Blog

  • สุรศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ คิกออฟ LOVE PRIDE 2026 ดันไทยขึ้นฮับท่องเที่ยวแห่งความหลากหลาย

    สุรศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ คิกออฟ LOVE PRIDE 2026 ดันไทยขึ้นฮับท่องเที่ยวแห่งความหลากหลาย

    สุรศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ จับมือภาคเอกชน คิกออฟ LOVE PRIDE 2026 ดันไทยขึ้นแท่นฮับท่องเที่ยวแห่งความหลากหลาย ด้วย Pride Economy พลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

    เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงานและปล่อยขบวน LOVE PRIDE 2026 พร้อมระบุว่า งาน LOVE PRIDE 2026 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับความหลากหลาย และส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน

    “Pride Economy เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ โดยประเทศไทยติดอันดับ 4 ของโลกด้านรายได้จากการท่องเที่ยวของกลุ่ม LGBTQ+ สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก”

    สำหรับบรรยากาศภายในงาน LOVE PRIDE 2026 เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน นักท่องเที่ยว และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก โดยตลอดเส้นทางขบวนพาเหรด LOVE PRIDE 2026 ได้รับความสนใจจากประชาชนที่ร่วมโบกมือทักทายและร่วมเฉลิมฉลองอย่างอบอุ่น

    ขณะเดียวกันนายสุรศักดิ์ ได้ร่วมปล่อยขบวนพาเหรด LOVE PRIDE 2026 จากศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์สู่สนามเทพหัสดิน เพื่อร่วมส่งต่อพลังแห่งความรัก ความเท่าเทียม และความภาคภูมิใจในความหลากหลาย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 ในอนาคต

    โดยมี คุณโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และคุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เอ็ม ดิสทริค สยามพารากอน รีเทล และบางกอกมอลล์ เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2936673&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R5QIM-ABJgdAnwT_DIX79

  • สะเดา | นักท่องเที่ยวมาเลเซียตกค้างหน้าด่านสะเดาซ้ำช่วงหยุดยาว รถติดยาวกว่า 700 เมตร ภาคท่องเที่ยวตั้งคำถามการบริหารจัดการ

    สะเดา | นักท่องเที่ยวมาเลเซียตกค้างหน้าด่านสะเดาซ้ำช่วงหยุดยาว รถติดยาวกว่า 700 เมตร ภาคท่องเที่ยวตั้งคำถามการบริหารจัดการ

    วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียตกค้างบริเวณหน้าด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลา ต่อเนื่องหลายวัน ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 1 มิถุนายน 2569 พบรถยนต์นักท่องเที่ยวจอดรอคิวเต็ม 3 ช่องการจราจร ยาวกว่า 700 เมตร หลังไม่สามารถเดินทางข้ามด่านกลับประเทศได้ทันเวลา

    บรรยากาศบริเวณหน้าด่านเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ต้องนอนพักอยู่ภายในรถ บางครอบครัวนำผ้ามาปูนั่งริมถนน เพื่อรอให้ด่านเปิดในเวลา 05.00 น. ก่อนต้องเผชิญปัญหาการจราจรติดขัดต่ออีกระลอก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการด่านชายแดน ซึ่งถือเป็นประตูสำคัญในการรองรับนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและใช้จ่ายในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่และสะเดา

    ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่–สงขลา กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนภาคใต้ก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไม่ต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักในภูมิภาคอื่น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากยังปล่อยให้เกิดภาพนักท่องเที่ยวต้องนอนรอหน้าด่านเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนในพื้นที่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งการบริหารเวลาเปิด–ปิดด่าน การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดและเทศกาลที่มีปริมาณการเดินทางสูง

    ภาพข่าว : Ong Sitthiphataraprabha

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/31024/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hiBJaMVONxrzUnKWrVL_G

