Blog

  • เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    เคทีซีจับมือบางจาก เปิดกลยุทธ์ “เติมเต็มความคุ้มค่า” รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ด้วยแคมเปญสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงการใช้จ่ายกับไลฟ์สไตล์ประจำวันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านสองแคมเปญหลัก ได้แก่ การมอบเครดิตเงินคืนทันที 3% สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เจซีบี และการแลกคะแนน KTC FOREVER หรือบางจาก กรีนไมลส์ เพื่อรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 33% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการบางจากที่ร่วมรายการ ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่าและความคล่องตัวในชีวิตประจำวัน

    เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    นายสุวัฒน์ เทพปรีชาสกุล ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีเชื่อว่าความคุ้มค่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสมาชิกบัตรเคทีซี เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้ออกบัตรเครดิต แต่ต้องการเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเพื่อครอบครัว การเดินทาง หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างการเติมน้ำมัน ความร่วมมือกับบางจากในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสร้างประสบการณ์ที่ผสานทั้งความคุ้มค่า ความสะดวก และเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มผ่านสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ e-Coupon ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้จริง พร้อมช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงเศรษฐกิจที่ท้าทาย ซึ่งสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมการเงินที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

    สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกเคทีซีเมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการบางจากที่ร่วมรายการทั่วประเทศ บัตรเครดิต KTC JCB ทุกประเภทรับ e-Coupon เครดิตเงินคืน 3% (หรือ 30 บาทต่อเซลส์สลิป) ผ่านแอปฯ KTC Mobile โดยไม่ต้องใช้คะแนนแลกและไม่ต้องลงทะเบียน เมื่อเติมน้ำมันตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 บัตรเครดิต KTC ทุกประเภท รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 33% เมื่อเติมน้ำมันผ่านบัตรฯ ทุก 100 บาท และใช้ทุก 100 คะแนน KTC FOREVER และทุก 100 คะแนนบางจากกรีนไมลส์ หรือแลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน 12% เมื่อใช้ทุก 100 คะแนน KTC FOREVER (ไม่จำกัดยอดแลกคะแนน) และลงทะเบียนเข้าร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569

    สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี-บางจาก วีซ่า แพลทินัม (KTC-BANGCHAK VISA PLATINUM) และบัตรเครดิตเคทีซี-บางจาก แพลทินัม มาสเตอร์การ์ด (KTC-BANGCHAK PLATINUM MASTERCARD) รับเพิ่มเครดิตเงินคืน 1% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรในการเติมน้ำมันทุกชนิด (ไม่รวมน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันหล่อลื่นอื่นๆ) ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก จากยอดชำระไม่เกิน 3,000 บาท/เซลส์สลิป โดยเครดิตเงินคืนจะถูกโอนเข้าบัญชีบัตรเครดิตในรอบบัญชีถัดไป

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทั้งนี้ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12767590&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IEonlslO8x_S_IIRoLpXu

  • จับตา 2 ธุรกิจ Wellness ดาวรุ่ง SME กลุ่มไหนได้อานิสงส์บ้าง

    จับตา 2 ธุรกิจ Wellness ดาวรุ่ง SME กลุ่มไหนได้อานิสงส์บ้าง

    จับตา 2 กลุ่มธุรกิจ Wellness ดาวรุ่ง! เครื่องยนต์ใหม่ดันเศรษฐกิจไทยโตแรง ทั้ง Future Food–ท่องเที่ยวสุขภาพ SME หลายกลุ่มได้อานิสงส์

    Wellness กำลังเป็นเครื่องยนตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัย SME D Bank ได้เผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ “Wellness Business” ซึ่งระบุว่าเป็นเมกะเทรนด์สำคัญที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำถึง 2 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย ได้แก่ ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) และธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism)

    ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food)

    เทรนด์รักสุขภาพมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพอย่างมาก รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยและการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ผู้บริโภคทุกกลุ่มให้ความสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันโรค โดยเฉพาะ Future Food ที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยและการเปลี่ยนแปลงการบริโภคของโลก

    ตลาด Future Food ในไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าในปี 2570 จะมีมูลค่ารวมกว่า 500,000 ล้านบาท และมีมูลค่าส่งออกกว่า 220,000 ล้านบาท ซึ่ง Future Food แบ่งออกได้หลายประเภท

    Functional Food (อาหารฟังก์ชัน) 

    • อาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน เช่น ปลาไขมันสูงที่มีส่วนช่วยบำรุงหัวใจและสมอง ข้าวโอ๊ตหรือข้าวบาร์เลย์ที่มีใยอาหารชนิดเบต้ากลูแคน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เป็นต้น
    • โพรไบโอติก พรีไบโอติก เช่น โยเกิร์ตผสมพรีไบโอติกส์ หรือ ผลิตภัณฑ์นมที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต เป็นต้น
    • อาหารเสริม เช่น วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน หรือสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อบำรุงร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    Medical & Personalized (อาหารทางการแพทย์)

    • อาหารที่พัฒนาเพื่อช่วยดูแลภาวะสุขภาพเฉพาะบุคคล 

    Alternative Protein Food (อาหารโปรตีนทางเลือก) 

    • เต้าหู้ นมถั่วเหลือง นมพืชอื่น ๆ
    • เนื้อจากพืช
    • สาหร่ายโปรตีนสูง
    • กลุ่มแมลงกินได้ จิ้งหรีด หนอนนก หรือ ตั๊กแตน 

    Organic Food (อาหารออร์แกนิก)

    • อาหารที่ได้จากกระบวนการเกษตรอินทรีย์ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ปุ๋ยสังเคราะห์ และยาฆ่าแมลง เช่น ข้าวอินทรีย์ ผักและผลไม้อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก

    ธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism)

    มูลค่าตลาดธุรกิจ Wellness Tourism ทั่วโลก ปี 2566 อยู่ที่ 8.17แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 2568 คาดขยายตัว 8.1% ต่อปี ส่วนในไทย ปี 2565 พบว่ามีมูลค่า 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นอันดับ 15 ของโลกอันดับ 4 ของเอเชียแปซิฟิก และในปี 2570 เป้าหมาย 1 ใน 5 อันดับของโลก

