Blog

  • ททท.สั่งเกาะติดสถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ ช่วยนักท่องเที่ยว เร่งเยียวยาผู้ประกอบการ

    ททท.สั่งเกาะติดสถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ ช่วยนักท่องเที่ยว เร่งเยียวยาผู้ประกอบการ

    ททท. ตั้งศูนย์ช่วยนักท่องเที่ยว น้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งเยียวยาผู้ประกอบการ

    ททท. เปิดศูนย์ประสานงานช่วยเหลือนักท่องเที่ยว น้ำท่วมภาคใต้ สั่งเกาะติดสถานการณ์หาดใหญ่รายวัน พร้อมเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ

    25 พฤศจิกายน 2568 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของ ททท. ติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    โดยทุกพื้นที่เร่งจัดทำรายงานสถานการณ์ ติดตามและประเมินผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่ออัปเดตสถานการณ์การเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนสำนักงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เดินทางเข้าหาดใหญ่ ได้เร่งสื่อสารสถานการณ์ไปยังพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้ทราบข้อมูลรายวัน ทั้งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และอัปเดตแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเดินทางได้ตามปกติ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด และรวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล

    FB/ ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้ดำเนินการสื่อสารมาตรการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเดินทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่าอากาศยาน สายการบิน การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยระยะต่อไป เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลาย ททท. จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

    ซึ่งปัจจุบันได้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขายหรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประก บการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    บรรยากาศสถานีรถไฟหาดใหญ่
    FB/ ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ท่าอากาศยานในพื้นที่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ ดังนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ หมายเลขโทรศัพท์ 074-227-000, 074-227001-3, ท่าอากาศยานนานาชาตินครศรีธรรมราช หมายเลขโทรศัพท์ 075-450-545, ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี หมายเลขโทรศัพท์ 077-441-230, ท่าอากาศยานตรัง หมายเลขโทรศัพท์ 075-572-152-4, ท่าอากาศยานนราธิวาส หมายเลขโทรศัพท์ 073-511-161

    โดยสำหรับพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา สายการบินต่าง ๆ ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินได้ ทั้งนี้สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook ของสายการบิน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายการบินไทย หมายเลขโทรศัพท์ 023-561-111 หรือ ตัวแทนจำหน่ายของการบินไทย สายการบินนกแอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 1318 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส หมายเลขโทรศัพท์ 1771 หรือ 02-270-6699 (8.00-20.00 น.) สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-529-9999

    นักท่องเที่ยวรอเช็กอินที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่
    FB/ ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    ขณะที่การเดินทางเส้นทางรถไฟ นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถติดตามข้อมูลการเดินรถได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย https://ttsview.railway.co.th/v3/floodingNST/ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ และศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลอัปเดตการเดินทางและเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนประสานงานกรณีเร่งด่วน ผ่านช่องทาง TAT Call Center: 1672 Travel Buddy และสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว หมายเลขโทรศัพท์ 1155 รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จังหวัดสงขลา หมายเลขโทรศัพท์ 074-311573

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Suriyen J.

    Suriyen J.

    นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1492157/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14SRjod8O4bSxXZYYPVOEG

  • “ลามิน่าฟิล์ม” รับโล่เกียรติคุณครบ 30 ปีจากโรงงานผู้ผลิตสหรัฐอเมริกา – บ้านเมือง

    “ลามิน่าฟิล์ม” รับโล่เกียรติคุณครบ 30 ปีจากโรงงานผู้ผลิตสหรัฐอเมริกา – บ้านเมือง

    ฟิล์มกรองแสงสำหรับรถยนต์ อาคารบ้านเรือนและคอนโดมิเนียม ฟิล์มนิรภัย ฟิล์มตกแต่ง ฟิล์มกันสะเก็ดหิน (ฟิล์มปกป้องสีรถ) และฟิล์มชนิดพิเศษ เช่น ฟิล์มนิรภัยภายนอกอาคาร และฟิล์มเพื่อสัตว์เลี้ยง.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/auto/455783&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ysELNagNenhG7bUWcD9rI

  • แสนสิริ จ่อโอน 3 คอนโดเมืองท่องเที่ยวอีก 2,100 ล้านบาท ดันเป้ายอดโอนทั้งปีแตะ 13,800 ล้านบาท

    แสนสิริ จ่อโอน 3 คอนโดเมืองท่องเที่ยวอีก 2,100 ล้านบาท ดันเป้ายอดโอนทั้งปีแตะ 13,800 ล้านบาท

    แสนสิริ เตรียมโอนอีก 3 คอนโดมิเนียมเมืองท่องเที่ยว Strategic Location ภูเก็ต – เชียงใหม่ – ขอนแก่น ยอดโอนรวมกว่า 2,100 ล้านบาท ดันผลงานยอดโอนคอนโดพุ่ง 13,800 ล้านบาท ขยับใกล้เป้าหมายโดยคิดเป็น 92% จากเป้าโอนคอนโดมิเนียม 15,000 ล้านบาท 

    องอาจ สุวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า แสนสิริประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจรอบ 11 เดือน โดยล่าสุดเตรียมโอนคอนโดมิเนียมในเมืองท่องเที่ยว Strategic Location ของแสนสิริอีก 3 โครงการ ที่จะสร้างยอดโอนได้อีกกว่า 2,100 ล้านบาท ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คือ ภูเก็ต – เชียงใหม่ – ขอนแก่น คือ เมคิน เฮาส์ เชียงใหม่ คอนโดมิเนียมใหม่ พร้อมอยู่เดือนธันวาคมนี้ มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท ล่าสุดมียอดขายแล้วกว่า 80%  ดีคอนโด แคมปัส ขอนแก่น  มียอดขายแล้วกว่า 50%  และ แคนวาส เชิงทะเล ภูเก็ต คอนโดมิเนียมสไตล์ลักซ์ชูรี รีสอร์ตแห่งแรกของแสนสิริ บนทำเลศักยภาพใจกลาง เชิงทะเล – บางเทา มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท รับ High Season ของภูเก็ต โครงการอยู่บนพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ในทำเล เชิงทะเล – บางเทา ภูเก็ต ล่าสุดมียอดขายแล้วกว่า 70%

