Blog

  • ฝนตกหนัก “เมืองคอน” น้ำท่วมหลายจุด ทะลักเขตเศรษฐกิจ

    ฝนตกหนัก “เมืองคอน” น้ำท่วมหลายจุด ทะลักเขตเศรษฐกิจ

    หลายอำเภอใน “นครศรีธรรมราช” ยังเผชิญภาวะน้ำท่วมหลังเกิดฝนตกหนัก ล่าสุดน้ำจากเทือกเขาไหลเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเทศบาล

    วันนี้ (21 พ.ย.2568) สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.นครศรีธรรมราช หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดฝนตกในพื้นที่เทือกเขา ส่งผลให้น้ำไหลเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจชั้นในของตัวเมืองนครศรีธรรมราช

    พื้นที่โดยรอบตลาดสดเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช รวมถึงชุมชนตลอดแนวถนนพัฒนาการคูขวาง เป็นพื้นที่ซึ่งเผชิญภาวะน้ำท่วมสูง ส่งผลกระทบให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้าได้เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม โดยในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากจะมีการวางกระสอบทราย รวมถึงก่ออิฐยกระดับป้องกันให้สูงขึ้นเพื่อลดผลกระทบและป้องกันความเสียหายต่อสินค้า

    บรรดาผู้ค้าในเขตตลาดสดเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ส่วนหนึ่งวางสินค้าจำหน่ายท่ามกลางภาวะน้ำท่วม โดยแม่ค้าระบุว่าแม้จะเกิดสถานการณ์น้ำท่วม แต่การค้าขายยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากประชาชนออกมากักตุนสินค้า โดยเฉพาะข้าวสารอาหารแห้งที่มียอดจำหน่ายมากขึ้นกว่าเดิม

    ขณะที่ประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในเขตเทศบาล ลุยฝ่ากระแสน้ำออกมาซื้ออาหาร รวมถึงกักตุนข้าวสารอาหารแห้งเพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วม บางคนกล่าวว่ายังไม่แน่ใจว่าภาวะน้ำท่วมจะเกิดขึ้นต่อเนื่องกี่วัน จึงจำเป็นต้องกักตุนอาหารเพื่อยังชีพให้ได้ประมาณ 4-5 วัน

    ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองทุ่งสง ระดับน้ำลดลงหลายจุด ประชาชนเริ่มทำความสะอาดบ้านเรือนและร้านค้า โดยประชาชนในตัวเมืองทุ่งสงระบุว่าปีนี้มวลน้ำไหลมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่ทันได้ตั้งตัว จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนล่วงหน้าให้รวดเร็วมากขึ้นทันกับสถานการณ์น้ำ

    นอกจากนี้ฝนที่ยังตกหนักต่อเนื่องบนยอดเขาหลวง ทำให้น้ำปริมาณมากไหลผ่านน้ำตกพรหมโลก อ.พรหมคีรี โดยมวลน้ำจำนวนมากเหล่านึ้จะไหลผ่านจากยอดเขาหลวงไปยังพื้นที่ด้านล่าง ซึ่งอุทยานแห่งชาติเขาหลวงได้สั่งปิดน้ำตกรอบบริเวณเกือบทุกเเห่งตลอดเเนวเทือกเขา เพื่อป้องกันอันตราย เพราะยังคงมีน้ำป่าไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด วัดปริมาณฝนตกสะสมใน อ.พรหมคีรี เกินกว่า 200 มิลลิเมตรในช่วงเช้าวันนี้ (21 พ.ย.)

