———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/life/money/1339812/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W7bnS1yg_SR4Oao1WrDaG
Blog
-

Robinhood เปิดให้บริการซื้อขายคริปโทในสหภาพยุโรป | BT
-

ศูนย์คุณธรรมผนึกภาคี ปั้น MDC สู่ศูนย์กลางข้อมูลแห่งชาติ
ผนึกกำลังภาคีทั่วไทยพัฒนา “MDC” ระบบข้อมูลคุณธรรมดิจิทัล หวังใช้กำหนดนโยบายและเชื่อมโยงดัชนีชาติ พร้อมยกระดับสู่โมเดลต้นแบบในเวทีโลก
ศูนย์คุณธรรมเดินหน้าพัฒนา “ระบบศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศด้านคุณธรรม” (Moral Data Center: MDC) ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายทั่วประเทศระดมความเห็น วางรากฐานสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลคุณธรรมของชาติ พร้อมเชื่อมโยงดัชนีชี้วัดระดับประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการและรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรภาคีเครือข่ายครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ศาสนา การศึกษา ชุมชนประชาสังคม และสื่อมวลชน
ภายใต้แนวคิด “MDC TO GOAL : ปักหมุดหมาย ส่งพลังข้อมูลคุณธรรมดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนคุณธรรมสู่สังคมไทย” โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อร่วมกันพัฒนาระบบ Moral Data Center (MDC) ให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลคุณธรรมของประเทศอย่างสมบูรณ์
รองศาสตราจารย์ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของศูนย์ฯ คือการส่งเสริมสังคมไทยให้เข้มแข็งด้วยคุณธรรมผ่านองค์ความรู้และระบบข้อมูลที่เป็นระบบ
ปีนี้จึงเน้นการยกระดับ MDC จากเดิมที่เป็นเพียงคลังข้อมูล ให้กลายเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ใช้งานได้จริง โดยระบบถูกออกแบบให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (User-Friendly) รองรับการใช้งาน 3 ระดับ ได้แก่
1. ระดับประชาชนทั่วไป
2. ระดับผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารจังหวัด
3. ระดับผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ติดตาม และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศได้อย่างแม่นยำ
หัวใจสำคัญของการพัฒนา MDC ไม่ใช่เพียงการจัดเก็บข้อมูล แต่คือการสร้างระบบที่สามารถ “คืนข้อมูล” กลับสู่พื้นที่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และต่อยอด โดยโครงสร้างข้อมูลประกอบด้วย
คลังข้อมูลบุคลากร, คลังข้อมูลระดับจังหวัด, คลังข้อมูลชุมชน และคลังข้อมูลองค์กร
ซึ่งจะถูกบูรณาการเข้าด้วยกันจนเกิดเป็น “เครือข่ายของเครือข่าย” (Network of Networks) ทำให้สามารถมองเห็นสถานการณ์คุณธรรมในทุกมิติ
นอกจากนี้ การพัฒนาระบบดังกล่าวยังมุ่งหวังให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสู่ “ดัชนีคุณธรรม” (Moral Index) ที่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดศักยภาพของประเทศควบคู่ไปกับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งจะช่วยสะท้อนภาพรวมการพัฒนาประเทศในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
การขับเคลื่อนครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับศูนย์คุณธรรมสู่การเป็น Smart Organization และผลักดันให้ระบบ MDC เป็นโมเดลต้นแบบการจัดการข้อมูลคุณธรรมดิจิทัลที่ได้รับการยอมรับและสามารถขยายผลในระดับนานาชาติได้ในอนาคต
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข้อมูลข่าวสาร สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ www.moralcenter.or.th หรือ Facebook: ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand และเข้าถึงฐานข้อมูล Moral Data Center ได้ที่ http://mdc.moralcenter.or.th
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/735647&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S0I4ohAwMrMZ1I0EwRahx -