    ส่งผลให้ยอดโอนโครงการคอนโดมิเนียมของแสนสิริพุ่งรวม 13,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92% จากเป้าโอนคอนโดมิเนียมที่วางไว้ 15,000 ล้านบาท รวมกับผลงานการโอนคอนโดมิเนียมในช่วงที่ผ่านมา อาทิ โฟล บาย แสนสิริ คอนโดวิวแม่น้ำ เพียง 350 เมตร ถึง BTS คลองสาน เพียง 3 นาที ถึง ICONSIAM เริ่ม 3.29 ล้าน* ปัจจุบันสร้างยอดขายแล้วกว่า 70% รวมทั้ง ดีคอนโด คาล์ม รามคำแหง 40 และ เดอะ มูฟ พอว์ บางแค ที่ทำผลงานได้ดี

    ทั้งนี้ คาดว่าทั้ง 3 โครงการ จะได้รับการตอบรับทยอยโอนจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่นในแบรนด์แสนสิริ ทำเลที่ตั้งโครงการที่อยู่ในทำเลศักยภาพใจของ Strategic Location ดีไซน์โดดเด่นที่มีแรงบันดาลใจจากทั้ง 3 เมืองท่องเที่ยว และสะท้อนความเชื่อมั่นในแบรนด์แสนสิริ ด้วยคุณภาพโครงการ ตลอดจนบริการหลังการขายหรือ Sansiri Service ที่ครองใจลูกค้า จากการเป็นผู้นำด้านการบริการในที่อยู่อาศัย เพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยจาก LIV-24 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มลูกค้าเลือกแสนสิริ พร้อมด้วยการให้ความสำคัญต่อการดูแลสังคมและเป็นพลเมืองดีหรือ Good Citizen รวมทั้งเน้นย้ำพันธกิจ Sustainability เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะผลักดันผลงานโอนคอนโดมิเนียมของแสนสิริสู่เป้าหมายที่วางไว้ 15,000 ล้านบาท นำหน้าเบอร์หนึ่งในการสร้างผลงานคอนโดมิเนียมส่งท้ายปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/861721/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jTxf47p8_5pLb9cKB4dLq

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) กีฬาแห่งชาติจีนครั้งที่ 15 ส่งเสริมท่องเที่ยวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) กีฬาแห่งชาติจีนครั้งที่ 15 ส่งเสริมท่องเที่ยวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/11/2025 23:07

    การแข่งขันกีฬาแห่งชาติจีนครั้งที่ 15 ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า อย่างมีนัยสำคัญ กว่างโจว เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง หนึ่งในมณฑลเจ้าภาพ ได้จัดโปรโมชั่นลดราคาและกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมาย สร้างกระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบ “เที่ยวไปกับการแข่งขันกีฬา” .

    การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-21 พฤศจิกายน โดยมณฑลกวางตุ้ง เป็นเจ้าภาพจัดงานร่วมกับเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดแข่งขันข้ามภูมิภาค
    .
    ระหว่างการแข่งขัน สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในเมืองกว่างโจว เปิดให้นักกีฬา โค้ช กรรมการ และเจ้าหน้าที่ประจำสนามแข่งขันต่างๆ เข้าเที่ยวชมได้ฟรี นอกจากนี้ ผู้ชมการแข่งขันก็สามารถรับส่วนลดค่าเข้าชมได้ โดยแสดงบัตรประชาชนควบคู่กับบัตรชมการแข่งขัน
    .
    หม่า จุน เจ้าหน้าที่ในงานแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งนี้ บอกว่า เขาแสดงบัตรประชาชนและบัตรเจ้าหน้าที่จึงไม่เสียค่าบัตรเข้าชม ลูกของเขาก็สนุกมาก ได้พากันไปเที่ยวสวนสนุกฉางหลง โอเชียน คิงดอม ด้วย
    .
    คลิปจาก China Media Group

    ascaxw

    sdvsve

    ในหลวงโปรดเกล้าฯ มอบสิ่งของพระราชทานช่วยผู้ประสบอุทกภัยนครฯ

    กาญจนบุรี///เดินทางแล้ว! อาสาสมัครมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ นำเรือลำเลียงและเจ็ทสกี ช่วยเหลือน้ำท่วมสงขลา

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) กีฬาแห่งชาติจีนครั้งที่ 15 ส่งเสริมท่องเที่ยวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สินค้าไอเดียสร้างสรรค์ ดัน ‘เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง’จีนเติบโต

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน๗ จีนส่งยานอวกาศ ‘เสินโจว-22’ แบบเร่งด่วนครั้งแรกสำเร็จ

    ราชบุรี /// วัดหนองโพจัดกิจกรรม “คิดถึงแม่” ปล่อยลูกโป่งสีขาว 993 ลูก น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1403333&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X6CXPC8zIE-auUY-7ZAJV

  • “อนุทิน” ชี้ ไทยอยู่ช่วง เปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่วิกฤต ชู SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

    “อนุทิน” ชี้ ไทยอยู่ช่วง เปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่วิกฤต ชู SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

    ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 1.8% แต่ปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก สภาพัฒน์คาดการณ์การเติบโตประมาณ 2% และกระทรวงการคลังคาดว่าจะอยู่ที่ 2.4% ในปี 2568 จากการส่งออกที่ดีขึ้นและการใช้จ่ายภาครัฐที่เดินหน้าเร็วขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจไม่สามารถสะท้อนภาพรวมทั้งหมดได้ โลกกำลังเปลี่ยนแปลง โลกาภิวัตน์ชะลอตัว เทคโนโลยีก้าวเร็วกว่ากฎหมาย ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น และ “ความเชื่อมั่น” ทั้งระหว่างประเทศและระหว่างรัฐกับประชาชน ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    เพื่อรับมือกับโลกใบนี้ ไทยต้อง “คิดใหม่” ไม่สามารถใช้สูตรเดิมได้อีกต่อไป เราต้องออกแบบยุทธศาสตร์ตาม 3 แรงขับเคลื่อนอนาคต ได้แก่ การกระจายความเสี่ยง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการลดคาร์บอน

