Blog

  • รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    (1 มิ.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมไทยในฐานะ “Soft Power” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ และสามารถต่อยอดเป็นพลังทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมสืบสานคุณค่าทางศาสนา วัฒนธรรม และความสามัคคีของชุมชนไทย

    กรณีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2569 ถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยประเพณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการรวมพลังของชุมชนในการประกอบกิจกรรมทางศาสนา ทำบุญ และแสดงออกถึงความศรัทธา ก่อนจะพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

    “บั้งไฟ” จึงมิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการขอฝนตามคติความเชื่อดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตของประชาชนกับพระพุทธศาสนา เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น งานช่างฝีมือ ศิลปะการแสดง และความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนทุกช่วงวัย

    รัฐบาลมองว่า ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นตัวอย่างของการนำทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางศรัทธามาสร้างคุณค่าในยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ “วิถีพุทธแบบไทย” และอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สายตานานาชาติ ผ่านประเพณีที่สะท้อนทั้งความศรัทธา ความสร้างสรรค์ และความเข้มแข็งของชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย

    บุญบั้งไฟไม่ใช่เพียงเทศกาลของชาวอีสาน แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยทั้งชาติ เป็น Soft Power ที่สะท้อนพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนา ควบคู่กับภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนไทย รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ประเพณีไทยที่ทรงคุณค่าเช่นนี้ได้รับการต่อยอดสู่ระดับสากล เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้คนรุ่นใหม่สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f5mKAMIjIbLrGh5OwAz21

  • ชาวศรีสะเกษปลื้ม “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจจริง ยอดขายทุเรียนพุ่ง

    ชาวศรีสะเกษปลื้ม “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจจริง ยอดขายทุเรียนพุ่ง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/151581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30iDqxlEjU3j-YNfVqPw0M

  • ชาวบ้านหวั่น โครงการปรับปรุงบ่อน้ำผุดท่าช้าง ทำตาน้ำใต้ดินสูญหาย | one31.co.th

    ชาวบ้านหวั่น โครงการปรับปรุงบ่อน้ำผุดท่าช้าง ทำตาน้ำใต้ดินสูญหาย | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79259&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Asjk3S8k2HLu9nCMW599v

  • ซีพี ออลล์ ‘รักษ์เกาะช้าง 24 ชั่วโมง’ หนุนท่องเที่ยวเชิงคุณค่า สร้างชุมชนอุ่นใจ

    ซีพี ออลล์ ‘รักษ์เกาะช้าง 24 ชั่วโมง’ หนุนท่องเที่ยวเชิงคุณค่า สร้างชุมชนอุ่นใจ

    ในช่วงที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืน ‘วันสิ่งแวดล้อมโลก’ และ ‘วันทะเลโลก’ ไม่ได้เป็นเพียงวันรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ

    หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพของไทยคือ ‘เกาะช้าง’ จังหวัดตราด เกาะขนาดใหญ่ที่มีความโดดเด่นด้านธรรมชาติและระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ การรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติจึงไม่เพียงเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับเกาะช้างสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณค่าที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้วยแนวคิดดังกล่าว ชมรมจิตสาธารณะ ซีพี ออลล์ จึงร่วมกับอำเภอเกาะช้าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง และภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น จัดกิจกรรม ‘รักษ์เกาะช้าง 24 ชั่วโมง’ณ ลานกิจกรรม ‘คอเขาขาด’ โครงการ Blue Haven Bay เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสิ่งแวดล้อม พร้อมปลูกจิตสำนึกด้านการจัดการขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo02.jpg

    บุญเชิด สรแสง นายอำเภอเกาะช้าง กล่าวว่า เกาะช้างถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดตราดและของประเทศ การดูแลรักษาความสะอาด ความสวยงาม และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยกิจกรรมครั้งนี้จะช่วยสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะและรักษาสมดุลของธรรมชาติในระยะยาว

    กิจกรรมในครั้งนี้จัดเก็บขยะทั้งบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง และในทะเลได้รวมกว่า 2 ตัน สอดคล้องกับแนวทาง ‘สร้างชุมชนอุ่นใจ’ ของซีพี ออลล์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “เกาะช้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในระดับโลก การรักษาความสวยงามของธรรมชาติและทัศนียภาพโดยรอบจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนให้กับพื้นที่ เราต้องการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้เกาะช้างยังคงเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพสำหรับนักท่องเที่ยวในอนาคต”

