Blog

  • วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

    วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

    Loading…

    วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-234&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qhQhc4gxwnbiO-za0C1kG

  • พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    นโยบายที่ 2 รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ขับเคลื่อนกลยุทธ์ “ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้” จัดงานธงเขียวราคาประหยัด “ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” 10 จังหวัด ลดต้นทุนเกษตรกรไปแล้วกว่า 21 ล้านบาท พร้อมออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งสินเชื่อชะลอการขาย ชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อก ส่งเสริมการผลิตและแปรรูป และเพิ่มช่องทางการตลาด ตลอดจนเร่งเจรจาขายข้าวผ่านการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) กับสิงคโปร์ 1 แสนตัน เป็นจุดเริ่มต้น Food Security Hub และเร่งส่งมอบข้าว G to G กับจีน 5 แสนตัน รวมถึงรักษาตลาดข้าวไทยที่เป็นอันดับ 1 ในฮ่องกง พร้อมบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ล่าสุดมีออเดอร์มันสำปะหลังอัดเม็ด 30,000 ตัน จากบริษัท ARASCO ของซาอุฯ และอาจสั่งอีก 100,000 ตันในปีหน้า พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร นำร่องเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ “New Rice Economy” จับมือทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน เกษตรกร TDeD Rice Hub มุ่งสู่ “ข้าวประณีต” ขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ตลาดเฉพาะทาง เพิ่มมูลค่าแทนการแข่งขันด้านราคา และให้เกษตรกรปลูกพืชเกษตรศักยภาพอื่น ในลักษณะให้ริเริ่มทดแทนบางส่วนตามความพร้อมซึ่งมีตลาดรองรับ 

    นโยบายที่ 3 เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs มุ่งแก้ Pain Point ธุรกิจ เรื่องทุน ช่องทางตลาด และทักษะดิจิทัล ผนึกกำลัง SME D Bank สร้างมาตรฐานให้แฟรนไชส์และปล่อยสินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์นำร่อง 8 แบรนด์ วงเงินกว่า 439 ล้านบาท พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าชุมชนด้วยการขึ้นทะเบียน GI ใหม่ 4 รายการ ได้แก่ ทุเรียนชุมพร กกเหล่าพัฒนา (นครพนม) ไก่เบตงยะลา และผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) ส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านโครงการ SMEs Pro-active สร้างมูลค่าการค้ากว่า 179 ล้านบาท ส่งเสริมสินค้าอัญมณีผ่านงาน “Bangkok Jewelry Week 2025” และงาน“เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025” คาดสร้างรายได้รวมกว่า 150 ล้านบาท รวมทั้งเปิดจุดจำหน่ายสินค้าโดยพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน นอกจากนี้ ยังเร่ง “Upskill Reskill” ผู้ประกอบการยุคดิจิทัล พัฒนาผู้ประกอบการค้าออนไลน์ร่วมกับพันธมิตร (เช่น META Facebook และ Line) DBD Academy อบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา และอบรม AI โดยได้อบรมผู้ประกอบการแล้วรวมกว่า 32,000 ราย

    นโยบายที่ 4 ดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทันทีผ่านงาน “ธงฟ้าชายแดน” ช่วยลดค่าครองชีพและเยียวยาประชาชนในจังหวัดชายแดนไปแล้วกว่า 24 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำสินค้าจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด) มาจำหน่ายช่วงมหกรรมซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ ควบคู่กับการทำ E-Catalog ประชาสัมพันธ์สินค้าเด่น 7 จังหวัดชายแดน และดำเนินโครงการ “ไปรษณีย์ ขนส่งฟรี” สนับสนุนค่าขนส่งให้ผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดน ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และกระตุ้นการค้าขายชายแดน