    “การกระจายความเสี่ยง” คือ การลดการพึ่งพาตลาดหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง จึงเป็นเหตุผลที่ไทยกำลังขยายความร่วมมือทางการค้าไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา

    “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” คือ การใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงมาเพิ่มผลิตภาพ พร้อมเสริมทักษะดิจิทัลให้ประชาชน เพื่อรักษาความปลอดภัยและมาตรฐานความโปร่งใส

    “การลดคาร์บอน” คือ การเตรียมพร้อมสู่ยุคที่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวกำหนดความสามารถในการเข้าถึงตลาดโลก การลดค่าครองชีพด้านพลังงานและขนส่ง ช่วยให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจมีพื้นที่หายใจ การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ช่วยป้องกันเศรษฐกิจชะลอตัว การขยายการเข้าถึงสินเชื่อ SME ช่วยเสริมกระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย และการฟื้นความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว ช่วยให้มีรายได้จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็น “รันเวย์” สู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว และเราต้องระบุให้ได้ว่าอุตสาหกรรมใดคือจุดแข็งที่ไทยสามารถ “ชนะได้จริง”

    ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือหนึ่งในนั้น ไทยเป็นผู้นำอาเซียนทั้งด้านการใช้และผลิต EV หากเดินไปตามศูนย์การค้าหรือปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ จะเห็นสถานีชาร์จเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขั้นต่อไปคือการสร้าง “ระบบนิเวศเต็มรูปแบบ” ด้วยนวัตกรรมแบตเตอรี่ รีไซเคิล ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ และโลจิสติกส์สีเขียว อีกอุตสาหกรรม คือ เซมิคอนดักเตอร์

    เป้าหมายของเราไม่ใช่แข่งขันกับยักษ์ใหญ่ของโลก แต่เป็นการ “เสริม” พวกเขา โดยเฉพาะด้านแพ็กเกจจิ้ง การทดสอบ และชิปเฉพาะทาง (specialty chips) ในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ไทยมีความได้เปรียบ เรากำลังเสริมแกร่งด้าน AI การแพทย์ ไบโอเทค การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู และการดูแลผู้สูงอายุ เมื่อโลกชะลอตัวลง ประเทศต่างๆ ต้องการ “โซลูชัน” ไม่ใช่แค่บริการ และไทยค่อนข้างมีพร้อม

    อาหาร คือ อีกหนึ่งโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่อาหารแปรรูป แต่รวมถึงอาหารอนาคต เช่น โปรตีนจากพืช นวัตกรรมฮาลาล และการผลิตที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่แค่ประเด็นเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจะเป็นครัวของโลก และเรามีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นสู่จุดนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มี SME ที่แข็งแรง

    กลยุทธ์ SME ของเราชัดเจน คือ เข้าถึงเงินทุนง่ายขึ้น ลดกฎระเบียบที่ซับซ้อน ผลักดันดิจิทัล และเชื่อม SME เข้ากับซัพพลายเชนของบริษัทใหญ่ มาตรการเหล่านี้ช่วยเสริมความเข้มแข็งทางการเงิน เพิ่มภูมิคุ้มกันในประเทศ และยกระดับสินค้าสู่มาตรฐาน “Made in Thailand” (MiT)

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนต่างๆ โปร่งใสขึ้น รวดเร็วขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการเติบโตเต็มศักยภาพ สร้างความเชื่อมั่นในซัพพลายเชน และช่วยผู้บริโภคได้สินค้าที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายการเงิน แต่เป็น “สัญญาณ” ว่าผู้ประกอบการทั่วประเทศไม่ได้เดินลำพัง และทุกธุรกิจที่มีศักยภาพ คือ แรงขับของเศรษฐกิจในประเทศ

    “อนุทิน” ชี้ ไทยอยู่ช่วง เปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่วิกฤต ชู SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

    เกรียงไกร เธียรนุกุล และ อนุทิน ชาญวีรกูล 

    ในโลกปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขันไม่ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลด้วย เราจะลดความล่าช้า ลดโอกาสคอร์รัปชัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้สำหรับนักลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นและสร้างเครดิตให้ไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

    นี่คือเหตุผลที่ไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการลงทุนระยะยาวตามมาตรฐานสากล และไทยได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและ APEC เมื่อเดือนที่ผ่านมา ที่อาเซียน เราเน้นย้ำความจำเป็นของห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแรงและยืดหยุ่น พร้อมความมุ่งมั่นต่อสันติภาพและเสถียรภาพ ที่ APEC ไทยผลักดันบทบาทในฐานะ “ตัวเชื่อมเศรษฐกิจ” ผู้นำอุตสาหกรรมอนาคต และผู้สนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันด้านนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และความมั่งคั่งระยะยาว เป้าหมายของเรา คือ วางประเทศไทยไว้ใจกลางเอเชียที่เชื่อมโยง แข่งขันได้ และยั่งยืน อนาคตของไทยจะถูกกำหนดจากพันธมิตรที่เราสร้างในวันนี้ และเราจะร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ความเป็นไปได้ และความมั่นคง ไม่ใช่ความไม่แน่นอน

    “ประเทศไทยไม่ต้องการ “เลือกข้าง” ประเทศไทยต้องการ “เลือกเสถียรภาพ ความร่วมมือ และโอกาส” คุณค่าของไทยที่มีต่อโลกไม่ใช่การเป็นผู้ตาม แต่การเป็นผู้เชื่อม ผู้ประสาน และผู้สร้างเสถียรภาพ” นายอนุทิน กล่าว

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนปัญหาสังคม ผู้สูงอายุ เป็นโจทย์สำคัญที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

    “อนุทิน” ชี้ ไทยอยู่ช่วง เปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่วิกฤต ชู SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เกรียงไกร เธียรนุกุล

    เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ส.อ.ท. ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดในการยกระดับอุตสาหกรรมเดิม (First Industries) สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ครอบคลุม 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร ตามข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ระบุว่ามูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมอยู่ที่ 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% เมื่อเทียบกับปีก่อน 

    หากดูเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนต่อเนื่องรวมเป็น 985,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82% เมื่อเทียบกับปีก่อน การเติบโตส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) พลังงานหมุนเวียน และยานยนต์ไฟฟ้า สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานลงทุนสำคัญและห่วงโซ่อุปทานที่พร้อมรองรับนักลงทุนทั่วโลก

    นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของภาครัฐ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างกำลังซื้อ การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงระบบ FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ช่วยวางรากฐานความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    การจัดงาน FIC 2025 ครั้งนี้เป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของ ส.อ.ท. ในการผลักดันประเทศไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย โดย FIC จะเป็นเวทีสำคัญในการต่อยอดให้เกิดความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจ และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุนใหม่ๆ และขยายการลงทุนเดิมในภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง

    “อนุทิน” ชี้ ไทยอยู่ช่วง เปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่วิกฤต ชู SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เกรียงไกร เธียรนุกุล และ อนุทิน ชาญวีรกูล

    ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ยังคงมุ่งมั่นที่จะแสดงให้ทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านนโยบาย “4GO” ที่ประกอบด้วย Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทย เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก และ Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการปรับตัวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 

    ด้านนายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ ประธานจัดงาน Foreign Industrial Club และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการเปลี่ยนผ่าน ทุกภาคส่วนเปิดรับโอกาสในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ตั้งแต่เทคโนโลยีสีเขียว นวัตกรรม ไปจนถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งหมดสอดคล้องกับวาระโลกในการมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานยืดหยุ่น ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    “อนุทิน” ชี้ ไทยอยู่ช่วง เปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่วิกฤต ชู SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

    วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์

    ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะขยายบทบาทบนเวทีโลก เชื่อมโยงและร่วมมือกับทุกภาคส่วน เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FN6t0nn64laJSNosRf0df

  • NEO ลุยเกมตลาด FMCG ดันสินค้าใหม่เป็น Growth Engine ตั้งเป้าปีนี้โตสวนเศรษฐกิจ

    NEO ลุยเกมตลาด FMCG ดันสินค้าใหม่เป็น Growth Engine ตั้งเป้าปีนี้โตสวนเศรษฐกิจ

    บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค (FMCG) เจ้าของแบรนด์หลากหลาย เช่น D-nee, BeNice, Fineline และ Tros ตั้งเป้าปีนี้โตสวนเศรษฐกิจผ่านกลยุทธ์ “Segment Creator” ที่เปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคและเมกะเทรนด์ ให้กลายเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ที่เป็น Growth Engine ของธุรกิจอย่างแท้จริง

    เพื่อเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่นวัตกรรม เน้นไปที่การเติมเต็มช่องว่างความต้องการให้กับผู้บริโภคแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน (Unmet Need) โดยตอนนี้ ยอดขาย 9 เดือนแรกเติบโตได้มากกว่าตลาด ด้วย 4 ผลิตภัณฑ์ภายบใต้กลยุทธ์นี้ ได้แก่ D-nee Deluxe, BeNice EXOBRIGHT, Fineline 3 in 1 และ LovliTails

    ‘ปัทมา ถกลศรี’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการพาณิชย์ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางตลาด FMCG ที่มีการแข่งขันสูง NEO ยังสามารถสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยกลยุทธ์ Segment Creator ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเซกเมนต์ใหม่ ๆ ในตลาด และตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์ความมุ่งมั่นนี้ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมนวัตกรรม (NPD) มากกว่า 200 รายการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่ยังไม่เคยถูกเติมเต็ม (Unmet Need) ของผู้บริโภคในทุกช่วงชีวิต

    ความสำเร็จของกลยุทธ์ Segment Creator สะท้อนผ่านการนำเมกะเทรนด์ระดับโลก มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยปีนี้ NEO มุ่งเน้นหลายด้าน เช่น

    • Aging Society
    • Beauty Clinic Trend
    • Active Lifestyle
    • Pet Humanization

    อย่างในกรณีของแบรนด์ใหม่อย่าง LovliTails ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ‘ศิริสุภา อาจสัญจร’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ของ NEO เล่าว่าเป็นการออกแบรนด์โดยนำเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นมาตอบโจทย์ของผู้บริโภค

    ตัวสินค้าผ่านการพัฒนาโดยสัตวแพทย์ ใช้กลิ่นแบบ pet-friendly สารทำความสะอาดจากธรรมชาติ 100% โดยตอนนี้มีทั้งหมด 8 ผลิตภัณฑ์ เช่น แชมพู สเปรย์ดับกลื่น น้ำยาทำความสะอาดพื้น ตลอดจนสเปรย์บำรุงขนที่เพิ่งเปิดตัวออกมาใหม่ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาท ภายใน 3 ปี

    ศิริสุภา เล่าอีกว่า เบื้องหลังความสำเร็จของกลยุทธ์ Segment Creator คือการขับเคลื่อนด้วยสองแกนหลัก คือ นวัตกรรม (Innovation) และ การยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ระดับพรีเมียม (Premiumization) หรือ Innovation-led  Premiumization โดยโมเดลความสำเร็จจาก 4 ผลิตภัณฑ์นี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงแนวทางดังกล่าว ได้แก่:

    • D-nee Deluxe (ตอบโจทย์เทรนด์ Aging Society): เจาะตลาด Silver Age ที่มีศักยภาพสูง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาเรื่องกลิ่นกายเฉพาะวัยได้อย่างตรงจุด จนสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 100 ล้านบาท ภายใน 12 เดือน และมีอัตราการซื้อซ้ำที่สูงมาก ตั้งเป้ายอดขาย 500 ล้านบาท ภายใน 3 ปี
    • BeNice EXOBRIGHT (ตอบโจทย์ Beauty Clinic Trend): นำนวัตกรรมความงามอย่าง Exosome มาสู่ผลิตภัณฑ์ สร้างการเติบโตให้ยอดขาย 15% หลังวางจำหน่ายเพียง 4 เดือน
    • Fineline 3 in 1 (ตอบโจทย์เทรนด์ Active Lifestyle): แก้ Pain Point ของคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ รวม 3 ประสิทธิภาพการดูแลผ้าไว้ขั้นตอนเดียว ทั้งซักสะอาด ปรับผ้าหอมนุ่ม และรีดง่าย ช่วยประหยัดเวลาและตอบโจทย์ความสะดวกสบาย ตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาท ภายใน 6 เดือนนับจากออกจำหน่าย  
    • LovliTails (ตอบโจทย์เทรนด์ Pet Humanization): แบรนด์ใหม่ล่าสุดที่พัฒนาส่วนผสมจากธรรมชาติ เพื่อตอบโจทย์ Pet Parent