    อ่านข่าว

    สุราษฎร์ฯ ประกาศ 3 อำเภอ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วม อ.ไชยาน่าห่วงสุด

    สภาพอากาศวันนี้ ยอดดอย-ยอดภูหนาวจัด ใต้เจอฝนหนัก 70% พื้นที่

    สทนช.ชี้ปี 68 ไทยเผชิญพายุ 7 ลูก ฝนตกลากยาวถึงต้นฤดูหนาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358732&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AruKunVSwwrborVWoNTJC

  • ส่องกล้องมองปี 2026 เศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และตลาดหุ้นโลก

    ส่องกล้องมองปี 2026 เศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และตลาดหุ้นโลก

    มุมมองการลงทุนด้วยการวิเคราะห์ภาพใหญ่ (Top-down Approach) ในปี 2026 ปัจจัยแวดล้อมยังคงเอื้อต่อการลงทุนในตลาดหุ้นโลก เนื่องจากประเด็นความไม่แน่นอนที่สำคัญ คือ สงครามการค้าไม่ได้เกิดกรณีเลวร้ายสุด (Worst-case Scenario) ตามที่เคยมีความกังวลก่อนหน้านี้ เพราะประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่สามารถเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้า (Tariffs) ลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศไว้เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. 2025 ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในปี 2026 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ค่อนข้างดีในระดับประมาณ 3% ต่อเนื่องจากปี 2025

    ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักส่วนใหญ่ของโลกยังคงใช้นโยบายการเงินที่ค่อนข้างผ่อนคลาย นั่นคือ มีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงต่อ หรือหากบางประเทศไม่ได้ปรับลงก็คาดว่ายังคงดอกเบี้ยต่อไป ไม่ได้รีบเร่งที่จะปรับขึ้นในภาวะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ได้สูงมากนัก ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าตามทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

    เริ่มต้นจากภาพใหญ่ คือ เศรษฐกิจมหภาค เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในระดับใกล้เคียงเดิมได้ต่อเนื่องในปีหน้า สะท้อนจากประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดของ IMF เมื่อเดือน ต.ค. 2025 ที่คาดว่า GDP ของโลก จะเติบโตราว 3.1% ในปี 2026 ชะลอลงเล็กน้อยจาก +3.2% ในปี 2025 โดยหลักมาจากการเติบโตที่ชะลอลงของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market and Developing Economies) โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดีย ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Advanced Economies) อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างทรงตัวในปี 2026

    ด้านความเสี่ยงขาลง (Downside Risks) ที่ IMF มีการประเมินไว้ เรามองว่ามีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหลักของโลก อย่างสหรัฐฯ หลายข้อ ได้แก่ 1) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจ 2) อุปทานแรงงานตึงตัว เนื่องจากนโยบายคนเข้าเมือง (Immigration) ที่เข้มงวดมากขึ้น 3) ฐานะการคลังที่อ่อนแอลง ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ 4) ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง และ 5) ความคาดหวังสูงต่อการลงทุนด้าน AI ที่ทำให้ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงก่อนหน้านี้ ในขณะที่ความเสี่ยงในภาพกว้างที่มีโอกาสกระทบต่อหลายภูมิภาค คือ ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น

    ประเด็นเรื่องการลงทุนด้าน AI ถูกพูดถึงค่อนข้างมากในระยะหลัง บางฝ่ายออกมาตั้งคำถามว่า อุตสาหกรรม AI อยู่ในภาวะฟองสบู่แล้วหรือไม่ แม้แต่ผลสำรวจผู้จัดการกองทุนต่างประเทศทั่วโลก (Global Fund Manager Survey) ที่จัดทำโดย Bank of America เมื่อเดือน ต.ค. 2025 ส่วนใหญ่ประเมินว่า ความเสี่ยงประเภท Tail Risk หรือความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยแต่หากเกิดขึ้นแล้ว ผลกระทบจะรุนแรงมาก คือ ฟองสบู่หุ้น AI

    หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นกลุ่มผู้นำหลักในด้านการเติบโตของผลประกอบการ แต่เรามองว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อเนื่องในปีหน้าสำหรับการลงทุนด้าน AI มีหลายแง่มุม เช่น แผนขยายการลงทุน CAPEX ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล AI จะยังคงเดินหน้าตามแผนที่หลายบริษัทประกาศไว้หรือไม่ เพราะมีผลต่อความต้องการใช้ชิป นอกจากนี้ การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) จากการใช้งาน AI จะทำให้เกิดการประยุกต์ใช้ (AI Adoption) ในวงกว้างและรวดเร็ว สอดคล้องกับการลงทุนของภาคธุรกิจหรือไม่ การหารายได้จาก AI (AI Monetization) จะกลับมาสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment หรือ ROI) ให้กับผู้พัฒนา Model และผู้ลงทุนในโครงการต่างๆ ได้รวดเร็วเพียงใด เป็นต้น

    นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักของโลกส่วนใหญ่แล้วมีแนวโน้มผ่อนคลาย เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ประกาศหยุดดึงสภาพคล่องออกจากระบบ (Quantitative Tightening หรือ QT) ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2025 หลังจากขนาดงบดุลของ Fed ลดลงจากระดับสูงสุดเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์ ลงมาเหลือราว 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วงต้นไตรมาส 4/2025 เราคาดว่า การหยุดดึงสภาพคล่องออกจากระบบจะช่วยลดแรงกดดันต่อสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งในปีนี้ ถูกกดดันจากความกังวลต่อฐานะทางการคลังของสหรัฐฯ เนื่องจากการขาดดุลการคลังและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    ด้านนโยบายดอกเบี้ยของ Fed คาดว่า จะเห็นการลดดอกเบี้ยต่อในปี 2026 (ตลาดคาดลดดอกเบี้ยประมาณ 1-2 ครั้งในปี 2026) เนื่องจากตลาดแรงงานมีแนวโน้มอ่อนแอลงและเงินเฟ้อไม่น่าจะปรับขึ้นแรงและนานมากนัก นอกจากนี้ ในระยะยาว Fed ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ควรอยู่ที่ระดับประมาณ 3.00% เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระยะยาวที่ประมาณ 1.80 – 2.00% ในขณะที่ระดับดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 3.75 – 4.00% (ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2025) ถือว่ายังสูงกว่าคาดการณ์ดอกเบี้ยระยะยาวอยู่พอสมควร

    อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าความท้าทายหลักในปีหน้า คือ ราคาสินทรัพย์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้นต่างประเทศ หรือทองคำ ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในปี 2025 ส่งผลให้ Valuation ตึงตัวมากขึ้น สะท้อนจาก Forward P/E Ratio ของตลาดหุ้นหลายแห่งขึ้นมาเหนือระดับค่าเฉลี่ยระยะยาว ตัวอย่าง ดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI) ซื้อขายด้วย 12-month Forward P/E Ratio ประมาณ 19.1x เทียบเท่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี+1.5SD หรือดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ที่เทรดบน Forward P/E Ratio ประมาณ 22.4x เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี+1.6SD (ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 7 พ.ย. 2025)

    ทั้งนี้ ตามหลักการโดยทั่วไปแล้ว P/E Band ที่ระดับ +2SD จากค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนถึง Valuation ที่อยู่ในระดับแพงมาก ในทางกลับกัน P/E Band -2SD ถือว่าอยู่ในระดับที่ถูกมากเมื่อเทียบกับอดีต

    เมื่อ Valuation ของตลาดหุ้นหลายแห่ง ตึงตัวมากขึ้นทำให้ผลตอบแทนคาดหวังในระยะข้างหน้า อาจไม่ได้เปิดกว้างเท่ากับในช่วงก่อนหน้านี้ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนควรมุ่งเน้นไปที่การคัดเลือกหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง กำไรเติบโตอย่างมั่นคง Valuation เหมาะสมกับการเติบโต กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลง เช่น ตราสารหนี้คุณภาพ และ REITs เป็นต้น

    ในมุมหนึ่ง ความผันผวนที่สูงขึ้นถูกมองเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจต้องเผชิญ ซึ่งเราเชื่อว่าการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์ได้ แต่บางครั้งความผันผวนที่เกิดขึ้นก็อาจหมายถึง โอกาสของการลงทุนได้เช่นกัน หากปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ราคาปรับตัวลดลง ก็ทำให้ Upside เปิดกว้างมากขึ้น