    — ยุทธศักดิ์ กล่าว

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กิจกรรม ‘รักษ์เกาะช้าง 24 ชั่วโมง’ ประกอบด้วยการรวมพลังอาสาสมัครและประชาชนในพื้นที่เก็บขยะบริเวณชายหาดและพื้นที่สาธารณะ การส่งเสริมความรู้ด้านการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลปริมาณขยะที่จัดเก็บได้ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในอนาคต

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo05.jpg

    การดำเนินงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อำเภอเกาะช้าง เทศบาลตำบลเกาะช้าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง สมาคมการค้าตราดเวลเนส โครงการ Blue Haven Bay สถานีตำรวจเกาะช้าง โรงพยาบาลเกาะช้าง โรงเรียนเกาะช้างวิทยาคม ตลอดจนผู้ประกอบการ ชุมชน และอาสาสมัครในพื้นที่

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ‘ความยั่งยืน’ ได้กลายเป็นหัวใจของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวยุคใหม่ และเป็นพลังสำคัญในการรักษาคุณค่าของเกาะช้างให้เติบโตควบคู่กับเศรษฐกิจและชุมชนอย่างสมดุลในอนาคต

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo07.jpg

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo08.jpg

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo09.jpg

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo10.jpg

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo11.jpg

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo12.jpg

    cpall-kohchang-sustainable-tourism-SPACEBAR-Photo13.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cpall-kohchang-sustainable-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0InwJO0egUlnKFQJO5zvv0

  • ชาวจ.เลยจัดกิจกรรมเก็บขยะร่วมส่งภูกระดึงเข้านอนยาว 4 เดือน | เดลินิวส์

    ชาวจ.เลยจัดกิจกรรมเก็บขยะร่วมส่งภูกระดึงเข้านอนยาว 4 เดือน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง นายยเดช อักษรวงศ์ นายอำเภอภูกระดึง เป็นประธาน จัดกิจกรรมเก็บขยะเพื่อส่งภูกระดึงเข้านอน โดย นายประครอง สายจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลย หัวหน้าส่วนราชการ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนในพื้นที่อำเภอภูกระดึง ผู้ประกอบการร้านค้า ลูกหาบ ประชาชนโดยรอบ และนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม 

    นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึงกล่าวว่า อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและมีชื่อเสียงของจังหวัดเลย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศ ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของภูเขาหินทรายขนาดใหญ่ มีพื้นที่รับผิดชอบรวมทั้งสิ้น 217,576.25 ไร่            

    โดยบริเวณยอดภูกระดึงมีพื้นที่ราบกว้างใหญ่ ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 37,500 ไร่ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ประกอบด้วย หน้าผา น้ำตก ทุ่งหญ้าป่าสน ไม้ดอกนานาพันธุ์ และสัตว์ป่านานาชนิด จากความสวยงาม และความมหัศจรรย์ของภูกระดึง สามารถดึงดูดความสนใจ จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้เดินทาง มาท่องเที่ยวภูกระดึงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงที่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ติดต่อกันหลายวัน

    ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติภูกระดึงเปิดการท่องเที่ยวและพักแรมบนยอดภูกระดึง เป็นเวลา 8 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือน ตุลาคม ถึงเดือน พฤษภาคม และปิดการท่องเที่ยวเป็นเวลา 4 เดือนตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือน กันยายน ของทุกปี สำหรับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐาน (เชิงเขา) และเส้นทางขึ้น-ลงเขา บริเวณซำแฮก รวมถึงน้ำตกตาดฮ้อง และวังอีเมือง ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่ ภด.3 (นาน้อย) ยังเปิดให้บริการตามปกติ