    ศิริสุภาเล่าว่า เป้าหมายสำหรับกลุ่มสินค้า Premiumization คือต้องมียอดขายให้เติบโตจนมีสัดส่วนเป็น 10% ของยอดขายทั้งหมด โดยตอนนี้มีสินค้าหลากหลายอยู่ใน Pipeline เพื่อนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์นวัตกรรมใหม่ ๆ

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/neo-fmcg-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DcsLtXKnr-725a7PkyU-s

  • ญี่ปุ่นตั้งหน่วยงานใหม่ ทบทวนการใช้จ่ายตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ญี่ปุ่นตั้งหน่วยงานใหม่ ทบทวนการใช้จ่ายตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ญี่ปุ่นตั้งหน่วยงานใหม่ ทบทวนการใช้จ่ายตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันนี้, 00:20น.

              กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดตัวหน่วยงานใหม่ ชื่อสำนักงานประสิทธิภาพรัฐบาล (Department of Government Efficiency : DOGE) เพื่อตรวจสอบและลดการใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 21.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท)

    หน่วยงานแห่งนี้ มีชื่อและลักษณะการทำงานคล้ายกับกระทรวง DOGE ในสหรัฐฯ ที่นำโดยนายอีลอน มัสก์ ที่มีการยุบหน่วยงานและให้ออกเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก ทำให้เกิดความกังวล แต่นางซัทสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น ชี้แจงว่า สำนักงานในญี่ปุ่นจะมีเจ้าหน้าที่รัฐประมาณ 30 คน มีเป้าหมายการทำงานหลักคือการทบทวนเงินอุดหนุนและสิทธิพิเศษทางภาษีที่เป็นการสิ้นเปลือง และกล่าวด้วยว่า ในยุคสมัยปัจจุบัน ความยั่งยืนทางการคลังคือสิ่งสำคัญที่สุด จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนจะได้เห็นการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

              เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยความรับผิดชอบทางการคลัง แม้จะมีความกังวลว่าจะทำให้ภาระหนี้มหาศาลของประเทศยิ่งรุนแรงมากขึ้นก็ตาม

              โครงการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ กับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) คาดว่าสำนักงานจะเริ่มดำเนินการได้เต็มรูปแบบในปีหน้า (2569)

    #มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    #ญี่ปุ่น

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156827&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VdEWYxEW7IIV_SbcN_Z1L

  • วิจัยกสิกร คาดน้ำท่วมภาคใต้ ทุบเศรษฐกิจสูญ 25,000 ล้านบาท

    วิจัยกสิกร คาดน้ำท่วมภาคใต้ ทุบเศรษฐกิจสูญ 25,000 ล้านบาท

    จากเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงสุดที่สงขลา ซึ่งหนักมากต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน และในอีกหลายจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ปัตตานี ตรัง สตูล ยะลา ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนรวมแล้วราว 8 แสนครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4 แสนไร่ กระทั่งปัจจุบัน สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และไปข้างหน้าก็ยังมีความเสี่ยงที่ปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าอาจจะยังมากอยู่   

    วิจัยกสิกร คาดน้ำท่วมภาคใต้ ทุบเศรษฐกิจสูญ 25,000 ล้านบาท

    •    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก ผลกระทบทันทีจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งพอจะประมาณได้ ส่วนที่สองจากความเสียหายต่อสินทรัพย์ ซึ่งซับซ้อนกว่า เพราะความเสียหายอาจทยอยรับรู้ในอนาคตโดยหลายภาคส่วน นอกเหนือไปจากครัวเรือน เช่น รัฐบาล สถาบันการเงิน คู่ค้า ฯลฯ 

    •    สำหรับส่วนแรกนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเบื้องต้นอาจคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาทในกรอบเวลา 1 เดือน หรือราว 0.13% ของขนาดเศรษฐกิจประเทศไทย (Nominal GDP) บนสมมติฐานเหตุการณ์รุนแรงในช่วง 10-15 วันแรก และความรุนแรงทยอยลดระดับลงในอีก 10-15 วันถัดมา โดยผลกระทบหลักอยู่ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งช่วงแรกประสบภัยในแทบทุกพื้นที่ 
     

    •    โดยหลักๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการ (สถานที่พักแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง เป็นต้น) และการผลิตอุตสาหกรรม (เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป) ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 56% และ 18% ตามลำดับในจังหวัดสงขลา รวมไปถึงการหยุดให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและประปา (สัดส่วนกว่า 3%) ขณะที่ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจมักจะคึกคักขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาลของการท่องเที่ยว อีกทั้งอยู่ในช่วงที่ไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพงานกีฬาซีเกมส์ 9-20 ธันวาคม 2568 และสงขลาเป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันหลายประเภทกีฬา นอกจากนี้ ความเสียหายส่วนที่เหลือของสงขลาและในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ผลกระทบจะเป็นภาคเกษตร ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน รวมถึงพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำหรือประมง 

    วิจัยกสิกร คาดน้ำท่วมภาคใต้ ทุบเศรษฐกิจสูญ 25,000 ล้านบาท •    เมื่ออุทกภัยทยอยคลี่คลาย ผู้ประสบภัยจะได้รับผลกระทบจากการจัดการความเสียหายของสินทรัพย์เพิ่มเติม เช่น อาคาร รถยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการรับรู้ผลกระทบในส่วนที่สองนี้ ทั้งการซ่อมแซม/ฟื้นฟู/ซื้อใหม่ คงจะทยอยใช้เวลา และยังต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น เงินออมและความสามารถในการหารายได้ของแต่ละครัวเรือน ภาวะเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้และคู่ค้าต่างๆ ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงิน ตลอดจนมาตรการจากภาครัฐ 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378969893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nrVY1w8qDcKA1XXSD4WfK