    โอกาส SME ในธุรกิจ Wellness Tourism

    โอกาสทางธุรกิจนี้ครอบคลุมหลากหลายบริการ โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 80,000 – 120,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป ธุรกิจ SME ที่เกี่ยวข้องได้แก่ 

    • การเตรียมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจนำเที่ยว,บริการข้อมูลการท่องเที่ยว, บริการจองห้องพัก, การเดินทาง และสถานที่ท่องเที่ยว
    • การเดินทางเข้าประเทศเป้าหมาย รถทัวร์, เรือโดยสาร, เรือสำราญ, เรือยอร์ช
    • ที่พักอาหารเครื่องดื่ม โรงแรม, รีสอร์ท, คอนโดมิเนียม, สถานพยาบาล, สถานพักฟื้น, ร้านอาหาร, ภัตตาคาร
    • การเดินทางภายในประเทศ รถแท็กซี่, รถเช่า, บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย, ขนส่งทางการแพทย์ 
    • กิจกรรม การบำบัด,รักษา, สปา, นวดไทย, น้ำแร่, น้ำพุร้อน, เสริมสวย, สินค้าเพื่อความงาม, ยิม, ฟิตเนส, สมาธิ, โยคะ, อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ, เภสัชภัณฑ์, ร้านค้าปลีกของที่ระลึก

    ปัจจัยสนับสนุนหลักของอุตสาหกรรม Wellness

    นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภาพเติบโตเร็ว ทำให้การพัฒนาสินค้า–บริการสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ รวมถึงจุดแข็งด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ช่วยสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยในตลาดโลก ตลอดจนแรงหนุนจากภาครัฐ ทั้งมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายและนโยบายสนับสนุนธุรกิจ Health & Wellness

    ผลต่อการเติบโตของ SME ไทย

    ธุรกิจ Wellness กลายเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย โดยช่วยให้ขยายตลาดใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวสุขภาพที่มีกำลังซื้อสูง เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมไทย และเทคโนโลยี และได้อานิสงส์จากนโยบายรัฐ ทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสุขภาพ (Care & Wellness Economy) และการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733735&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29giKJ-i3201tIMgiYzdAa

  • ผู้บริโภคอเมริกันช้อปต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจผันผวน

    ผู้บริโภคอเมริกันช้อปต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจผันผวน

    ผู้บริโภคอเมริกันช้อปต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจผันผวน

          สมาคมค้าปลีกแห่งสหรัฐฯ (National Retail Federation: NRF) เผยยอดการคาดการณ์การจำหน่ายของช่วงเทศกาลฤดูหนาวปลายปี 2568 โดยประเมินว่ายอดขายค้าปลีกในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568 จะเพิ่มขึ้น 3.7%–4.2% จากปี 2024 แตะระดับระหว่าง 1.01–1.02 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นครั้งแรกที่ยอดขายช่วงวันหยุดมีโอกาสทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปี 2567 ยอดขายในช่วงเทศกาลเติบโต 4.3% อยู่ที่ 976,100 ล้านเหรียญสหรัฐ

    image.png

          Matthew Shay ประธานและซีอีโอ National Retail Federation ระบุว่า แม้ผู้บริโภคจะมีความกังวลด้านเศรษฐกิจ แต่กำลังซื้อยังคงแข็งแกร่งและคาดว่าฤดูกาลช้อปปิ้งปีนี้จะยังคึกคัก โดยผู้บริโภคมีแนวโน้มลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อกันงบไว้สำหรับซื้อของขวัญ

          นอกจากคาดการณ์ยอดขาย NRF ยังมีผลสำรวจผู้บริโภคประจำปีซึ่งจัดทำโดย Prosper Insights & Analytics โดยแบบสำรวจนี้สอบถามผู้บริโภคชาวอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 8,247 คนเกี่ยวกับแผนการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลวันหยุด โดยดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2568 พบว่า ผู้บริโภคสหรัฐฯ วางแผนใช้จ่ายเฉลี่ย 890.49 เหรียญสหรัฐ/คน ในปีนี้ สำหรับของขวัญวันหยุด อาหาร ของตกแต่งและสินค้าอื่นๆ ตามฤดูกาล แม้ลดลงเล็กน้อย 1.3% จากสถิติสูงสุดเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังเป็นยอดใช้จ่ายสูงที่สุดอันดับ 2 ในรอบ 23 ปีของการสำรวจ นอกจากนี้ Katherine Cullen รองประธานฝ่ายข้อมูลผู้บริโภคของ NRF กล่าวว่าชาวอเมริกันยังคงให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายสำหรับคนที่รักในช่วงวันหยุด แม้ภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน พร้อมระบุว่าผู้ค้าปลีกเตรียมนำเสนอส่วนลดและดีลพิเศษเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่ามากขึ้นในปีนี้

    image.png

          ผลสำรวจยังระบุว่า 42% ของผู้บริโภควางแผนเริ่มใช้จ่ายก่อนเดือนพฤศจิกายน โดยให้เหตุผลว่าต้องการกระจายงบประมาณและหลีกเลี่ยงความเร่งรีบการจับจ่ายในช่วงนาทีสุดท้าย แม้เริ่มต้นเร็วกว่าปกติ แต่ 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคาดว่าจะซื้อสินค้าจนครบในเดือนธันวาคม ขณะเดียวกัน 85% เชื่อว่าราคาสินค้าจะสูงขึ้นจากผลของการจัดเก็บภาษีศุลกากร และ 63% จะรอซื้อสินค้าในช่วงสุดสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้าที่มีการลดราคา เพิ่มขึ้นจาก 59% ในปีที่ผ่านมา