    ฤดูกาลปิดการท่องเที่ยวได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง อุทยานแห่งชาติภูกระดึง  จึงได้จัดกิจกรรมเก็บขยะระหว่างเส้นทางขึ้น-ลงเขา โดยการนำเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ประกอบการลูกหาบ และเชิญชวนจิตอาสาจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่อำเภอภูกระดึง ร่วมกันเก็บขยะและนำขยะตกค้างตามเส้นทางขึ้น-ลงเขา นำกลับลงมากำจัดที่เชิงเขา เพื่อให้เกิดการสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่องในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ และจิตอาสาในพื้นที่อำเภอภูกระดึง ดูแลความสะอาด และเตรียมฟื้นฟูพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงในช่วงปิดฤดูกาลท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ร่วม กับ สำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อ–ภูกระแต โครงการป่านันทนาการภูป่าเปาะ สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 และชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภายในกลุ่มพื้นที่อำเภอภูกระดึง อำเภอหนองหิน และอำเภอภูหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และภูมิทัศน์ ทางธรณีวิทยาที่สำคัญของจังหวัดเลย ให้เกิดเป็นโครงข่ายการท่องเที่ยวต้นแบบ ที่เชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชนเข้าด้วยกันอย่างสมดุล และที่สำคัญกิจกรรมนี้ ยังสะท้อนถึงความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการท่องเที่ยว และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างสมดุลและยั่งยืน การจัดกิจกรรมเก็บขยะเพื่อส่งภูกระดึงเข้านอนในปีนี้ จึงมีความพิเศษ ในรูปแบบ “มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติและภูผา พลัส เทรล” ที่จะมีการส่งภูกระดึงเข้านอน…แล้วไปปลุกอีก “สองภู” ให้ตื่นนอน นั่นคือ ส่งต่อการท่องเที่ยวให้กับ ภูป่าเปาะ อำเภอหนองหิน และภูผาแดง อำเภอภูหลวง ภายหลังจากการปิดฤดูกาลท่องเที่ยวของภูกระดึงในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5912045/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3walWDZVx2wYvpzFoEAGrW

  • เตรียมตัวให้พร้อม “ไทยช่วยไทยพลัส” สั่งเดลิเวอรี่ได้! ใช้สิทธิ์ง่ายๆผ่านเป๋าตัง เช็กเลยเริ่มใช้วันไหน?

    เตรียมตัวให้พร้อม “ไทยช่วยไทยพลัส” สั่งเดลิเวอรี่ได้! ใช้สิทธิ์ง่ายๆผ่านเป๋าตัง เช็กเลยเริ่มใช้วันไหน?

    เช็กวันเริ่มใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” สั่งเดลิเวอรี ผ่านแอปเป๋าตัง รัฐช่วยจ่าย 60% เริ่มใช้ได้วันไหน? พร้อมเปิดวิธีใช้สิทธิ์

    โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านฟู้ดเดลิเวอรี โดยรัฐช่วยจ่าย 60% ส่วนผู้ใช้จ่ายเอง 40% ผ่านแอป เป๋าตัง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ

    เริ่มใช้สิทธิ์สั่งเดลิเวอรีได้เมื่อไหร่?

    ประชาชนสามารถเริ่มสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านแพลตฟอร์มที่ร่วมโครงการได้ตั้งแต่ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ไปจนถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน

    ใครสามารถเข้าร่วมโครงการได้บ้าง?

    โครงการนี้เปิดให้กลุ่มเป้าหมายทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.18 ล้านคน และประชาชนทั่วไปอีกประมาณ 30 ล้านคน โดยรัฐบาลสนับสนุนวงเงินสูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน และจำกัดวงเงินใช้จ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท

    วิธีสั่งอาหารผ่านแอปเป๋าตัง

    1. เปิดแอปเป๋าตังและเลือกแบนเนอร์ “ฟู้ดเดลิเวอรี” หรือเข้าเมนูโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
    2. เลือกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ต้องการใช้บริการ
    3. ค้นหาร้านอาหารและเลือกรายการอาหาร
    4. ชำระค่าจัดส่งผ่านแพลตฟอร์ม
    5. ชำระค่าอาหารผ่าน G-Wallet ในแอปเป๋าตังโดยใส่รหัส PIN 6 หลัก และบันทึกสลิปเพื่อยืนยัน

    กรณีชำระเงิน

    เมื่อได้รับ Notification แจ้งเตือน ผู้ใช้งานต้องดำเนินการชำระเงินภายใน 5 นาที มิฉะนั้นรายการอาจถูกยกเลิก ทั้งนี้ระบบจะเรียกเก็บเฉพาะค่าจัดส่งอาหาร ส่วนค่าอาหารจะชำระผ่านแอปเป๋าตัง

    เป้าหมายของโครงการ

    โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งผู้บริโภค ร้านอาหาร และแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน และช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนควรติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขผ่านแอปเป๋าตังและหน่วยงานรัฐ เพื่อไม่พลาดสิทธิ์

    แหล่งอ้างอิง

    1. ไทยช่วยไทยพลัส สั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านเป๋าตัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/951943/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zB6DSo-yz63CBGYxs1vHk