  • ผบช.ทท. ลงพื้นที่เกาะพะงัน คุมเข้มความปลอดภัย “ฟูลมูนปาร์ตี้” สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ผบช.ทท. ลงพื้นที่เกาะพะงัน คุมเข้มความปลอดภัย “ฟูลมูนปาร์ตี้” สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/crime/151335&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tLJ9-nFt5e2cebc6i_Dyh

  • ท่องเที่ยว ‘อาเซียน’ โตแกร่งฝ่าสงคราม ‘แอร์เอเชียมูฟ’ แนะปรับตัวสู้เกมเร็ว ขายดีลคุ้มค่า

    ท่องเที่ยว ‘อาเซียน’ โตแกร่งฝ่าสงคราม ‘แอร์เอเชียมูฟ’ แนะปรับตัวสู้เกมเร็ว ขายดีลคุ้มค่า

    นับเป็นครั้งแรกของ “ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา” ที่กระโดดสู่การทำงานภาคเอกชน หลังคร่ำหวอดในแวดวงภาคการท่องเที่ยวมายาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านการตลาดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รับผิดชอบการกำหนดกลยุทธ์ด้านการท่องเที่ยวและการตลาดในหลากหลายภูมิภาค ทั้งเอเชียแปซิฟิก ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกา

    หมวกใบใหม่ของ ฉัททันต์ คือตำแหน่ง Head, Country Representative (Thailand) ของ “แอร์เอเชียมูฟ” (AirAsia Move) แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ หนึ่งในธุรกิจของ “กลุ่มแอร์เอเชีย” ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นบริษัทดิจิทัลเต็มตัว โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่ากว่า 89% ของการจองทั้งหมดเป็นการเดินทาง “ภายในอาเซียน”  มีตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียมากเป็นอันดับ 1 และไทยเป็นอันดับ 2 ในแง่ปริมาณการจองผ่านแอร์เอเชียมูฟ

    สำหรับจุดหมายปลายทางยอดนิยมในอาเซียน “กัวลาลัมเปอร์” มาเลเซีย ครองอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มนี้ รองลงมาคือกรุงเทพฯ และบาหลี อินโดนีเซีย ส่วนจุดหมายปลายทางยอดนิยมนอกอาเซียน “คุนหมิง” ทางตอนใต้ของจีน มาแรงคว้าอันดับ 1 ตามมาด้วย โตเกียว เมืองที่นักท่องเที่ยวเทใจให้อย่างเหนียวแน่น และนิวเดลี อินเดีย

    จากการเก็บข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้ามหาศาลในภูมิภาคอาเซียนของแอร์เอเชียมูฟ พบว่าความต้องการเดินทางของ “นักท่องเที่ยวอาเซียน” ยังคงแข็งแกร่ง! แม้จะมีภาวะสงครามในตะวันออกกลางและสภาพเศรษฐกิจเป็นปัจจัยกระทบให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เลือกมากขึ้นว่าจะไปเที่ยวที่ไหน และอยู่นานเท่าไร นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังเน้นเดินทางระยะสั้น “เที่ยวภายในภูมิภาค” มากขึ้น และใช้เวลาจองล่วงหน้าสั้นลง จากเคยจองล่วงหน้านาน 3 เดือน แต่ตอนนี้ไม่รีบ จองล่วงหน้าเฉลี่ย 14-30 วัน

    สำหรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจาก “4 ตลาดหลัก” ของอาเซียนบนแอร์เอเชียมูฟ เริ่มด้วย “มาเลเซีย” ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ เดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากจีน ส่วนใหญ่ 65% ของนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเป็นครอบครัว และเมื่อนับตามวัย กลุ่มมิลเลนเนียลส์มีสัดส่วนสูง ตามมาด้วยเจนซี พำนักเฉลี่ย 4.2 วันต่อทริป นิยมจองล่วงหน้า 28 วัน และใช้จ่ายสูงในหมวดอาหารและกิจกรรมสำหรับครอบครัว