          ในด้านของขวัญที่ผู้บริโภคอยากได้รับมากที่สุด ได้แก่ บัตรของขวัญ (50%) เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย (46%) หนังสือหรือสื่อ (27%) ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (23%) และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (22%) โดยผู้บริโภคเลือกช้อปจากหลากหลายช่องทาง ทั้งออนไลน์ (55%) ซูเปอร์มาร์เก็ต (46%) ห้างสรรพสินค้า (44%) และร้านราคาประหยัด (42%)

    image.png

          ปีนี้ 91% ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันคาดว่าจะร่วมฉลองเทศกาลฤดูหนาว เช่น Christmas, Hanukkah หรือ Kwanzaa โดยในจำนวนเงินที่เตรียมใช้จ่ายเฉลี่ย 890.49 เหรียญสหรัฐนั้น จะแบ่งเป็นเป็นของขวัญ 627.93 เหรียญสหรัฐ และอีก 262.56 เหรียญสหรัฐ จะใช้จ่ายสำหรับอาหาร การ์ด ของตกแต่งและสินค้าอื่น ๆ

          ในด้านการจ้างงาน NRF คาดว่าผู้ค้าปลีกจะเปิดรับพนักงานชั่วคราว 265,000–365,000 ตำแหน่ง ลดลงจาก 442,000 ตำแหน่งในปี 2567 โดยบางส่วนของการจ้างงานอาจถูกเร่งให้เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติเพื่อรองรับกิจกรรมช้อปปิ้งในเดือนตุลาคม

          Mark Mathews หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NRF กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งแม้ปีนี้จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้านการค้าและภาวะเงินเฟ้อ พร้อมระบุว่าผู้ค้าปลีกพยายามตรึงราคา แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น  โดย NRF ระบุว่าการคาดการณ์ยอดขายช่วงเทศกาลนี้ อ้างอิงจากแบบจำลองเศรษฐกิจที่ใช้ข้อมูลหลายปัจจัย เช่น การใช้จ่ายผู้บริโภค รายได้ส่วนบุคคล ค่าจ้าง เงินเฟ้อและยอดขายค้าปลีกที่ผ่านมา โดยไม่รวมยอดขายจากผู้จำหน่ายรถยนต์ ปั๊มน้ำมันและร้านอาหาร เพื่อสะท้อนข้อมูลค้าปลีกหลักอย่างถูกต้องที่สุด 

    ความคิดเห็นของสำนักงานฯ

           ยอดขายช่วงเทศกาลปลายปีในสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการเลือกของขวัญที่มีเอกลักษณ์และคุ้มค่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ผู้ค้าปลีกเร่งออกโปรโมชันและส่วนลดมากขึ้น ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อเริ่มเร็วกว่าปกติ โดยความต้องการสินค้าไลฟ์สไตล์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไทยในการผลักดันการส่งออกทั้งของขวัญ ของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับแฟชั่น และสินค้าสุขภาพ โดยอาศัยช่องทางอีคอมเมิร์ซและสื่อ social เพื่อให้สินค้าไทยสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่มองหาคุณภาพดีในราคาคุ้มค่าช่วงเทศกาลนี้ 

    ข้อมูลอ้างอิงจาก: https://nrf.com/research-insights/holiday-data-and-trends/winter-holidays

    สคต. นิวยอร์ก เดือนพฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/m2xju2c8mbjfp0ihr3rkhf8e&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GmfeKpeEhQUk8KL-Ojwi1

  • สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    ททท.คาดต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 อยู่ที่ 33 ล้านคน ติดลบ 7%

    การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ ถือว่ามีปัจจัยท้าทายมากมายตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่หดตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวอาเซียน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวตลอดปี 2568 อาจลดลงราว 7 % โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 33.16 ล้านคน เมื่อเทียบกับปีก่อน

    เมื่อดูเป็นรายตลาด จะพบว่าในปีนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ มีแนวโน้มติดลบสูงมาก ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน ติดลบ 33% นักท่องเที่ยวฮ่องกง ติดลบ 29% นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ติดลบ 16% นักท่องเที่ยวไต้หวัน ติดลบ 11%

    นักท่องเที่ยวเวียดนาม ติดลบ 33% นักท่องเที่ยวลาว ติดลบ 19% นักท่องเที่ยวกัมพูชา ติดลบ 55% มีเพียงนักท่องเที่ยวฟิลิปินส์ เพิ่มขึ้น 19.51% นักท่องเที่ยวอินเดีย เพิ่มขึ้น 16% และนักท่องเที่ยวเมียนมาร์ เพิ่มขึ้น 17%

    การหดตัวของนักท่องเที่ยวจากจีนและอาเซียน สวนทางกับการตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ที่เติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ได้แก่ นักท่องเที่ยวรัสเซีย เพิ่มขึ้น 12% นักท่องเที่ยวประเทศในกลุ่ม CIS เพิ่มขึ้น 9% นักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 13%

    นักท่องเที่ยวเยอรมนี เพิ่มขึ้น 11% นักท่องเที่ยวฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 14.3% นักท่องเที่ยวสวีเดน เพิ่มขึ้น 9% นักท่องเที่ยวออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 5%  นักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้น 5% นักท่องเที่ยวอิสราเอล เพิ่มขึ้น 49.62% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ติดลบ 0.84%

    ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568

    อย่างไรก็ตามแม้ไทยจะมีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ที่มีมากกว่า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 28 % ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางเข้าไทย จึงส่งผลการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ จึงมีแนวโน้มติดลบหากเทียบกับปีที่ผ่านมา

    ล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย (1 ม.ค.-16 พ.ย.2568) อยู่ที่ 28.2 ล้านคน สร้างรายได้ 1,308,132 ล้านบาท ทำให้ตลอดทั้งปีนี้คาดว่า ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 33.16 ล้านคน ลดลง 7% สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปี 2567 และต่ำกว่าเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ที่อยากจะดึงต่างชาติเที่ยวไทย 39 ล้านคน สร้างรายได้ 2.23 ล้านล้านบาท 

    ทั้งนี้หากเทียบนักท่องเที่ยวรายภูมิภาค เปรียบเทียบกับปีก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2562) จะพบว่าในปีนี้ ไทยมีนักท่องเที่ยวจากตลาดอาเซียน ฟื้นกลับมาคิดเป็นสัดส่วน 91%  นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ฟื้นกลับมาคิดเป็นสัดส่วน 52% นักท่องเที่ยวยุโรป เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 129%

    นักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 103% นักท่องเที่ยวจากเอเชียใต้ เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 122% นักท่องเที่ยวจากโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 108% นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 115% และนักท่องเที่ยวจากแอฟริกา เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 105%

    ท่องเที่ยวไทยเผชิญสารพัดปัจจัยรุมเร้า

    อย่างไรก็ตามชลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปีนี้ เกิดจากหลายปัจจัย ที่ส่งผลกระทบตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะกรณีของหวัง ซิง ที่ถูกสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้านหลอกลวงพาตัวไป หลังจากเดินทางเข้าไทย ปัญหาแผ่นดินไหว

    ปัญหาเศรษฐกิจโลกชลอตัว มาตรการภาษีตอบโต้ทรัมป์ สงครามอิสราเอล-อิหร่าน ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น 8% ตั้งแต่เดือนพ.ค.-ก.ย. ทำให้ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวสูงขึ้นหากเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา  การบังคับใช้กฏหมายของไทยที่หย่อนยาน ภาพลักษณ์ด้านลบของประเทศไทย จากวิกฤตความไม่ปลอดภัยของปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และค้ามนุษย์

    การต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่ที่มีความพร้อม และความสดใหม่ของแหล่งท่องเที่ยว อาทิ เวียดนาม จีน ปัญหาภัยธรรมชาติ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวก ผลิตภัณฑ์ บริการและบุคคลากรมีข้อจำกัด 

    สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    ชง 3 มาตรการเร่งด่วนปั้มท่องเที่ยว

    ดังนั้นเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2569 ที่ททท.วางเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้ท่องเที่ยว 7%  ประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท (รายได้จากตลาดต่างประเทศและไทยเที่ยวไทย) และคาดว่าอาจจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาใกล้เคียง 38 ล้านคน

    ทำให้ททท.และภาคเอกชนท่องเที่ยว จึงบูรณาการความร่วมมือเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนท่องเที่ยวต่อเนื่องถึงปีหน้า ใน 3 มาตรการ ที่จะให้เร่งดำเนินการภายใน 3 เดือน ดังนี้

    1.การประชาสัมพันธ์และฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยเน้นการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่น และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อจัดการข่าวลบในสื่อสังคมออนไลน์ การออกมาตรการสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย การสร้างความมั่นใจในการปราบปรามสแกมเมอร์ และคอลเซ็นเตอร์

    การโปรโมทท่องเที่ยวไทยโดย ลิซ่า ซึ่งเป็น Amazing Thailand Brand Ambassador ของททท. การจัดอีเว้นท์ระดับนานาชาติ ทั้งคอนเสิร์ตระดับโลกและกีฬา  รวมถึงบิ๊กอีเว้นท์ อย่าง วิจิตรเจ้าพระยา 2568 ซีเกมส์ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคาท์ดาวน์

    2. การใช้ Tactical Campaign นำจุดเด่นด้านความคุ้มค่า กระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เช่น การผลักดันโครงการ Inter-Dom Fight นักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อตั๋วบัตรโดยสารเข้ามาประเทศไทย  จะได้รับบัตรโดยสารเส้นทางภายในประเทศ  การสนับสนุน Mice Incentive / Thailand Summer Blast  เป็นต้น

    สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    3.การใช้มาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ มาตรการคนละครึ่ง มาตรการภาษีเที่ยวลดหย่อนภาษี สำหรับชาวไทยและการจัดประชุมสัมมนา มาตรการลดภาษีสรรพสามิตนั้นเครื่องบิน เพื่อนำไปลดราคาบัตรโดยสารและเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางบินในประเทศ

    การจัดทำโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” โดยสนับสนุนผู้ประกอบการนำเที่ยว อาทิ ไกด์ ทัวร์ สายการบิน รถรางเรือ นำเที่ยว ที่จะเป็น Co-pay ภาครัฐ+สถานประกอบการ สนับสนุนไม่เกิน 3,000 บาท คน/ ทริป เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศผ่านผู้ประกอบการ

    ในส่วนของข้อเสนอระยะกลางและระยะยาว ภาคเอกชนแนะนำให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติขับเคลื่อน 6 แผนงานสำคัญ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทย

    พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการทันเวลา ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,151 วันที่ 23 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644525&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ksh8vmgKp-NHrzPde3sdn

  • ผู้ว่าฯ สมุทรสงครามเป็นประธานการประชุมชี้แจงให้ความรู้เรื่องโครงการเพิ่มทักษะต้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงครามเป็นประธานการประชุมชี้แจงให้ความรู้เรื่องโครงการเพิ่มทักษะต้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงครามเป็นประธานการประชุมชี้แจงให้ความรู้เรื่องโครงการเพิ่มทักษะต้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙


    20/11/2568 | 33 |

    วันนี้ ที่ห้องประชุมชั้น ๕ โรงแรมอัมพวาน่านอน อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานการประชุมชี้แจง โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙เพื่อเพิ่มทักษะอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งจะพัฒนาคนที่อยู่ในวัยกำลังแรงงานให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพ ได้มีทักษะด้านอาชีพหลังจบการศึกษาภาคบังคับก่อนที่นักเรียนกลุ่มนี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะ “แรงงานมีฝีมือ” และจะเป็นกำลังแรงงานที่มีคุณภาพในอนาคตตต่อไป กระทร่วงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ การเตรียมบุคลากร ที่ไม่ได้เรียมต่อหลังจบการศึกษากาศบังคับ ให้มีความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ประกอบกับคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบ ปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้กำหนดจัดให้กระทรวงแรงงานร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการแนะแนวอาชีพให้กับนักเรียน นักศึกษา ซึ่งกระบวนการแนะแนวเป็นแนวทางหนึ่งที่จะเสริมสร้างศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา ให้เป็นกำลังแรงคุณภาพในอนาคต อันจะช่วยลดปัญหาการผลิตกำลังแรงแรงานไม่ตรงกับความต้องการ ตลอดจนเป็นการสร้างความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการแนะแนวอาชีพระหว่างกระทรวงแรงงานกับหน่วยงานด้านการศึกษา โดยเฉพาะครูแนะแนวซึ่งเป็นบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้นักเรียน นักศึกศึกษา ประสบความสำเร็จในด้านการศึกษาต่อและเลือกประกอบอาชีพได้ตรงกับความรู้ความสามารถของตนเอง และสอดคล้องกับตลาดแรงงาน

    อภิญญา : ภาพ

    จิตติพัฒน์ : ข่าว

    ทีมงานสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/444974&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gqDEZ84-qaKRsIEm1xHNF

  • หมอบอกให้ทิ้ง 4 ของใช้ในบ้าน เสี่ยงตายผ่อนส่ง “น้ำหอม” คือหนึ่งในนั้น!

