Blog

  • “เบียร์ ปรเมศวร์” ลุยพบกลุ่มธุรกิจโรงแรม ชู วิสัยทัศน์พัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    “เบียร์ ปรเมศวร์” ลุยพบกลุ่มธุรกิจโรงแรม ชู วิสัยทัศน์พัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งเมืองพัทยายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา กลุ่ม “เรารักพัทยา” หมายเลข 2 พร้อมด้วยทีมผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา เขต 3 หมายเลข 13-18 ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการและพนักงานในภาคธุรกิจโรงแรม ณ โรงแรมเดอะเบย์วิว พัทยา หมู่ 10 พัทยาสาย 2 เพื่อขอคะแนนเสียงและนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองพัทยาในอนาคต

    นายปรเมศวร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองพัทยา พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์ “Better Pattaya” ภายใต้แนวคิด “เมืองท่องเที่ยวระดับโลก คุณภาพชีวิตระดับสากล” พร้อมคำขวัญ “ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ”

    สำหรับแนวทางการพัฒนาเมือง ได้กำหนดไว้ภายใต้ 3 เป้าหมายหลัก และ 33 นโยบายสำคัญ โดยด้านเศรษฐกิจ มุ่งผลักดันพัทยาสู่การเป็นศูนย์กลางการประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ (MICE City) ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) พัฒนาเมืองท่องเที่ยวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) และยกระดับมาตรฐานโรงแรมรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มุ่งยกระดับความปลอดภัยในเมืองผ่านโครงการ Road Safety ปรับปรุงทางเท้าและถนนให้ได้มาตรฐาน รองรับการใช้งานของประชาชนทุกกลุ่มตามหลัก Universal Design พร้อมพัฒนาระบบ Safety City จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยพิบัติ ระบบแจ้งเตือนภัยอัจฉริยะ และระบบช่วยเหลือฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ

    ขณะที่ด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการเมือง จะเน้นการบริหารงานที่ทันสมัย โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ผ่านโครงการ “Pattaya Open Data” ที่เปิดเผยข้อมูลภาครัฐสู่สาธารณะ รวมถึงโครงการ “Pattaya Club NEXT GEN” เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง

    นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาและขยายโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Station) ทั่วเมือง พร้อมผลักดันการจัดทำ Carbon Footprint และ Carbon Credit ระดับเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมาย Net Zero ตามแนวทางการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

    ทั้งนี้ นายปรเมศวร์ย้ำว่า การพัฒนาเมืองพัทยาจะต้องเดินควบคู่กันทั้งด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เพื่อให้พัทยาก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกภาคส่วน

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / นันทัช กิ่งสร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1592280&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OXspWvDV9cUIoXCjT_P0v

  • เปิดราคาอาหาร “ย่านสีลม-สุรวงศ์” 14 ปี ยุค 5 รัฐบาลเปลี่ยนไปแค่ไหน

    เปิดราคาอาหาร “ย่านสีลม-สุรวงศ์” 14 ปี ยุค 5 รัฐบาลเปลี่ยนไปแค่ไหน

    เปิดราคาอาหาร “ย่านสีลม-สุรวงศ์” 14 ปี ยุค 5 รัฐบาลเปลี่ยนไปแค่ไหน

    สำรวจราคาอาหารสตรีทฟู้ด-ข้าวแกง ย่านสีลม-สุรวงศ์ 14 ปี (2555-2569) ในยุค 5 รัฐบาล จาก “ยิ่งลักษณ์” ถึง “อนุทิน” จากจานละ 31 เป็น 65 บาท สะท้อนเศรษฐกิจแต่ละยุค

    จากอาหารจานละ 31 บาทเมื่อ 14 ปีก่อน วันนี้การจะหาอาหารสักมื้อในราคาเท่าเดิมแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะราคาอาหารตามสั่งและข้าวแกงทั่วไปปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับ 60-70 บาทต่อจานเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะในย่านใจกลางเมือง

    หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้า หรือสนามบิน ที่ต้องแบกรับต้นทุนทั้งค่าเช่า ค่าแรง และค่าวัตถุดิบที่สูงกว่า ส่งผลให้เมนูธรรมดาในชีวิตประจำวันราคาสูงลิ่ว บ้างถึงหลักร้อยกว่า 

    ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) ได้สำรวจราคาอาหารในย่าน “สีลม-สุรวงศ์” ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของไทย หรือย่าน CBD มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งสมมติฐานว่าราคาอาหารในย่านนี้น่าจะเป็นราคามาตรฐานเพราะเป็นในใจกลางเมือง ในบริเวณอื่นน่าจะถูกกว่านี้ ยกเว้นในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้ไปท่องเที่ยวเป็นครั้งคราว  การสำรวจพื้นที่สีลม จึงถือเป็นตัวแทนสำคัญสำหรับกรุงเทพมหานครและประเทศไทยโดยรวม

    และการสำรวจพบว่า ราคาอาหารเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 31 บาทต่อจานในปี 2555 เป็น 65.3 บาทต่อจานในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 110% ภายในระยะเวลา 14 ปี

    หากคิดเป็นอัตราเฉลี่ย ราคาอาหารปรับเพิ่มขึ้นปีละ 5.5% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทางการในหลายช่วงเวลา สะท้อนภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่ใช้ชีวิตในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ

    เปิดราคาอาหาร “ย่านสีลม-สุรวงศ์” 14 ปี ยุค 5 รัฐบาลเปลี่ยนไปแค่ไหน

    โดยรายละเอียดผลสำรวจราคาอาหารในช่วงปี’ 55-69 แยกตามรายปี พบว่า

    • พ.ค. 55 ราคาเฉลี่ย 31 บาท/จาน
    • พ.ค. 56 ราคาเฉลี่ย 31.8 บาท/จาน
    • พ.ค. 57 ราคาเฉลี่ย 34.3 บาท/จาน
    • พ.ค. 58 ราคาเฉลี่ย 38.4 บาท/จาน
    • พ.ค. 59 ราคาเฉลี่ย 41.7 บาท/จาน
    • พ.ค. 60 ราคาเฉลี่ย 45.7 บาท/จาน
    • พ.ค. 61 ราคาเฉลี่ย 48.1 บาท/จาน
    • พ.ค. 62 ราคาเฉลี่ย 50.2 บาท/จาน
    • พ.ค. 63 ราคาเฉลี่ย 51.4 บาท/จาน
    • มิ.ย. 64 (เลื่อนสำรวจช่วงโควิด) ราคาเฉลี่ย 53.5 บาท/จาน
    • พ.ค. 65 ราคาเฉลี่ย 57 บาท/จาน
    • พ.ค. 67 ราคาเฉลี่ย 62.8 บาท/จาน
    • มิ.ย. 68 ราคาเฉลี่ย 64 บาท/จาน
    • พ.ค. 69 ราคาเฉลี่ย 65.3 บาท/จาน

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงการที่ราคาอาหารยังคงปรับตัวสูงขึ้น แต่เป็นการที่อัตราการขึ้นราคาเริ่มชะลอลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าแรง และค่าเช่าพื้นที่

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพเศรษฐกิจอีกด้านหนึ่ง คือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จนทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้มากเหมือนในอดีต เพราะยิ่งราคาสูงขึ้น ความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะลดการใช้จ่ายหรือหันไปเลือกร้านที่ราคาถูกกว่าก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    เปรียบเทียบราคาอาหารแต่ละรัฐบาล 

    เมื่อย้อนดูการเปลี่ยนแปลงของราคาอาหารในแต่ละยุครัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เศรษฐา ทวีสิน, แพทองธาร ชินวัตร จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน จะพบว่าตัวเลขบนป้ายราคาอาหารไม่ได้สะท้อนแค่ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของคนไทยในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย

    • ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ราคาอาหารเพิ่มขึ้นปีละ 5.2%
    • ในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังรัฐประหาร 9 ปี (พฤษภาคม 2557-2566) ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 77% หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นปีละ 6.6% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเงินเฟ้อของทางราชการ แสดงว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของทางราชการไม่ได้ผลเท่าที่ควร 
    • มาถึงยุครัฐบาล เศรษฐา ราคาอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 3.3%
    • และในยุครัฐบาลแพทองธาร ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 2.0% 

    ทั้งนี้คงเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ดูเงินฝืด ทำให้ราคาสินค้าไม่สามารถขึ้นได้มาก ถ้าขึ้นราคามากก็คงไม่มีความสามารถในการซื้อ เช่นเดียวกับในยุครัฐบาลอนุทินที่ราคาอาหารในรอบปีที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นเพียง 2.0% เช่นกัน