เปิดประวัติ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” แคนดิเดตนายกฯ อันดับ 2 “รวมไทยสร้างชาติ”
ศึกเลือกตั้งปี 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศความพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ภายใต้สโลแกน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” พร้อมเปิดตัว 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค ซึ่งถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 2
นายอรรถวิชช์ เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ จบการศึกษาด้านนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางการเมือง โดยส่วนร่วมในการเสนอและจัดทำร่างกฎหมายหลายฉบับ
เปิดประวัติ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี”
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ชื่อเล่น เอ๋ เกิดวันที่ 26 มีนาคม 2521 ปัจจุบันอายุ 47 ปี (ปี 2568) เป็นบุตรของนายสมพงศ์ สุวรรณภักดี และนางภคินี สุวรรณภักดี อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย
ด้านการศึกษา สำเร็จระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล, ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาโท LL.M. สาขากฎหมายการธนาคารและการเงิน จากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐฯ และปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (ศิษย์เก่าดีเด่น)
เส้นทางการเมือง นายอรรถวิชช์ เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย ในปี 2550 ได้เริ่มเข้าสู่การเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งเป็น สส. กรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร-หลักสี่ ในวัยเพียง 29 ปี ต่อมาในปี 2563 ได้ตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมกับ นายกรณ์ จาติกวณิช เพื่อก่อตั้ง “พรรคกล้า” โดยดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรค
ต่อมาพรรคกล้าได้รวมตัวกับพรรคชาติพัฒนา เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” และได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าพรรค เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช ลาออกจากพรรคชาติพัฒนากล้า จึงได้มาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติและได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
ล่าสุด นายอรรถวิชช์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 2 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ รับผิดชอบนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค
นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ ยังเคยเป็นอดีตกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า, อดีตประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ, อดีตประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (พ.ศ.2567-2568), อดีตประธานกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรม (พ.ศ.2567-2568), อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (พ.ศ.2568) รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (2 พ.ย.2568 – ปัจจุบัน)
ส่วนผลงานที่ผ่านมา นายอรรถวิชช์ ยังส่วนร่วมในการเสนอและจัดทำร่างกฎหมายหลายฉบับ อาทิ ร่างกฎหมาย “พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2)” (สุรารวมไทย), ผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย “ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต” (ปฏิรูปเครดิตบูโร) ภาคประชาชน , ผู้ร่างกฎหมาย “ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” (เสรีโซลาร์) ยกเลิกการขออนุญาตเพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และร่วมพัฒนาอุปกรณ์โซลาร์ฝีมือคนไทยในราคาถูก
ชิง 33 สส.กรุงเทพฯ ไร้ “ของตาย” ไม่ง่ายดังเดิม
เปิดประวัติ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พรรคภูมิใจไทย
จับตา! ฟิลิปปินส์ก้าวสู่ ปธ.อาเซียน 2026 ท่ามกลางวิกฤตไทย-กัมพูชาและเมียนมา
ทส.แจกของขวัญปีใหม่ เข้าฟรีอุทยานฯ ทั่วไทย ช่วงหยุดยาว 5 วัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500473&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DTWk707g2nqiEKMIrNSA9 -
เอ็ดดี้ ฮาว ยอมรับ อาจอยู่ไม่ถึงวันที่สนามแข่ง-สนามซ้อม นิวคาสเซิล พัฒนาแล้วเสร็จ
โดย Main Stand
เขียนเมื่อ 26/12/2025 17:14 | อัพเดทล่าสุด 26/12/2025 17:14 380

เอ็ดดี้ ฮาว เฮดโค้ช นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ยอมรับว่า แผนการพัฒนาสนามกีฬาและสนามฝึกซ้อมของสโมสรยังอยู่ในสถานะ “ไม่แน่นอน” และมีโอกาสสูงถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์ที่เขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งจนเห็นโครงการเหล่านี้เสร็จสมบูรณ์
ปัจจุบัน นิวคาสเซิล ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งการขยายสนาม เซนต์ เจมส์ พาร์ค หรือการสร้างสนามใหม่ในพื้นที่อื่นของเมือง โดย เดวิด ฮอปกินสัน ซีอีโอของสโมสร ยอมรับว่า สาลิกาดงจะยังคงใช้งานสนามแห่งเดิมในรูปแบบปัจจุบันต่อไปอีกหลายปี
ขณะเดียวกัน สโมสรมีแผนขยายสนามฝึกซ้อมที่เบนตัน ให้มีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในระยะสั้น แต่ผู้บริหารตระหนักดีว่า ข้อจำกัดด้านพื้นที่อาจทำให้ต้องสร้างศูนย์ฝึกซ้อมแห่งใหม่ในอนาคต
กุนซือชาวอังกฤษวัย 46 ปี ซึ่งกำลังพยายามยกระดับผลงานของทีมที่รั้งอันดับ 11 ของพรีเมียร์ลีก มองว่าโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาสโมสรในระยะยาว โดยยอมรับว่าสถานะของทั้งสนามฝึกซ้อมและสนามกีฬายังขาดความชัดเจนในเวลานี้ พร้อมชี้ว่า หากสโมสรสามารถกำหนดทิศทางได้อย่างแน่นอน จะส่งผลดีต่อทุกส่วน ตั้งแต่อะคาเดมีไปจนถึงมาตรฐานโดยรวมของทีมชุดใหญ่
เซนต์ เจมส์ พาร์ค ซึ่งเคยเป็นสนามสโมสรที่มีความจุใหญ่เป็นอันดับสองของอังกฤษ ปัจจุบันถูกหลายสโมสรแซงหน้าไปแล้ว ทั้ง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์, ลิเวอร์พูล, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เอฟเวอร์ตัน ส่งผลให้เกิดช่องว่างด้านรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากวันแข่งขันและรายได้เชิงพาณิชย์
แม้ นิวคาสเซิล จะปรับปรุงสนามฝึกซ้อมในช่วงหลัง ทั้งสระบำบัด ห้องรับรอง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่ยังยอมรับว่ายังห่างไกลจากศูนย์ฝึกซ้อมระดับแนวหน้าของหลายสโมสรในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ความอดทน พร้อมระบุว่า สโมสรควรใช้เวลาเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง มากกว่าการเร่งรีบ เพราะโครงการเหล่านี้จะส่งผลต่ออนาคตของนิวคาสเซิลไปอีกหลายสิบปี
ท้ายที่สุด แม้จะเชื่อว่าอาจไม่ได้เห็นผลลัพธ์ของทั้งสองโครงการในช่วงที่ตนคุมทีมอยู่ แต่ยังคงมุ่งมั่นผลักดันเพื่อคนรุ่นต่อไปของสโมสร ไม่ว่าจะเป็นนักเตะหรือแฟนบอลก็ตาม
เรื่อง : ชญานนท์ ลีเลิศไพศาล นักศึกษาฝึกงาน
ที่มา : https://www.bbc.com/sport/football/articles/cgexw48p3v1o
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/th/news/1/article/23797&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08FkoKoI_ZIWuJgYGoQImp -