    หมอบอกให้ทิ้ง 4 ของใช้ในบ้าน เสี่ยงตายผ่อนส่ง “น้ำหอม” คือหนึ่งในนั้น!

    แพทย์เตือน 4 สิ่งอันตรายในบ้านที่ควรทิ้ง หากอยากมีอายุยืนและสุขภาพดี

    บ้านของคุณอาจซ่อนภัยเงียบทางสุขภาพไว้โดยที่คุณไม่รู้ตัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยได้ออกมาเตือนให้ทุกคนนำ 4 สิ่งของทั่วไปออกจากบ้านทันที เพราะสิ่งเหล่านี้อาจกำลังทำลายร่างกายของคุณจากภายในอย่างเงียบเชียบ

    Dr. Shayne Keddy จาก Valor Wellness ได้เปิดเผยผ่าน TikTok ว่า “หากคุณห่วงใยเรื่องฮอร์โมน การนอนหลับ และสุขภาพในระยะยาว สิ่งของเหล่านี้มีผลกระทบมากกว่าที่คุณคิด” มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่คุณควรระวัง

    1. ถุงป๊อปคอร์นสำหรับเข้าไมโครเวฟ

    หลายคนอาจตกใจกับข้อนี้ เพราะดูเหมือนเป็นของว่างที่ไม่อันตราย แต่ความจริงแล้วถุงบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นมักเคลือบด้วยสารเคมีที่เรียกว่า PFAS หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สารเคมีตลอดกาล” ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

    เมื่อถุงป๊อปคอร์นโดนความร้อน สารเคมีเหล่านี้จะซึมเข้าสู่ขนมและเข้าสู่ร่างกายของคุณในที่สุด มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่ทานป๊อปคอร์นไมโครเวฟทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปี มีระดับ PFAS ในร่างกายสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 63% ซึ่งเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น คอเลสเตอรอลสูง ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และความเสี่ยงโรคมะเร็ง

    คำแนะนำ: เปลี่ยนมาใช้เครื่องคั่วลมร้อน หรือทำป๊อปคอร์นบนเตาแบบดั้งเดิมโดยใช้น้ำมันมะพร้าวและเกลือทะเลแทนจะปลอดภัยกว่า

    2. เทียนหอม

    แม้จะช่วยสร้างบรรยากาศ แต่เมื่อจุดเทียนหอม มันจะปล่อยสารเคมีอันตราย เช่น เบนซีน (Benzene) และ ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ทราบกันดี โดยเบนซีนสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ส่วนฟอร์มาลดีไฮด์อาจระคายเคืองผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ

    การศึกษาพบว่าการจุดเทียนหอมทำให้คุณภาพอากาศในบ้านแย่ลง และเพิ่มการสัมผัสสารเคมีเหล่านี้ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันถึงระดับความอันตราย แต่แพทย์แนะนำว่าเพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการใช้เทียนหอมไปเลยจะดีที่สุด

    3. น้ำหอมปรับอากาศ

    ไม่ว่าจะเป็นแบบเสียบปลั๊ก สเปรย์ หรือน้ำหอมในรถยนต์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักอัดแน่นไปด้วยสารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งบางชนิดถูกแบนในต่างประเทศแล้ว เช่น Lilial ที่สหภาพยุโรปสั่งห้ามใช้เพราะมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ แต่ยังคงพบใช้ในบางประเทศ

    นอกจากนี้ยังมีสารสังเคราะห์ HICC ที่อาจกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ผิวหนัง แม้ปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจเชื่อมโยงกับอาการไมเกรน หอบหืด และปัญหาการหายใจ ที่น่ากังวลคือบริษัทผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องเปิดเผยส่วนผสมทั้งหมด ทำให้คุณอาจสูดดมสารพิษเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

    4. หลอดไฟโทนเย็นในเวลากลางคืน

    ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสารพิษ แต่เกี่ยวกับ นาฬิกาชีวิต (Circadian rhythm) ของคุณ แสงไฟ LED โทนเย็น (Cool-toned) จะหลอกสมองว่าเป็นเวลากลางวัน ซึ่งส่งผลให้ร่างกายยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยในการนอนหลับ

    การได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไปในช่วงค่ำอาจทำให้จังหวะการนอนรวน และยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น เบาหวานประเภท 2 โรคหัวใจ และโรคอ้วน แพทย์จึงแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟโทนอุ่น (Warm tone) ในช่วงเวลากลางคืนแทน เพื่อรักษาสมดุลของฮอร์โมนและการพักผ่อนที่ดี

    สรุปแนวทางดูแลบ้านเพื่อสุขภาพ

    การลดความเสี่ยงจากสารเคมีและสิ่งรบกวนในบ้านเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการมีสุขภาพยืนยาว ลองสำรวจในบ้านของคุณว่ามี 4 สิ่งนี้หรือไม่ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและครอบครัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9856290/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H8-q620lqyEeVtB4hNw3k

  • Gen Z กล้าเริ่มใหม่เร็ว เพราะพวกเขาเลือกชีวิตที่มีความสุขมากกว่า

    Gen Z กล้าเริ่มใหม่เร็ว เพราะพวกเขาเลือกชีวิตที่มีความสุขมากกว่า

    ใครบอกว่าเด็กจบใหม่การเปลี่ยนงานบ่อยคือ “คนไม่อดทน”?