    ส่วนตลาด “ไทย” ส่วนใหญ่ใช้ดิจิทัลเพื่อการท่องเที่ยว ทั้งหาแรงบันดาลใจ อ่านรีวิว จองออนไลน์ และโพสต์คอนเทนต์ประสบการณ์ท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียลส์กว่า 48% ส่วนเจนซี 25% เน้นเดินทางแบบฉายเดี่ยว หรือ “Solo Traveler” มากถึง 35% ส่วนกลุ่มที่เดินทางเป็นคู่กับเพื่อนหรือคนรักมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 30% พำนักเฉลี่ย 3.8 วันต่อทริป

    นักท่องเที่ยวไทยเป็นกลุ่มที่เน้น “ความคุ้มค่า” และเป็น “Content Creator” ชอบทำคอนเทนต์ ถ่ายภาพสวยๆ แชร์ประสบการณ์ออนไลน์ โดยนิยมจองล่วงหน้าสั้นที่สุดในบรรดาเพื่อนร่วมอาเซียน ค่าเฉลี่ยเพียง 21 วัน ชื่นชอบการจองแพ็กเกจที่สะดวกสบาย แต่ต้องมีเวลาส่วนตัว ไม่ชอบทัวร์ที่ตารางแน่นเกินไป และพร้อมชอปปิงกระจาย ทานอาหารมื้ออร่อย

    “คนไทยเที่ยวเป็น เน้นรอดีลคุ้มค่า รอโปรโมชัน ทำให้ตัวเลขจำนวนวันจองล่วงหน้าช้า เพราะคิดในแง่บวกว่าสุดท้ายก็จะหาตั๋วเครื่องบินหรือที่พักราคาคุ้มค่าได้”

    ด้านพฤติกรรมของตลาด “อินโดนีเซีย” พี่ใหญ่ด้านจำนวนประชากรของอาเซียน มีมากกว่า 280 ล้านคน จึงเป็นหนึ่งในตลาดใหญ่ของธุรกิจ OTA (Online Travel Agents) มีสัดส่วนของกลุ่มมิลเลนเนียลส์และเจนซีใกล้เคียงกันที่ 35% และ 32% ตามลำดับ นิยมเดินทางแบบ Solo Traveler ครองสัดส่วน 58% ของทั้งหมด เพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พำนักเฉลี่ย 3 วัน โดยจองล่วงหน้า 25 วัน เน้นให้ความสำคัญกับประสบการณ์ใช้จ่ายด้านอาหารและกิจกรรมมากกว่าที่พัก

    และตลาด “ฟิลิปปินส์” เป็นกลุ่มที่พำนักนาน 6.8 วันต่อทริป ยาวสุดในภูมิภาคอาเซียน และวางแผนจองล่วงหน้านานสุด 35 วัน นิยมเข้าพักโรงแรมระดับกลางและบน โดยมีสัดส่วนกลุ่มมิลเลนเนียลส์ 40% และเจนเอ็กซ์ 35% ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวแบบครอบครัวมากถึง 55% ของทั้งหมด รองลงมาคือการท่องเที่ยวแบบกลุ่ม

    ขณะที่ “เวียดนาม” แม้จะยังไม่ใช่ฐานตลาดใหญ่ของแอร์เอเชียมูฟ แต่ตั้งเป้าหมายเจาะอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจของเวียดนามกำลังโลดแล่น ด้วยฐานประชากรมากกว่า 100 ล้านคน เป็นอีกตลาดที่ใครๆ ก็อยากเข้าถึง โดยปัจจุบันกำลังเจรจากับพันธมิตรหลายรายที่มีฐานลูกค้าแข็งแรงในเวียดนาม

    ท่องเที่ยว ‘อาเซียน’ โตแกร่งฝ่าสงคราม ‘แอร์เอเชียมูฟ’ แนะปรับตัวสู้เกมเร็ว ขายดีลคุ้มค่า

