในโซนแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออก รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยในตลาดโลก

    ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ  

    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างให้กับผู้ประกอบการ SMEs ภายใน 30–45 วันนับตั้งแต่ตรวจรับงานเพื่อลดปัญหาการขาดสภาพคล่อง พร้อมปรับลดวงเงินหลักประกันสัญญา และเร่งคืนให้เร็วขึ้นภายใน 15 วัน 

    2. เสนอให้เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 4.37 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายอย่างน้อย 33% ภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ตามนโยบาย Quick Big Win เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น

    3. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินการปราบปราม และป้องกันธุรกิจสีเทาในทุกมิติ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนแผนของคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. ใน 6 ด้าน เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TL5qf8gW0neQlCOSyjQYk

  • มูลนิธิสัมมาชีพประกาศ 13 รางวัล ต้นแบบสัมมาชีพ 2568 “พจน์” คว้าบุคคลต้นแบบ

    มูลนิธิสัมมาชีพประกาศ 13 รางวัล ต้นแบบสัมมาชีพ 2568 “พจน์” คว้าบุคคลต้นแบบ

    มูลนิธิสัมมาชีพ ประกาศมอบรางวัล “ต้นแบบสัมมาชีพ” ครั้งที่ 11 ประจำปี 2568 รวม 13 รางวัล เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจสัมมาชีพท้องถิ่น แกนกลางเศรษฐกิจไทย” เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่ดำเนินงานบนหลัก สัมมาชีพ คือ ไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อ สร้างต้นแบบจุดประกายไอเดีย การทำธุรกิจที่มีคุณภาพให้แก่ คน วิสาหกิจชุมชน และเอสเอ็มอี เพื่อเป็นแกนกลางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

    นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ กล่าวว่า มูลนิธิสัมมาชีพได้จัดงานมอบรางวัลต้นแบบสัมมาชีพครั้งที่ 11 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เพื่อยกย่องผู้ที่ประสบความสำเร็จในการประกอบการตามแนวทางสัมมาชีพ นั่นคือ การยึดหลักไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ รวมทั้งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างความยั่งยืนให้ชุมชน โดยรางวัลดังกล่าวได้มอบให้กับวิสาหกิจชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน เอสเอ็มอี ไปจนถึงผู้บริหารองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ เพื่อเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในการร่วมพัฒนายกระดับเศรษฐกิจฐานราก พร้อมสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน

    s__144212189_0

    “รางวัลนี้มีเป้าหมายส่งเสริมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นการเชิดชูเกียรติบุคคล วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี และปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบสัมมาชีพที่มีประกอบการอย่างมีสัมมาชีพ และมีบทบาทช่วยยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และการจัดงานครั้งนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคีต่างๆ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ที่ได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิและชุมชนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม”

    “ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” คว้ารางวัลบุคคลต้นแบบ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้บุกเบิกธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งจนบริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ของโลก ได้รับรางวัล บุคคลต้นแบบสัมมาชีพ ประจำปี 2568 รางวัลนี้มอบให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจ มีความดีงาม และมีบทบาทส่งเสริม สิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคมควบคู่ธุรกิจ ซึ่ง ดร.พจน์ ได้วางนโยบายขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของหอการค้าไทย ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” โดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่นธุรกิจ, การขยายตลาดด้วยนวัตกรรม (Digital, AI, ESG), การพัฒนาบุคลากร (Talent Development), และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Empowering Public – Private Partnerships) เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่เกษตรกรถึงธุรกิจขนาดใหญ่

    s__144212191_0

    รางวัลปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบ (3 ราย)

    สำหรับรางวัล ปราชญ์ชาวบ้านต้นแบบ มอบให้กับผู้ที่สร้างสรรค์พัฒนางานที่ก่อให้เกิดคุณค่าต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ยั่งยืน และขยายเผยแพร่องค์ความรู้สู่สังคม ได้แก่

    1. นางเสงี่ยม แสวงลาภ (อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย) ผู้นำพัฒนา “บ้านนาต้นจั่น” จากหมู่บ้านเกษตรกรรมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้และงานให้คนรุ่นใหม่กลับคืนถิ่น
    2. นาวาตรีสถาพร สกลทัศน์ (อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่) ผู้สร้าง สัมมาชีพกาแฟเพื่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยเปลี่ยนพื้นที่ไร่ข้าวโพดเป็นไร่กาแฟอินทรีย์ และถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เยาวชน
    3. นายปิยณัฎฐ์ อิสสระสงคราม (จ.ระนอง) ผู้พัฒนา “หัตถศิลป์ดิ้นโบราณบาบ๋า-ยาหยา” ที่ใกล้สูญหาย ให้กลับมาเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแฟชั่น สร้างรายได้ให้ชุมชน