  • น้ำท่วมหาดใหญ่: 9 จังหวัดใต้ เมืองไหนเสี่ยงท่วมหนักไม่ต่างจากหาดใหญ่ – BBC News ไทย

    น้ำท่วมหาดใหญ่: 9 จังหวัดใต้ เมืองไหนเสี่ยงท่วมหนักไม่ต่างจากหาดใหญ่ – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

      • Author, วศินี พบูประภาพ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 25 พ.ย. 2568 ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้กินพื้นที่ถึง 9 จังหวัด มีประชาชนกว่า 798,695 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ และมีผู้เสียชีวิตรวม 13 ราย

    แม้ว่าความสนใจของสาธารณชนส่วนใหญ่มุ่งไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่เผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงระดับประวัติการณ์ แต่ข้อมูลจากภาพแผนที่ดาวเทียมที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA ) วิเคราะห์ความลึกของน้ำ ณ วันที่ 24 พ.ย. 2568 ก็เปิดเผยว่าพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบรุนแรงไม่ต่างกัน โดยจุดสีเหลืองซึ่งแสดงถึงระดับน้ำท่วมที่สูงตั้งแต่ 2.5 เมตรขึ้นไป ยังพบกระจายตัวใน จ.นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานีและนราธิวาส

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเหล่านี้รุนแรงเท่าหาดใหญ่หรือไม่

    บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 3 ราย ได้แก่ กานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA), ผศ.ดร.เอกกมล วรรณเมธี ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ และ ผศ.ดร.เทพไท ไชยทอง ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า อะไรคือปัจจัยที่กำหนดให้บางพื้นที่มีความรุนแรง (Hazard) ของภัยพิบัติมากกว่าพื้นที่อื่น

    ที่มาของภาพ, GISDA

    คำบรรยายภาพ, ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-1A ซึ่งเผยแพร่โดย GISDA เมื่อวันที่ 24 พ.ย. โดยมีจุดสีกำกับระดับความลึกของน้ำที่ท่วมทั่วบริเวณจังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งสีส้มและสีเหลืองแสดงความลึกมากกว่า 2 เมตรขึ้นไป

    หาดใหญ่ท่วมลึกจากความเป็นแอ่งและความเป็นเมือง

    สิ่งหนึ่งที่สร้างความตระหนกให้กับประชาชนและสื่อมวลชนคือระดับความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่เมืองหาดใหญ่ ซึ่งในบางจุดมีความลึกสูงถึง 4 เมตร และโดยทั่วไปอยู่ในช่วง 2-3 เมตรในพื้นที่บ้านเรือน

    กานดาศรีอธิบายว่า GISTDA ได้นำข้อมูลความสูงภูมิประเทศมารวมกับข้อมูลดาวเทียมเพื่อประเมินความลึกของน้ำท่วม โดยข้อมูลจากวันที่ 24 พ.ย. 2568 พบพื้นที่น้ำท่วมขังรวม 334,895 ไร่ ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และบริเวณลุ่มน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา มีการแสดงสีน้ำเงินเข้มและสีม่วง ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับน้ำที่วิกฤตเกินกว่า 2.5 เมตร

    “ถ้าดูจากตัวเลขความลึก อาจจะเห็นว่าบางพื้นที่มีระดับน้ำสูงมาก แต่ถ้าเป็นบริเวณบ้านเรือนจริง ระดับน้ำจะอยู่ประมาณ 2–3 เมตร …ไม่ได้สูงถึง 5–6 เมตร” รองผู้อำนวยการ GISTDA อธิบาย

    ความเป็นเมือง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามมองตรงกันว่าเหตุผลที่ทำให้น้ำท่วมหาดใหญ่แผ่วงกว้างและลึกมาจากลักษณะที่เป็นแอ่งล้อมรอบด้วยภูเขา อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญยังบอกกับบีบีซีไทยด้วยว่าความเป็นพื้นที่เมืองของหาดใหญ่อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำสูงกว่าพื้นที่อื่นด้วยเช่นกัน

    การดาศรีชี้ว่า สภาพสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโครงสร้างของหาดใหญ่เอง ก็มีส่วนทำให้น้ำเมื่อไหลมาแล้วไม่มีทางไป จึงทำให้น้ำยกตัวสูงขึ้นมากกว่าที่จะแผ่ขยายออกไป ส่วน ผศ.ดร.เทพไท อธิบายว่า เมืองที่มีพื้นที่ทึบน้ำ (Built-up Area) สูง และมีพื้นที่รับน้ำที่เป็นบึงขนาดใหญ่ในเมืองน้อย ทำให้ระบบระบายน้ำเอาไม่อยู่ และน้ำจะท่วมตามบล็อกถนนและกระจายวงกว้าง

    ข้อสังเกตของทั้งสองสอดคล้องกับ ผศ.ดร.เอกกมล ที่ระบุว่าพื้นที่เมืองมี “พื้นผิวที่น้ำซึมผ่านไม่ได้ (Impervious Surface)” ซึ่งกลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้น

    “พื้นที่ในเมืองมักมีการสลับกันระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับพื้นที่สีเขียว ซึ่งพื้นที่สีเขียวสามารถช่วยให้น้ำซึมลงดินและลดความรุนแรงของน้ำท่วมได้”

    นอกจากนี้ ผศ.ดร.เอกกมล ยังชี้ถึงปัจจัยการออกแบบผังเมือง เช่น ระบบแก้มลิงหรือการวางแนวถนนหนทาง ที่แม้อาจจะมีการออกแบบล่วงหน้า ทว่าก็ไม่ได้รองรับการเกิดปรากฏการณ์สุดขั้ว (Extreme Event) ดังที่เกิดขึ้นในอุทกภัยครั้งนี้

    “หลายคนมองว่าควรจัดการระบบในเมืองให้เอื้อต่อการไหลของน้ำ ตอนนี้มีการพูดคุยกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ จึงไม่แน่ใจว่าจริง ๆ โครงสร้างเมืองขวางทางน้ำหรือไม่ หรือเป็นเพราะฝนตกหนักเฉพาะจุด แม้ระบบระบายน้ำจะดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกหนักระดับนี้ สุดท้ายก็ท่วมอยู่ดี”

    ที่มาของภาพ, GISTDA

    คำบรรยายภาพ, ผลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่ง GISTDA ใช้เทคนิค HAND Model (Height Above Nearest Drainage) ร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-1A ของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ในการประเมินความลึกของน้ำ

    เหตุใดเมื่อเกิดกับหาดใหญ่ ความรุนแรงของภัยพิบัติจึงมากกว่าพื้นที่อื่น ?