    สรุปการเปลี่ยนแปลงราคาอาหาร สีลม สุรวงศ์ สาทร 2555-2569

    • ราคาอาหารต่อจาน พฤษภาคม 2555 ประมาณ 31 บาท
    • ราคาอาหารต่อจาน พฤษภาคม 2569 ประมาณ 65.3 บาท
    • ปรับเพิ่ม 2555-2569 ราว 110.5%
    • ราคาอาหารปีล่าสุด (2568-2569) 2.0%
    • ราคาอาหารยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ (2555-2557) เพิ่มปีละ 5.2%
    • ราคาอาหารยุครัฐบาล ประยุทธ์ (2557-2566) เพิ่มปีละ 6.6%
    • ราคาอาหารยุครัฐบาล เศรษฐา (2557-2567) เพิ่มปีละ 3.3%
    • ราคาอาหารรัฐบาล แพรทองธาร (2567-2568) เพิ่มปีละ 2.0%
    • ราคาอาหารยุครัฐบาล อนุทิน (2568-2569) เพิ่มขึ้นปีละ 2.0%

    ทั้งนี้ AREA ระบุว่า มีผู้ค้าบางรายไม่สามารถขึ้นราคาอาหารได้ เพราะคนซื้อไม่มีกำลังซื้อเท่าที่ควร ทั้งที่วัตถุดิบในการทำอาหารเพิ่มขึ้นก็ตาม จะสังเกตได้ว่าร้านที่ยังพยายามยืนราคาอาหารไว้ หรือไม่ขึ้นราคา จะมีผู้เข้าคิวอุดหนุนมากเป็นพิเศษ จากการสัมภาษณ์ผู้ค้าพบว่า สิ่งที่ส่งผลที่เด่นชัดกว่าก็คือ “ค่าเช่า” พื้นที่ค้าปลีกเพื่อการขายอาหาร หากค่าเช่าแพงขึ้นมาก จะทำให้ราคาอาหารเพิ่มมากขึ้น บางแห่งเช่าพื้นที่ขนาดประมาณ 18 ตารางเมตร เป็นเงินถึง 60,000 บาทต่อเดือน หรือ ตรม.ละ 3,333 บาท

    จากการที่ค่าเช่าพื้นที่ขายแพง เลยมีร้านอาหารประเภท “อาหารกล่อง” คือให้ผู้ซื้อ ๆ กลับไปรับประทานที่อื่น จึงประหยัดค่าเช่าได้มาก ถือเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญ และตามศูนย์อาหารต่าง ๆ ยังพบว่าร้านค้าหลายแห่งหายไปบางแห่งปิดร้านไปตั้งแต่ช่วงโควิดเมื่อ 1-2 ปีก่อน ปี 2563-2564

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าที่ปิดไปส่วนมาก เพิ่งปิดในช่วงปี 2564-2565 นี้เอง แต่ในการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ร้านค้าต่าง ๆ กระเตื้องขึ้นแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/743305&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AJVDCOpzMwRrb9NCpVKPd

  • ก.ท่องเที่ยว หนุนศึก VNL 2026 ดัน Sports Tourism สร้างรายได้กว่า 2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    ก.ท่องเที่ยว หนุนศึก VNL 2026 ดัน Sports Tourism สร้างรายได้กว่า 2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าสนับสนุนการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเนชันส์ ลีก 2026 (Volleyball Nations League 2026 : VNL 2026) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ พร้อมผลักดัน “Sports Tourism” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การแข่งขัน VNL 2026 ซึ่งเริ่มสนามแรกวันนี้ (3 มิ.ย) ณ เมืองหนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นมหกรรมกีฬาระดับโลกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬานานาชาติ ทั้งด้านสนามแข่งขัน ระบบบริหารจัดการ และการต้อนรับนักกีฬาและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้กีฬาเป็น Soft Power เพื่อสร้างรายได้ กระตุ้นการท่องเที่ยว และเสริมภาพลักษณ์ประเทศ โดยการแข่งขัน VNL 2026 จะช่วยสร้างการรับรู้ประเทศไทยในระดับนานาชาติ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง” นายสุรศักดิ์ กล่าว

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อมั่นว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของไทย จะช่วยตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะ “World-Class Sports Destination” และสนับสนุนนโยบาย “Tourism and Sports Hub” ของรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินว่า การจัดการแข่งขัน VNL 2026 ในประเทศไทย จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 2,000 ล้านบาท จากการเดินทางของนักกีฬา เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และแฟนกีฬาทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ขนส่ง ค้าปลีก และบริการด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนช่วยกระตุ้นการจ้างงานและรายได้ในพื้นที่

    นอกจากนี้ การแข่งขันยังเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านการถ่ายทอดสดและสื่อดิจิทัลทั่วโลก ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านกีฬาและการท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมต่อยอดการเติบโตของอุตสาหกรรม Sports Tourism ของไทยในระยะยาว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597988&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UNIi55uqiefJe5aInZTrH

