Blog

  • ประธานาธิบดีอิหร่านได้ส่งสาร เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติของราชอาณาจักรไทยถึงพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีของไทย โดยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอด 70 ปีของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานกว่า 400 ปีระหว่างสองชาติ

    ประธานาธิบดีอิหร่านได้ส่งสาร เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติของราชอาณาจักรไทยถึงพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีของไทย โดยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอด 70 ปีของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานกว่า 400 ปีระหว่างสองชาติ

    ประธานาธิบดีอิหร่านได้ส่งสาร เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติของราชอาณาจักรไทยถึงพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีของไทย โดยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอด 70 ปีของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานกว่า 400 ปีระหว่างสองชาติ

    ในสารที่ส่งถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ พระมหากษัตริย์ไทย นาย มาซูด เปเซซเคียน ได้อวยพรเนื่องในวันชาติของราชอาณาจักรไทยแก่พระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนชาวไทย โดยย้ำว่า สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและราชอาณาจักรไทยกำลังก้าวเข้าสู่วาระครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต แต่สายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของทั้งสองชาติมีอายุยาวนานกว่า 400 ปี

    การมีชาวอิหร่านทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ได้วางรากฐานแห่งความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างสองชาติ และก่อให้เกิดมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจต่อความร่วมมือฉันมิตรจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเขามั่นใจว่าเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์นี้จะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

    ประธานาธิบดีอิหร่านยังได้ส่งสารในโอกาสเดียวกันถึงนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย โดยระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน–ไทย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 400 ปี จะเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีของการเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ และข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกันของทั้งสองชาติและศักยภาพที่มีอยู่ เราจะได้เห็นการพัฒนาและการเสริมสร้างความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกด้านที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ

  • อบจ.สุโขทัยส่งเสริมการศึกษามอบทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาในจังหวัดสุโขทัย

    อบจ.สุโขทัยส่งเสริมการศึกษามอบทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาในจังหวัดสุโขทัย

    ภูมิภาค

    อบจ.สุโขทัยส่งเสริมการศึกษามอบทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาในจังหวัดสุโขทัย

    วันศุกร์ ที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายมนู พุกประเสริฐ นายก อบจ.สุโขทัย มอบทุนการศึกษา  ให้กับนายวรนันท์ นันใจ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศึกษาศาสตร์ สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย จ.สุโขทัย นางสาวธันยพร แม้นอินทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาขาชีวเคมีและชีววิทยาโมเลกุล มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก นายจิรประวัติ นันใจ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก จำนวน 3 ทุน ในการเป็นทุนภาคเรียนที่ 2/2568 ตามโครงการทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาในจังหวัดสุโขทัย โดย อบจ.สุโขทัย เพื่อช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนนักเรียนผู้ด้อยโอกาสในจังหวัดสุโขทัย ให้ได้รับการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ณ สำนักงาน อบจ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/457475&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B83f25iXPVz6OXVOVWeX2

  • สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/118199/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3elTLrUJw_9t_Ibke1kBEf

  • นพดล เผยแนวโน้ม คงอยู่-ยกเลิก MOU2544 จ่อชงขอมติคณะกมธ.

    นพดล เผยแนวโน้ม คงอยู่-ยกเลิก MOU2544 จ่อชงขอมติคณะกมธ.

    วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.00 น.

    นพดล เผยแนวโน้ม คงอยู่-ยกเลิก MOU2544 จ่อชงขอมติคณะกมธ. ก่อนเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา ไม่เกิน 1 เดือน ชี้ MOU2544 ไม่มีความก้าวหน้า 

    เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 68 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ว่าสำหรับ MOU2544 ศึกษาเรียบร้อยแล้ว ภายใน 1-2 สัปดาห์นับจากนี้จะขอมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ว่าจะให้ MOU2544 คงอยู่หรือไม่ อย่างไร ซึ่งข้อมูลที่ทางคณะกรรมาธิการได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน ประกอบกับลงพื้นที่ที่จังหวัดตราด พบว่าสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 