  • ‘LOVE PRIDE 2026’ เปลี่ยน EM DISTRICT เป็นแลนด์มาร์ก Pride ใจกลางกรุง

    ‘LOVE PRIDE 2026’ เปลี่ยน EM DISTRICT เป็นแลนด์มาร์ก Pride ใจกลางกรุง

    เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์) ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), วีซ่า ประเทศไทย,  ภาครัฐ เอกชน ร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month 2026 อย่างยิ่งใหญ่ ในงาน “LOVE PRIDE 2026” จัดเต็มกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ภายใต้แนวคิดการผลักดันกรุงเทพมหานครสู่ “Global Pride Destination”  พร้อมเนรมิตทั่วทั้งย่านสุขุมวิทให้กลายเป็น Pride Landmark ใจกลางเมืองผ่านงาน Installation Art และ Immersive Experience สุดตระการตา ณ เอ็ม ดิสทริค

    'LOVE PRIDE 2026' เปลี่ยน EM DISTRICT เป็นแลนด์มาร์ก Pride ใจกลางกรุง

    สำหรับพิธีเปิดงาน “LOVE PRIDE 2026” ได้รับเกียรติจาก คุณสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, EM DISTRICT, SIAM PARAGON RETAIL และ BANGKOK MALL ร่วมกันปล่อยขบวนพาเหรด “LOVE PRIDE 2026” ที่เป็นการรวมพลังจากภาครัฐ เอกชน และเหล่า Pride Icons ของเมืองไทย นำโดย ก็อดแลนด์ (GAWDLAND) ผู้ชนะ RuPaul’s Drag Race UK vs The World ซีซั่น 3, แอนโทเนีย โพซิ้ว, มิสทิฟฟานี่ 2026, เน็ต-เจเจ-ติวเตอร์-ยิม จาก DOMUNDI, กอล์ฟ – ปีเตอร์ – บี – เยียร์ จากโมโจ มิวส์, พอร์ช – อาม รวมทั้งเหล่า KOLS ชื่อดัง ร่วมเคลื่อนขบวนจาก เอ็มสเฟียร์สู่สนามกีฬาเทพหัสดิน (สนามกีฬาแห่งชาติ) เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล Pride อย่างยิ่งใหญ่ของกรุงเทพมหานคร และแสดงความพร้อมในการร่วมสนับสนุนกรุงเทพฯ ในการเป็นเจ้าภาพงาน WORLD PRIDE 2030

    'LOVE PRIDE 2026' เปลี่ยน EM DISTRICT เป็นแลนด์มาร์ก Pride ใจกลางกรุง

    นอกจากนี้ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ยังจัดเต็มด้วยกิจกรรมไฮไลท์มากมาย อาทิ , Pride stage เวทีแสดงความสามารถของเหล่า LGBTQIA+ บริเวณด้านหน้าเอ็มสเฟียร์, งาน “Thailand Pride Economy Forum 2026” เวทีรวมผู้นำภาครัฐ เอกชน และ ครีเอทีฟ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Pride Economy, Pride Exhibition & Party “100 Voices to World Pride 2030” นิทรรศการที่สะท้อนเสียงและพลังของความหลากหลายจากผู้คนกว่า 100 ตัวแทนทั่วประเทศ

    รวมถึงงาน Amis Pride Marche 11 – 14 มิถุนายน 2569 ที่ Sphere Gallery1 ชั้น M เอ็มสเฟียร์ มาร์เก็ตที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นสุดเฟียสสำหรับสายแฟและชาว LGBTQIA+  และอีกหนึ่งไฮไลต์งาน “Voyage Bangkok Pride Market” ระหว่างวันที่ 18 – 30 มิถุนายน 2569 ณ Quartier Avenue ชั้น G เอ็มควอเทียร์ พบกับสินค้าสุดพิเศษจากกลุ่ม LGBTQIA+ พร้อมกิจกรรมมากมาย ทั้ง Pride Cabaret Show, คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และ Pride Parade โดย EMDINING ร้านอาหารภายใน 3 ศูนย์การค้า และ โซน EM WONDER ชั้น 5 เอ็มสเฟียร์ ยังร่วมสร้างสีสันด้วยเมนูและโปรโมชั่นพิเศษตลอดเดือน Pride  พร้อมเนรมิตพื้นที่ทั่วศูนย์การค้าด้วยงานศิลปะที่สะท้อน Diversity และ Individuality ของผู้คนทุก Gender และทุก Identity ด้วย “Reflection of Pride” อุโมงค์กระจก Reflective Mirror Installation กว่า 250 ชิ้น ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มองเห็นและภาคภูมิใจในตัวตนของตัวเองอย่างอิสระ “Giant Inflatable Unicorn” สูงกว่า 10 เมตร หน้าศูนย์การค้า เอ็ม สเฟียร์