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    นโยบายที่ 5 รับมือภาษีสหรัฐฯ และการเบี่ยงเบนทางการค้าจากประเทศอื่นๆ  โดยเดินหน้าเจรจาความตกลง Reciprocal Trade กับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง นัดหมายจับคู่กิจกรรม Online Business Matching แล้ว 45 คู่ คาดสร้างมูลค่าการค้า 360 ล้านบาท เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ จากความได้เปรียบของอัตราภาษี Reciprocal Tariff และเพิ่ม Local Content ไทย สร้างโอกาสใหม่ในตลาดสหรัฐฯ (RVC-UP) โดยพัฒนาระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้านำ AI มาช่วยตรวจสอบ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งอบรมผู้ประกอบการให้เพิ่มการใช้ Local Content หรือวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย และกวาดล้างธุรกิจนอมินี ประสาน ปปง. สตช. DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจเป้าหมายและดำเนินการกับผู้กระทำความผิด และเตรียมให้ของขวัญปีใหม่มิจฉาชีพ 4 คำสั่ง 2 ประกาศ เพื่อสร้างมาตรฐานการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม ป้องกันปราบปรามบัญชีม้า
     
    นโยบายที่ 6 การเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ กระทรวงพาณิชย์ “เร่งเครื่อง” เปิดประตูการค้าโลกเต็มสูบ ผลักดันการบังคับใช้ FTA ไทย-เอฟตา ภายในครึ่งปีแรกของปี 69 เป็นบันไดขั้นสำคัญในการเข้าอียู พร้อมเร่งเจรจา FTA ไทย-อียู ให้คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสแรกของปี 69 และเดินหน้าเจรจา CEPA ไทย-เกาหลีใต้ รวมทั้งเร่งจัดสัมมนาผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการ “Special Task Force” บุก 4 ตลาดศักยภาพใหม่ (ซาอุดีอาระเบีย เวียดนาม อินเดีย จีน) คาดสร้างมูลค่าการค้า 350 ล้านบาท ล่าสุด ได้สั่งการทูตพาณิชย์ 9 แห่งในจีน ให้เร่งเจาะ 5 กลุ่มสินค้าสำคัญ (สินค้าเกษตรและอาหารสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม สินค้ารักษ์โลก และสินค้านวัตกรรมและดิจิทัลคอนเทนต์) เพื่อรองรับกำลังซื้อจากชนชั้นกลางจีนที่กำลังขยายตัวจาก 400 เป็น 800 ล้านคน พร้อมกันนั้น ยังเร่งรัดจัดกิจกรรม Trade Promotion ในต่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั่วโลก สร้างมูลค่าการค้าแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    นโยบายที่ 7 พัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ ปรับปรุงกฎระเบียบ และลดขั้นตอนราชการ โดยยกระดับการให้บริการดิจิทัล อาทิ Dashboard ข้าว Early Warning ระบบคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปี เพื่อประเมินความเสี่ยงผลผลิตล้นตลาด ปัจจุบันพร้อมใช้งานแล้ว และจะใช้กับพืชเกษตรอื่นต่อไป พัฒนาระบบให้บริการ “MOC Plus” ใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้คำปรึกษาและบริการออนไลน์ ภายใน พ.ค.69 พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับออกใบอนุญาตสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) เชื่อมโยง e-Service กับแอปทางรัฐ (อาทิ บริการขออนุญาตประกอบการค้าข้าว) ภายใน ธ.ค.68 พัฒนาระบบการส่งข้อมูลแบบบูรณาการ e-One Report ร่วมกับ ก.ล.ต. และ SET เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการนำส่งเอกสาร พร้อมเร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดูแลประชาชน และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้คล่องตัวเช่น กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืนฯ ของบริษัทมหาชนจำกัด กฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของต่างประเทศ และออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า(EV Charger) ให้ถูกต้องเที่ยงตรง เป็นต้น 

    “จากความสำเร็จในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์พร้อมเดินหน้า Next Step ต่อเนื่องทันที โดยในช่วง 2 เดือนข้างหน้า (ธ.ค. 68 – ม.ค. 69) จะจัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ข้ามปี 1 เดือนเต็ม และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชายแดน จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และเจรจาตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย รัสเซีย แคนาดา เข้าร่วม WEF (The World Economic Forum) 2026 พบปะภาครัฐและเอกชนชั้นนำของโลก เร่งเครื่องกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศรวมมากกว่า 20 กิจกรรม” นางศุภจีฯ กล่าว

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    “การทำงานตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังวางรากฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มาตรการต่าง ๆ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.18% ของ GDP และในปี 2569 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.46% ของ GDP เป็นความตั้งใจของกระทรวงที่จะผลักดันให้ได้ ซึ่งจะเร่งดำเนินนโยบายให้มีความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์ มีเป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378971069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a-TP1dnj9I8RNJKMXxqHj

  • สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

    สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

    วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ผลงานจากการวิจัย พัฒนาของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล จากการประกวดงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และวัตกรรมปี 2569 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ชี้เป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานพร้อมนำไปต่อยอดทางอุตสาหกรรม

    รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า นอกเหนือจากภารกิจการให้บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านต่างๆ (เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การแพทย์ สิ่งแวดล้อม) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม  สทน. ยังมีการวิจัยพัฒนาวิชาการและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ  

    ในแต่ละปีนี้ สทน. ได้ส่งผลงานการวิจัยเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับประเทศและต่างประเทศจนได้รับรางวัลมากมาย สำหรับในปีงบประมาณ 2569  มีผลงานการประดิษฐ์คิดค้นและการวิจัยของ สทน. ได้รับรางวัลการประกวดจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 7 รางวัล ดังนี้ 1.รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จำนวน 1 รางวัล เรื่อง โอ้ซีลีนอร์แคนเซอร์ : นาโนเทคโนโลยีอุบัติใหม่ของซีลีเนียมนาโนไฮบริดที่ทำงานหลากหลายฟังก์ชั่น เป็นตัวนำส่งนาโนอัจฉริยะสำหรับระบบนำส่งยาต้านมะเร็งอย่างทรงประสิทธิภาพ ผลงานของ ดร.ศักด์ชัย หลักสี และคณะวิจัย 2.ผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลเกียรติคุณ จำนวน 1 รางวัล คือ นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะต้นทุนต่ำ  สำหรับตรวจวัดรังสีและเก็บกู้วัสดุกัมมันตรังสี เพื่อการจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ  ผลงานของ ดร.กนกรัชต์ ตียพันธ์ และคณะวิจัย และ 3.ผลงานวิจัยรางวัลผลงานคุณภาพ จำนวน 5 รางวัล คือ 

    3.1 “Zeolite Molecular Sieve (ZMS : นวัตกรรมวัสดุดูดซับสำหรับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน( Zeolite Molecular Sieve (ZMS) : An Innovative Adsorbent Material for Carbon Capture and Storage Technologies) ผลงานของ ดร.วิลาสินี กิ่งก้ำ และคณะวิจัย

    3.2 ผลงานเรื่อง “บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุแคปซูลวัสดุกัมมันตรังสีหลังการปรับสภาพกากกัมมันตรังสี ประเภท DC12CAP ( Packaging for Radioactive Material Capsules After Conditioning of Disused Sealed Radioactive Source (DSRS) Type DC12CAP) ผลงานของ นางอัจฉรา  พัฒนทรัพย์ และคณะวิจัย

    3.3 ผลงานเรื่อง ชวาดอท : คาร์บอนดอทจากกระบวนการรังสีไอออไนซ์สะอาด (Chawa Dots : Carbon Dots from Water Hyacinth Via Clean Ionizing Radiation) ผลงานของ ผศ.ดร.(พิเศษ) ธนกร แสงทวีสิน และคณะวิจัย 

    3.4 ผลงานเรื่อง ระบบตรวจวัดค่าตัวแปรจากภาพ ( Image Processing) เพื่อการประมวลผล และแจ้งเตือนการทำงานที่มีแนวโน้มผิดปกติ (Intelligent Image Processing System for Real-Time Monitoring and Early Anomaly Detection) ผลงานของ นายกิติศักดิ์  โคมน้อย และคณะวิจัย 

    และ 3.5 ผลงานเรื่อง เครื่องสร้างพลาสมาที่สภาวะบรรยากาศแบบทำงานได้สองฟังก์ชั่น ( Dual-Function Atmospheric Pressure Plasma Generator) ผลงานของนายพสิษฐ์  วงษ์หาบุศย์ และคณะวิจัย

    ผลงานการวิจัยดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานเป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมในการนำไปพัฒนาต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม สามารถปรับขนาดการผลิต (scalability) ได้ง่าย ใช้วัตถุดิบที่มีราคาประหยัด และถูกออกแบบเพื่อรองรับระบบแยกก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และภาคพลังงานหมุนเวียน  รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/935667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_YS36xQwvVg6tkXkpntTt