  • “เกาะเสม็ด” ยังปลอดภัย ภาคท่องเที่ยวพร้อมเยียวยา-วางแนวทางป้องกัน

    “เกาะเสม็ด” ยังปลอดภัย ภาคท่องเที่ยวพร้อมเยียวยา-วางแนวทางป้องกัน

    (3 มิ.ย. 69) จากกรณี นักท่องเที่ยวชาวไทยออกมาแฉประสบการณ์เลวร้ายจากการไปพักผ่อนที่อ่าวช่อ เกาะเสม็ด จ.ระยอง แล้วเพื่อนร่วมทริปรายหนึ่ง ถูกหนุ่มก่อสร้างที่อยู่ใกล้กับโรงแรมที่พัก บุกห้องพักหวังขืนใจ โชคดีที่แฟนของหญิงรายดังกล่าวเข้าไปช่วยไว้ได้ทัน แต่การจัดการหลังเหตุร้ายของโรงแรมดังกล่าวทำให้เขาตัดสินใจที่จะไม่เที่ยวเกาะเสม็ดต่อ แม้จะจับตัวคนร้ายได้แล้ว

    .

    ล่าสุด นางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทางโรงแรมที่พักอาศัย และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังเกิดเหตุก็ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เพ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด จนติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุไว้ได้ภายในคืนเดียวกัน โดยทราบว่าผู้ก่อเหตุ เป็นบุคคลภายนอกที่เข้ามาทำงานและก่อเหตุขึ้น ตอนนี้ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

    .

    ในส่วนของผู้เสียหาย เบื้องต้นทางรีสอร์ทที่พักอาศัยได้มีการพูดคุยกับทางผู้เสียหาย พร้อมดูแล และเยียวยา ตั้งแต่เกิดเหตุอย่างเต็มที่ ทางรีสอร์ทไม่ได้นิ่งนอนใจยังได้เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยเพิ่มขึ้นในวันเดียว จึงขอยืนยันว่าทางเกาะเสม็ดได้ยกระดับเพิ่มมาตรการความปลอดภัยเข้มขึ้นไปอีก และขอยืนยันว่า “เกาะเสม็ดยังปลอดภัยอยู่”

    .

    ด้านนายพิศณุ เขมะพรรค์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด กล่าวเสริมว่า ทราบกันดีว่าในอีกไม่กี่วันทางเกาะเสม็ด จะมีการจัดงาน เกาะเสม็ดอินเลิฟ ในส่วนเรื่องของมาตรการความปลอดภัย นทท. จากเดิมเข้มอยู่แล้ว ก็จะมีการประชุมร่วมกับ ตำรวจ, อุทยานฯ, อบต. และชุดรักษาความปลอดภัย บูรณาการร่วมกัน และเพิ่มความปลอดภัยเข้มขึ้นไปอีก เพื่อให้ นทท. มาเที่ยวเกาะเสม็ด “งานเสม็ดอินเลิฟ” ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

    .

    ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เพ ได้จับกุม นายณัฐพงศ์ (สงวนสกุล) อายุ 31 ปี พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ และแจ้งข้อหา “พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น , บุกรุกเคหสถาน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะให้กำลังประทุษร้ายในเวลากลางคืน , ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันออนไลน์ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/Nkmud0PsL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SFgLLeDp2udi6V_Mqtlkc

  • ลำแก่นร้อง สว. ปรับแบ่งรายได้สิมิลัน ยกระดับความปลอดภัยท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ลำแก่นร้อง สว. ปรับแบ่งรายได้สิมิลัน ยกระดับความปลอดภัยท่องเที่ยว | TOPNEWS

    วันที่ 3 มิ.ย. 2569 น.ส.เฉลิมศรี แพใหญ่ นายกเทศมนตรีตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์และผู้ประกอบการท่องเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันกว่า 400 ลำ เข้ายื่นหนังสือต่อ พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินรายได้จากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันใหม่ ให้สอดคล้องกับภาระหน้าที่จริงในพื้นที่ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างยั่งยืน โดยระบุว่าแม้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันจะตั้งอยู่ในเขตตำบลลำแก่น ซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญในการเดินทางสู่หมู่เกาะสิมิลัน แต่เทศบาลกลับไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตามกฎกระทรวง เนื่องจากพื้นที่อุทยานอยู่ในเขตตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี

    ประชาชนในพื้นที่ระบุว่า กลิ่นเหม็นดังกล่าวมักเกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงฝนตก ส่งผลให้หลายคนมีอาการแสบจมูก เวียนศีรษะ คลื่นไส้ และระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสถานที่สำคัญของชุมชน ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่ง มัสยิดบ้านทุ่ง และบ้านพักผู้สูงอายุมัสยิดบ้านทุ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และประชาชนใช้ประกอบศาสนกิจและกิจกรรมสาธารณะเป็นประจำ ทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลลำแก่น ยังต้องเผชิญปัญหาการติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและกฎหมาย ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอคุระบุรี ทำให้ต้องเดินทางไกลกว่า 100 กิโลเมตร สร้างภาระทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย โดยกลุ่มผู้ประกอบการได้เสนอให้มีการปรับเกณฑ์จัดสรรรายได้ให้สอดคล้องกับพื้นที่ปฏิบัติงานจริง เพื่อเพิ่มงบประมาณสำหรับยกระดับความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อม และการรองรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งผลักดันระบบ One-Stop Service หรือการจัดตั้งจุดบริการภาครัฐใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    จักรพันธ์ รัตนอาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พังงา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1592040&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dMshwMOnYuFBoIwlfT7hD

  • “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” สั่งเข้มดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ย้ำยกระดับมาตรฐานบริการรถสาธารณะ สร้างความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ประเทศไทย | TOPNEWS

    “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” สั่งเข้มดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ย้ำยกระดับมาตรฐานบริการรถสาธารณะ สร้างความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ประเทศไทย | TOPNEWS

    3 มิ.ย. 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงกรณีเกิดเหตุคนขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นในพื้นที่ย่านอโศก กรุงเทพมหานคร ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวถือเป็นพฤติกรรมเฉพาะบุคคลที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวคุณภาพของรัฐบาล และไม่สะท้อนภาพรวมของผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันยกระดับมาตรฐานการบริการและมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เน้นย้ำการบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจท่องเที่ยว กรมการขนส่งทางบก ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มมาตรการคัดกรอง ตรวจสอบ และกำกับดูแลผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะให้มีมาตรฐานและมีจิตสำนึกด้านการบริการที่เหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1592131&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VYyzNB3m1BVsUuG4H-H0B

  • สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ 13 มิ.ย นี้

    สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ 13 มิ.ย นี้

    สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ 13 มิ.ย นี้ รองรับผู้โดยสารช่วงหนาแน่น

    น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความหนาแน่นของผู้โดยสารบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต รวมถึงประเด็นการเรียกเก็บค่าบริการเพื่ออำนวยความสะดวกในการผ่านช่องตรวจคนเข้าเมือง รัฐบาลกำชับให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง พร้อมเร่งแก้ไขปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับผู้โดยสาร โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีเที่ยวบินหนาแน่น

    ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต เตรียมเปิดให้บริการระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติขาออก อย่างเป็นทางการในวันที่ 13 มิ.ย. นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร เพิ่มความรวดเร็วในการผ่านกระบวนการตรวจหนังสือเดินทาง ลดระยะเวลาการรอคอย และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการตรวจคนเข้าเมืองให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รองรับการเติบโตของปริมาณผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานภูเก็ต

    น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า การให้บริการในพื้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ตอยู่ภายใต้ขั้นตอนและมาตรฐานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษในการผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12819716&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29NI_NkRbGB51DODT_tjKW

  • “รูบิโอ” ถูก สว. วิจารณ์สนั่น ทำเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาย่ำแย่ ปมทำสงครามกับอิหร่าน

    “รูบิโอ” ถูก สว. วิจารณ์สนั่น ทำเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาย่ำแย่ ปมทำสงครามกับอิหร่าน

    “รูบิโอ” ถูก สว. วิจารณ์สนั่น ทำเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาย่ำแย่ ปมทำสงครามกับอิหร่าน

    “มาร์โก รูบิโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ถูก สว. วิจารณ์อย่างหนัก ปมทำสงครามกับอิหร่าน ทำเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาย่ำแย่

    ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา,พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐอเมริกา หรือ CENTCOM ต่างถูกสภาคองเกรส เรียกเข้าชี้แจงการทำสงครามกับอิหร่าน

    ล่าสุด ถึงคิวของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ต้องชี้แจงต่อสภาฯ ปรากฎว่า ระหว่างเดินเข้าสภาฯ มีคนตะโกนด่า รูบิโอ ว่า เป็นคนรับใช้อิสราเอล  