    รางวัลเอสเอ็มอีต้นแบบสัมมาชีพ (4 ราย)

    รางวัล เอสเอ็มอีต้นแบบสัมมาชีพ มอบให้กับเอสเอ็มอีที่สร้างธุรกิจให้เติบโตบนหลักสัมมาชีพ ควบคู่ไปกับการมีบทบาทส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ดูแลสิ่งแวดล้อม ได้แก่

    1. บริษัท เอ็มมันนี่ บรอดแบนด์ จำกัด (จ.อุดรธานี) บริการอินเทอร์เน็ตที่ช่วย ขยายเครือข่ายเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี
    2. บริษัท มิลค์ พลัส แอนด์ มอร์ จำกัด (จ.ปทุมธานี) ผู้ผลิต น้ำหัวปลี และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มีบทบาทส่วนสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ
    3. บริษัท บุญยวง อินดัสทรี จำกัด (จ.สุโขทัย) ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่าย เครื่องจักรกลทางการเกษตร สำหรับเกษตรกรรายย่อย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
    4. บริษัท เวย์ เมคเกอร์ จำกัด (จ.สมุทรปราการ) ให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ และให้ความรู้ด้าน การตลาดออนไลน์แก่ชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย

    รางวัลวิสาหกิจชุมชนต้นแบบสัมมาชีพ (5 ราย)

    รางวัล วิสาหกิจชุมชนต้นแบบสัมมาชีพ มอบให้กับกลุ่มที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรมมาปรับใช้ และมีส่วนช่วยแก้ปัญหาชุมชนในด้านต่างๆ ได้แก่

    1. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านวังร่อง (จ.เพชรบูรณ์) ปรับระบบการผลิตสู่ เกษตรอินทรีย์ โดยเชื่อมโยงกับระบบตลาดสมัยใหม่ (เช่น Lemon Farm)
    2. วิสาหกิจชุมชนผลไม้แปรรูปบ้านเสี้ยว (จ.อุตรดิตถ์) พลิก มะขามพื้นถิ่น ให้เป็นสินค้าสร้างมูลค่าภายใต้แบรนด์ “มะขามบ้านเสี้ยว” ส่งเสริมคนรุ่นใหม่คืนถิ่น
    3. วิสาหกิจชุมชนผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติแม่อิง (จ.พะเยา) สร้างอาชีพหัตถกรรม ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ทดแทนภาคเกษตร และสร้างงานคนเปราะบาง
    4. ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนท่องเที่ยวโอทอปนวัตวิถีบ้านท่ามะขาม (จ.ราชบุรี) แหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ถ่ายทอดวัฒนธรรม ควบคู่แนวคิด Zero Waste เป็นต้นแบบการท่องเที่ยวยั่งยืน
    5. สหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด (จ.พัทลุง) เป็นแหล่งเงินทุนให้สมาชิก พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจการต่างๆ จึงมีบทบาทสำคัญด้านการสร้างรายได้และสวัสดิการชุมชน

    เวทีวิชาการ: เชื่อมความสำเร็จสู่ข้อเสนอนโยบาย

    นอกจากการมอบรางวัล มูลนิธิฯ ยังจัดเวทีวิชาการ “นวัตกรรมสังคมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” เพื่อถ่ายทอดบทเรียนความสำเร็จของผู้ประกอบการชุมชน และนำผลการศึกษาไปจัดทำ ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนต่อภาครัฐต่อไป รางวัลต้นแบบสัมมาชีพเหล่านี้ จึงเป็น รากฐานสำคัญ ของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง

    s__144212187_0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945200/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MHPHmmVs8gF391wAtOCKC

  • ถอดรหัสประเทศไทย พลิกโฉมเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้นโยบาย Quick Big Win : อินโฟเควสท์

