Blog

  • งงกันเป็นแถบ หลังรู้ พล.อ.รังษี เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ10

    งงกันเป็นแถบ หลังรู้ พล.อ.รังษี เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ10

    วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.15 น.

    หลังจากการสมัครและจับสลากหมายเลขปาร์ตี้ลิสของพรรคการเมืองไทยของแต่ละพรรคจบลงไปเมื่อวานนี้ (28 ธันวาคม พ.ศ. 2568) ที่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ บนโลกออนไลน์ต่างก็มีหลายคนสงสัยและให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากกับพรรคเศรษฐกิจที่ถูกเปลี่ยนชื่อมาจากพรรคเส้นด้าย โดยมีชื่อของ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ออกเดินสายตามสื่อหลายสำนักแสดงวิสัยทัศน์ของตัวเองให้หลายคนได้เห็น กลับไม่ได้มีชื่ออยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 แต่อยู่ในลำดับที่ 10 แทน และชื่อปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 นั้นกลายมาเป็นของ นาย คริส โปตระนันทน์ ผู้ก่อตั้งพรรคเส้นด้ายแทน สร้างความมึนงงและสับสนให้กับผู้คนเป็นจำนวนมากที่ติดตามพรรคหรือได้ฟังวิสัยทัศน์ต่าง ๆ 

    ทำเอา โจ มลทานี อินฟลูอินเซอร์ด้านการเมืองชื่อดังออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Jo Montanee แสดงความคิดเห็นของตัวเอง “อ้าวว! เหมือนพรรคดันพลเอกรังษีมาหาคะแนนเสียงจากคนรักชาติ เพื่อเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ แต่พลเอกรังษีไม่ได้เข้าสภา คริสเส้นด้ายเข้าแทน ว้าววว!! อินเซปชั่นที่แท้ทรู ติ่งพรรคศก.ที่เฟียซด่าพรรคคู่แข่งด่าชาวบ้านไปทั่วจะว่ายังไงคะ เงิบมั้ย”

    พล.อ.รังษี

    กระทั่งชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นวิพาก์วิจารณกันเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับกรณีนี้ที่หัวหน้าพรรคและเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ไม่ได้มีชื่อเป็นลำดับที่ 1 ปาร์ตี้ลิสต์ แต่กลับกลายเป็น นาย คริส โปตระนันทน์ แทน ราวกับถูกสับหาหลอกของใครหลายคนที่กำลังชั่งใจว่าจะลงคะแนนเสียงให้พรรคไหนดี

    คริส

    บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ

    1. นายคริส โปตระนันทน์

    2. นายพีรพล กนกวลัย

    3. นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล

    4. พลตำรวจตรีไพบูลย์ มะระพฤษณ์วรรณ

    5. นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์

    6. นายส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล

    7. นายณัชพล สุพัฒนะ

    8. นพ.กอบชัย เปี่ยมเพชรกุล

    9. นายศรัทธา คชพลายุกต์

    10. พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์

    พล อ รังษี

    พล อ รังษี

    พล อ รังษี

    ขอขอบคุณภาพจาก พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party, เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/937836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TzaV5Cod_Wmw_e5W9HalL

  • สวัสดิการผู้หญิงและครอบครัว นโยบายที่รัฐบาลยัง “สอบตก”

    สวัสดิการผู้หญิงและครอบครัว นโยบายที่รัฐบาลยัง “สอบตก”

    Loading…

    สวัสดิการผู้หญิงและครอบครัว นโยบายที่รัฐบาลยัง “สอบตก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BbbnaBKZCDnnFqIQk4YSZ

  • ส่งท้ายปีเก่าเศรษฐกิจโลกและต้อนรับปีใหม่

    ส่งท้ายปีเก่าเศรษฐกิจโลกและต้อนรับปีใหม่

    วันเวลาผ่านไปเร็ว อีกไม่กี่วันก็จะหมดปี 2025 เข้าสู่ปี 2026 วันนี้จึงอยากมองกลับปี 2025 ว่าเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างไรปีที่ผ่านมา อะไรเกิดขึ้น จะเรียกว่าสรุปก็ได้ จากนั้นมองต่อไปปีหน้า 2026 ว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้น ไม่ใช่แบบหมอดู ว่าอะไรจะขึ้นอะไรจะลง แต่วิเคราะห์ว่าจากสิ่งที่เกิดขึ้นปีนี้ เราจะคาดหวังอะไรได้บ้างปีหน้า ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ปี 2025 ผมคิดว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความเปราะบางที่เศรษฐกิจโลกมีอยู่ พร้อมกันทั้งสองเรื่อง

    ความเข็มแข็งคือความสามารถที่จะประคองตัวผ่านแรงกระทบต่าง ๆ ที่มีมากในปี 2025 โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ ที่เศรษฐกิจโลกสามารถปรับตัวรับแรงกระทบและขยายตัวต่อได้โดยไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลง นี่คือความเข้มแข็ง