    รายการเข้มข่าวค่ำ
    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

    โดยในที่ประชุม รูบิโอ ถูกสมาชิกวุฒิสภาซักฟอกอย่างดุเดือด ในประเด็นการทำสงครามกับอิหร่าน รูบิโอ ชี้แจงว่า ขณะนี้ทีมเจรจาของสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วงเจรจากับอิหร่าน ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่ง่าย เพราะต้องผ่านตัวกลางหลายคน ก่อนจะยืนยันว่า ถึงจะเป็นแบบนั้นก็จะมีข่าวดีเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะการยอมรับเงื่อนไขโครงการนิวเคลียร์

    ต่อมา นายคริสโตเฟอร์ เมอร์ฟีย์ วุฒิสมาชิกจากรัฐคอนเนตทิคัต พรรคเดโมแครต ได้โต้ รูบิโอ ว่าผู้คนทั่วโลก รวมถึงคนอเมริกันล้วนอยากรู้ว่าสหรัฐอเมริกาจะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้เมื่อไหร่ เพราะตอนนี้สงครามที่รัฐบาลทรัมป์ก่อ กำลังทำให้เศรษฐกิจโลกทั้งหมด และเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาย่ำแย่ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ช่องแคบฮอร์มุซก็จะถูกปิดต่อไป แล้วจะทำอย่างไรให้อิหร่านยอมบรรลุข้อตกลหยุดยิงได้สักที ซึ่ง รูบิโอ ตอบว่า สหรัฐอเมริกากำลังกดดันอิหร่านด้วยการคว่ำบาตรน้ำมัน หากอิหร่านยอมละทิ้งสมรรถนะยูเรเนียม

    รูบิโอ ยังบอกต่อสภาฯ อีกว่า ตอนนี้อิหร่านแทบจะไม่มีผู้นำสูงสุดหลัง คาเมเนอี ถูกสังหาร ขณะที่ มุจตาบา ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนถึงตอนนี้ยังไม่ปรากฎตัวสาธารณชน สว.จึงถาม รูบิโอ ว่าคุณมั่นใจไหมว่าตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่ รูบิโอ ตอบว่า ครับมีสิ่งบ่งชี้อยู่ แต่อาจจะได้รับคำแนะนำไม่ให้ปรากฎตัวในช่วงนี้

    รูบิโอ ได้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภา เมื่อเช้าวันอังคารที่ผ่านมา ในขณะที่รัฐบาลของ ทรัมป์ กำลังพยายามขออนุมัติจากสภาคองเกรส สำหรับข้อเสนอปรับลดงบประมาณด้านการต่างประเทศลง 30% และเพิ่มงบประมาณทางทหารขึ้น 50%

    ทั้งนี้ เขามีกำหนดการที่จะต้องเข้าให้การในสถานการณ์รับฟังความคิดเห็นอีก 3 ครั้ง ในช่วงบ่ายวันอังคารและในวันพุธ 3 มิถุนายน ท่ามกลางสัญญาณความกังวล ที่เริ่มปรากฏให้เห็นจากเพื่อนสมาชิกพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับสงครามอิหร่านในครั้งนี้

    รายการเข้มข่าวค่ำ
    มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/276883&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uhw44aKe2x6I1abEcpPj6

  • เช็กด่วน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ2569 ตัดสิทธิ 5 กลุ่ม ใครบ้างหมดสิทธิรับเงิน

    เช็กด่วน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ2569 ตัดสิทธิ 5 กลุ่ม ใครบ้างหมดสิทธิรับเงิน

    เช็กด่วน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ2569 ตัดสิทธิ 5 กลุ่ม ใครบ้างหมดสิทธิรับเงิน

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ2569ล่าสุด มีการปรับเงื่อนไขสำคัญในการคัดกรองผู้ที่ได้รับสิทธิ

    หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)  วันที่ 2 มิ.ย.69 มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลังได้เสนอเพื่อขอทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่ในการคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการปรับเกณฑ์การพิจารณาในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อแก้ไขปัญหาฐานข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน และสกัดกั้นผู้ที่จนไม่จริงออกจากระบบ

    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากก็คือ กลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วม “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ2569” มีกลุ่มไหนบ้าง

    จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” เพื่อไขคำตอบประเด็นดังกล่าว พบว่า

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า การคัดกรองในครั้งนี้ได้ยกเลิกเกณฑ์ประเมินแบบครอบครัว และหันมาใช้เกณฑ์คัดกรองแบบ รายบุคคลแทน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาผู้มีฐานะดีที่แฝงตัวรับสิทธิจากการเฉลี่ยรายได้ของครอบครัว การเชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลนี้ยังเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสู่นโยบายภาษีเงินได้แบบติดลบ(Negative Income Tax) ในอนาคต