    ถอดรหัสประเทศไทย พลิกโฉมเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้นโยบาย Quick Big Win : อินโฟเควสท์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเปิดงาน FTI Outlook 2026 “DECODING THAILAND’S INDUSTRY FOR THE UPCOMING FUTURE: ถอดรหัสอุตสาหกรรมไทย อ่านเกมอนาคต” โดยระบุว่า ในปีนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลก จะขยายตัวได้ 3.2% และมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงในปีหน้า ทั้งนี้ หากมองย้อนไปในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าเศรษฐกิจโลก เติบโตได้เฉลี่ยปีละ 3.7% แต่ในระยะหลังนี้ เศรษฐกิจโลกเติบโตได้ช้า และมีการฟื้นตัวที่ช้า

    สำหรับประเทศไทยนั้น เศรษฐกิจยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องได้รับความเอาใจใส่อย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหา เพราะหากไม่เร่งแก้ไขที่ปัญหาในเชิงโครงสร้างก่อนแล้ว การจะแก้ในเรื่องอื่นคงจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

    นอกจากนี้ IMF ยังมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ก่อนหน้านี้ เคยอยู่ในลำดับที่ 2 ของอาเซียน แต่ระยะหลังมานี้ เศรษฐกิจไทยโตได้เฉลี่ยเพียงปีละ 2% เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังถูกท้าทายจากประเทศเพื่อนบ้าน โดย IMF มองว่าหากในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมผู้สูงอายุ, กับดักรายได้, การเป็นประเทศที่รับจ้างผลิตสินค้า (OEM), ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ตลอดจนปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยี ก็อาจจะทำให้ประเทศไทยตกชั้นจากที่เคยอยู่ในอันดับ 2 ลงไปอยู่ในอันดับ 5 ของอาเซียนได้

    ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า จากที่สภาพัฒน์ได้ประกาศ GDP ไตรมาส 3/68 ของไทย ที่ขยายตัวเพียง 1.2% นั้น ถือว่าออกมาต่ำกว่าที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินไว้เป็นอย่างมาก เพราะ กกร.เคยคาดไว้ที่ 1.5-1.7%

    แต่จากที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มีนโยบายการทำงานที่ใกล้ชิดกับภาคเอกชน และนำโจทย์ของภาคเอกชนไปหารืออย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยต้องไม่ติดหล่ม และพลิกฟื้นขึ้นมาได้ภายในระยะเวลาการทำงานที่จำกัดของรัฐบาล จึงนำมาสู่นโยบาย Quick Big Win ที่รัฐบาลได้พยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกสัปดาห์ โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ไม่ติดหล่มลงไปอีก และสามารถเทคออฟขึ้นได้ในปีต่อไป

    “สิ่งที่เอกชนตั้งความหวังไว้นั้น ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กลไก Reinvent Thailand ซึ่งมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างพลวัตรใหม่ สู่การเติบโตที่ยั่งยืน เราต้องให้ความสำคัญในเรื่อง Reinvent Thailand อย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นการถอดรหัสที่จะเห็นความสำเร็จ ไม่ใช่มองแต่อุปสรรค เพราะทุกอุปสรรค มีโอกาสอยู่ในนั้น หากเรารวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว เชื่อว่าเราจะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยพ้นช่วงเลวร้าย ไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้” ประธาน ส.อ.ท. ระบุ

    อย่างไรก็ดี ในปีนี้ กกร. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวได้ 1.8-2.2% และปรับคาดการณ์การส่งออก เพิ่มขึ้นเป็น 9.5-10.5% ซึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกเพื่อเลี่ยงผลกระทบก่อนที่สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า ในขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปี จะอยู่ที่ -0.1 ถึง 0.1%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายใหม่ สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย” โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เผชิญผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาภาษีสหรัฐฯ และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ อีกทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเอง ที่พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูง ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่นที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูง

    ล่าสุด สภาพัฒน์รายงานตัวเลข GDP ของไทยช่วงไตรมาส 3/68 ขยายตัวได้เพียง 1.2% ในขณะที่ครึ่งปีแรกขยายตัวได้ 3% ซึ่ง GDP ไตรมาส 3 นี้เป็นไปตามที่ได้เคยคาดการณ์ไว้ว่าตัวเลขจะดิ่งลงมา ซึ่งหากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย จะทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 อาจขยายตัวได้เพียง 0.3% เท่านั้น

    “ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไตรมาส 4 จะโตได้แค่ 0.3% หรือติดหล่ม ซึ่งน่ากลัวมาก ถ้าไม่ทำอะไรเลย และปล่อยไว้แบบนี้ มันจะตกเหว” นายเอกนิติ กล่าว