    ส่วนความเปราะบางคือช่องว่างที่มีมากที่นำไปสู่ความไม่แน่นอนทางนโยบายที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก และแสดงให้เห็นชัดถึงความเสื่อมถอยของความเข้มแข็งเชิงสถาบันของการกําหนดนโยบายเศรษฐกิจและกฏเกณฑ์ระหว่างประเทศ ที่การเมืองภายในของประเทศหนึ่งสามารถกําหนดกฏเกณฑ์หรือระเบียบการค้าที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลกได้ สร้างความวุ่นวายและความเสียหายไปทั่ว ซึ่งแม้เศรษฐกิจโลกจะสามารถปรับตัวได้ในระยะสั้น แต่ก็ซ่อนความเปราะบางไว้มากที่จะสร้างความเสียหายตามมาให้กับเศรษฐกิจโลกในระยะยาว นี่คือความเปราะบาง

    ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัวลดลงจากปีก่อนเหลือร้อยละ 3.2 เป็นผลจากการขึ้นภาษีนําเข้าของสหรัฐหรือภาษีทรัมป์ ความไม่แน่นอนทางนโยบาย และภูมิรัฐศาสตร์ที่นำไปสู่ความแตกแยกทางเศรษฐกิจและสงคราม กระทบทั้งประเทศรายได้สูงและประเทศกําลังพัฒนา ในแง่เศรษฐกิจ ผลกระทบที่รุนแรงสุดคือการขึ้นภาษีนําเข้าของรัฐบาลสหรัฐ จากอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2-3 ปีที่แล้ว เป็นเฉลี่ยร้อยละ 17-18 ปัจจุบัน สูงสุดในรอบ 90 ปี และเปลี่ยนบริบทการค้าโลกอย่างสิ้นเชิง จากการค้าเสรีเป็นการกีดกันทางการค้า ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก การขยายตัวของเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ ทําให้ทุกประเทศต้องปรับตัว

    เศรษฐกิจสหรัฐเองก็ถูกกระทบและต้องปรับตัว ปีนี้อัตราการขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 1.8 เป็นผลจากนโยบายภาษีของตนเอง ที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศชะลอ กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น กระทบค่าครองชีพและความเป็นอยู่ของประชาชน นอกจากนี้ นโยบายส่งกลับคนเข้าเมืองผิดกฏหมายก็กระทบอุปทานแรงงานในหลายอุตสาหกรรม กดดันค่าจ้างแรงงานและอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น เงินเฟ้อที่สูงสร้างข้อจํากัดต่อการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทําให้ภาวะ Stagflation คือเศรษฐกิจชะลอพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูง เป็นความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐปีหน้า ซึ่งทั้งหมดพูดได้ว่าเป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐเองทั้งสิ้น

    เศรษฐกิจจีนปีนี้ก็ชะลอ ถูกกระทบมากจากนโยบายภาษีและการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ทําให้ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของภาครัฐและเร่งแก้ไขปัญหาที่มีคือภาวะซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็ไม่สามารถทัดทานโมเมนตัมการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจยุโรปก็เช่นกัน ชะลอตัวจากผลของภาษี ราคาพลังงานที่แพงจากผลของสงคราม กระทบความสามารถในการแข่งขัน ที่ยังเติบโตดีพอควรคือประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของชนชั้นกลางและการขยายตัวของการใช้จ่ายในประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจไทยชะลอ ขยายตัวร้อยละ 2.2 ปีนี้ เป็นผลทั้งจากภาษีทรัมป์ ความอ่อนแอของกําลังซื้อในประเทศ และความไม่แน่นอนที่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    เศรษฐกิจโลกที่ชะลอทําให้อัตราเงินเฟ้อในเศรษฐกิจทั่วโลกส่วนใหญ่โน้มลดลง นํามาสู่การลดลงของอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกเว้นกรณีสหรัฐที่การลดลงของเงินเฟ้อยังไม่ชัดเจน ทําให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ stagflation อย่างที่กล่าว การลดลงของอัตราดอกเบี้ยและความสามารถของเศรษฐกิจในการปรับตัวรับแรงกระทบของภาษีทําให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนดีขึ้น ตลาดหุ้นปีนี้จึงตอบรับในทางบวก นําโดยตลาดหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น 25-30 เปอร์เซนต์

    ความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจโลกในระดับจุลภาคทั้งบริษัท ตลาดการเงิน และเทคโนโลยี ถือเป็นความเข้มแข็งที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลกปีนี้ ในภาวะที่ในระดับมหภาคทั้ง การเมือง นโยบายเศรษฐกิจ และความเข้มแข็งเชิงสถาบันขององค์กรที่กําหนดนโยบายล้วนเสื่อมถอยลง และสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกมาก อันนี้คือความแตกต่างที่เห็นชัดเจนของเศรษฐกิจโลกปีนี้