    เงื่อนไขการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ2569

    5 กลุ่มถูกตัดสิทธิทันที

    กระทรวงการคลังได้เพิ่ม 5 เกณฑ์ใหม่ ประกอบไปด้วย 

    • กลุ่มนักเรียน และนักศึกษา ซึ่งถือเป็นผู้ที่ยังไม่เข้าสู่ระบบแรงงานอย่างเต็มตัว
    • ผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
    • ผู้ที่มีบัญชีหุ้นหรือตราสารหนี้
    • ผู้ที่จ่ายเบี้ยประกันชีวิตด้วยตนเองเกิน 12,000 บาทต่อปี เนื่องจากสะท้อนว่ามีทรัพย์สินเพียงพอในการดำรงชีวิตแล้วจึงสามารถซื้อประกันเพื่อสะสมทรัพย์หรือลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่นับรวมประกันไมโครอินชัวรันส์ ประกันภัยภาคบังคับ หรือกรณีที่บริษัทนายจ้างเป็นผู้จ่ายให้
    • บิดา มารดา บุตร หรือคู่สมรส ที่ถูกบุคคลอื่นนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เช่น ผู้ที่มีบุตรนำชื่อไปหักค่าอุปการะเลี้ยงดู 30,000 บาท

    นอกเหนือจากกลุ่มต้องห้ามเดิม เช่น ผู้ต้องขัง ข้าราชการ นักบวช 

    เกณฑ์รายได้เป็นรายบุคคล

    • โดยผู้ลงทะเบียนต้องมีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้ผู้อื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

    เกณฑ์ทรัพย์สินทางการเงิน

    • กำหนดให้ยอดเงินฝาก และสลากออมทรัพย์รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท และยังคงเกณฑ์เดิมคือ ไม่เป็นผู้ถือบัตรเครดิต

    เกณฑ์อสังหาริมทรัพย์

    • เพิ่มการถือกรรมสิทธิ์ยานพาหนะ โดยผู้ที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลที่ไม่ได้ใช้เพื่อประกอบอาชีพหรือการเกษตร รวมถึงผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือบิ๊กไบค์ที่มีเครื่องยนต์เกิน 300 ซีซี ยกเว้นรถจักรยานยนต์ รถยนต์สามล้อ รถยนต์รับจ้างสี่ล้อเล็ก และรถใช้งานเกษตรกรรม 

    เกณฑ์หนี้สิน

    • กำหนดให้วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีต้องไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะดึงข้อมูลจริงย้อนหลังไป ณ เดือนพ.ค. เพื่อสกัดการตกแต่งหรือโยกย้ายบัญชีล่วงหน้า

    วันลงทะเบียน

    • ผู้ที่มีรายชื่อถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจำนวน 13.18 ล้านคน จะต้องเข้าไปยืนยันตัวตน (KYC) เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองด้วยข้อมูลใหม่ ระหว่างวันที่ 4 – 21 มิ.ย.2569 

    ช่องทางยืนยันสิทธิ

    • แอปพลิเคชันเป๋าตัง 
    • แอปพลิเคชันทางรัฐ 
    • เว็บไซต์โครงการ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th) 
    • ตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย 
    • สาขาของสถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง ธ.ก.ส., ออมสิน, กรุงไทย, ธอส., และธนาคารอิสลาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660520&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rBKI5NuVxpGBxKkQg86Iw

  • บิดเบือนมีความผิดอาญา ชัชชาติ สวนหมัด คริส ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน

    บิดเบือนมีความผิดอาญา ชัชชาติ สวนหมัด คริส ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน

    วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

    ”ชัชชาติ“ สวนกลับ “คริส พรรคเศรษฐกิจ” ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน ลั่น! ไม่มีทางทำเพราะเป็นจุดหายนะ! บอก “ถ้ามีหลักฐานจริง ผมไม่รอดมาถึงปัจจุบันนี้หรอก” ถามทำไมเพิ่งพูดช่วงเลือกตั้ง ท้าให้ยื่น ป.ป.ช. ถ้ากล่าวหาบิดเบือนมีความผิดอาญา พร้อมสยบข่าวลือ ไม่เคยตั้ง “สุรพล นิติไกรพจน์” คุมกรุงเทพธนาคม-ม.นวมินทร์ฯ

    วันที่ 3 มิ.ย.69  จากกรณีที่ นายคริส โปตระนันทน์ พรรคเศรษฐกิจ เตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่ามีการซื้อขายตำแหน่งระดับผู้อำนวยการเขต (ผอ.เขต) สูงถึง 4 ล้านบาทนั้น

    ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ไม่กังวลต่อการแถลงข่าวที่จะมีขึ้น โดยขอให้นายคริส นำหลักฐานมาเปิดเผยให้เกิดความชัดเจน และมองว่า ตนเองก็คุ้นเคยกับทีมงานนี้เป็นอย่างดี และที่ผ่านมาในสภากทม. ก็มีการพูดคุยกับสมาชิกบางคนตลอด ถึงขั้นเคยชวนตนเองไปร่วมทำทีมด้วยกัน

    “เอาเลย เอาเลย แจ้งมาเลย แต่พูดก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเองนะ ถ้ามีหลักฐานจริง ผมไม่รอดมาถึงปัจจุบันนี้หรอก ถ้าเกิดมีข้อมูลชัดเจนก็ขอให้ไปแจ้ง ป.ป.ช. เลย อย่ามาแต่พูดอย่างเดียว”

    นานชัชชาติ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการออกมาเปิดประเด็นในช่วงเวลานี้ โดยเห็นว่า ถ้ามีข้อมูลจริงๆ ก็ไม่ต้องมาพูดตอนนี้ ควรพูดตั้งแต่สมัยที่ทำงาน เพราะช่วงที่ทำงานอยู่ในสภากทม. ก็พูดคุยกันตลอด ดังนั้น การออกมาพูดในช่วงเวลานี้ อาจจะมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงหรือเปล่า 

    “เรื่องซื้อขายตำแหน่ง เราไม่ทำอยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นจุดแห่งความหายนะเลย ถ้ามีคนที่ไปรับเงิน ไปแอบอ้างชื่อผม ถ้ามีก็บอกชื่อมาเลย จะได้ไปจัดการให้ถูกต้อง”

    นายชัชชาติ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าตนเองตั้งทีมงานที่ทุจริต ที่ซื้อขายตำแหน่งมาอยู่ในทีม จะได้ผลงานที่ดีได้อย่างไร เพราะต้องไม่ลืมว่า เจ้านายของเราคือประชาชน

    “ถ้าเกิดพวกนี้เข้ามาทุจริต มันก็ต้องไปทุจริตต่อ สุดท้ายนโยบายเราก็ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างแน่นอน มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะทำ อนาคตเรามันไม่ใช่มีแค่นี้ อนาคตเราอีกตั้งไกล ถ้าคุณคริสมั่นใจ ผมว่าก็แถลงมา แล้วก็ไปแจ้งความจับเลย”

    ส่วนข้อกล่าวอ้างเรื่องระบบอากง ว่าอยู่เบื้องหลังการโยกย้ายไม่เป็นธรรมนั้น นายชัชชาติ ยืนยันว่า ไม่มี ซึ่งคำว่าระบบอากงเป็นคำที่ตั้งขึ้นมาเอง และบุคคลที่นายคริสกล่าวอ้างถึง ก็เพิ่งจะพูดคุยกับสมาชิกของพรรคเศรษฐกิจ และที่ผ่านมา ก็คุยกันตลอด ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอใกล้จะเลือกตั้ง จึงเกิดมีปัญหาขึ้นมา

    นายชัชชาติ ย้ำถึงนโยบายเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายว่า ต้องการเน้นคนที่เก่ง ที่มีความสามารถ ซึ่งผลงานของกทม. ที่สะท้อนออกมา ก็คือผลงานของทีมงาน และของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้ง 

    “ผมยินดีและยอมรับให้เกิดการตรวจสอบทุกอย่างนะครับ ไม่มีปัญหาครับ แต่ผมก็อยากเตือนผู้ที่ร้องว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการเลือกตั้ง การให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับผู้สมัคร มีผลความผิดทางอาญา เพราะฉะนั้นใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งผมก็ให้ทีมกฎหมายคอยดูอยู่ตลอด” นายชัชชาติกล่าว

    นอกจากนี้ นายชัชชาติ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความชัดเจน หลังมีกระแสอ้างว่าเป็นผู้แต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT.) ว่า ตนเองไม่เคยแต่งตั้ง และไม่เคยตั้งอาจารย์สุรพลเป็นตำแหน่งอะไรเลย มีเพียงการแต่งตั้งอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธานบอร์ด KT เพราะท่านเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพ เช่นเดียวกับ ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชของอาจารย์สุรพล ก็เป็นการแต่งตั้งในสมัยอื่น ก่อนที่ตนเองจะเข้ามาบริหารงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/968456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qvp3nKY-j6sfUDPJ7Thv3