    นายนพดล กล่าวอีกว่า ส่วน ความคืบหน้า MOU 2543  มีรายละเอียดพอสมควร ทั้งแนวชายแดน 7-8 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงจังหวัดตราด ระยะทางรวมเกือบ 1000 กิโลเมตร รวมถึงมีความซับซ้อนเรื่องสันปันน้ำ แนวลำคลอง และหลักเขตต่างๆ โดยเฉพาะสันปันน้ำ เมื่อคศ.1907 ขณะนั้นไม่ได้มีการปักหลักเขต แต่ใช้แนวสันปันน้ำเป็นแนวเขตแดนแทน เมื่อเวลาผ่านไปร้อยกว่าปีก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องไปสำรวจให้ชัดเจน อีกทั้งยังมีข้อมูลจำนวนมากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ทางคณะกรรมาธิการจึงจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาอย่างละเอียด ไม่เกิน 1 เดือนว่า MOU 2543  ควรคงอยู่ ยกเลิก หรือแก้ไขปรับปรุงอย่างไร

    เมื่อถามถึงแนวโน้มผลการศึกษา MOU2544 เป็นอย่างไร นายนพดล เปิดเผยว่า จากที่กรรมาธิการอภิปรายหลายคน แต่ยังไม่ได้มีมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ MOU2544 มีอายุ 24 ปี แต่ยังไม่ได้ดำเนินการขยับเขยื้อน ยังไม่ก้าวหน้า ผิดกับ MOU 2543  ซึ่งมีความคืบหน้าเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นจึงพิจารณาไม่ยากนัก จากนี้จะได้ขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่า MOU2544 ควรคงอยู่ต่อไปหรือไม่ เพราะ 24 ปีไม่คืบหน้า แสดงให้เห็นว่าอาจมีข้อผิดพลาดบางประการ ถ้าไม่มีปัญหาก็จะต้องมีคืบหน้าบ้าง ทั้งนี้ คาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาภายใน 1 เดือนภายหลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยจะพยายามนำผลการศึกษาทั้ง MOU2543 และ MOU2544  เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา แต่หาก MOU2543 ไม่เสร็จ ก็จะนำเสนอผลการศึกษา MOU2544ก่อนเป็นลำดับแรก
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/932720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XBYBYl8c0J1HJ342JthW_

  • การศึกษาสำคัญ ทรูเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านบางเเฟบ ให้เด็กกลับมาเรียนเร็วที่สุด

    การศึกษาสำคัญ ทรูเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านบางเเฟบ ให้เด็กกลับมาเรียนเร็วที่สุด

    ไนซ์ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 5 ธ.ค. 2568, 12:42 1

    ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ

    น้ำท่วมหาดใหญ่ เด็กๆที่โรงเรียนบ้านบางแฟบ ไปเรียนไม่ได้ ต้องหยุดเรียน และไม่รู้ว่าต้องกลับไปเรียนวันไหน … วันนี้ทรูมาเติมกำลังใจให้น้อง มอบอุปกรณ์การเรียน

    นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทีมคณะผู้บริหารและเพื่อนพนักงานลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านบางเเฟ่บ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ดูสถานการณ์จริง หลังเกิดวิกฤตน้ำท่วมหนัก

    “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็วที่สุด” คุณซิกเว่ เบรกเก้ กล่าว

    เเม้ว่า น้ำท่วมหนักจะผ่านไปเเล้ว
    เเต่ชาวบ้าน เด็กนักเรียนยังทุกข์
    เพราะ … โรงเรียนของหนูเสียหายหนัก

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาสูงสุด ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ทรูมุ่งมั่นนำศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัล มาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาผ่านโครงการทรูปลูกปัญญา และความร่วมมือกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมให้แก่เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีใน จ.สงขลา ซึ่งมี 18 แห่งอยู่ภายใต้การดูแลของทรู มีนักเรียนกว่า 3,500 คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

    ที่โรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่ ได้รับความเสียหายหนักและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จึงเร่งดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน เช่น โนตบุ๊คพร้อมใช้ 50 เครื่อง โต๊ะโรงอาหาร ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ให้กับโรงเรียนบ้านบางแฟบ พร้อมเตรียมส่งมอบสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครบทั้ง 18 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้เร็วที่สุด !