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • นักท่องเที่ยวสาวอินเดีย​ ปลื้มตำรวจท่องเที่ยวไทย แจ้งสายด่วน 1155 ทำงานไว แจ้งปุ๊บตามของหายคืนได้ทันที

    นักท่องเที่ยวสาวอินเดีย​ ปลื้มตำรวจท่องเที่ยวไทย แจ้งสายด่วน 1155 ทำงานไว แจ้งปุ๊บตามของหายคืนได้ทันที

    นักท่องเที่ยวสาวชาวอินเดียโล่งใจ หลังแจ้งสายด่วน 1155 เมื่อลืมกระเป๋าบนแท็กซี่ ตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการกำลังตามคืนได้รวดเร็ว ครบทุกชิ้น

    พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.2

    วันนี้ ( 21 ธันวาคม 2568 )พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.2 เปิดเผยว่า ตำรวจท่องเที่ยวได้รับแจ้ง จากสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ว่า มีนักท่องเที่ยวหญิง วัย 29 ปี ชาวอินเดีย ลืมกระเป๋าสะพายสีดำ ภายในมีทรัพย์สิน บัตรเครดิต และเอกสารส่วนตัว หลายรายการ ไว้บนรถแท็กซี่ หลังรับแจ้งตำรวจท่องเที่ยวติดตามคืนได้อย่างรวดเร็ว สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวรายนี้อย่างมาก

    พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ( ผบช.ทท. )

    ผกก.1 บก.ทท.2 กล่าวว่าตนได้สั่งการ สถานี 2 สถานี 3 และสืบ กก. ช่วยกันหาข้อมูล เลยได้คืนเร็ว ซึ่งจากการรับแจ้งทราบว่านักท่องเที่ยวรายนี้ร้อนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในกระเป๋ามีเอกสารสำคัญหลายอย่าง ตำรวจท่องเที่ยวจึงรีบเข้าไปติดต่อพบนักท่องเที่ยวรายนี้ทันทีในโรงแรมที่พักย่านสวนพลู กทม. จนสืบทราบรถแท็กซี่คันที่นักท่องเที่ยวรายนี้โดยสารมาในช่วงกลางดึก และประสานติดตามกระเป๋าคืนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งยังอยู่ครบถ้วน นักท่องเที่ยวชาวอินเดียรายนี้แสดงความขอบคุณตำรวจท่องเที่ยวและขอบคุณคนขับแท็กซี่ ที่ใส่ใจและติดตามของคืนได้ทั้งหมด

    พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ( ผบช.ทท. )

    ด้าน พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ( ผบช.ทท. ) กล่าวว่า กรณีดังกล่าวได้รับรายงานเรื่องนี้ ต้องชื่นชมตำรวจ กก.1 บก.ทท.2 ที่ใส่ใจในการดูแลความเดือดร้อนของนักท่องเที่ยว ถือเป็นแบบอย่างตำรวจที่มีมายด์เซ็ตมีหัวใจบริการ ซึ่งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวรายนี้ได้อย่างรวดเร็วนั้นสะท้อนให้เห็นว่าระบบการรับแจ้งเหตุเหตุการณ์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 1155 มีประสิทธิภาพ ประสานงานส่งต่อข้อมูลและดำเนินการอย่างรวดเร็ว

    ผบช.ทท.กล่าวด้วยว่า ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีใหม่ซึ่งเป็นไฮซีซั่น ตำรวจท่องเที่ยวมีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวทุกมิติ ทั้งนี้สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 พร้อมรองรับให้บริการนักท่องเที่ยวในทุกๆด้านเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/265986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OYLg3gQUFUOho5aG4MHNi

  • สถานการณ์ชายแดนกระทบพนมรุ้ง นักท่องเที่ยวลดเกือบ 80%

    สถานการณ์ชายแดนกระทบพนมรุ้ง นักท่องเที่ยวลดเกือบ 80%

    ภูมิภาค

    สถานการณ์ชายแดนกระทบพนมรุ้ง นักท่องเที่ยวลดเกือบ 80%

    วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อำเภอเฉลิมพระเกียรติ – สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่นอกเขตเสี่ยงและมีเจ้าหน้าที่ทหารยืนยันว่าปลอดภัยก็ตาม

    วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา นอกจากจะกระทบต่อประชาชนตามแนวตะเข็บชายแดนแล้ว ยังลุกลามมาถึงภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ชะลอการเดินทางเพราะกังวลด้านความปลอดภัย