    จริงๆ แล้ว Gen Z คือเจเนอเรชันที่มี Self-Awareness สูง พวกเขารู้ว่า “ความสุขคือคุณภาพชีวิตรายวัน” ไม่ใช่รางวัลปลายทางที่ต้องทนแลกไปก่อน โดยรายงานจาก Deloitte Global 2024 พบว่า 62% ของ Gen Z เลือกงานที่ตอบโจทย์สุขภาพใจมากกว่าเงินเดือน และมากกว่าครึ่งหนึ่งพร้อมเปลี่ยนงานทันที ถ้ารู้สึกว่าสภาพแวดล้อมไม่ดีต่อชีวิตหรือสุขภาพจิต

    นี่ไม่ใช่พฤติกรรม “ไม่อดทน” แต่มันคือความสามารถในการฟังตัวเอง รวดเร็ว และตรงไปตรงมา เป็นรุ่นที่ไม่รอให้ชีวิตพังเป็นปีๆ จึงค่อยกล้าเปลี่ยน แต่รู้ว่า “การเปลี่ยน” คือการปกป้องคุณภาพชีวิตที่ควรจะดีตั้งแต่วันนี้

    นักจิตวิทยาที่ Harvard Business Review ยังสรุปแนวคิดนี้ไว้ว่า “Choosing to pivot is choosing to protect your mental health.” ความกล้าที่จะเปลี่ยนเส้นทาง คือความกล้าที่จะปกป้องตัวเอง

    ดังนั้นการเริ่มใหม่ ไม่ใช่ล้มเหลว มันคือทักษะการอยู่รอดในโลกยุคนี้
    และคือสัญญาณว่าพวกเขา “ให้ค่ากับตัวเองมากพอที่จะไม่ทนกับอะไรที่ไม่ใช่”
    “เริ่มใหม่เร็ว” จึงไม่ใช่พฤติกรรมหนีปัญหา แต่มันคือทักษะหนึ่งของการอยู่รอดในยุคปัจจุบัน ที่ต้องรู้ว่าอะไรควรเก็บไว้ และอะไรควรวางลงเพื่อให้ชีวิตไปต่อได้แบบเบาและดีขึ้น

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/life/gen-z-job-hopping-self-awareness-skill/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qwgDVrNhJRyF6BFHdTC2I

  • ‘เพื่อไทย’ จับมือสมาคมพัฒนาครูไทย เดินหน้า ‘แพ็กเกจแก้หนี้ครู’ แบบเบ็ดเสร็จ เปิดเวทีรับฟังครูทั่วประเทศ

    ‘เพื่อไทย’ จับมือสมาคมพัฒนาครูไทย เดินหน้า ‘แพ็กเกจแก้หนี้ครู’ แบบเบ็ดเสร็จ เปิดเวทีรับฟังครูทั่วประเทศ

    พรรคเพื่อไทยจับมือสมาคมพัฒนาครูไทย เดินหน้า ‘แพ็กเกจแก้หนี้ครู’ แบบเบ็ดเสร็จ เปิดเวทีรับฟังครูทั่วประเทศ

    พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้แก่ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรค นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมการบริหารพรรค นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค ให้การต้อนรับนายปรีชา เมืองพรหม นายกสมาคมพัฒนาครูไทย พร้อมด้วยบุคคลากรด้านการศึกษา ร่วมหารือแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครูครบวงจร พร้อมตั้งทีมประสานงานเดินหน้าศึกษาแนวทาง ยกร่างกฎหมาย รับฟังความเห็นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรการศึกษา

    โดยนายปรีชา เมืองพรหม ได้กล่าวถึงปัญหาหนี้สินครูในปัจจุบันว่ามีครูไทยกว่า 9 แสนคน มียอดหนี้สินมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยสมาคมพัฒนาครูไทย ได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ ผ่าน “โมเดลร่วม 3 ฝ่าย” ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู สมาคมพัฒนาครูไทย และกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ เป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จและยั่งยืน

    นายปรีชา กล่าวต่อว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาด้วยการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว สมาคมพัฒนาครูได้ ได้เคยทำโครงการนำร่องสร้างวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายและอาชีพเพื่อให้ครูในชุมชนได้รวมตัวกันเพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้ โดยที่ผ่านมาเรามีการรวมเครือข่ายแล้วมากกว่า 8,000 กลุ่ม เช่นเครือข่ายจังหวัดนครศรีธรรมราช สุโขทัย และจังหวัดตรัง ตัวอย่างอาชีพที่ช่วยสร้างรายได้จริงเช่น การสร้างวิสาหกิจชุมชนแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก หรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นชุมชนรวมถึงส่งเสริมสินค้าด้านบริการเช่นส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่น แต่ละโครงการสามารถสร้างรายได้ให้ครูและนำไปลดปัญหาหนี้สินได้จริงจนได้รับคำชมเชย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายก็เปลี่ยน จนทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินสะดุด สมาคมพัฒนาครูไทย จึงมาเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้พรรคเพื่อไทยได้สานต่อโครงการเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาหนี้สินครูไทยได้อย่างครบวงจร

    ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้กล่าวภายหลังรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาของสมาคมพัฒนาครูไทยว่า จากการรับฟังปัญหาดังกล่าวแล้วจับหลักได้ว่าพื้นฐานสำคัญของการแก้ปัญหาหนี้สินครู คือ “การมีส่วนร่วมของครู” เป็นเรื่องสำคัญประการแรกในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเราสามารถใช้แก้ไขเริ่มต้นสามารถใช้กระบวนการทางรัฐสภา ผลักดันกฎหมายสู่คณะกรรมาธิการสภาฯ เพื่อพิจารณาปรับปรุงกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมเป็นประการแรก 

    นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ประการถัดมา พรรคเพื่อไทยได้เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สินทั้งระบบ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งจำได้ว่าขณะนั้น ได้มีการกำหนดหลักให้ผู้กู้ต้องเหลือเงินแต่ละเดือนไม่น้อยกว่า 30% รวมถึงการแก้ไขปัญหานี้สินในทุกกลุ่มทั้งระบบ ซึ่งการแก้หนี้สินครูก็เป็นหนี้ประเภทหนึ่งที่เราจะต้องให้ความในใจแก้ไขอย่างจริงจัง