เช็กดวงประจำวันที่ 26 ธ.ค. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต “ธนู” ราศีที่ดาวกาลีสถิต “ธนู” | เดลินิวส์
สุริยคติกาล วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ค.ศ. 2025 จันทรคติกาล ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 2 ปีมะเส็ง สัปตศก จุลศักราช 1387 อาทิตย์อุทัย เวลา 06.39 น. เที่ยงจริง เวลา 12.19 น. อาทิตย์ตก เวลา 17.58 น. จันทร์ตก เวลา 00.17 น.
วันนี้ เวลา 00.00-04.42 น. ดาวจันทร์เสวยปุรพภัทรบทนักษัตรฤกษ์ที่ 25 ประกอบด้วยเพชฌฆาตแห่งฤกษ์ เพชฌฆาต แปลว่า ผู้ฆ่า ทำการเพื่อให้สิ่งที่เข้ามาพ่ายแพ้ ข่มขวัญ น่ายำเกรง มีความขลังและมีความศักดิ์สิทธิ์ เวลา 04.43-24.00 น. ดาวจันทร์เสวยอุตรภัทรบทนักษัตรฤกษ์ที่ 26 ประกอบด้วยราชาแห่งฤกษ์ ราชา แปลว่า พระเจ้าแผ่นดิน เวลา 00.00-24.00 น.-ห้ามทำการมงคล ทิศที่เป็นมงคล-อุดร (เหนือ) ทิศอัปมงคล-ทักษิณ (ใต้) สีประจำวัน-ดำ สีสิริมงคล-ฟ้า น้ำเงิน สีอัปมงคล-เขียวสด ราศีที่ดาวศรีสถิต-ธนู ราศีที่ดาวกาลีสถิต-ธนู
เกิดวันนี้ เด็กชาย มีจิตใจเข้มแข็ง กล้าหาญ เคร่งขรึม มีมานะบากบั่นในการทำงานและหน้าที่ พูดจากินใจคน มีลางสังหรณ์ ความจำดี คาดการณ์ได้แม่นยำ เฉลียวฉลาด รอบคอบ มีความรู้ ชอบต่อสู้ มักจากถิ่นที่อยู่เติบโตขึ้นจะบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน ฐานะการเงินดี เด็กหญิง จะสงบเสงี่ยมมีจิตใจหนักแน่น รักชีวิตสันโดษ เคร่งครัดในระเบียบ จิตใจเข้มแข็ง กล้าหาญ ชอบการศึกษาเล่าเรียน เรียนดี มีคุณธรรม จริงใจ จะมีผู้อุปถัมภ์ จะมีเหตุผล ละเอียดลออ มัธยัสถ์ มีความรับผิดชอบสูง ชอบอยู่เบื้องหลังและเก็บเนื้อเก็บตัว