    ผลกระทบดังกล่าวทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอประโคนชัย เงียบเหงาลงอย่างมาก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการและแม่ค้าที่จำหน่ายสินค้าในพื้นที่ต้องหยุดค้าขายไปโดยปริยาย

    นางป่าน ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ แม่ค้าจำหน่ายสินค้าบริเวณเขาพนมรุ้ง เปิดเผยว่า ได้รับผลกระทบอย่างหนักเนื่องจากนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยครั้งนี้ถือเป็นรอบที่สองที่ต้องหยุดขายสินค้า แต่สถานการณ์ครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิม เนื่องจากเหตุปะทะยืดเยื้อยาวนาน จึงอยากให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว เพื่อให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ

    ขณะที่นายณัทกฤช ชาวจังหวัดราชบุรี ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวปราสาทพนมรุ้ง ระบุว่า ตนเชื่อมั่นในความปลอดภัยของพื้นที่ เนื่องจากหากเป็นเขตอันตราย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา อีกทั้งปราสาทพนมรุ้งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

    ด้านนายนภสินธุ์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เปิดเผยว่า โดยปกติจะมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 8,000 คน แต่หลังเกิดสถานการณ์ความไม่สงบ ตัวเลขลดลงเหลือเพียงประมาณ 1,900 คนต่อสัปดาห์ หรือหายไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่แทบไม่เดินทางเข้ามาเลย พร้อมยืนยันว่าปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งอยู่ห่างกันราว 6 กิโลเมตร ตั้งอยู่นอกพื้นที่สีแดง และไม่ใช่เขตเฝ้าระวังตามข้อมูลจากหน่วยทหาร ยังคงเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตามปกติ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/459560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S4uJhdE7K35ItH6DATi2T

  • จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    โมเดล เศรษฐกิจกลางคืนของจีน (Midnight Economy) ดัน “ฉงชิ่ง” เมืองหลวงฮอตพอต ผงาดเมืองรองดาวรุ่ง ดึงนักท่องเที่ยวไทย

    ท่ามกลางกระแสสินค้าจีนที่ทะลักรุกอาเซียนอย่างหนัก อีกด้านหนึ่งของจีนกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกลไกที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่โรงงาน ไม่ใช่การส่งออก แต่คือ “ชีวิตยามค่ำคืน” ที่ถูกยกระดับให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจตัวใหม่

    หลังโควิด-19 คลี่คลาย รัฐบาลจีนเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในหลากหลายมิติ หนึ่งในนโยบายที่เห็นผลชัดคือ Night-time Economy หรือ Midnight Economy ซึ่งไม่เพียงปลุกเมืองให้กลับมาคึกคัก แต่ยังสร้างเทรนด์ท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะใน “เมืองรอง” ที่นักท่องเที่ยวไทยเริ่มหันไปสนใจมากขึ้น และชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงนี้คือ “นครฉงชิ่ง”

    เมืองที่ตื่น หลังพระอาทิตย์ตก

    ณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง เปิดเผยในงานสัมมนา “2026 คว้าโอกาสตลาดจีนในยูนาน” ว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนหลังโควิดคือการฟื้น “เศรษฐกิจกลางคืน”

    แม้บางพื้นที่จะยังไม่กลับมาคึกคักเต็มที่ แต่ภาพรวมรัฐบาลจีนเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่เชิงพาณิชย์ และกิจกรรมยามค่ำคืนในหลายเมือง โดยเฉพาะเมืองรอง ให้กลายเป็นแหล่งใช้จ่าย ทั้งตลาด ของฝาก ร้านอาหาร และกิจกรรมท้องถิ่น เพื่อขยายเวลาการบริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ

    “ฉงชิ่ง” เมือง 8 มิติ กับพลังหม้อไฟยามราตรี

    นครฉงชิ่ง (Chongqing) ไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวธรรมดา แต่คือหนึ่งใน “สี่มหานครหลักของจีน” เทียบชั้นปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน ทว่าความพิเศษที่ทำให้ฉงชิ่งโดดเด่นคือการเป็นเมืองที่ มีชีวิตจริงในยามค่ำคืน