    ภาพ: Pavel Muravev/Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    วโรฤทธิ์ จีระชน

    Executive Director กลุ่มวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/2026-outlook-economy-monetary-stocks/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20juFJQ9DnJwgaEXprtaA5

  • ทิศทางการส่งออกไทย ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจโลก สู่โอกาสใหม่ในตลาดสากล

    ทิศทางการส่งออกไทย ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจโลก สู่โอกาสใหม่ในตลาดสากล

    ทิศทางการส่งออกไทย ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจโลก สู่โอกาสใหม่ในตลาดสากล


    21/11/2568 | 58 |

    ภาคการส่งออกถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ภาคการส่งออกไทยต้องเผชิญกับความท้าทายและต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

    สถานการณ์การส่งออกปัจจุบัน

    ข้อมูลจาก กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แสดงให้เห็นว่า แม้การส่งออกในภาพรวมจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้ในบางช่วง แต่ยังคงมีความผันผวนตามปัจจัยภายนอก ตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ยังคงมีความสำคัญ แต่การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปอาจเป็นความเสี่ยง

    สินค้าที่ยังคงเป็นดาวเด่นในการส่งออก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (เช่น ข้าว ผลไม้ ยางพารา), สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และวงจรไฟฟ้า, เครื่องปรับอากาศ, และยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันในระดับหนึ่งของไทย

    กลยุทธ์และโอกาสใหม่

    เพื่อรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันผลักดันยุทธศาสตร์ใหม่ๆ:

    1. การขยายตลาดใหม่ (New Frontiers): ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และรุกเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น ตะวันออกกลาง, เอเชียใต้ (อินเดีย), และกลุ่มประเทศ CIS (เครือรัฐเอกราช) ผ่านการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) ฉบับใหม่ๆ

    2. การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า: เปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าขั้นปฐม เป็นสินค้าที่มีนวัตกรรม การออกแบบ และแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา

    3. การใช้ประโยชน์จาก E-commerce ข้ามพรมแดน: ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกในการเข้าถึงผู้ซื้อในต่างประเทศโดยตรง

    4. การส่งเสริมธุรกิจบริการ (Service Exports): นอกจากสินค้าแล้ว ธุรกิจบริการ เช่น ดิจิทัลคอนเทนต์, บริการสุขภาพ, และร้านอาหารไทยในต่างแดน ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำรายได้เข้าประเทศ

    บทบาทของภาครัฐ

    กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญในการเป็น “ทัพหน้า” ในการเจรจาเปิดตลาด ขจัดอุปสรรคทางการค้า และจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ รวมถึงการให้ข้อมูลเชิงลึกด้านการตลาดแก่ผู้ส่งออก เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

    แหล่งอ้างอิง:

    • กระทรวงพาณิชย์ (MOC)

    • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/445425&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gTYUBpZzZxeNGzDG-tQx1

  • สหรัฐฯ ประกาศยืนหยัดเคียงข้าง ‘ญี่ปุ่น’ เต็มที่ ชี้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจของจีนไม่ช่วยอะไร

    สหรัฐฯ ประกาศยืนหยัดเคียงข้าง ‘ญี่ปุ่น’ เต็มที่ ชี้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจของจีนไม่ช่วยอะไร

    จอร์จ กลาส เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำญี่ปุ่น เผยเมื่อวันพฤหัสบดี (20 พ.ย.) ว่า สหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างญี่ปุ่นในกรณีพิพาทกับจีน “…ผมขอพูดตรงๆ ในนามของประธานาธิบดี ตัวผมเอง และสถานทูตว่า ‘เราจะสนับสนุนนายกฯ ญี่ปุ่นอย่างเต็มที่’” 