    โดยในการนี้ นายจุลพันธ์ได้มอบหมายให้ทีมนโยบาย นำโดยนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ผู้รับผิดชอบนโยบายด้านการศึกษาเพื่อเป็นตัวกลางประสานงานกับสมาคมครูฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดแนวทางแก้ไขปัญหาในเชิงลึก และเพื่อจัดวาระอภิปรายด้านการศึกษา เพื่อสะท้อนความเห็นและเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาของครูได้อย่างแท้จริง 

    ส่วนในประเด็น พ.ร.บ.การศึกษา นายจุลพันธ์ กล่าวว่าร่างกฎหมายนี้มีปัญหามาตั้งแต่ในสมัยที่แล้ว ที่สำคัญ เราต้องการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษานี้ จากบุคลากรทางการศึกษาโดยตรงอย่างรอบด้าน เพราะในอนาคต หากเราเป็นรัฐบาล เราก็จะได้ออกกฎหมายนี้ในฐานะรัฐบาล เพื่อแก้กฎหมายนี้ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม และยั่งยืนและตอบโจทย์ครู บุคคลากรและผู้ปฏิบ้ติงานได้จริงได้ต่อไป 

    ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า หนี้ครูเป็น “ปัญหาใหญ่ระดับประเทศ” ซึ่งเรามอบครอบคลุมขยายไปถึงกลุ่มคนที่สูงอายุและอาจมีปัญหาด้านความสามารถในการชำระหนี้ และเรามองครอบคลุมแก้ปัญหาไปถึงหนี้อื่น เช่นหนี้สหกรณ์ และหนี้อื่นๆ ซึ่งจำเป็นต้องลงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป

    นอกจากนี้ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ในฐานะผู้รับผิดชอบนโยบายด้านการศึกษากล่าวเสริมว่าครูเป็นบุคคลากรสำคัญด้านการศึกษา หากครูมีปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อนักเรียนเป็นด่านแรก เราเคยพยายามแก้ไขปัญหาหนี้สินครู แต่ก็มีอุปสรรคมาโดยตลอด ครูเป็นอาชีพที่มีหนี้สินมากเมื่อเปรียบเทียบกับภาระงาน และหลายครั้งครูหลายคนต้องควักเนื้อตัวเองเพื่อดูแลนักเรียน ดังนั้น การหารือกับสมาคมพัฒนาครูในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มการหารือต่อเนื่องในแนวลึกเพื่อหาสาเหตุ ข้อความเห็นและแนวทางแก้ไขเพื่อนำมาปรับเป็นนโยบายของพรรคและเผยแพร่เป็นนโยบายเพื่อให้สาธารณชนได้ทราบเป็นลำดับต่อไป

    เพื่อไทยเพื่อไทยเพื่อไทยเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/GFLZSv-9N&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IWAOmdtZFzVpV_G-TIgeL

  • ✈️ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: การค้นพบ

    ✈️ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: การค้นพบ

    ✈️ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: การค้นพบ ‘ความเป็นไทย’ ผ่านการเดินทาง


    28/11/2568 | 5 |

    ประเทศไทยเป็นดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) จึงเป็นมากกว่าการพักผ่อน แต่เป็นการเดินทางเพื่อ ค้นพบและสัมผัส ‘ความเป็นไทย’ อย่างลึกซึ้ง ผ่านมิติที่หลากหลาย ตั้งแต่โบราณสถานอันยิ่งใหญ่ไปจนถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชุมชน

    🏛️ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์: ร่องรอยอารยธรรม

    แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์คือห้องเรียนขนาดใหญ่ที่บอกเล่าเรื่องราวของอดีต การเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจรากเหง้าของชาติไทย

    • อุทยานประวัติศาสตร์: อาทิ สุโขทัย และ อยุธยา ซึ่งเป็นมรดกโลก สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรโบราณ สถาปัตยกรรม ศาสนา และรูปแบบการปกครองในอดีต

    • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ: เป็นศูนย์รวมวัตถุโบราณและงานศิลปะ ที่ช่วยจัดลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และเผยแพร่องค์ความรู้

    • ศาสนสถาน: วัดวาอารามทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจ แต่ยังเป็นแหล่งรวมงานช่างฝีมือและศิลปกรรมอันประณีตที่สืบทอดกันมา

    🎨 การเรียนรู้หัตถกรรมพื้นบ้าน: มรดกแห่งภูมิปัญญา

    การเรียนรู้หัตถกรรมเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น การเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ทำให้ผู้เดินทางได้สัมผัสถึงความประณีตและความคิดสร้างสรรค์ของช่างฝีมือไทย

    • ผ้าทอและเครื่องแต่งกาย: เช่น ผ้าไหมปักธงชัย ผ้ายกเมืองนคร หรือผ้าทอพื้นเมืองภาคเหนือ ที่มีลวดลายและเทคนิคการย้อมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

    • เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องจักสาน: อาทิ เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง หรือผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ แสดงถึงการนำวัสดุธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน

    • การแกะสลักและงานโลหะ: เช่น การแกะสลักไม้ของภาคเหนือ หรือเครื่องเงินเครื่องทองที่แสดงถึงความสามารถในการประยุกต์ศิลปะเข้ากับประโยชน์ใช้สอย

    🏡 การพักในชุมชน: สัมผัสวิถีชีวิตแท้จริง

    การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism) หรือการพักในลักษณะ โฮมสเตย์ (Homestay) ในชุมชนท้องถิ่น เป็นหัวใจสำคัญของการค้นพบ ‘ความเป็นไทย’ ที่แท้จริง

    • การใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าบ้าน: นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เรียนรู้วิถีชีวิตประจำวัน อาหารพื้นถิ่น และภาษาถิ่น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการพักในโรงแรมทั่วไป

    • การมีส่วนร่วมในกิจกรรมท้องถิ่น: เช่น การทำนา การหาปลา การเก็บผลผลิต หรือการเข้าร่วมเทศกาลประเพณี ซึ่งสร้างความเข้าใจและความผูกพันระหว่างผู้มาเยือนและชุมชน