    ภูมิประเทศแบบภูเขาซ้อนแม่น้ำ ทำให้เมืองนี้ถูกขนานนามว่า “เมือง 8 มิติ” ตึก ถนน รถไฟ และชุมชนซ้อนทับกันราวฉากหนังไซไฟ ยามค่ำคืนแสงไฟสะท้อนแม่น้ำแยงซี ชีวิตผู้คนเพิ่งเริ่มต้น ร้านอาหารแน่นขนัด เสียงหัวเราะดังแข่งกับไอร้อนจากหม้อไฟ

    รัฐบาลจีนผลักดันให้ฉงชิ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบของ Midnight Economy ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ ผับ ตลาดกลางคืน ร้านค้า 24 ชั่วโมง การแสดงทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยวกลางคืน ไปจนถึงบริการส่งอาหารยามดึก ซึ่งช่วยสร้างงาน กระตุ้นรายได้ และทำให้เมือง “ไม่หลับใหล”

    จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    นโยบายที่เริ่มก่อนโควิด แต่เติบโตหลังโควิด

    ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เฉิงตูระบุว่า Midnight Economy ไม่ใช่แนวคิดใหม่ รัฐบาลจีนเริ่มส่งเสริมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2562 เพื่อสร้างจุดเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ และเมื่อโควิดจบลง นโยบายนี้ยิ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นกำลังซื้อ โดยเศรษฐกิจกลางคืนของจีนครอบคลุมทั้ง

    • การค้าและบริการ เช่น ตลาดกลางคืน ร้านอาหาร คาเฟ่เปิดดึก
    • วัฒนธรรมและบันเทิง โรงหนัง คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์เปิดกลางคืน
    • นันทนาการ ฟิตเนส 24 ชม. กีฬาเวลากลางคืน
    • บริการเดลิเวอรี่และแพลตฟอร์มดิจิทัล
    • งานอีเวนต์ เทศกาลแสงสี และกิจกรรมสร้างสรรค์

    นอกจากฉงชิ่ง เมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู กวางโจว และเซินเจิ้น ต่างได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ส่งผลให้ยอดขายปลีกกลางคืนเพิ่มขึ้น การจ้างงานในภาคบริการขยายตัว และระบบขนส่งสาธารณะต้องยืดเวลาบริการตามไปด้วย

    ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 (2025 December.13)

    เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก

    หากจะพูดถึงฉงชิ่งโดยไม่พูดถึง ฮอตพอต คงเป็นไปไม่ได้ เมืองนี้ถูกยกให้เป็น “เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก” ร้านฮอตพอตเกือบทุกแห่งเปิดจนดึกดื่น กลายเป็นกิจกรรมหลักของเศรษฐกิจกลางคืน

    ย่านอย่าง หงหยาโต่ว อาคารโบราณริมน้ำที่สว่างไสวราวเมืองในนิทาน หรือ จี๋ฟางเจีย เมืองเก่าที่ร้านอาหารยังเปิดยันดึก ล้วนเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ขณะที่การล่องเรือชมวิวแม่น้ำ ตลาดนัดกลางคืน และย่านบันเทิงอย่างจิ่วเจีย ทำให้ฉงชิ่งคึกคักจนถึงเช้า

    ทั้งหมดนี้สร้างรายได้เป็นลูกโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหาร โลจิสติกส์ ไปจนถึงแรงงานบริการกลางคืน

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่มากกว่าความบันเทิง

    ข้อมูลสคต.ยัง ชี้ว่า Midnight Economy ในบางเมืองใหญ่ของจีนมีสัดส่วนถึง 15–20% ของการบริโภคทั้งหมด การขยายเวลาใช้จ่ายออกไปอีก 6–8 ชั่วโมง ไม่เพียงเพิ่มรายได้ แต่ยังสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เมืองที่มีชีวิตยามค่ำคืนยังดึงนักท่องเที่ยวให้อยู่ได้นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ทำงานจนดึก

    บทเรียนถึงไทย ที่ต่อยอดไปได้ไกล

    อย่างไรก็ตาม สคต. ณ เฉิงตู มองว่า ไทยมีจุดแข็งคล้ายจีน คือวัฒนธรรมการกินกลางคืน อาหารริมทาง และอากาศที่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง

    แนวคิดที่ไทยสามารถต่อยอดได้ เช่น

    • Midnight Food & Culture ตลาดอาหารและวัฒนธรรมยามค่ำคืน
    • Night Shopping Districts ขยายเวลาห้างในบางพื้นที่
    • Night Tourism ทัวร์วัด ทัวร์อาหารยามค่ำคืน