    'LOVE PRIDE 2026' เปลี่ยน EM DISTRICT เป็นแลนด์มาร์ก Pride ใจกลางกรุง

    ไม่เพียงเท่านี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ปยังผนึกกำลังสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย จัด “We All Pride Thailand 2026 @ Bangkapi” ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ภายใต้แนวคิด “Empowering Diversity, Advancing Equity, Inspiring Inclusion” ยกระดับศูนย์การค้าแห่งนี้สู่ Pride Community Hub ที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 จะมีขบวนพาเหรดจากภาคประชาสังคม เริ่มต้นจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) สิ้นสุดที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ พร้อมนิทรรศการที่สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่จุดหมายปลายทาง LGBTQIA+ ระดับโลก

    'LOVE PRIDE 2026' เปลี่ยน EM DISTRICT เป็นแลนด์มาร์ก Pride ใจกลางกรุง

    ร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจไปกับ “LOVE PRIDE 2026” ตลอดเดือนมิถุนายน ณ เดอะมอลล์ และ เอ็ม ดิสทริค ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ FACEBOOK: EMPORIUM EMQUARTIER และ EMSPHERE AT EM DISTRICT หรือ LINE @EMDISTRICT

    'LOVE PRIDE 2026' เปลี่ยน EM DISTRICT เป็นแลนด์มาร์ก Pride ใจกลางกรุง

    'LOVE PRIDE 2026' เปลี่ยน EM DISTRICT เป็นแลนด์มาร์ก Pride ใจกลางกรุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/863656&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fDFlJ1KLKBnhd1_29mvCl

  • กรมการขนส่งทางบก ขับเคลื่อน “รถเศรษฐกิจชุมชน” ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หนุนประชาชนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย

    กรมการขนส่งทางบก ขับเคลื่อน “รถเศรษฐกิจชุมชน” ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หนุนประชาชนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย

    นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกพิจารณาปรับปรุงมาตรการเพื่อรองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่นๆ ซึ่งประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต ที่อยู่คู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน 

    แต่ในปัจจุบัน รถบางส่วนอาจยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง กรมการขนส่งทางบกเห็นควรสนับสนุนวิถีชีวิตชุมชนควบคู่ไปกับความปลอดภัยทางถนน จึงได้ปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน 

    โฆษกกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่ออีกว่า กรมการขนส่งทางบกได้ปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง โดยให้รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องติดตั้งส่วนพ่วงข้างไว้ทางด้านซ้ายของตัวรถจักรยานยนต์ มีความมั่นคงแข็งแรง ไม่บดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ และไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการทรงตัวหรือการควบคุมรถ 

    นอกจากนี้ รถจักรยานยนต์พ่วงข้างต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น จุดยึดพ่วงที่มั่นคง ระบบห้ามล้อที่สามารถลดความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ส่องสว่างและอุปกรณ์สะท้อนแสงที่ช่วยให้ ผู้ร่วมใช้ทางสามารถสังเกตเห็นตัวรถได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือในสภาพแสงน้อย อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเฉี่ยวชนและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถบนท้องถนน โดยให้จดทะเบียนเป็นประเภทรถจักรยานยนต์ (รย.12) ลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง โดยมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท   

    กรมการขนส่งทางบก ขอเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียนเพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้อง ตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73084&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qmMRA4VH4yqHI7A_HqouC

  • ดุลบัญชีเดินสะพัด จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย?

    ดุลบัญชีเดินสะพัด จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย?

    เศรษฐกิจไทยใกล้ถึงจุดเปลี่ยนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย “ขาดดุล” ต่อเนื่อง แถมยังทำสถิติใหม่แบบที่ควรต้องกังวล

    โดยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเดือนเม.ย.2569 พบว่า ขาดดุลสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

    เรื่องนี้ “ชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธปท. ระบุว่า การขาดดุลดังกล่าวเป็นเพียง “การขาดดุลชั่วคราว” ซึ่งยังไม่ได้เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องกังวล โดยสาเหตุการขาดดุลหลักมาจาก “ราคาสินค้านำเข้า” ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะ “น้ำมัน” ที่ขยับแรงหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่รายได้การท่องเที่ยวลดลง ซึ่งก็เป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน …เธอบอกด้วยว่า ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ตราบใดที่ยังไม่ได้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