เกิดวันอาทิตย์ จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน อยากเด่นอยากดังในการงาน มีความคิดริเริ่มแปลกใหม่ มีงานเข้ามาให้ทำถึงบ้าน จะทำการใดต้องรอบคอบ หากประมาทจะมีอันตราย มีปัญหาต้องปรับปรุงแก้ไข สุขภาพไม่ดีระวังจะเจ็บป่วย มีลาภจากของเก่า มีมิตรสหายเก่า ๆ แวะเวียนไปมาหาสู่ ได้เดินทาง มีการริเริ่มโครงการใหม่ ๆ ความรักยังรักษาท่าที
เกิดวันจันทร์ มีความพึงพอใจในผลงานของตน ทุ่มเททำงานจนสุดกำลัง ด้วยความภาคภูมิใจไม่เหน็ดเหนื่อย กาลเวลาทำให้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ คลี่คลายลงไป การเงินยังติดขัดทำให้ไม่สบายใจ ได้ข่าวทางไกล มีการพลัดพราก ได้ศึกษาอบรมเพิ่มเติม มีคนต่างถิ่นเข้ามาคบหาสมาคมด้วย ควรขอคุณพระคุ้มครองรักษา
เกิดวันอังคาร มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถมากขึ้น มีความเพียรพยายามต่อสู้ทุกรูปแบบ ควรปรับตัวให้เป็นคนใจเย็นลง อย่าโมโหโทโสง่าย ความรักที่มีปัญหาสามารถตกลงกันได้ ระวังของแหลมคม เข็มฉีดยา มีอุบัติเหตุ ศัตรูจะเบียดเบียนแต่มีผู้ช่วยเหลือ การงานควรมีสติตั้งมั่นโดยมีเป้าหมาย ชีวิตจะมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น หากมีการต่อสู้ก็จะประสบชัยชนะ
เกิดวันพุธ การงานที่ทำอยู่จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ทำงานได้หลายอย่าง โดยใช้ความคิดวางแผนและมโนภาพ มีความเฉลียวฉลาด มีกำลังใจมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้ สิ่งของหายจะได้คืน มีโชคลาภ กิจการใด ๆ ที่กระทำจะสำเร็จสมความประสงค์ ศัตรูจะแพ้ภัยไปเอง มีโอกาสได้ศึกษาอบรมในระดับที่สูงขึ้น จะได้ของฝากของขวัญ
เกิดวันพฤหัสบดี จะมีงานใหม่ ๆ เข้ามาให้ทำ ค้นพบหนทางในการสร้างอนาคต มีกำลังใจในการทำงานเพื่อสร้างตนเอง ลูกน้องและบริวารยังเข้าแถวอย่างมีระเบียบ ทำให้การงานก้าวหน้า มีความสำเร็จ เกิดโชคลาภได้ทรัพย์สินเงินทอง ศัตรูจะพ่ายแพ้ สิ่งของและทรัพย์สินต่าง ๆ ที่สูญหายหรือหาไม่พบจะได้คืน มีโชคด้านอาหารการกิน แต่ควรดูแลสุขภาพตนเองให้ดี ได้ฟังหลักธรรมคำสอนที่ดี
เกิดวันศุกร์ มีการลงทุนเข้าหุ้นเพื่อเก็งกำไรเพื่อหาผลประโยชน์ ควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะกลายเป็นคนมีเสน่ห์ชนิดหาตัวจับได้ยาก ควรสำรวมกายวาจาใจให้เรียบร้อย สุขภาพจะอ่อนแอ จะเจ็บป่วยไม่สบาย เกิดปัญหาความไม่เข้าใจกับคนรัก ระวังทรัพย์สินจะสูญหาย มีคนพยายามจะสร้างความเดือดร้อนให้ มีการปรับปรุงตกแต่งประดับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น
เกิดวันเสาร์ การติดต่อทางธุรกิจประสบความสำเร็จ เป็นนักต่อสู้ในทุกรูปแบบ ทรหดอดทน ล้มลุกคลุกคลาน มีรายได้เพิ่มขึ้น จิตใจเข้มแข็งขึ้น ได้ศึกษาวิชาเพิ่มเติม ได้ของเก่า ๆ สิ่งที่ทำไว้แต่ก่อนจะเกิดเป็นเรื่องขึ้นมา สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดก็เกิด หากได้รับการแก้ไขได้ทันท่วงทีร้ายกลายเป็นดี เพื่อนฝูงให้เกียรติยกย่องให้เป็นหัวหน้า.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5443148/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tpYDUm3bv5Pohe5umHgFa -
เอ็ดดี้ ฮาว ยอมรับ อาจอยู่ไม่ถึงวันที่สนามแข่ง-สนามซ้อม นิวคาสเซิล พัฒนาแล้วเสร็จ
โดย Main Stand
เขียนเมื่อ 26/12/2025 17:14 | อัพเดทล่าสุด 26/12/2025 17:14 366