    สำหรับ “ข้อเสนอแนะ” ต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการปรับตัวรับมือนักท่องเที่ยวที่เน้น “ความคุ้มค่า” เป็นหัวใจหลัก ฉัททันต์ มองว่า ควรเจาะตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ “Wellness & Longevity” ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ประเทศไทยได้เปรียบที่สุดในอาเซียนจากพื้นฐานการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ที่แข็งแกร่ง

    “คนอายุยืนมากขึ้น วันๆ ก็คุยกันแต่เรื่องสุขภาพ ใครๆ ก็ยอมจ่ายเพื่อสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยถือว่าดีที่สุดในอาเซียนแล้ว ผู้ประกอบการควรต่อยอดจากความได้เปรียบตรงนี้”

    นอกจากนี้ การบูมของตลาด “เช่าที่พักระยะสั้น” (Short-term Rental) เช่น คอนโดมิเนียม และอพาร์ตเมนต์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศหรือหนีหนาว ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอกิจกรรมท่องเที่ยวน่าสนใจ ขณะเดียวกันควรเพิ่ม “ความยืดหยุ่น” ในการจอง เพราะสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงได้ตลอด “หมดยุคยกเลิกการจองไม่ได้” และอีกกลยุทธ์สำคัญคือ “การตั้งราคาหลายระดับ” เพื่อรองรับกำลังซื้อและความต้องการที่แตกต่างกัน

    ควบคู่กับการทำแพ็กเกจที่เน้นขายประสบการณ์ แม้ตอนนี้จะเกิดเทรนด์ “Sleepcation” เน้นเข้าพักโรงแรมเพื่อ “นอนอย่างเดียว” แค่เปลี่ยนบรรยากาศและสถานที่นอนเท่านั้น แต่ถ้ามีกิจกรรมเสริมในที่พัก เช่น เวิร์กช็อปทำอาหาร หรือท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับชุมชนใกล้โรงแรมก็เป็นเรื่องดี

    และในวันที่ 23 มิ.ย. แอร์เอเชียมูฟและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะมีการลงนามความร่วมมือเป็นครั้งแรก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน

    “ภาคการท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวค่อนข้างสูง เพราะเกมมันไปเร็ว และต้องเน้นการตลาดเชิงรุกเพื่อเตรียมรับวันที่สถานการณ์โลกคลี่คลาย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1236150&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JLuaxfcxvl3ZYJcnCggCW

  • พบ นทท.ขับรถลงหลุมระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความเสียหายแหล่งท่องเที่ยว

    พบ นทท.ขับรถลงหลุมระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความเสียหายแหล่งท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่(1 มิ.ย.2569) เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ โพสต์ภาพ คลิป และข้อความ กรณีพบนักท่องเที่ยวบางกลุ่มมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขับรถลงไปในหลุมระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่2 ที่สถานีนิเถะ ทางรถไฟสายมรณะ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

    ภาพ :  เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ

    ภาพ : เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ

    ทั้งนี้การขับรถยนต์ลงไปในหลุมระเบิดดังกล่าว สร้างความเสียหายต่อสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากจุดดังกล่าวใช้ในการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสรตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ เช่น ผังการทิ้งระเบิดสถาน และเรียนรู้ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการทิ้งระเบิดใส่อะไร เพจดังกล่าวยังเรียกร้องให้อุทยานแห่งชาติเขาแหลม มีมาตรการในการจัดการกับเรื่องดังกล่า

    ภาพ :  เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ

    ภาพ : เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ

    สถานนีนิเถะ เป็นสถานีรถไฟสงครามโลกครั้งที่2 สถานีนิเถะ ในอดีตตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองโป่งโด่ง ซึ่งแปลว่า หมู่บ้านมีน้ำล้อมรอบ พบโขดหินขึ้นเหนือน้ำเชื่อได้ว่าในอดีตเป็นเส้นทางรถไฟสมัยสงครามโลกครั้งที่2 ถือได้ว่าเป็นสถานีไฟ 1 ใน 6 สถานีที่ใหญ่ที่สุด เพื่อเติมน้ำ เชื้อเพลิงเตรียมความพร้อมของรถไฟในสมัยนั้นที่จะไปประเทศเมียนมา บริเวณดังกล่าวจะพบร่องรอยในอดีต ทั้งไม้หมอนรถไฟ เหล็กหมุด บ่อเก็บกักน้ำ โรงซ่อมรถไฟ และหลุมระเบิดไม่ต่ำกว่า 10 หลุม