    อย่างไรก็ตาม ในมุมของ “พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร กลับมองว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ติดลบต่อเนื่องอาจเป็นตัวสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทย “ไม่ได้แข็งแรง” เหมือนเดิม ซึ่งถ้าย้อนไปหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเหมือน “เกราะทองคำ” คอยปกป้องประเทศ พูดง่ายๆ คือ มีเงินไหลเข้าไทยจากการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่าการไหลออก 

    ในมุมมองของ “พิพัฒน์” ไส้ในของการขาดดุลนี้สะท้อนความเปราะบางผ่าน “มหันตภัยเงียบ” อย่างการขาดดุลดิจิทัล (Digital Deficit) จากการจ่ายค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่เงินไหลออกทุกวินาที และมีแต่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การลงทุนระลอกใหม่อย่าง Data Center แม้จะดูมีความหวัง แต่ในทางบัญชีกลับสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากมีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์สูงถึง 80-90% อีกทั้งยังมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมการผลิตเดิมอย่างโรงงานรถยนต์ เพราะมีการจ้างงานน้อยกว่าและมูลค่าเพิ่มบางส่วนอาจไม่ได้ถูกบันทึกเป็นรายได้ในประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความเสี่ยงในการเผชิญภาวะ “ขาดดุลแฝด” (Dual Deficit) หรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดควบคู่ไปกับการขาดดุลการคลังจากการทำงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง “พิพัฒน์” ชี้ให้เห็นว่า สภาวะนี้ในสายตานักลงทุน คือสัญญาณอันตรายที่สะท้อนว่า “ข้างในก็ถังแตก (รัฐบาลเงินไม่พอ) ข้างนอกก็หาเงินเข้าบ้านไม่ได้” ซึ่งจะพลิกมุมมองต่อประเทศไทยจากที่เคยมีพื้นฐานแข็งแกร่ง กลายเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงสูง นำไปสู่แนวโน้มเงินทุนไหลออกง่ายขึ้นและทำให้เงินบาทอ่อนค่าเชิงโครงสร้างพร้อมความผันผวนที่รุนแรง

    อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนผ่านนี้อาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่นและมาเลเซียที่เคยผ่านจุดนี้มาแล้ว การที่เงินบาทอ่อนค่าอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้เซกเตอร์อื่นได้บ้าง แต่สิ่งที่ต้องแลกมา คือ เสถียรภาพที่เราเคยมีมาตลอด ทั้งเงินเฟ้อต่ำและดอกเบี้ยต่ำ หากไทยกลายเป็นประเทศที่ขาดดุลต่อเนื่อง นโยบายการเงินและการคลังจะถูกจำกัดกรอบมากขึ้น ดอกเบี้ยอาจต้องอยู่ในระดับสูงเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจไทย!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1236749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1chnF8x3jupUgvDdku0iS2

  • วันแรก “ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 2 พันล้านบาท

    วันแรก “ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 2 พันล้านบาท

    (2 มิ.ย. 69) กระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” วันแรก หลังปิดระบบเมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วสูงถึง 26,040,623 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 20-50 ปี โดยในจำนวนนี้มีผู้ประเดิมใช้สิทธิ์จับจ่ายใช้สอยเสร็จสมบูรณ์แล้วถึง 8,724,402 คน ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการมีความพร้อมรองรับกำลังซื้ออย่างคึกคัก มีร้านค้าเปิดระบบแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” และกดยอมรับเงื่อนไขพร้อมให้บริการแล้ว 896,110 ร้านค้า ซึ่งเป็นร้านค้าใหม่ 75,674 ร้านค้า และมีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในวันแรกไปแล้วถึง 659,658 ร้านค้า

    .

    สำหรับภาพรวมการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจวันแรก มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,039.74 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายสนับสนุน 1,184.10 ล้านบาท และเงินที่ภาคประชาชนร่วมจ่ายอีก 855.64 ล้านบาท โดยยอดปฏิสัมพันธ์ทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านรูปแบบการซื้อขายหน้าร้านปกติ เนื่องจากระบบการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี (Food Delivery Platform) มีกำหนดจะเปิดใช้งานในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างรอตรวจสอบและรอการกดรับเงื่อนไขอีกกว่า 1.6 แสนร้านค้า ซึ่งคาดว่าจะทยอยเข้าสู่ระบบเพื่อรองรับการจับจ่ายของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NzcuI0vlw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SHx7X_-bOpEH_HfjUrCaC