เอ็ดดี้ ฮาว เฮดโค้ช นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ยอมรับว่า แผนการพัฒนาสนามกีฬาและสนามฝึกซ้อมของสโมสรยังอยู่ในสถานะ “ไม่แน่นอน” และมีโอกาสสูงถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์ที่เขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งจนเห็นโครงการเหล่านี้เสร็จสมบูรณ์
ปัจจุบัน นิวคาสเซิล ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งการขยายสนาม เซนต์ เจมส์ พาร์ค หรือการสร้างสนามใหม่ในพื้นที่อื่นของเมือง โดย เดวิด ฮอปกินสัน ซีอีโอของสโมสร ยอมรับว่า สาลิกาดงจะยังคงใช้งานสนามแห่งเดิมในรูปแบบปัจจุบันต่อไปอีกหลายปี
ขณะเดียวกัน สโมสรมีแผนขยายสนามฝึกซ้อมที่เบนตัน ให้มีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในระยะสั้น แต่ผู้บริหารตระหนักดีว่า ข้อจำกัดด้านพื้นที่อาจทำให้ต้องสร้างศูนย์ฝึกซ้อมแห่งใหม่ในอนาคต
กุนซือชาวอังกฤษวัย 46 ปี ซึ่งกำลังพยายามยกระดับผลงานของทีมที่รั้งอันดับ 11 ของพรีเมียร์ลีก มองว่าโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาสโมสรในระยะยาว โดยยอมรับว่าสถานะของทั้งสนามฝึกซ้อมและสนามกีฬายังขาดความชัดเจนในเวลานี้ พร้อมชี้ว่า หากสโมสรสามารถกำหนดทิศทางได้อย่างแน่นอน จะส่งผลดีต่อทุกส่วน ตั้งแต่อะคาเดมีไปจนถึงมาตรฐานโดยรวมของทีมชุดใหญ่
เซนต์ เจมส์ พาร์ค ซึ่งเคยเป็นสนามสโมสรที่มีความจุใหญ่เป็นอันดับสองของอังกฤษ ปัจจุบันถูกหลายสโมสรแซงหน้าไปแล้ว ทั้ง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์, ลิเวอร์พูล, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เอฟเวอร์ตัน ส่งผลให้เกิดช่องว่างด้านรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากวันแข่งขันและรายได้เชิงพาณิชย์
แม้ นิวคาสเซิล จะปรับปรุงสนามฝึกซ้อมในช่วงหลัง ทั้งสระบำบัด ห้องรับรอง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่ยังยอมรับว่ายังห่างไกลจากศูนย์ฝึกซ้อมระดับแนวหน้าของหลายสโมสรในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ความอดทน พร้อมระบุว่า สโมสรควรใช้เวลาเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง มากกว่าการเร่งรีบ เพราะโครงการเหล่านี้จะส่งผลต่ออนาคตของนิวคาสเซิลไปอีกหลายสิบปี
ท้ายที่สุด แม้จะเชื่อว่าอาจไม่ได้เห็นผลลัพธ์ของทั้งสองโครงการในช่วงที่ตนคุมทีมอยู่ แต่ยังคงมุ่งมั่นผลักดันเพื่อคนรุ่นต่อไปของสโมสร ไม่ว่าจะเป็นนักเตะหรือแฟนบอลก็ตาม
เรื่อง : ชญานนท์ ลีเลิศไพศาล นักศึกษาฝึกงาน
ที่มา : https://www.bbc.com/sport/football/articles/cgexw48p3v1o
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/th/news/1/article/23797&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08FkoKoI_ZIWuJgYGoQImp -

คุมเข้มราคาสินค้าช่วงปีใหม่เตือนอย่าฉวยโอกาส
‘พาณิชย์’ส่งทีมเฉพาะกิจ ตรวจเครื่องชั่ง–หัวจ่ายน้ำมัน–ป้ายราคา ครอบคลุมสนามบิน สถานีขนส่ง และจุดพักรถเส้นทางหลักเดินทาง ในช่วงเทศกาลปีใหม่สร้างความเชื่อมั่นประชาชน
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ ณ สถานีขนส่งหมอชิต เพื่อตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในช่วงการเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ ครอบคลุมทั้งจุดพักรถ เส้นทางหลัก และศูนย์กลางการเดินทางสำคัญ โดยเน้นการตรวจสอบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักสัมภาระ การตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ
นอกจากนี้จากการตรวจเครื่องชั่งน้ำหนักสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นท่าอากาศยานหลักที่มีผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติใช้บริการจำนวนมาก โดยได้จัดให้มีเครื่องชั่งกลางที่ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน รวมถึงสายพานเครื่องชั่งน้ำหนัก ณ จุดเคาเตอร์ให้บริการสายการบิน โดยทุกเครื่องมีการติดสติกเกอร์รับรองแสดงความเที่ยงตรง เพื่อให้ผู้โดยสารมั่นใจว่าการชั่งน้ำหนักสัมภาระเป็นไปตามมาตรฐานและเป็นธรรม

ขณะที่การตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับสถานีบนเส้นทางหลักและเส้นทางออกจากกรุงเทพมหานคร
สำหรับครั้งนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ขาออก พหลโยธิน กม.27 กิจชัย กรุงเทพฯ เพื่อยืนยันว่าการจ่ายน้ำมันเป็นไปตามปริมาณที่ประชาชนชำระเงิน และเป็นไปตามโครงการ “จ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน

นายวิทยากร กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าในสถานที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค ครอบคลุมสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) รวมถึงจุดพักรถขาออกจากกรุงเทพมหานครบนเส้นทางหลัก อาทิ เส้นวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมอเตอร์เวย์บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
อย่างไรก็ตามผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการมีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการอย่างถูกต้อง ชัดเจน ราคาสินค้าอาหารปรุงสำเร็จ เครื่องดื่ม และค่าบริการต่าง ๆ อยู่ในระดับเหมาะสม ไม่พบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินสมควรในช่วงที่ประชาชนเดินทางหนาแน่น
ทั้งนี้ได้กำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่แสดงราคาหรือแสดงราคาไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมย้ำว่าการตรวจเข้มในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นการดูแลทั้งด้านราคา ความถูกต้องของเครื่องชั่ง และหัวจ่ายน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางและจับจ่ายใช้สอยได้อย่างมั่นใจ

หากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ด้านน.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักในท่าอากาศยานพาณิชย์ทั่วประเทศ 30 สนามบิน ครอบคลุม 29 จังหวัด รวม 1,079 เครื่อง ตามพ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และ ตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 6,900 สถานี หรือคิดเป็น 86 % ของสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ โดยขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตสติกเกอร์รับรองที่ติดไว้บริเวณหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะแสดงวันสิ้นอายุคำรับรองอย่างชัดเจน
รวมถึงสติกเกอร์ สัญลักษณ์โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน ที่แสดงถึงการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องของสถานีบริการ โดยสถานีที่เข้าร่วมโครงการจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานและผ่านการตรวจรับรอง จะได้รับสติกเกอร์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานสีน้ำเงิน และหากสถานีบริการปฏิบัติถูกต้องต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน จะได้รับการยกระดับเป็นสติกเกอร์สีเงิน และเมื่อปฏิบัติต่อเนื่องครบ 2 ปีจะได้ยกระดับเป็นสัญลักษณ์สีทอง เพื่อยืนยันความเที่ยงตรงของหัวจ่ายน้ำมันและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการในการเติมน้ำมันทุกครั้ง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38928&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pDEpTkt4YV6NKDzTHN1lD -

ผู้ว่าททท.ชู ‘Smile @ South’ โหมกิจกรรมยาวถึงปี 69 ฟื้นหาดใหญ่ เที่ยวใต้หลังน้ำลด
หลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เริ่มคลี่คลายลง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เร่งดำเนินการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวและกระตุ้นการเดินทางเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่สำคัญ
ททท.เร่งฟื้นฟูท่องเที่ยวใต้ หลังน้ำท่วมทำเที่ยวสะดุด
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังอุทกภัยปี 2568 “Smile @ South คืนรอยยิ้มให้ชาวใต้” ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
โดยมุ่งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศการเดินทาง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
โครงการนี้ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
การกิจกรรมเพื่อสังคม Smile@South CSR: กิจกรรม “Rise Again Hatyai ร่วมใจอาสา ฟื้นฟูเมือง” ทำความสะอาดพื้นที่และสร้างขวัญกำลังใจ การประชาสัมพันธ์ Smile@South การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด Smile@South Super Deal: กิจกรรมส่งเสริมการตลาดและมอบส่วนลดพิเศษเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
การจัดและสนับสนุนกิจกรรมอีเวนต์ต่าง ๆ ในพื้นที่ ( Smile@South Amazing Thailand Festivals: สนับสนุนอีเวนต์ใหญ่ เช่น Amazing Thailand Su-ngaikolok Countdown 2026 วันที่ 28-30 ธันวาคม 2568 เวลา 16.30-21.30 น. และ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 16.30-24.00 น. ณ สวนสาธารณะสิรินธร อาเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และ NAKHONSI FEST 2026 วันที่ 17-18 มกราคม 2569 ณ อาเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
การจัดกิจกรรม Event Marketing ภายใต้ชื่อ โครงการ Smile @Trang และ Smile @Pattani จัดให้มีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์/อาหารท้องถิ่น รวมทั้งจัดกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ อาทิ การแสดงดนตรี การแสดงทางวัฒนธรรม กิจกรรมสาธิต จุดเช็คอิน และร่วมกับพันธมิตร อาทิ โรงแรม/ที่พัก ร้านอาหาร จัดโปรโมชั่นมอบสิทธิพิเศษแก่นักท่องเที่ยว เป็นต้น
Smile@Hatyai ฟื้นท่องเที่ยวหาดใหญ่
สำหรับแผนการฟื้นฟูการท่องเที่ยวหาดใหญ่ ดำเนินภายใต้แนวคิด “Smile@Hatyai คืนรอยยิ้มให้ชาวหาดใหญ่” โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และฟื้นเมืองกลับมาให้เร็วที่สุด
ล่าสุดททท.ได้จัดทำโครงการรถ “Happy Bus” (รถบัสฟรี 2 สาย) เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่เขตเมืองหาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 คาดมีผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า 15,000 คน
การจัดกิจกรรม Smile @ South, Malaysia -Thailand Caravan ต้อนรับคณะคาราวานรถยนต์และมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์จากประเทศมาเลเซียกว่า 50 คัน เดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ และรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ผ่านด่านสะเดาสู่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล ระหว่างวันที่ 23-26 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและประชาสัมพันธ์ความพร้อมของหาดใหญ่ จุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่
ททท. ตั้งเป้าหมายเพิ่มนักท่องเที่ยว 8-10 % ผ่านแคมเปญและกิจกรรม “5 Must Do in Songkhla” ควบคู่กับการจัดกิจกรรมและอีเวนต์ฟื้นฟูและสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว อาทิ
- สนับสนุนงาน HATYAI NEW YEAR 2026 จัดขึ้นในวันที่ 30–31 ธันวาคม 2568 ณ ถนนธรรมนูญวิถี (สี่แยกโอเดียน) ณ อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
- จัดกิจกรรมเทศกาลตรุษจีน ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มแรงส่งและกระตุ้นการเดินทางเข้ามาใช้จ่ายในพื้นที่ อาทิ
การกิจกรรม Amazing Thailand Passport Privilege @ HATYAI ณ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569) ร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการท่องเที่ยวมอบส่วนลดพิเศษ ผ่านเว็บไซต์และลุ้นรับบัตรกานัล พร้อมของที่ระลึกจากชุมชนในพื้นที่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเพิ่มโอกาสในการนาเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยและกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยว
การจัดกิจกรรม Hat Yai Super Deal (เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569) ร่วมกับ Online Travel Agent: OTA นำเสนอแพ็กเกจพิเศษ (Exclusive Bundle Package) บัตรโดยสารเครื่องบินและโรงแรมที่พักเข้าไว้ในคำสั่งซื้อเดียว (Single Booking)
โดยมีเงื่อนไขสาคัญ คือ สถานประกอบการที่พักต้องตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และกำหนดช่วงเวลาการจอง และการเดินทางระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 โดยเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายจำนวนผู้เข้าร่วม 10,000 Pax
สำหรับสถานการณ์ผลกระทบจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการฟื้นฟูพื้นที่และตลาดให้เข้าสู่ภาวะปกติ ปัจจุบันโรงแรมในหาดใหญ่เริ่มกลับมาเปิดให้บริการแล้วประมาณ 30-40% จากทั้งหมด 300 กว่าแห่งสำหรับนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เป็นนักท่องเที่ยวหลักในพื้นที่หาดใหญ่และนิยมเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านทางด่านสะเดาและด่านต่าง ๆ จังหวัดสงขลา จากปกติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 7,000 คน และลดลง 70 % ในช่วงสถานการณ์อุทกภัย
ทั้งเริ่มมีแนวโน้มการเดินทางที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือนธันวาคม 2568 โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้าประเทศไทยทั้งทางบกและทางอากาศประมาณ 13,000 – 15,000 คน และเดินทางผ่านด่านในจังหวัดสงขลาเฉลี่ยประมาณ 6,000 ต่อวัน
ทั้งนี้ คาดการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียจะเดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2568 ประมาณ 4.5 ล้านคน และคาดว่าในปี 69 จะฟื้นตัวและเติบโตเป็น 4.63 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% จากปี 2568 โดย ททท. จะเร่งดำเนินการส่งเสริมและจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาด รวมถึงอีเวนต์ต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างเต็มที่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้กลับมาเดินทางอย่างเต็มที่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/647615&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kjD9vr6lhTP2XfjjUu8am -