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/news/3sypbbrz39ab&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sBDmIpeJs0WEgVmh6bEqB

  • ไม่ใช่น้ำ-ชา! กินขนมปังคู่กับ “เครื่องดื่ม 1 ชนิด” วิจัยชี้ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ถึง 30%

    ไม่ใช่น้ำ-ชา! กินขนมปังคู่กับ “เครื่องดื่ม 1 ชนิด” วิจัยชี้ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ถึง 30%

    กินขนมปังคู่กับ “เครื่องดื่ม 1 ชนิด” ผลวิจัยชี้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ถึง 30% ดีกว่าการดื่มน้ำเปล่าหรือชา

    ขนมปังเป็นอาหารที่สะดวกและอร่อย แต่ก็เป็นสาเหตุที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด

    โดย นพ.เกา ฮ่าวอวี่ แพทย์แผนจีน ได้แชร์ผลการศึกษาบนช่อง YouTube ของเขา “Dr. Daniel Kao 高醫師說 X 好康中醫” ซึ่งพบว่า หากรับประทานขนมปังร่วมกับน้ำมะนาว 250 มิลลิลิตร จะสามารถช่วยลดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Maria Fernanda Perez

    ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเทียบกับการดื่มน้ำหรือชาแดง การดื่มน้ำมะนาวสามารถลดระดับน้ำตาลสูงสุดหลังอาหารได้ถึง 30% และยังช่วยยืดเวลาที่น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นออกไปประมาณ 35 นาที ทำให้ร่างกายมีเวลาในการตอบสนองมากขึ้นและสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้อย่างมั่นคง

    ในการวิจัยนี้ ได้มีการเชิญผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีมาร่วมทดลอง โดยให้ทุกคนทานขนมปัง 100 กรัม และดื่มน้ำ, ชาแดง หรือ น้ำมะนาว ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า กลุ่มที่ดื่มน้ำมะนาวมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสุดที่ต่ำกว่าและมีเวลาที่น้ำตาลจะเพิ่มขึ้นช้ากว่า

    beytlik

    ทำไมการดื่มน้ำมะนาวถึงได้ผล?

    นพ.เกา กล่าวว่า ความสำคัญของน้ำมะนาวอาจมาจากคุณสมบัติของกรดในน้ำมะนาว ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ “α-amylase” ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยแป้งและคาร์โบไฮเดรต ทำให้กระบวนการย่อยอาหารช้าลงและลดการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือด

    เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากน้ำมะนาวแล้ว อาหารรสเปรี้ยวอื่นๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน เช่น ลูกพลับจีน หรือ ผลไม้จีนบางชนิด ก็อาจมีผลในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยมักจะถูกใช้ในชาเพื่อช่วยเสริมความสมดุลของร่างกายและการควบคุมระดับน้ำตาล

    1. ETtoday

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9860646/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36YTPN__I-EM2kAF4GBR6x

  • การศึกษาทางไกล น้ำพระทัยจากฟ้า สู่รากฐานความรู้ของไทย

    การศึกษาทางไกล น้ำพระทัยจากฟ้า สู่รากฐานความรู้ของไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/114956&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Im-4ToMdDtrWm9os6QNX6

  • ผลิตภาพแรงงานต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างฉุดศักยภาพการแข่งขันเวียดนาม

    ผลิตภาพแรงงานต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างฉุดศักยภาพการแข่งขันเวียดนาม

    เนื้อข่าว 

    ในบริบทที่เศรษฐกิจภูมิภาคมีการแข่งขันรุนแรงและเผชิญการปรับตัวด้านโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ระดับผลิตภาพแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำยังคงเป็นปัจจัยจำกัดสำคัญต่อศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจเวียดนาม โดยผลิตภาพของสถานประกอบการภายในประเทศยังด้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตลอดจนเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ซึ่งดำเนินกิจการในเวียดนาม ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวได้พัฒนาเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการ และระบบห่วงโซ่อุปทาน โดยจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านมาตรการเร่งด่วนในระยะสั้นควบคู่กับการปรับปรุงเชิงโครงสร้างในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