    พร้อมมองว่า เศรษฐกิจไทยในยุคก่อนปี 2540 มีงบลงทุนในสัดส่วนสูงถึง 40% ของจีดีพี มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ สาธารณูปโภคต่าง ๆ ทำให้หลายประเทศย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยกันค่อนข้างมาก แต่มาในระยะหลัง งบลงทุนลดลงเหลือเพียง 20% ของจีดีพี ซึ่งหายไปถึงครึ่งหนึ่ง ไม่เห็นการลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศ ดังนั้นสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ติดหล่มอยู่ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตกใจ เพราะถ้าเราเข้าใจจริง ๆ จะรู้ว่าเป็นผลมาจากที่ประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนขนาดใหญ่ใดๆ เลยในระยะหลังที่ผ่านมา

    “มันคือกรรมเก่า ที่เราไม่สร้างบุญใหม่ไว้เลย เราเก็บบุญเก่ามาตลอด แล้วก็ทำกรรมไว้เรื่อย ๆ ไม่ได้ลงทุนอะไรเลย แล้ววันนี้ก็มาเจอสภาพนี้ ที่เศรษฐกิจไทยโตแค่ 1.2% ดิ่งเหวลงมา ผมถึงบอกว่า ถ้าเราไม่ทำอะไร จะยิ่งแย่ จะยิ่งหนัก สภาพส่งออกที่เราเจอ กำลังแรงงานน้อย หนี้ครัวเรือนสูง SMEs ไม่มีสภาพคล่อง” นายเอกนิติ กล่าว

    ดังนั้น การที่รัฐบาลมีนโยบาย Quick Big Win เพราะมีเวลาการทำงานที่จำกัด งบประมาณจำกัด จึงต้องทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ได้ผลในระยะยาว และมีการกระจายตัว ซึ่งตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้นั้น ในส่วนของเสาหลักที่ 1 เรื่องการฟื้นเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ทำครบถ้วนแล้ว อาทิ โครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน โดยใช้งบประมารเดิม ไม่ได้มีการก่อหนี้ใหม่แต่อย่างใด

    รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า การจะพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยได้ ต้องเปลี่ยนผ่านใน 3 ส่วนสำคัญ คือ 1.People 2.Process และ 3.Technology

    ในส่วนของ People รัฐบาลได้ใช้แนวทางการ Upskill Reskill ให้กับบรรดาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้สามารถขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า-บริการ จากเพียงแค่ร้านค้าที่มีหน้าร้าน (ออฟไลน์) มาสู่ร้านค้าออนไลน์ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น และช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้

    ส่วนในเรื่อง Process นั้น รัฐบาลเตรียมทำมาตรการ “Fast Pass” โดยเป็นการเร่งแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบ และขั้นตอนต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อต้องการผลักดันเม็ดเงินลงทุนให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเร่งด่วน เป็นการปลดล็อกให้โครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมลงทุนจากบีโอไอแล้ว แต่ยังได้เริ่มลงทุนจริง สามารถเริ่มลงทุนได้ เพราะได้รับการแก้ไขปัญหาอุปสรรคจากการลดอุปสรรคขั้นตอนต่าง ๆ ลง ทำให้การลงทุนไหลลื่นขึ้น โดยคาดว่าจะทำให้เห็นเม็ดเงินที่พร้อมจะเริ่มลงทุนได้ทันทีในปีหน้า ราว 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะเสนอมาตรการ “Fast Pass” เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในสัปดาห์หน้า

    สำหรับเรื่อง Technology นั้น ประเทศไทยขาดการลงทุนด้านเทคโนโลยีมานาน โครงการลงทุนที่มีอยู่เดิมอาจจะไม่ทันสมัย และไม่ตอบโจทย์กระแสของโลก เช่น ยังไม่มีเรื่องการลงทุนพลังงานสะอาด ซึ่งส่วนหนึ่งที่เป็นข้อจำกัดของการลงทุน คืองบประมาณที่จำกัด และยังมีข้อจำกัดในเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีโครงการลงทุนในลักษณะที่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP เพื่อช่วยขยายศักยภาพในการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ โดยอีกทางเลือกที่จะสามารถลงทุนโครงการขนาดใหญ่ได้ โดยไม่ต้องกังวลกับการกู้เงิน หรือการเพิ่มหนี้สาธารณะ นั่นคือ การใช้แนวทางเรื่องกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF)