    นอกจากนี้ กลาสยังได้วิพากษ์วิจารณ์การตอบโต้ของจีนต่อคำกล่าวของนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ในประเด็นไต้หวันว่า “ถ้อยแถลงที่ยั่วยุและการบีบบังคับทางเศรษฐกิจของจีนนั้นไม่เป็นประโยชน์และเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพในภูมิภาค” 

    กลาสกล่าวถึง ‘การห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางทะเลจากญี่ปุ่น’ ว่าเป็นกรณีตัวอย่างชัดเจนของการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจของจีน พร้อมกล่าวว่า “สหรัฐฯ ยืนเคียงข้าง ทาคาอิจิ และจะยังคงตอบโต้ด้วยทุกวิถีทางที่มีอยู่ และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เท่าที่ทำได้” 

    ก่อนหน้านั้นในวันที่ 20 พ.ย. กลาสยังได้เข้าพบ โทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมสร้างพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ 

    ทาคาอิจิกลายเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกในรอบหลายสิบปีที่พูดต่อสาธารณะเชื่อมโยงวิกฤตในช่องแคบไต้หวันกับความเป็นไปได้ในการส่งทหารญี่ปุ่นไปประจำการ คำกล่าวของทาคาอิจิทำให้จีนตอบโต้ทันที ซึ่งทั้งเตือนประชาชนของตัวเองไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น และ ‘ระงับ’ การนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นอีกครั้ง 

    (Photo by Philip FONG / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/us-has-japan-back-in-any-dispute-with-china&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U6y-36N_h6w9eQTu-fJQL

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67658/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YKhK713CIHJpiD_xfboV6

  • เฟดออกรายงานชี้จำนวนผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ ลดฮวบ เสี่ยงฉุดแรงงานหดตัว : อินโฟเควสท์

    เฟดออกรายงานชี้จำนวนผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ ลดฮวบ เสี่ยงฉุดแรงงานหดตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก เปิดเผยผลการศึกษาฉบับใหม่ที่ระบุว่า การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ อาจทำให้กำลังแรงงานในตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ขยายตัวช้าลง หรืออาจหดตัวในช่วงหลายปีข้างหน้า

    รายงานของเฟดสาขาซานฟรานซิสโกประเมินว่า มีผู้อพยพเข้ามายังสหรัฐ ราว 515,000 คนในปีนี้ ลดลงอย่างมากจากประมาณ 2 ล้านคนในปี 2567 โดยการลดลงส่วนใหญ่เกิดจากผู้อพยพผิดกฎหมายที่มีจำนวนลดลง และอัตราการย้ายออกนอกประเทศที่สูงขึ้นเล็กน้อย นอกจากนี้ รายงานของเฟดยังประมาณการว่า มีการเนรเทศผู้คนจากพื้นที่ชั้นในของสหรัฐฯ ประมาณ 285,000 คนในปีนี้

    นักวิจัยของเฟดระบุในรายงานว่า การลดลงจำนวนผู้อพยพในปี 2568 ทำให้เกิดความกังวลว่า ประชากรวัยทำงานของสหรัฐฯ อาจปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะฉุดรั้งการการเติบโตของแรงงาน หรืออาจจะถึงขั้นติดลบในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงอาจทำให้จำนวนแรงงานลดลงเท่านั้น แต่ยังอาจฉุดอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากจำนวนผู้บริโภคที่ลดน้อยลง

    นอกจากนี้ รายงานของเฟดสาขาซานฟรานซิสโกยังระบุว่า หากไม่มีแรงหนุนจากผู้อพยพ ประชากรวัยทำงานของสหรัฐฯ น่าจะเริ่มลดลงมาตั้งแต่ปี 2555 และคาดว่าจำนวนชาวอเมริกันที่อายุครบ 16 ปีจะลดลงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2583 ขณะที่จำนวนประชากรที่เข้าสู่วัย 65 ปีจะพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ มาตรการกวาดล้างผู้อพยพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการเนรเทศที่เข้มงวดยิ่งขึ้นนั้น ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์ประเมินผลกระทบต่อแรงงานได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายไม่ชัดเจน และรายงานเศรษฐกิจบางส่วนล่าช้าจากภาวะชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/547487&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QTPCbUhxFEjNAt4ndjM31