    image.png

    ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามอยู่ในระดับต่ำมาจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะการบริหารจัดการ โดยผู้ประกอบการภายในประเทศจำนวนมากยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีระดับปานกลางถึงระดับต่ำ และมีการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ (automation) ในสัดส่วนที่จำกัด ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น มาเลเซียและไทย ได้ยกระดับการใช้ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมสำคัญอย่างแพร่หลายแล้ว นอกจากนี้ สมรรถนะด้านการจัดการซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มประสิทธิผลการใช้ปัจจัยการผลิต ยังคงเป็นจุดอ่อนของผู้ประกอบการเวียดนาม โดยหลายกิจการยังดำเนินงานบนพื้นฐานประสบการณ์ส่วนบุคคลมากกว่าการบริหารจัดการโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน (data-driven management) ประกอบกับการขาดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน และระบบติดตามประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียด้านผลิตภาพในกิจกรรมประจำวันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการต่างชาติภายใต้เงินทุน FDI ช่องว่างด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และระบบบริหารจัดการมีความเด่นชัดมากขึ้น เนื่องจากสถานประกอบการ FDI โดยทั่วไปมีสายการผลิตที่ทันสมัย ใช้ระบบบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า (lean management) เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่มีประสิทธิภาพสูง และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ

    ในมิติของคุณภาพแรงงาน เวียดนามยังประสบข้อจำกัดด้านทักษะอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนแรงงานที่ผ่านการอบรมอย่างเป็นระบบยังมีไม่มาก ขณะที่ทักษะด้านดิจิทัลก็ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของกระบวนการผลิตยุคใหม่ แม้ผู้ประกอบการจะลงทุนในเครื่องจักรหรือซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น แต่ประสิทธิภาพการผลิตก็ไม่สามารถยกระดับได้ตามเป้าหมาย หากแรงงานไม่สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ส่งผลให้ข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจในภาพรวม

    ผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นว่า ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องกำหนดจุดเริ่มต้นสำคัญที่ควรดำเนินการก่อน (strategic interventions) และเดินหน้าปรับปรุงแบบเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง โดยในระยะสั้น ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมากหรือเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร แต่ควรเริ่มจากการจัดระเบียบกระบวนการทำงานให้ได้มาตรฐาน ลดงานที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า (non-value-added activities) และประยุกต์ใช้แนวทางจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า เช่น LEAN Kaizen และ 5S ซึ่งช่วยยกระดับผลิตภาพได้อีกร้อยละ 5–10 โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถทยอยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นรายขั้นตอน เช่น ระบบบริหารคลังสินค้า (warehouse management/ tracking) ระบบตรวจสอบสถานะการผลิต (production monitoring) และระบบวางแผนคำสั่งซื้อ (order planning) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและทรัพยากร

    สำหรับด้านแรงงาน แนวทางที่มีประสิทธิผลและประหยัดต้นทุนที่สุดคือการยกระดับทักษะแรงงานใหม่ (retraining) ให้ตรงกับความต้องการจริงของสถานประกอบการ โดยความร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษาและศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท Hung Yen Garment Corporation ชี้ว่า การอบรมทักษะด้านการบริหารสายการผลิตเพียงหลักสูตรเดียวสามารถลดจำนวนงานผิดพลาดได้ร้อยละ 20 สะท้อนถึงประสิทธิผลที่จับต้องได้จากการลงทุนในทักษะแรงงาน

    ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องยกระดับยุทธศาสตร์ให้เข้มแข็งกว่าเดิม ทั้งการลงทุนด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนจากระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โรงงานอัจฉริยะ (smart factories) ที่ใช้เทคโนโลยี IoT ปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวไปสู่กระบวนการผลิตที่มีมูลค่าสูงในห่วงโซ่อุปทานโลก แทนการทำงานอยู่แค่ขั้นตอนการประกอบทั่วไปเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาระบบสนับสนุนด้านบุคลากรให้เข้มแข็งขึ้น เช่น จัดทำโครงการอบรมภายในองค์กร และเสริมทักษะให้วิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2568)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    รายงานเศรษฐกิจเวียดนามปี 2568 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ระบุว่า แม้เวียดนามจะสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเติบโตต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ แต่ประเทศยังประสบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำคัญ โดยเฉพาะระดับผลิตภาพแรงงานที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 ภายใต้สถานการณ์ที่สัดส่วนประชากรวัยทำงานเริ่มลดลงหลังผ่านช่วงที่แรงงานมีจำนวนมาก ส่งผลให้การเติบโตระยะต่อไปต้องอาศัยการใช้ทรัพยากรทั้งทุนและแรงงานให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    แม้ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.24 ต่อปี ยังไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ร้อยละ 6.5 และยังตามหลังหลายประเทศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย จีน และอินโดนีเซีย โดยข้อมูลปี 2566 ระบุว่า หากวัดตามกำลังซื้อเทียบเท่า (Purchasing Power Parity: PPP) ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามมีมูลค่าเพียงร้อยละ 11.2 ของสิงคโปร์ และอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของไทยและจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันที่ยังต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