    ภาพ :  เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ

    ภาพ : เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ

    อุทยานฯเขาแหลมขีดเส้น 7 วันให้เข้าชี้แจง

    ต่อมา อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ออกประกาศ โดย ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำยานพาหนะเข้าไปในพื้นที่บริเวณสถานีนิเถะ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เข้ามาติดต่ออุทยานแห่งชาติเขาแหลม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เข้าข่ายการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรือฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องนั้น

    อุทยานแห่งชาติเขาแหลมอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    จึงขอให้บุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ติดต่ออุทยานแห่งชาติเขาแหลม ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้เผยแพร่ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา

    อ่านข่าว

    พบร่างเด็กหญิงวัย 7 ขวบ กลางสวนยาง จ.กาญจนบุรี หลังหายตัว 3 วัน

    ไฟไหม้รถยนต์บนมอเตอร์เวย์ M81 – จนท.เร่งหาสาเหตุ

    อดีตลูกเขย บุกยิงครอบครัวภรรยาเก่า ที่กาญจนบุรี ดับ 2 เจ็บ 1 คน

    จับแล้ว “ร.อ.วิโรจน์” ผู้ต้องหาคนสุดท้าย คดียิง “สส.กมลศักดิ์” คุมตัวสอบกรุงเทพฯ

    สภาพอากาศวันนี้ ลำปาง-กาญจนบุรี ร้อนสุด 39 องศาฯ ทั่วไทยฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506587&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24fBcUMNZ0hmkJpi-LIt-7

  • ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    กรมทางหลวงยกระดับคมนาคมเมืองโคราช เปิดทดลองใช้สองอุโมงค์ยักษ์ “ประโดก – เทอร์มินอล” 3 มิ.ย. นี้ แก้รถติด เพิ่มความคล่องตัว เชื่อมเศรษฐกิจภาคอีสานไร้รอยต่อ

    กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างสะพาน ประกาศความพร้อมเตรียมเปิดทดลองใช้งานสองโครงการคมนาคมครั้งสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่

    – อุโมงค์ทางลอดแยกประโดก
    – อุโมงค์ทางลอดแยกนครราชสีมา (Terminal) 
     

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    พร้อมกันตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป หวังยกระดับการเดินทางบนถนนมิตรภาพ แก้ไขปัญหาจราจรคอขวดเขตเมือง และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    จังหวัดนครราชสีมาถือเป็นศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง 

    โดยมีทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ เป็นเส้นทางหลักในการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครสู่ภาคอีสาน จากการเติบโตของเมืองและการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ 

    ส่งผลให้ปริมาณการจราจรหนาแน่นอย่างต่อเนื่อง กรมทางหลวงจึงได้เร่งดำเนินโครงการก่อสร้างทางลอด ณ จุดตัดสำคัญทั้ง 2 แห่งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    รายละเอียดเชิงวิศวกรรมของทั้ง 2 โครงการ มีดังนี้

    อุโมงค์ทางลอดแยกนครราชสีมา (Terminal): ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 2 กับทางหลวงหมายเลข 224 (แยกนครราชสีมา) มีระยะทางรวม 1.181 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้าง 373 ล้านบาท 

    ก่อสร้างเป็นอุโมงค์คอนกรีตขนาด 2 ช่องจราจร รองรับรถที่เดินทางจากจังหวัดขอนแก่นมุ่งหน้าสู่สระบุรี ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบระบายน้ำ ไฟฟ้าส่องสว่าง ป้องกันอัคคีภัย และระบบควบคุมการจราจรเสร็จสมบูรณ์แล้ว