    “ใน 4 เดือนทำให้ดู ทำจริง ๆ มีนโยบายออกมาทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดขึ้นจริง กระตุกเศรษฐกิจไทย กระตุ้นสั้น ให้เกิดผลยาว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ มันจะไม่เปลี่ยนแค่สั้น ๆ ไม่ได้จบแค่รัฐบาลนี้ แต่มันจะมีผลยาวไปถึงประเทศไทยในอนาคต ประเทศไทยปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจ ที่คือแนวคิดที่จะวางรากไว้สำหรับ Thailand’s Economic Transformation” นายเอกนิติ ระบุ

    นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ “รู้รอบทิศ คิดรอบด้าน กับเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยในปี 2026” โดยระบุว่า โลกในปัจจุบันมีทั้งความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งจาก 1.Technology Disruption 2. Demographic Disruption โดยเฉพาะเรื่องสังคมผู้สูงวัย 3.Pandemic Disruption 4.Environmental Disruption 5.Education Disruption และ 6. Geo-Political Disruption

    การมองบทบาทประเทศมหาอำนาจที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา และจีนนั้น แม้จะเต็มไปด้วยความสับสน และขัดแย้งในมุมมอง แต่ในโลกของความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเมือง และเศรษฐกิจนั้น เป็นความสับสน และความขัดแย้งในมุมมองของความเป็นปกติใหม่ (New Normal) ที่เราต่างจะต้องทำความเข้าใจ

    พร้อมมองว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน คุณสมบัติของผู้นำจะต้องนำด้วยการวิเคราะห์ มีจินตนาการ มีความเห็นอกเห็นใจ และมีการตัดสินใจที่ดี และเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่ดีจะต้องนำด้วยวิสัยทัศน์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเมื่อโลกแบ่งเป็นเสี่ยงเสี้ยว ผู้นำจะต้องมีความสัมพันธ์กับฝ่ายต่าง ๆ ให้ได้ เพราะขนาดจีนมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่ 2 ของโลก ยังต้องเรียนรู้การอยู่กับสหรัฐฯ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/547331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mWYzWDSIa_FiFuMYvPNjT

  • เศรษฐกิจโลกและไทยในไตรมาส 1 ปี 2026: จุดวัดใจ

    เศรษฐกิจโลกและไทยในไตรมาส 1 ปี 2026: จุดวัดใจ

    เศรษฐกิจโลกและไทยในไตรมาส 1 ปี 2026: จุดวัดใจ

    ก้าวเข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะ “Bottom Testing” หรือ “จุดวัดใจ” ท่ามกลางความหวังและความเสี่ยงที่สลับซับซ้อน

    โดยแม้ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดอย่างดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) จะปรับตัวดีขึ้น ผลจากภาษีศุลกากรสหรัฐที่ต่ำกว่าคาด ทำให้ภาคการผลิตยังคงเร่งตัว แต่สัญญาณเตือนก็เริ่มปรากฏชัดเจน การส่งออกจีนล่าสุดเริ่มหดตัวจากฐานสูงและอุปสงค์ที่ชะลอลง ขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐชะลอชัดเจนจากกระบวนการ Soft Landing และผลกระทบจาก AI ที่ทำให้มีการปลดพนักงานเพิ่มขึ้น

    แม้ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเติบโตในปี 2026 ในระดับใกล้เคียงกับปี 2025 แต่เศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างรุนแรงในครึ่งแรกของปี ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง โดยในสหรัฐจะเริ่มชะลอลงจากผลกระทบของภาษีศุลกากรและการปิดรัฐบาล (Government Shutdown)

    ขณะที่ยุโรปจะฟื้นตัวเล็กน้อย โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงดอกเบี้ยในระดับต่ำตลอดปี ส่วนญี่ปุ่นคาดเติบโตจากการฟื้นตัวของค่าจ้างและการบริโภค โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ยอีกสองครั้ง ขณะที่จีนจะชะลอลงจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้ภาครัฐที่สูงถึงสามเท่าของ GDP

    นโยบายการเงินโลกกำลังเดินสวนทาง (Policy Divergence) ชัดเจน ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) น่าจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมและอีกครั้งในปีหน้าก่อนจะหยุดการลดดอกเบี้ยจาก 4 ปัจจัยสำคัญ

    ได้แก่ (1) ตลาดแรงงานอ่อนตัวต่อเนื่อง (2) Government Shutdown ที่ทำให้ข้าราชการจำนวนมากถูกพักงานและอาจทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้น (3) เงินเฟ้อแม้จะเร่งตัวแต่อยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ และ (4) คะแนนนิยมของทรัมป์ตกต่ำสุด ทำให้มีแนวโน้มที่จะเข้าแทรกแซง Fed ต่อเนื่อง