    OECD ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของเวียดนามยังมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลโดยตรงต่อระดับผลิตภาพแรงงาน ได้แก่ (1) คุณภาพแรงงานยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม แม้อัตราการฝึกอบรมจะเพิ่มขึ้น แต่แรงงานจำนวนมากยังขาดทักษะเทคนิคขั้นสูงและทักษะดิจิทัลที่จำเป็น (2) การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยังเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มยังอยู่ในระดับต่ำ และการใช้เทคโนโลยียังไม่ล้ำสมัยพอที่จะผลักดันการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (3) โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นหลัก ทำให้ศักยภาพในการเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยีใหม่ และระบบการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากลยังคงจำกัด

    ในระยะสั้น OECD เสนอว่า เวียดนามควรเร่งยกระดับผลิตภาพโดยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับลักษณะการผลิตของแต่ละสถานประกอบการมาใช้ พร้อมกับพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง การปรับปรุงขั้นตอนการทำงานด้วยระบบบริหารจัดการที่ลดความสูญเปล่า การยกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในทันที นอกจากนี้ ภาคธุรกิจควรปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ต้องการทักษะเทคนิคมากขึ้น เช่น ระบบอัตโนมัติในระดับกลาง เทคโนโลยีด้านสารสนเทศ และบริการสนับสนุนการผลิตรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

    ในระยะยาว OECD เสนอให้เวียดนามเร่งลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาโรงงานอัจฉริยะที่เชื่อมต่อระบบ IoT ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพัฒนากรอบกฎหมายที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม นอกจากนี้ เวียดนามจำเป็นต้องสร้างระบบพัฒนาบุคลากรที่เข้มแข็ง ให้มีวิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงกว่า และลดการพึ่งพาการผลิตมูลค่าต่ำในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    การประเมินของ OECD ยังชี้ว่า หากเวียดนามสามารถดำเนินมาตรการยกระดับผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจจะมีโอกาสเติบโตบนฐานโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ลดความเสี่ยงจากการติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) และเพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไปยังอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ในทางตรงกันข้าม หากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเกิดความล่าช้า ช่องว่างด้านผลิตภาพระหว่างเวียดนามกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาจขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันด้านการผลิต การส่งออก และความมั่นคงของการเติบโตในระยะยาว

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การที่ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิตสูงขึ้นและลดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามในบางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเปิดช่องว่างการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรกล การเกษตรแปรรูป และบริการโลจิสติกส์ที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความจำเป็นของเวียดนามในการยกระดับเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ ยังอาจเพิ่มความต้องการนำเข้าเครื่องจักร อะไหล่ และโซลูชันดิจิทัลจากไทย ซึ่งเป็นโอกาสเชิงพาณิชย์โดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย

    อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามยังเผชิญความเสี่ยงจากผลิตภาพแรงงานของท้องถิ่นที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานอาเซียน เช่น ความล่าช้าในกระบวนการผลิต คุณภาพงานไม่สม่ำเสมอ และต้นทุนการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการตามมาตรฐานสากล ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับระบบการจัดการภายใน โดยใช้กระบวนการบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า การกำหนด KPI ที่ชัดเจน การใช้ระบบติดตามผลการผลิตแบบเรียลไทม์ รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันฝึกอบรมในพื้นที่ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และสายการผลิตที่ไทยต้องการควบคุมคุณภาพ

                   ในระยะยาว แนวโน้มที่เวียดนามจะลงทุนในโรงงานอัจฉริยะและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT และ AI จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้จัดหาระบบ อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์สนับสนุนการผลิต ตลอดจนเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรม แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเวียดนามยกระดับผลิตภาพแรงงานได้ในระยะกลางถึงยาว ความสามารถในการแข่งขันก็จะสูงขึ้นและอาจลดความได้เปรียบเชิงต้นทุนของผู้ประกอบการไทยได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมองเวียดนามไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่เป็น ตลาดเทคโนโลยีและบริการอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต พร้อมทั้งพัฒนาความร่วมมือเชิงลึกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/w8ku6spq3gdglwxgq4finkep&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08Xqoh3DVV0DFqX1xSo-5P