  • “ยอดดอยภูกระดึง” อุณหภูมิลดต่ำสุด 10.5 องศาฯ นักท่องเที่ยวแห่ท้าลมหนาว

    “ยอดดอยภูกระดึง” อุณหภูมิลดต่ำสุด 10.5 องศาฯ นักท่องเที่ยวแห่ท้าลมหนาว

    “ยอดดอยภูกระดึง” เช้านี้อุณหภูมิลดลงต่ำสุด 10.5 องศาฯ นักท่องเที่ยวปักหลักกางเต็นท์ เดินท้าลมหนาวพิชิตยอดภูกว่า 1,300 คน มีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เตรียมการเฝ้าระวังความปลอดภัย

    เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 21 พ.ย. 68 ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐาน อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า เช้าวันนี้วัดอุณหภูมิต่ำสุดได้ 10.5 องศา นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นพิชิตยอดภู ตั้งแต่ 05.22 น. ประมาน 800 คน มียอดสะสมบนเขาประมาณ 1,300 คน เมื่อนักท่องเที่ยวถึงยอดภูจับจองที่พักและเต็นท์พักแรม

    จากนั้นตื่นเช้าเดินเท้าไปที่ผานกแอ่น ชมแสงอาทิตย์โผล่จากขอบฟ้าแสงแรกของวัน สัมผัสทะเลหมอกขาวโพลนทอดยาวตามหุบเขา ไหว้พระพุทธเมตตา สวนไม้ดอก น้ำตก จุดชมวิว ตกตอนเย็นเดินเท้าไปที่ผาหล่มสัก เพื่อชมแสงอาทิตย์ตกแสงสุดท้ายของวัน ทางอุทยานฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่บริการนำเที่ยวทุกเส้นทาง และตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งก่อนท่องเที่ยวแต่ละจุด จะมีการบินโดรนสำรวจว่ามีสัตว์ป่า ช้างป่าอยู่ใกล้หรือไม่

    พร้อมทั้งเตรียมบ้านพักเรือนไม้ของทางราชการ หน่วยพยาบาลเบื้องต้น หน่วยรักษาความปลอดภัย เต็นท์พักแรมรองรับ ตลอดจนร้านค้าร้านอาหาร น้ำดื่ม ห้องน้ำ ห้องสุขา พร้อมสรรพ ทำให้เกิดความมั่นใจกับการบริการและภาคภูมิใจสมใจกับการได้ขึ้นพิชิตยอดภูกระดึงสูดอากาศอันบริสุทธิ์ ท่องเที่ยวได้อย่างสนุกและมีความปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2896942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_4qZD6qVrBKLTVEnlzlEs

  • รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว

    รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว

    วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.39 น.

    รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว “Songwat Week” 20–23 นี้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์–ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นรายได้ผู้ประกอบการในย่านเก่า

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20–23 นี้ รัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดงาน “Songwat Week” เพื่อฟื้นย่านทรงวาด–ตลาดน้อยในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative District) และดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย–ต่างชาติให้มาใช้จ่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารท้องถิ่น และธุรกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ 

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดงาน Songwat Week เป็นส่วนหนึ่งของแนวนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม (Cultural Economy) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าที่มีศักยภาพด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

    ไฮไลต์ของงาน Songwat Week
    • เส้นทางเดินเท้าสำรวจย่านเก่า “ทรงวาด–ตลาดน้อย”
    • นิทรรศการศิลปะ–การออกแบบจากศิลปินรุ่นใหม่
    • ตลาดรวมร้านเด็ด–คาเฟ่–ร้านอาหารเก่าแก่ประจำย่าน
    • เวิร์กช็อปงานคราฟต์ แฟชั่น และของทำมือ
    • ดนตรีสด ศิลปะการแสดง และกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดวัน

    กิจกรรมจำนวนมากเปิดให้ร่วมฟรี เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงประสบการณ์วัฒนธรรมร่วมสมัยได้ง่ายขึ้น ดึงคนรุ่นใหม่–นักท่องเที่ยวต่างชาติ–ครอบครัว ให้กลับมาเดินย่านเก่า

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ย่านทรงวาด–ตลาดน้อยเป็น “ต้นแบบการฟื้นเมืองเก่า” ที่ผสานระหว่างมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสมัยใหม่ พร้อมเชื่อมต่อย่านใกล้เคียง เช่น เยาวราช สัมพันธวงศ์ รัตนโกสินทร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองโดยรวม จากข้อมูลผู้ประกอบการในพื้นที่ คาดว่าช่วงกิจกรรมจะมีผู้ร่วมงานหลายหมื่นคน และช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า–คาเฟ่–ร้านอาหารในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลยืนยันเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น “ยุทธศาสตร์สำคัญ” ของรัฐบาลในการดึงศักยภาพเมืองเก่าและชุมชนท้องถิ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตไปกับภาคท่องเที่ยวคุณภาพ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929443&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mgQhq01pn7OKp8drFrDVH

  • ล็อก 6 เมียนมา! ตร.ท่องเที่ยว-ตม.เกาะพะงัน ลุยจับเครือข่ายค้ายาบ้าคาห้องพัก

    ล็อก 6 เมียนมา! ตร.ท่องเที่ยว-ตม.เกาะพะงัน ลุยจับเครือข่ายค้ายาบ้าคาห้องพัก

    วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.05 น.

    ล็อก 6 เมียนมา! ตร.ท่องเที่ยว-ตม.เกาะพะงัน ลุยจับเครือข่ายค้ายาบ้าคาห้องพัก

    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาะพะงัน เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาชาวเมียนมารวม 6 ราย ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    โดยปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายฮนิน อายุ 27 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมของกลางยาบ้า 2 เม็ด ซึ่งให้การซัดทอดว่าซื้อยามาจาก นายซีตู อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนล่อซื้อยาเสพติดจากนายซีตู โดยนัดส่งมอบยาบริเวณหน้าห้างโลตัส แต่นายซีตูไหวตัวทันและขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์หลบหนีไปได้

    ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ประสานนายกเทศมนตรีเกาะพะงันเพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ จนทราบที่พักของนายซีตู พักอยู่ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง หมู่ 1 ตำบลบ้านใต้ เมื่อเข้าตรวจสอบที่รีสอร์ท เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ที่ใช้ในการส่งยาเสพติดจอดอยู่

    ภายในห้องพักพบ นายซีตู กำลังนอนหลับอยู่หน้าบ้าน และภายในบ้านพบผู้ต้องหาอีก 3 ราย ได้แก่ นายมิน (26 ปี), นางสาวเละ (23 ปี) และ นายจอ (19 ปี) กำลังนั่งเสพยาเสพติดและบรรจุยาบ้าลงในถุง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ทั้งหมดแสดงอาการตกใจและพยายามซ่อนยาเสพติดและหลบหนี

    จากการตรวจค้นภายในห้องพบของกลางเป็น ยาบ้า 116 เม็ด และ ยาไอซ์ 0.22 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายข้างสีดำ ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ยอมรับสารภาพว่ายาเสพติดดังกล่าวเป็นของพวกตนจริง โดยสั่งซื้อมาจากชายชาวเมียนมาที่เกาะสมุยในราคามัดละ 3,000 บาท (ซื้อครั้งละ 100 เม็ด)

    จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนโดย นายซีตู มีหน้าที่ติดต่อลูกค้าชาวเมียนมาและคนไทย รวมถึงขับรถไปส่งยาเสพติด (จำหน่ายยาบ้าเม็ดละ 100 บาท) นายมิน และ นายจอ มีหน้าที่บรรจุยาบ้าลงในถุงพลาสติกใส นางสาวเละ มีหน้าที่ในการเก็บและรวบรวมเงินจากการค้าขายยาเสพติด นอกจากนี้พบว่า นายซีตู เคยถูกตำรวจท่องเที่ยวชุดนี้จับมาแล้วเมื่อปี 2566 และพึ่งพ้นโทษออกมาได้เพียง 2 เดือน  