    อุโมงค์ทางลอดแยกประโดก: ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 2 กับถนนช้างเผือกและถนนสิริราชธานี มีระยะทางรวมประมาณ 1.750 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้าง 849 ล้านบาท 

    ก่อสร้างเป็นทางลอดคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ถึง 6 ช่องจราจร (แบ่งทิศทางละ 3 ช่องจราจร) พร้อมถนนคู่ขนานและทางเท้า โดยที่ผ่านมาได้เริ่มเปิดทดลองใช้นำร่องช่วงเวลา 06.00 น. – 21.00 น. มาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    การเปิดใช้งานอุโมงค์ทางลอดทั้งสองแห่งในวันที่ 3 มิถุนายนนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางและอุบัติเหตุในตัวเมืองโคราชเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระดับประเทศในพื้นที่ภาคอีสาน 

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    ทั้งโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 (M6) สายบางปะอิน–นครราชสีมา, โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน และโครงการรถไฟทางคู่ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้จังหวัดนครราชสีมาเติบโตในฐานะประตูสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือให้ผู้ใช้เส้นทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และสัญญาณจราจรภายในอุโมงค์อย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุ สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/743250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LQToGqbeS_jtR4BsOH0PT

  • วันนี้ วันแรก!  เริ่มใช้่ ไทยช่วยไทยพลัส  26.04 ล้านสิทธิ

    วันนี้ วันแรก! เริ่มใช้่ ไทยช่วยไทยพลัส 26.04 ล้านสิทธิ

    01 มิถุนายน 2569, 06:55น.

              เริ่มใช้กันวันนี้  1 มิถุนายน 2569 ประชาชนที่ลงทะเบียน  “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” 26.04 ล้านราย เริ่มใช้สิทธิวันแรก โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน

             สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนรวมกว่า 43 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 13.18 ล้านคน และประชาชนกลุ่มคนทั่วไป (ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ประมาณ 30 ล้านสิทธิ

              สำหรับการเริ่มใช้จ่ายตามโครงการฯ ธนาคารกรุงไทย ได้มีการเตรียมความพร้อมของระบบเพื่อรองรับการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของประชาชนไว้แล้ว โดยประชาชนสามารถเติมเงินเข้า G-Wallet ไว้สำหรับสแกนใช้จ่ายในโครงการฯ หรือเติมเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

              นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยจะสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)

    #ไทยช่วยไทยพลัส

    #ประคองเศรษฐกิจไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QGhPXkzBnh76HO2lPTpm8

  • รายงานพิเศษ : สงครามตะวันออกกลาง สั่นคลอนท่องเที่ยวไทย ต้นทุนเดินทางพุ่ง-ตลาดระยะไกลสะดุด ฉุด ‘รายได้’ มากกว่า ‘จำนวน’

    รายงานพิเศษ : สงครามตะวันออกกลาง สั่นคลอนท่องเที่ยวไทย ต้นทุนเดินทางพุ่ง-ตลาดระยะไกลสะดุด ฉุด ‘รายได้’ มากกว่า ‘จำนวน’

    วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.05 น.

    สงครามตะวันออกกลางกำลังเขย่าท่องเที่ยวไทย ผ่าน “Aviation Disruption” แม้ในช่วงต้นปี 2569 ภาคท่องเที่ยวไทยจะมีสัญญาณฟื้นตัวที่ดีขึ้น สะท้อนจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 ที่ 6.5 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 90% จากช่วงก่อนโควิด-19 (ปี 2562)

    อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน ข้อจำกัดด้านการบิน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นในการเดินทางที่ลดลง โดยภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรกๆ เนื่องจากนักท่องเที่ยวสามารถเลื่อน/เปลี่ยนจุดหมาย หรือยกเลิกการเดินทางได้ทันทีเมื่อเกิดความไม่แน่นอนสะท้อนจาก การค้นหาเที่ยวบินมายังประเทศไทยของกลุ่ม Long-haul โดยเฉพาะ ยุโรปที่ต้องเปลี่ยนเครื่องที่ตะวันออกกลาง รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางเองที่ลดลงชัดเจนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569

    ผลกระทบเริ่มลามจาก Middle East ไปสู่ Long-haul ในระยะแรก (มีนาคม 2569) ผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวกลุ่ม Middle East ผ่านข้อจำกัดด้านการปิดน่านฟ้าเป็นหลัก โดยในเดือนมีนาคม 2569 นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่เดินทางเข้าไทยมีจำนวนลดลงเหลือเพียง 1.2 หมื่นคน (-33.3%YoY) ซึ่งโดยปกติแล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.3% เท่านั้น (อ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568)

    อย่างไรก็ตามในเดือนเมษายน 2569 เริ่มเห็นสัญญาณว่าแรงกดดันขยายวงไปถึงนักท่องเที่ยว Long-haul โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ที่มีสัดส่วนราว 25% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ก็หดตัวถึง -15.6%YoY ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนการบินที่สูงขึ้นจากการที่หลายสายการบินปรับขึ้นค่าโดยสารตามราคา Jet Fuel ที่สูงขึ้น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางก็หดตัวถึง -57.1%YoY ในเดือนเดียวกัน หดตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญด้วยเช่นเดียวกัน

    ถึงแม้นักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มฟื้นตัวแต่ไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด แม้นักท่องเที่ยวจีนจะขยายตัว 15.7%YoY ในช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 และฟื้นตัวต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มา 3 เดือนติดต่อกัน กลับมาเป็นแรงพยุงสำคัญ จากการฟื้นตัวของเที่ยวบินตรงและกิจกรรมส่งเสริมตลาดที่ช่วยกระตุ้นการเดินทางบางส่วน

    แต่อย่างไรก็ดี แรงพยุงดังกล่าวกลับยังไม่ชดเชยการลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียและ Long-haul เนื่องจากในช่วงต้นปี 2569 นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ของไทย ขณะที่เหตุการณ์ตะวันออกกลางก็ส่งผลต่อกลุ่ม Long-haul ส่งผลให้ในช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมราว 11.7 ล้านคน (-3.4%YoY) ภาวะดังกล่าวส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติยืนอยู่ในระดับ 6.06 แสนล้านบาท หดตัว -1.9%YoY ในช่วงเวลาเดียวกัน

    Aviation Disruption Risk ที่กระทบนักท่องเที่ยว Long-haul และ Middle East อาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้ที่รุนแรงขึ้น

    Aviation Disruption Risk คือ ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางต่อนักท่องเที่ยวแต่ละชาติที่เดินทางมาไทย ซึ่งประเมินผ่าน 3 ปัจจัย ประกอบด้วย 1) ระยะทางบิน 2) การพึ่งพา Hub ตะวันออกกลาง และ 3) ความเสี่ยงของเส้นทางบิน หากค่า Aviation Disruption Risk สูง หมายถึง นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง

    นักท่องเที่ยว Long-haul กลุ่ม High spendingได้แก่ USA, EU และ Middle East มี Aviation Disruption Risk สูง เพราะมีระยะบินไกลกว่า พึ่งพาการต่อเครื่องมากกว่า อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับผลกระทบจากสงครามผ่านการจำกัดน่านฟ้าสูงกว่า ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มี Spending per Head สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 25%-80% ดังนั้นความเสี่ยงของภาคท่องเที่ยวไทยอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง” แต่จะลุกลามไปสู่ “การสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง”