  • ”ศุภจี“ จับมือ “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ” หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเป็น ประตูการค้า อาหารและบริการสู่ตะวันออกกลาง

    ”ศุภจี“ จับมือ “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ” หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเป็น ประตูการค้า อาหารและบริการสู่ตะวันออกกลาง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ GAFT กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ตนพร้อมด้วยนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับ ดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงเศรษฐกิจของซาอุฯ เพื่อหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ พร้อมเร่งขยายโอกาสให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดตะวันออกกลาง

    นางศุภจี กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่ตนเดินทางมาเยือนหลังรับตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียต่อไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความร่วมมือในฐานะพันธมิตรระหว่างภูมิภาคที่เริ่มจาก “ความเชื่อใจ (trust)” ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยวางเป้าหมายให้ซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและกลุ่ม GCC ซึ่งในการหารือวันนี้ รัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดซาอุฯ และพร้อมสนับสนุนการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล วัตถุดิบด้านอาหาร และผลไม้ รวมทั้งพร้อมหารือกับไทยถึงมาตรฐานสินค้าเพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของซาอุฯ และเห็นว่าไทยสามารถเป็น “แหล่งความมั่นคงทางอาหาร” ให้แก่ซาอุฯได้ นอกจากนี้ ฝ่ายซาอุฯ ให้ที่ดินติดตั้งบูธ Thai Village เป็นการถาวร เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการของไทยในตะวันออกกลาง

    “วันนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำแผนงานความร่วมมือด้านบริการ (hospitality) ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และบริการด้านสุขภาพ (wellness) รวมทั้งความร่วมมือด้านแรงงานมีฝีมือ อาทิ พ่อครัว พนักงานในสาขาท่องเที่ยว โดยไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตลอดจนสนับสนุนแรงงานมีฝีมือเข้าไปช่วยพัฒนาซาอุดีอาระเบียให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ “วิสัยทัศน์ซาอุฯ ค.ศ. 2030” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประเทศในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ลดการพึ่งพาน้ำมันและให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว” นางศุภจีกล่าว

    ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ซาอุดีอาระเบียครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 2,856.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 1,949.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 3,866.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (3) ผลิตภัณฑ์ยาง (4) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) น้ำมันดิบ (2) ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (3) เคมีภัณฑ์ (4) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (5) ก๊าซธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/114996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CuyhP8y7-FMbPEgbuWXnw

  • แฮ็กไอเดียสู่อินโนเวชั่น Crime Tech…ทรู เผยโฉมสุดยอดสตาร์ทอัพ ครีเอทโซลูชันสู้ภัยไซเบอร์

    แฮ็กไอเดียสู่อินโนเวชั่น Crime Tech…ทรู เผยโฉมสุดยอดสตาร์ทอัพ ครีเอทโซลูชันสู้ภัยไซเบอร์

    แฮ็กไอเดียสู่อินโนเวชั่น Crime Tech…ทรู เผยโฉมสุดยอดสตาร์ทอัพ ครีเอทโซลูชันสู้ภัยไซเบอร์

    บ่มเพาะนวัตกรไทยสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน…ทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีไทย ร่วมกับ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด เฟ้นหาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายในระดับประชาชนทั่วไปหรือสตาร์ทอัพ สู่เวทีไฟนอล Pitching Day ขึ้นประชันไอเดียเสนอโซลูชันรับมือภัยไซเบอร์ที่พัฒนาให้เกิดขึ้นจริงแล้ว พร้อมประกาศผลผู้ชนะโครงการ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ผลักดันสตาร์ทอัพไทยก้าวสู่ตลาด Crime Tech ที่กำลังเติบโตสูง โดยได้รับความร่วมมือจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเปิดประสบการณ์และชื่นชมผลงานนวัตกรรมจากพลังความคิดสร้างสรรค์นวัตกรไทยได้ที่เฟซบุ๊ก True Lab