‘สายเอเชีย-มิตรภาพ’ รถเริ่มแน่น ทยอยกลับบ้าน-ท่องเที่ยว หยุดยาวปีใหม่ 69 | เดลินิวส์
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 26 ธ.ค. 68 นายบรรจง โพธิวงค์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า ขณะนี้ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ เริ่มมีประชาชนทยอยกลับภูมิลำเนา โดยใช้ถนนสายเอเชียผ่าน จ.อ่างทอง และคาดว่าค่ำวันนี้ (26 ธ.ค. 68) จะมีปริมาณรถผ่าน จ.อ่างทอง มากกว่าปกติ ขอให้ใช้ความระมัดระวัง เนื่องจาก นายนที มนตรีวัต ผวจ.อ่างทอง เป็นห่วงผู้ใช้เส้นทางผ่าน และต้องการให้ได้รับความสะดวกมากที่สุด

ทั้งนี้ จึงประสานให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมแผนสำรองในการส่งประชาชนกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย แนะนำเส้นทางเลี่ยง กรณีรถติดสะสม ดังนี้ ถนนสายเอเชีย อยุธยา-อ่างทอง เลี้ยวซ้ายเข้าทางเลี่ยง ประตูระบายน้ำบางแก้ว เลาะคลองชลประทานมหาราช ตำบลตลาดกรวด-บ้านมหานาม-วัดไชโย-พรหมบุรี-จังหวัดสิงห์บุรี เส้นทางดังกล่าวขนานกับถนนสายเอเชีย จากอยุธยา-แยกภูเขาทอง เข้า ทางหลวงหมายเลข 309 อยุธยาฯ-ป่าโมก-อ่างทอง-ไชโย-พรหมบุรี-สิงห์บุรี