    Krungthai COMPASS ประเมินฉากทัศน์ของภาคการท่องเที่ยวของไทยไว้ 2 กรณี คือ “Base Case” หรือสงครามยุติภายในเดือนมิถุนายน 2569 ส่งผลให้ทิศทางราคาพลังงานทยอยปรับลดลงในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 และ “Downside Case” ที่สงครามยืดเยื้อตลอดปี 2569 ซึ่งสายการบินจะส่งผ่านต้นทุนไปยังค่าโดยสารมากขึ้นในช่วง H2 2569 เป็นต้นไป

    Krungthai COMPASS คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ที่ 32.1 ล้านคน สร้างรายได้ 1.46 ล้านล้านบาท หดตัว -2.5%YoY และ -5.2%YoY ตามลำดับ เพราะแม้นักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยกลุ่ม Long-haul ซึ่งมี Spending per Head สูง รายได้จากการท่องเที่ยว จึงมีแนวโน้มหดตัวสูงกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว

    ในกรณีสงครามยืดเยื้อตลอดปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดเหลือ 29.4 ล้านคน สร้างรายได้ 1.33 ล้านล้านบาท หดตัว -10.7%YoY และ -13.6%YoY ตามลำดับ เนื่องจากการที่แรงกดดันอาจลามไปถึงในช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 จะตรงกับช่วงเวลา High Season ของกลุ่ม Long-haul พอดี

    ขณะที่กลุ่ม Short-haul แม้มีความเสี่ยงจาก Aviation Disruption ต่ำกว่า แต่ดีมานด์มีแนวโน้มถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่อาจยืนสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้แรงกดดันจากเงินเฟ้อและบรรยากาศการเดินทางที่เปราะบางขึ้น อาจทำให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่าย เลื่อนทริปหรือลดระยะเวลาพำนัก เป็นต้น

    ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีแนวโน้มกระจุกในจังหวัดที่พึ่งพาตลาด Middle East และ EU สูง เกิน 80% ของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมคาดว่าลูกค้า Long-haul ในช่วงไตรมาส 2 ปี2569 จะลดลงจากปีก่อนหน้า ภาวะดังกล่าวจะส่งผลต่อโรงแรมในจังหวัดที่พึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวเป็นหลัก

    จังหวัด Top 5 ที่นักท่องเที่ยวกลุ่ม Long-haul และ Middle East นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนโรงแรมระดับกลาง-บน รีสอร์ต และธุรกิจบริการที่เชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพสูงค่อนข้างมาก

    ธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น กิจกรรมท่องเที่ยว Medical/Wellness บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และการขนส่งนักท่องเที่ยวในพื้นที่ ก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องผ่านการจองที่ชะลอ อัตราเข้าพักที่ลดลง ค่าใช้จ่ายต่อทริปที่อ่อนลง และจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง โดยเฉพาะ หากแรงกดดันยืดเยื้อไปถึงช่วง High Season ของตลาดระยะไกล

    “ดังนั้นการรับมือจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้นเท่านั้น แต่ควรยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้รับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น โดยภาครัฐควรใช้แนวคิด Reinvent Thailand เป็นเครื่องมือเร่ง Transformation ของภาคท่องเที่ยว โดยสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และเครื่องมือดิจิทัลสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยแข่งขันได้ด้วยคุณภาพ ความยั่งยืน และ resilience มากกว่าการพึ่งพา volume เพียงอย่างเดียว”

    ที่มา.. Krungthai COMPASS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/967967&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e-CIQSIlRyUw0aO4Jq5yu

  • กราบขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “วัดประชารังสรรค์” จ.นนทบุรี

    กราบขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “วัดประชารังสรรค์” จ.นนทบุรี

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/Vp4Em0Be8oN7&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw143auuBU2r7IXI0tuKs_I1

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 มิ.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 มิ.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 มิ.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 96 ,91 ลง 70 สตางค์ต่อลิตร

    ด้านดีเซลลดราคา 50 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมลดราคา 1 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 59.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.70 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 59.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.70 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (บางจาก)

     ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 มิ.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/660394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31NBrsM5NCd2rfPtXm02L3