    โดยอาจเริ่มจากพื้นที่นำร่อง เช่น เจริญกรุง สนามหลวง หรือเกาะรัตนโกสินทร์ พร้อมมาตรการสนับสนุนด้านภาษี ค่าสาธารณูปโภค การขนส่งสาธารณะ และมาตรฐานความปลอดภัย

    เมืองไม่หลับ เศรษฐกิจก็ไม่หยุด

    กรณีของฉงชิ่งสะท้อนว่า Midnight Economy จะสำเร็จได้ ต้องเติบโตจากวัฒนธรรมที่มีอยู่จริง ไม่ใช่การสร้างภาพชั่วคราว เมื่อรัฐทำหน้าที่เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และกติกาที่เหมาะสม เมืองก็จะมีชีวิต เศรษฐกิจก็เดินต่อ และในวันที่จีนไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องสินค้า แต่แข่งกันด้วย “ประสบการณ์” ยามค่ำคืน เมืองรองอย่างฉงชิ่งจึงก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่น ที่นักท่องเที่ยวไทยเริ่มมองเป็นจุดหมายปลายทาง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735334&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NAyywpsMqisuNdIbwHElz

  • โรงแรมเหนือ หวั่น สู้รบชายแดนกระทบต่างชาติ ช่วงปีใหม่

    นายกสมาคมโรงแรมเหนือชี้สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบท่องเที่ยวเคาต์ดาวน์ปีใหม่ นทท.ต่างชาติกังวลจะได้ผลกระทบหรือไม่ ทั้งที่เกิดเหตุการณ์เฉพาะส่วนเท่านั้น

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และถือเป็นความเสี่ยงของการท่องเที่ยวไทย คือบริเวณชายแดนไทยสู้รบกันรุนแรงมากขึ้น

    โดยเฉพาะภาพที่ถูกนำเสนอออกไปสู่สายตาต่างประเทศส่วนใหญ่บอกว่าไทยเกิดการสู้รบขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดเฉพาะส่วน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลว่ามาเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ มีความปลอดภัยแน่นอนไหม

    เมื่อสถานการณ์ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในทางบวก จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 รวมถึงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของการท่องเที่ยวในปี 2568 และเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

    นายไพศาล กล่าวว่า แรงส่งของการท่องเที่ยวในสิ้นปีนี้น้อยกว่าช่วงเดียวกันของทุกปี เพราะมีปัญหาต่อเนื่อง ทั้งนักท่องเที่ยวหายไป แผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ซ้ำทั้งภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงสู้รบชายแดนอีก ทำให้บรรยากาศตึงเครียดไปหมด

    ยิ่งผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา จากที่เอกชนมีความหวังว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนการบริหารจัดการไปได้ดี มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

    ทั้งการลดต้นทุนค่าครองชีพ สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยว หรือราคาพืชผลการเกษตรก็ปรับดีขึ้น ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่อยู่ๆ ก็ประกาศยุบสภา ทำให้ทุกคนสะดุดเหมือนกันว่าเราจะไปทางไหนดี หวังว่าการเลือกตั้งจะทำได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

    เพราะทุกคนเป็นห่วงถึงการเลือกตั้งจะทำได้ทั้งหมดหรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงชายแดนที่ยังไม่จบลง กังวลว่าหากเลือกตั้งล่าช้า จัดตั้งรัฐบาลช้า มีผลกระทบต่องบประมาณประจำปีอีก ทุกอย่างจะสะดุดกันไปหมด

    การเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการจนกว่าจะเลือกตั้งแล้วเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เราไม่ชอบมากที่สุด ยิ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีผลต่อทิศทางการเดินทางหรือการบริหารประเทศด้วยก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากเข้าไปอีก

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_981507/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y7B_IxJNVqHRo4Z4zF1zw

  • ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    การเงิน หุ้น

    ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิ

    ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกค้าประชาชน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568

    นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เป็น 6.45% ต่อปี เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เป็น 6.60% ต่อปี และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เป็น 6.60% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568

    การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายของภาครัฐ

    นอกจากนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.05 – 0.10% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/459531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WhoV7FaCzQo4qRBQ6vnQ0