    • การกระจายรายได้: เงินที่ใช้จ่ายจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของชุมชน ทำให้ชาวบ้านตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    ⚠️ ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรม: ความท้าทายและการจัดการ

    แม้ว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจะส่งเสริมความภาคภูมิใจและรายได้ แต่ก็อาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ต้องเฝ้าระวัง

    ผลกระทบเชิงบวก ผลกระทบเชิงลบ
    การอนุรักษ์: มีงบประมาณและแรงจูงใจในการบูรณะแหล่งประวัติศาสตร์และสืบสานงานฝีมือ การค้าขายวัฒนธรรม (Commodification): การเปลี่ยนประเพณีให้เป็นเพียงการแสดงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
    การฟื้นฟู: ฟื้นฟูประเพณีที่เคยเลือนหายไปให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ความแออัดและความเสื่อมโทรม: จำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไปทำลายโบราณสถานและสิ่งแวดล้อม
    ความภาคภูมิใจ: ชุมชนตระหนักและภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต: การปรับตัวตามความต้องการของนักท่องเที่ยว อาจทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมถูกบิดเบือนไป

    แนวทางการจัดการที่ยั่งยืน: ต้องมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว (Carrying Capacity), การให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวถึงการเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น (Cultural Sensitivity), และการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เป็นผู้จัดการตนเอง

    การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้ากับ ‘ความเป็นไทย’ ในหลากหลายมิติ เป็นการเดินทางที่ให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความซาบซึ้งในมรดกทางปัญญาและศิลปะของชาติ อย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้จะต้องดำเนินไปภายใต้แนวคิดของ ความยั่งยืน โดยเน้นการ อนุรักษ์ มากกว่าการ แสวงหาประโยชน์ เพื่อให้ ‘ความเป็นไทย’ อันเป็นเอกลักษณ์นี้ยังคงอยู่สืบไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/444940&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tCfHMeUzynYPEi06y6WJ6

  • K

    K

    KTSC มองดีมานด์ดิจิทัลท่องเที่ยวไทย–อาเซียน ยังขยายตัว ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE ที่โตต่อเนื่อง

    ศูนย์ส่งเสริมสตาร์ทอัพการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Startup Center: KTSC) เปิดเผยภาพรวมตลาดล่าสุดว่า โครงสร้างการท่องเที่ยวไทย–อาเซียน ขยับเข้าสู่ยุคที่ระบบดิจิทัลเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของธุรกิจมากขึ้น ตั้งแต่การจองไปจนถึงการบริหารหลังบ้าน ทั้งจากฝั่งผู้บริโภคที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ และจากฝั่งผู้ประกอบการที่ต้องการระบบหลังบ้านที่แม่นยำกว่าเดิม โดยสัญญาณหลายด้านสะท้อนว่าตลาดเปิดรับผู้เล่นเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มจากเกาหลีที่มีจุดแข็งด้านระบบจัดการแบบเรียลไทม์และการประมวลผลด้วย AI

    ข้อมูลจากหลายสำนักระบุว่า มูลค่าการจองท่องเที่ยวออนไลน์ในอาเซียนเกิน 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตราการใช้บริการออนไลน์อาจแตะ 74% ในระยะใกล้ ขณะเดียวกัน ตลาดเทคโนโลยีการท่องเที่ยวทั่วโลกมีมูลค่าราว 11,100 ล้านดอลลาร์ และอาจขยายสู่ระดับ 18,700 ล้านดอลลาร์ ตามการเติบโตของบริการเชิงประสบการณ์

    สำหรับไทย เซกเมนต์ที่เติบโตเด่นคือ MICE และ Mega Event ซึ่งเคยมีมูลค่าราว 6,930 ล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากจำนวนงานในเมืองหลักที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านการเดินทาง การจัดสรรที่พัก และการประสานงานหน้างาน ขณะเดียวกัน ตลาดแพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัลของไทยประเมินว่ามีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าดีมานด์เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างตลาดที่กำลังแข็งแรงขึ้น

    จากทิศทางดังกล่าว KTSC ระบุว่า สตาร์ทอัพเกาหลีด้านเทคโนโลยีการท่องเที่ยว 5 ราย ได้แก่ GroundK, RIAD Corporation, ND Soft, TripBuilder และ Nanugi World ได้เข้ามาเคลื่อนไหวในไทยมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างจับคู่พันธมิตรเชิงลึก และบางรายเริ่มทดสอบระบบกับผู้ประกอบการไทยแล้ว ในรูปแบบ Proof of Concept (PoC) ทั้งในระบบบริหารการเดินทางงานอีเวนต์ การจับคู่ที่พัก การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการวางแผนท่องเที่ยวที่ใช้ข้อมูลและ AI

    GroundK ระบุว่าตลาด MICE ไทยต้องการระบบควบคุมการเดินทางแบบเรียลไทม์มากขึ้น ขณะที่ RIAD Corporation เห็นว่าการประสานงานระหว่างโรงแรมและผู้จัดงานยังมีช่องว่างที่ระบบ AI สามารถเข้ามาช่วยได้ทันที ด้าน ND Soft ชี้ว่าความต้องการสื่อสารหลายภาษายังคงสูงในเมืองท่องเที่ยว ส่วน TripBuilder มองว่าพฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนเร็วทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกในการแนะนำบริการมากขึ้น ขณะที่ Nanugi World เห็นโอกาสในโปรแกรมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนในหลายประเทศ

    KTSC ระบุว่าหน้าที่ของศูนย์คือจัดทำข้อมูลตลาด เชื่อมต่อผู้ประกอบการไทย และช่วยให้สตาร์ทอัพเกาหลีเข้าใจระบบการทำงานจริงของอุตสาหกรรมในไทย ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนาระบบสามารถปรับโซลูชันให้ตรงความต้องการได้เร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดย KTSC มองว่าการเข้ามาของผู้เล่นจากเกาหลีจะช่วยเพิ่มตัวเลือกด้านเทคโนโลยีให้ตลาด และเป็นแรงเสริมต่อศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระดับภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://gotomanager.com/content/142367/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yd-vO1v5GJc40qbhStCBS