    ในขณะที่ข้อมูลหลักที่ GISTDA เผยแพร่ผ่านช่องทางขององค์กรจะใช้มาตรวัดการกระจายตัวของพื้นที่น้ำท่วมและมาตรวัดด้านความลึกเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.เทพไท อธิบายว่าความเสี่ยง (Risk) ของภัยพิบัติประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

    • ภัยพิบัติ (Hazard) ได้แก่ ลักษณะการเหตุการณ์ทางกายภาพ เช่น ปริมาณฝนที่ตกหนักและความลึกของน้ำ
    • การเปิดรับ (Exposure) คือพื้นที่หรือจำนวนประชากรที่เปิดรับภัย เช่น ความหนาแน่นของประชากรและสิ่งปลูกสร้าง
    • ความเปราะบาง (Vulnerability) คือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว เช่น สภาพเศรษฐกิจหรือโครงสร้างพื้นฐาน

    นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า แม้ลักษณะการเกิดภัย (Hazard) จะหนักเท่ากัน แต่หากไปท่วมในที่ที่ไม่มีคนอยู่ ผลกระทบก็จะน้อยลง แต่ในกรณีของหาดใหญ่ ฝนตกจำกัดวงในพื้นที่ที่เป็นใจกลางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้มีการเปิดรับ (exposure) ที่สูง เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นและมีสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก รวมถึงความเปราะบาง (vulnerability) ที่เพิ่มขึ้นเมื่อโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่ (เช่น โรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์) ต้องเผชิญกับน้ำท่วมและไฟดับ ดังนั้น หาดใหญ่จึงมีความร้ายแรงที่สูงมากเมื่อคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงโดยรวม

    พื้นที่นอกหาดใหญ่อาจรุนแรงไม่แพ้กัน

    จากเกณฑ์ข้างต้น ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าแม้ว่าหาดใหญ่จะเป็นที่หนึ่งในแง่ของความรุนแรงจากปัจจัยเสริมต่าง ๆ แต่ภัยพิบัติครั้งนี้แผ่ขยายไปทั่วภาคใต้ตอนล่าง และมีหลายจังหวัดที่ควรจับตารองลงมาโดยพิจารณาตามปัจจัยของพื้นที่ได้ดังนี้

    1. พื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีขนาดรองลงมาจากหาดใหญ่

    เมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านความหนาแน่นของประชากรและโครงสร้างพื้นฐานหลัก ผศ.ดร.เทพไทจัดลำดับพื้นที่ที่นับว่าเกิดภัยพิบัติรุนแรงรองจากหาดใหญ่ โดยเน้นไปที่เทศบาลนคร โดยเฉพาะ เทศบาลนครปัตตานี และเทศบาลนครสงขลา เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานหลัก

    “โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับเคสจากโรงพยาบาลชุมชน ต้องตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครหรืออำเภอเมืองเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดที่ควรพิจารณา เพราะเมื่อมีเคสจากอำเภอต่าง ๆ จะต้องส่งต่อมายังโรงพยาบาลศูนย์ในตัวจังหวัด” เขาอธิบาย

    2. พื้นที่ลุ่มที่มีน้ำขังนาน

    กานดาศรีและ ผศ.ดร.เทพไท ยังได้พิจารณาความรุนแรงโดยระบุพื้นที่ที่อาจจะเกิดน้ำขังนานจากปัจจัยด้านภูมิประเทศ ดังนี้

    • ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส

    กานดาศรี จาก GISTDA ให้ข้อมูลว่าพื้นที่เหล่านี้มีสภาพทางภูมิประเทศที่เป็นที่ลุ่ม และเป็นทางผ่านของมวลน้ำที่ไหลมารวมกัน “พื้นที่ยะลา เป็นลักษณะคล้ายแอ่ง โดยมีภูเขาล้อมรอบ ทำให้พื้นที่นี้มีน้ำท่วมสูง”

    “ส่วนถ้าดูที่จังหวัดปัตตานี จะเห็นว่าเป็นพื้นที่ลุ่ม ทำให้น้ำมีโอกาสขังและขังนาน ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างมาก แม้ระดับน้ำอาจไม่ลึกเท่าหาดใหญ่ แต่จะท่วมอยู่นานกว่า” กานดาศรี ระบุ

    ขณะที่ ผศ.ดร.เทพไท ชี้ว่า “ปัตตานีเป็นปลายทางของแม่น้ำหลายสายที่ไหลลงสู่ปากอ่าวบริเวณปากแม่น้ำปัตตานี ทำให้พื้นที่นี้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่เสมอ”

    คำชี้แจงนี้สอดคล้องกับแผนที่ของ GISTDA ที่แสดงให้เห็นว่ามีพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมลึกในบริเวณกว้างที่บริเวณ อ.โคกโพธิ์ ขณะที่ข้อมูลจากกรม ปภ. ณ วันที่ 25 พ.ย. 2568 ยังรายงานผู้เสียชีวิตในยะลา 2 ราย

    ผศ.ดร.เทพไทระบุว่าลักษณะภูมิประเทศที่มีภูเขาของ จ.นครศรีธรรมราช ทำให้เกิด “น้ำท่วมฉับพลัน” (Flash Flood) ได้ง่าย อย่างไรก็ดี กานดาตั้งข้อสังเกตว่าน้ำในพื้นที่นี้จะ “มาไวไปไว” เพราะอยู่ใกล้ทะเลและระบายลงได้ง่าย

    ทั้งนี้ ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISDA แสดงพื้นที่จังหวัดนี้ว่ามีน้ำท่วมลึกขยายวงกว้าง และมีครัวเรือนได้รับผลกระทบสูงถึง 223,221 ครัวเรือน ตลอดจนมีรายงานผู้เสียชีวิตมากที่สุดในภาคใต้รวม 6 ราย ตามการรายงานของ ปภ. ณ วันที่ 25 พ.ย.