    ส่อง 3 ทีมแชมป์ระดับประชาชนทั่วไป / สตาร์ทอัพ ในวัน Final Pitching Day

    กว่า 4 เดือนบนเส้นทางแห่งการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม โครงการ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ได้คัดเลือก 6 ทีมสุดท้ายในระดับธุรกิจสตาร์ทอัพและประชาชนทั่วไปที่ได้รับเงินทุนพัฒนาผลงานต้นแบบ เรียนรู้ แก้ไข ผ่านการทดลอง ทดสอบอย่างเข้มข้น จนสามารถใช้งานได้จริง โดยทุกทีมที่ได้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายในรอบ Final Pitching Day และได้ประกาศผลผู้ชนะ ได้แก่

    ผู้ชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร และผู้ได้รับรางวัลขวัญใจสื่อมวลชน เงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

    ทีม Scamtify – AI ค้นหาและตรวจจับเพจปลอมบนโซเชียล มีเดีย พร้อมแจ้งเตือนลูกค้าทรูที่เสี่ยงถูกหลอก เพื่อแก้ไขปัญหาคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ถูกหลอกลวงจากการเข้าถึงเพจปลอมบนโซเชียล มีเดีย โดยตั้งเป้าหมายช่วยปกป้องผู้ใช้งานได้ 360,000 คน (3% ของสถิติผู้เป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์บน Facebook) ในปีแรก

    สมาชิกในทีม Scamtify
    • นายวริทธิ์ มหิตธิ
    • นายธนสาร เซ่งเจริญ
    • นายปารินทร์ ลิขิตวรศักดิ์
    • นายปวริศ เรืองจุติโพธิ์พาน

    ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท และประกาศนียบัตร

    ทีม Sudo Protect Me – เราเตอร์อัจฉริยะ ควบคุมเวลาใช้งาน พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานรายบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาเยาวชนไทยตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ จากการเข้าถึงเว็บไซต์การพนันออนไลน์ และเว็บไซต์อนาจาร ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถช่วยปกป้องบุตรหลาน และคนในครอบครัวมีความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายสามารถป้องกันมากกว่า 10,000 ครัวเรือนในปีแรก

    สมาชิกในทีม Sudo Protect Me
    • นายอธิชา เจริญธนกิจกุล
    • นายณัชธพงศ์ พิมพ์ภสันต์
    • นางสาวธัญชนก เลิศเสถียรชัย
    • นางสาวสุชานรี ศรีเฉลิม

    ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท และประกาศนียบัตร

    ทีม แพรวา No.1 – AI ตรวจจับบทสนทนาทางโทรศัพท์ว่าเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ด้วยแนวคิดปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุมีปัญหาการถูกหลอกลวงจากการติดต่อผ่านการคุยโทรศัพท์ โดยตั้งเป้าหมายลดผู้เสียหายถูกหลอกลวงได้มากกว่า 2,500 คน ในปีแรก

    สมาชิกในทีม แพรวา No.1
    • นางสาวแพรวา มั่นคง
    • นางสาวนิภัสสา ชัยนิวัฒนา
    • นางสาวนิติวดี ลิมปยารยะ
    • นายปรเมศร์ เอี่ยมละออง
    • นางสาวมนัสวีรภัทร แก้วอุไร

    ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบ ในฐานะเทคคอมปานีของไทยที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนแนวทางแห่งความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในยุคที่ภัยไซเบอร์ทวีความซับซ้อนและกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในสังคม โดยปีนี้ โครงการ True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ได้เห็นพลังความคิดสร้างสรรค์ของนวัตกรไทยในการพัฒนาผลงานต้นแบบที่เป็นโซลูชันปกป้องภัยไซเบอร์ที่ใช้ได้จริง ทั้งช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยขึ้น หรือทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี อันเป็นกำลังสำคัญในการเสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ ให้คนในสังคมดิจิทัลและโลกออนไลน์ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะยังคงมีการติดตามผล พร้อมสนับสนุนโอกาสในการก้าวสู่ตลาด Crime Tech ต่อไป”

    ร่วมภูมิใจในความสามารถของนวัตกรไทยรุ่นใหม่ กับสุดยอด 6 ผลงานนวัตกรรมสู้ภัยไซเบอร์ จากปฏิบัติการ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ได้ที่ เฟซบุ๊ก ทรู แล็บ: https://www.facebook.com/truelab.trueinnovation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/457442&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SPQO9qQJlwNOBGNdkBIP8