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและยาไอซ์) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายฯ, เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย พร้อมนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่ง สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    /////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929434&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rBxfv_NWAt760FAM_y6X7

  • TECH สะดุดแรง เงินอาจไหลท่องเที่ยวไทย

    TECH สะดุดแรง เงินอาจไหลท่องเที่ยวไทย

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยมุมมองตลาดหุ้นวันนี้ว่า บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกลับมาเผชิญแรงกดดันหนัก หลังเกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (TECH) ต่อเนื่อง จากความกังวลว่า “ธุรกิจ AI อาจยังสร้างรายได้จริงไม่ทันกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาล” ประกอบกับโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะลดดอกเบี้ยปลายปีนี้เริ่มลดน้อยลง เมื่อข้อมูลแรงงานยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ร่วง -0.8% ถึง -2.1% หนักสุดในรอบกว่า 2 เดือน

    ตลาดเอเชียเช้าวันนี้เปิดติดลบถ้วนหน้า เกาหลีใต้ -3.3% ญี่ปุ่น -2.2% สะท้อนแรงขายที่ลุกลามทั่วภูมิภาค

    สัญญาณต่างประเทศที่ต้องติดตาม

    แม้ภาพรวมตลาดโลกจะกดดัน แต่ยังเห็นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งบางกลุ่มโดดเด่น ได้แก่ Walmart ทำกำไรและรายได้ดีกว่าคาด พร้อมปรับประมาณการขึ้น ขณะที่ AstraZeneca มองตลาดจีนยังเติบโตระยะยาว เป็นสัญญาณบวกเล็กน้อยท่ามกลางความผันผวน

    ไทย – ภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด จับตาแนวคิดขึ้น VAT

    ด้านเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบ ‘จำกัด’ โดยภาครัฐมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ต่อเนื่อง ทำให้ต้องกู้เงินอุดงบทุกปี หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงเชิงทฤษฎี คือ ‘การขึ้น VAT’ แม้ภาครัฐยังไม่ดำเนินการจริง แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา เพราะอาจกระทบค่าครองชีพอย่างชัดเจนหากมีความคืบหน้า

    กลยุทธ์การลงทุน – TECH เสี่ยงสูง เงินอาจหมุนสู่หุ้นท่องเที่ยว

    ASPS ชี้ว่า หุ้น TECH เป็นกลุ่มที่เผชิญแรง Take Profit ชัดเจน ขณะที่หุ้นไทยบางกลุ่มอาจได้รับประโยชน์จากบรรยากาศพิพาทระหว่างจีน-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะ ‘กลุ่มท่องเที่ยว’ ซึ่งเคย Outperform ตลาดในเหตุการณ์คล้ายกันปี 2005 และ 2012 โดย SET Tourism Index เคยพุ่ง +55% เทียบกับ SET เพียง +12.5% ในช่วง 5–7 เดือนของความขัดแย้ง

    หุ้นเด่นตามธีมท่องเที่ยว

    ASPS ยังชี้ หุ้นเด่นตามธีมการท่องเที่ยว ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, CPN, AOT, BA, BEM, AAV รวมถึงหุ้นอาหาร–ส่งออกอย่าง TU, CPF
     แนะนำให้ถือเงินสดในพอร์ต 20–30% และเลือกลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการหมุนเงินจากต่างชาติเป็นหลัก

    สรุปหุ้นเด่นประจำวัน

    GLOBAL GEM :  BRKB80 / WMT US
    PRIME PICK :  ERW / BEM / CPF

    asiaplus-analysis-stocks-tech-stuttering-money-flow-thai-tourism-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/asiaplus-analysis-stocks-tech-stuttering-money-flow-thai-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1outu4s3_W5oxUKRq2KP3c