    ด้านการคลัง สหรัฐเผชิญความเสี่ยงจากการขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสถูกปรับลดเครดิต รวมถึงอังกฤษ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงวิกฤติการคลังในปี 2026

    ด้านเศรษฐกิจไทย ในไตรมาสสามขยายตัวที่ 1.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดแต่ใกล้เคียงกับที่ผู้เขียนคาดที่ 1.0% ต่อปี จากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่หดตัวรุนแรง ผลจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ

    ด้านการส่งออกสินค้าขยายตัว แต่การส่งออกบริการหดตัว บ่งชี้ถึงความเสี่ยงจากการท่องเที่ยว ขณะที่ฝั่งอุปทานบ่งชี้ความเสี่ยงมากขึ้น ภาคเกษตรกรรมขยายตัวชะลอลงจากภาวะ La Nina ภาคการผลิตหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ขณะที่ภาคบริการชะลอลงจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง

    สภาพัฒน์คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 2.0% และคาดการณ์ปีหน้าที่ประมาณ 1.7% ขณะที่ผู้เขียนประมาณการต่ำกว่าที่ 1.8% และ 1.4% จากสี่ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ (1) การส่งออกที่จะชะลอลงมากขึ้นโดยเฉพาะความเสี่ยง Electronics cycle และประเด็น Transshipment ที่อาจโดนภาษีสูง

    (2) ความผันผวนทางการเงินที่มากขึ้น (3) การบริโภคและการลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง และ (4) การหดตัวของสินค้าคงคลังที่มากขึ้น

    แม้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการกระตุ้น 5 ด้าน อันได้แก่ (1) โครงการ “คนละครึ่ง Plus” (2) มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว (3) การคืนภาษีแบบเร่งรัด (4) นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและจัดตั้ง AMC และ (5) เติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากกว่าคาดทำให้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ด้านเงินเฟ้อในไทยจะติดลบในปีนี้ และไม่ขยายตัวในปีหน้า โดยราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ อุปสงค์ที่อ่อนแอ ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และราคาผักผลไม้ที่ลดลง จะเป็นแรงกดดันทั้งฝ่ายอุปสงค์และอุปทาน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีนี้และปีหน้า ซึ่งจะไม่ทันการณ์และทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น

    ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากทั้งภาษีนำเข้าสหรัฐ การชะลอตัวของเศรษฐกิจการค้าโลก หนี้สินครัวเรือนและภาคเอกชนที่สูง และบรรยากาศทางการเมืองช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงอย่างรุนแรงในปีหน้า นอกจากนั้น ทิศทางนโยบายการเงินทั้งโลกและไทยที่ผันผวนไม่ชัดเจนคาดการณ์ยาก จะทำให้ทิศทางดอกเบี้ยพันธบัตร ค่าเงิน รวมถึงตลาดเงินตลาดทุนผันผวนขึ้น

    ด้านค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาสสี่ปีนี้ถึงไตรมาสหนึ่งปีหน้า จากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์หลัง Government Shutdown ยุติและข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอถูกเปิดเผย ทำให้ความคาดหวังลดดอกเบี้ยของ Fed มีมากขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. อาจลดได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จะอ่อนค่าในครึ่งปีหลังจาก Fed ยุติลดดอกเบี้ยแต่ ธปท. ลดต่อ

    สำหรับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาวในช่วงไตรมาสสี่ปีนี้ถึงไตรมาสหนึ่งปีหน้าจะยังอยู่ในระดับต่ำจากความเสี่ยงต่างๆ เช่น Shutdown ความไม่แน่นอนด้านสงครามการค้า แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นจาก (1) การขาดดุลการคลังที่มีแนวโน้มมากขึ้น และ (2) เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

    กล่าวโดยสรุป ไตรมาสแรกของปี 2026 จะเป็นจุดทดสอบสำคัญของเศรษฐกิจโลกและไทย ท่ามกลางความหวังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่ซับซ้อนหลายประการ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน

    เศรษฐกิจโลกและไทยกำลังเข้าสู่ “จุดวัดใจ” โดยนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายอย่างเหมาะสมเท่านั้น จึงจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นความท้าทายในปีม้าพยศไปได้

    บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw203CRfklDbFh-zoRDdDK0n