ขณะที่บรรยากาศการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชน บนถนนมิตรภาพ ทางหลวงหมายเลข 2 เขตพื้นที่ อ.โนนสูง อ.คง และ อ.สีดา จ.นครราชสีมา ปริมาณรถเริ่มหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณแยกตลาดแค ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก ทำให้สภาพการจราจรบนถนนมิตรภาพ ประตูสู่อีสาน ปริมาณรถเริ่มหนาแน่น โดยเฉพาะช่วงขาออก จากตัวเมืองนครราชสีมา มุ่งหน้า จ.ขอนแก่น มีปริมาณรถเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ 2 ได้นำแท่งแบริเออร์ มาปิดจุดกลับรถตามแยกต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาการจราจรติดขัดตามจุดที่เป็นทางร่วม ทางแยก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งคาดว่าเย็นนี้และคืนนี้ จะมีประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาของตัวเองเป็นจำนวนมาก



———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5445055/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ECIIFil6hltBVOPxLxHdG -

“ชมรมร้านอาหาร” หวังรัฐบาลใหม่จัดมือโปรแก้ศก.ตรงจุด ฉุด SMEs พ้นวิกฤติ : อินโฟเควสท์

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร กล่าวถึงรัฐบาลใหม่ที่ภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจร้านอาหารต้องการเห็นว่า ในภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจร้านอาหาร อยากเห็นรัฐบาลที่มีความเข้าใจ และมีความตั้งใจเข้ามาบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่เพียงเข้ามาบริหารการเมืองอย่างเดียว แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่หาทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ มาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และแบบบูรณาการ มีแผนยุทธ์ศาสตร์ในการทำงานอย่างตั้งใจ และมีความรู้ความสามารถ
“หลายปีที่ผ่านจนถึงวันนี้ เครื่องยนต์ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยติด ๆ ดับ ๆ หรือดูเหมือนไม่มีคนขับที่มีความสามารถและตั้งใจในการนำพาประเทศให้เดินหน้าเหมือนประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน แต่กำลังเกียร์ว่าง หรือปล่อยประเทศไหลไปเองแบบเครื่องยนต์ใกล้ดับ ไม่ว่าจะเป็น GDP ที่โตรั้งท้ายไม่ถึง 2% มาหลายปี หรือหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นทุกปี การท่องเที่ยวที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่เพื่อนบ้านเติบโตอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจ SMEs ที่ล้มตายไปมากมาย” นายสรเทพ กล่าว
พร้อมเห็นว่า โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ควรต้องรู้ถึงปัญหาที่แท้จริง และแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เช่น การแก้ไขกลไกตลาดของสินค้าเกษตรกรแบบบูรณาการ โดยมีความรู้ความเข้าใจในตลาด หรือแม้กระทั่ง Climate change ที่มีผลกระทบกับผลิตผลภาคการเกษตร โดยเฉพาะในด้านของราคา ซึ่งส่งผลมาถึงต้นทุนของธุรกิจร้านอาหารอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“เมื่อหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี พืชผักสวนครัว ราคาจะกระโดดขึ้น 2-3 เท่า เป็นแบบนี้มา 3-4 ปีแล้ว หรือมีอุทกภัยแบบที่ผ่านมาทุกปี โดยไม่วางระบบและโครงสร้างในการแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำซาก เพราะเมื่อเกิดปัญหา เกษตรกรก็แย่ ราคาพืชผักสินค้าเกษตรกรรมก็ขึ้น ซึ่งทำให้ค่าครองชีพ และธุรกิจร้านอาหารเจอปัญหานี้มาตลอด จนควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายยากขึ้นเรื่อย ๆ” นายสรเทพ กล่าว
สำหรับนโยบายที่รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญ และแก้ปัญหา คือการควบคุมราคาพลังงาน ทั้งก๊าซ น้ำมัน รวมถึงค่าไฟฟ้า เพราะเป็นต้นเหตุของการทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และต้นทุนทางธุรกิจสูงตามไปด้วย และสิ่งที่สำคัญ คือต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาปฏิรูประบบรัฐราชการ ให้เป็นระบบรัฐประชาชน ที่เน้นความเข้าใจประชาชน และบริหารโดยยึดประชาชนเป็นหลัก มากกว่าใช้ระบบราชการที่มาครอบด้วยการใช้กฎหมายต่าง ๆ ซึ่งหลายฉบับมีความล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก เช่น การขอใบอนุญาตต่าง ๆ หรือความซ้ำซ้อนของกฎหมาย เป็นต้น
“อยากให้รัฐบาลมีความรู้ความสามารถในการหาเงิน หารายได้เข้าประเทศ มากกว่าการใช้งบประมาณให้หมด ๆ ไปในแต่ละงวดปี อยากให้มีความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจรากหญ้า ให้ความสำคัญกับภาคธุรกิจ SMEs มากกว่าที่ผ่านมา ไม่ใช่เป็นพรรคที่มีนายทุนกลุ่มทุนต่าง ๆ มาสั่งให้ทำนโยบายเอื้อแค่กลุ่มธุรกิจตัวเอง เพราะประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแรง คือประเทศที่มีภาค SMEs แข็งแรง” นายสรเทพ ระบุ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ธ.ค. 68)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/556903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CtjoHBnb9Lw2uk5aczaoG