    ผศ.ดร.เทพไท ระบุว่าพัทลุงและตรังเป็นพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริเวณที่ติดกับทะเลสาบสงขลา (เช่น อ.ระโนด) แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ทุ่งนาและเกษตรกรรมแต่ก็มีปริมาณน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับกานดาศรี ที่ชี้ให้บีบีซีไทยเห็นว่า พัทลุงก็เป็นอีกพื้นที่ที่ปรากฏสีเข้มบนแผนที่น้ำท่วม

    ข้อมูลจากกรม ปภ. ในวันที่ 25 พ.ย. ระบุว่าพัทลุงมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีครัวเรือนได้รับผลกระทบ 151,622 ครัวเรือนในจังหวัดนี้ ขณะที่ข้อมูลชุดเดียวกันยังระบุว่าระดับน้ำใน จ.ตรัง ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในกรณีของ จ.สตูล ผศ.ดร.เทพไทระบุว่า “เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติ เพราะเดิมแทบไม่เจอปัญหาเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น แต่ปีนี้กลับมีรายงานน้ำท่วมในเขตเมืองสตูลมากขึ้น เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดที่น่าเป็นห่วงและควรให้ความสำคัญ”

    ที่มาของภาพ, Reuters

    สถานการณ์โดยรวมยังน่ากังวล

    กานดาศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA ประเมินว่าภาพรวมสถานการณ์ยังคงน่ากังวล เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าฝนจะยังคงมีผลต่อปริมาณน้ำในพื้นที่ และน้ำท่วมอาจจะกินเวลาขังอย่างน้อยเป็นหลัก 5 วัน หรือนานเป็นสัปดาห์ในบางพื้นที่ จนกว่าฝนจะหยุดตกจริงจังในช่วงวันที่ 27-28 พ.ย.

    ผศ.ดร.เอกกมล อธิบายฉากทัศน์หลังจากฝนหยุดตกว่า พื้นที่จังหวัดอื่นในภาคใต้นั้นน้ำสามารถไหลลงทะเลได้ง่าย เพราะไม่มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำมากนัก ต่างจากหาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ

    ขณะที่ ผศ.ดร.เทพไท ระบุว่ามวลน้ำส่วนใหญ่ในหาดใหญ่กำลังมุ่งหน้าลงสู่ทะเลสาบสงขลาและไหลลงสู่ทะเล โดยหาดใหญ่เป็นพื้นที่ที่อยู่ปลายน้ำซึ่งรับน้ำโดยตรงจากต้นน้ำบริเวณ อ.สะเดา จึงจะเป็นพื้นที่หลัง ๆ ที่น้ำจะแห้งเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

    บริเวณท้ายน้ำที่ควรเตรียมรับมือคือพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและนาข้าว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เป็นเมืองใหญ่ เช่น เทศบาลนครสงขลา ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ก็ควรจับตาดูเช่นกัน แม้ว่าในวันนี้ (25 พ.ย.) จะยังไม่มีรายงานน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c865q59xwvjo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hugqjfRoIgggG23pODiw_

  • ชาวปัตตานีกราบพระบรมศพ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    ชาวปัตตานีกราบพระบรมศพ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    ชาวปัตตานีกราบพระบรมศพ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    ชาวปัตตานีกราบพระบรมศพ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    ตามที่สำนักพระราชวังเปิดให้พสกนิกรเข้าถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เบื้องหน้าพระโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างเวลา 08.00-14.00 น.โดยเมื่อวันที่ 24 พ.ย. มีสมาชิกราชสกุล อาทิ ราชสกุลสนิทวงศ์ ราชสกุลนิลรัตน์ ราชสกุลอรุณวงษ์ ราชสกุลกปิตถา ราชสกุลปราโมช ราชสกุลบรรยงกะเสนา ราชสกุลอิศรเสนา ราชสกุลรังสิเสนา ราชสกุลยุคันธร ราชสกุลรัชนีกร ราชสกุลรองทรง ราชสกุลศิริวงศ์ ราชสกุลคเนจร ราชสกุลงอนรถ ราชสกุลลดาวัลย์ ราชสกุลชุมสาย ราชสกุลอุไรพงศ์ ร่วมในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

    ขณะที่บริเวณท้องสนามหลวง ตลอดช่วงเช้า ประชาชนจากทุกสารทิศ อาทิ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี และพระนครศรีอยุธยา รวมถึงคณะบุคคล หน่วยงานต่างๆ เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและจงรักภักดี โดยกลุ่มชาวบ้านจาก อ.ยะรัง และ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อชาวปัตตานีทุกชาติพันธุ์ ทุกศาสนา ให้มีการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยนางสุทัพ สุวรรณชาตี อายุ 72 ปี ชาวบ้าน ม.5 ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี กล่าวว่า สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงมีความห่วงใยชาวบ้านทุกพื้นที่ ตลอดเวลาที่พระองค์ท่านตามเสด็จในหลวง ร.9 มาที่ อ.ยะรัง พระองค์มักจะรับสั่งถามถึงสภาพความเป็นอยู่ ปัญหาความทุกข์ร้อนของพวกเราชาวบ้านทุกครั้ง ทรงให้การศึกษาและอาชีพ ทำให้พวกเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    ด้านนายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพ มหานคร เปิดเผยว่า การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในวันที่ 22 พ.ย. มีประชาชนเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง รวม 10,242 คน ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2568 อยู่ที่ 140,194 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/royal/2897739&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2THemLgTnUM7fG2xuP_EDC