    ความเข้มแข็งระดับจุลภาคเห็นได้จากภาคธุรกิจที่ปรับตัวทันทีเมื่อข่าวร้ายเรื่องภาษีปรากฏโดยเร่งการนำเข้าส่งออกสินค้าไปสหรัฐก่อนอัตราภาษีใหม่จะเริ่มใช้ ปรับห่วงโซ่อุปทาน การสต๊อกสินค้า วิธีและเส้นทางส่งสินค้าไปสหรัฐ รวมถึงแชร์ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นระหว่างผู้นําเข้าและส่งออก สิ่งเหล่านี้ได้ช่วยลดดิสรัปชั่นและผ่อนเบาผลกระทบของการขึ้นภาษี ทําให้ทั้งธุรกิจและเศรษฐกิจสามารถไปต่อได้

    นอกจากนี้ ภาคธุรกิจก็ใช้ประโยชน์อัตราดอกเบี้ยที่ตํ่าลงเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี เอไอ พลังงานสะอาด เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น และราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากผลของสงคราม ซึ่งการลงทุนได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาดการเงิน ตลาดหุ้นปรับสูงขึ้น เพราะนักลงทุนมองว่าการลงทุนโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี่จะทําให้ผลิตภาพหรือ productivity ของเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจในระยะยาว

    ความสามารถของเศรษฐกิจในระดับจุลภาคในการปรับตัว บวกกับ เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่อในปี 2025 แม้ดิสรัปชั่นและความไม่แน่นอนจะมาก ทำให้ความมั่นใจของภาคธุรกิจดีขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับปีหน้า ประเด็นนี้สะท้อนชัดเจนจากผลสํารวจความเห็นนักบริหารโดยบริษัท McKinsey &Company ในรายงานแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจล่าสุดเดือนธันวาคม ที่สรุปว่า

    นักธุรกิจมองโลกปี 2026 ดีขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้นหลังผ่านช็อกหรือดิสรัปชั่นในปี 2025 ได้อย่างน่าพอใจ ทั้งด้านมหภาคที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ต่อ ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และด้านจุลภาคที่ผลประกอบการบริษัทไม่ได้ถูกกระทบมาก ทําให้นักธุรกิจลดความห่วงใยเรื่องการค้าว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงปีหน้า มุ่งความสนใจไปที่ลูกค้า การลงทุนด้านเทคโนโลยี เพราะมองว่าเป็นโอกาสที่จะทําให้ธุรกิจเติบโต

    ลึกๆ อันนี้คืออีกหนึ่งตัวอย่างของการไม่เชื่อมต่อหรือ Disconnect ระหว่างความรู้สึกด้านมหภาคที่มองว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอปีหน้า กับความมั่นใจที่มีมากขึ้นในระดับจุลภาคที่ภาคธุรกิจต้องการใช้เทคโนโลยีเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ความไม่เชื่อมต่อนี้จะเป็นบริบทสําคัญของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าและปีต่อๆไป

    ส่วนความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนและน่าห่วงคือ ความเป็นระบบหรือความเข้มแข็งเชิงสถาบันของการทํานโยบายเศรษฐกิจ ทั้งองค์กรที่ทํานโยบายและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศ ที่เสื่อมถอยลงและอ่อนแอชัดเจน จนเรียกได้ว่าไม่มีน้ำยา จากที่นโยบายหาเสียงของนักการเมืองประเทศหนึ่งสามารถทําให้ระบบการค้าโลกภายใต้ระบบพหุภาคีที่เกี่ยวข้องกับทุกประเทศเหมือนหมดบทบาทลงทันที สร้างความเสียหายและความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกมาก จนคาดเดาไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก นําไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้นในการทําธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นี่คือความเปราะบาง

    ในระยะสั้นแม้เศรษฐกิจโลกโดยผู้เล่นระดับจุลภาคจะปรับตัวได้ในแง่การทําธุรกิจและกำไร แต่ก็เป็นการปรับตัวที่สร้างต้นทุนให้กับเศรษฐกิจโลกระยะยาว เพราะความไม่มีประสิทธิภาพของระบบใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายและแรงจูงใจที่บิดเบือน นําไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด อีกประเด็นคือความเหลื่อมลํ้าในเศรษฐกิจโลกจะมากขึ้น เพราะความสามารถในการปรับตัวของแต่ละประเทศต่างกัน ทําให้ความเปราะบางที่มีอยู่จะกลายเป็นความเปราะบางเชิงระบบ (Systemic) และส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งอันตราย

    ท้ายสุด ความไม่เป็นระบบ ความไม่แน่นอน และความอ่อนแอของสถาบันที่ทำนโยบายจะทําให้ การประสานงานระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาที่สําคัญต่อเศรษฐกิจโลกจะยิ่งยากมากขึ้น คือไม่มีใครสนใจมากพอที่จะทําอะไร ไม่มีผู้นํา คือต่างคนต่างอยู่ ทั้งที่ความรุนแรงของปัญหาจะเป็นวิกฤติร่วมกัน ซึ่งที่น่าห่วงสุดขณะนี้คือหนี้สาธารณะของประเทศอุตสาหกรรมที่สูงมากเฉลี่ยร้อยละ 110-111 ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งถ้าไม่ดูแลแก้ไข เราก็อาจเห็นประเทศใหญ่หลายประเทศเกิดวิกฤติขึ้นพร้อมกันจากปัญหาหนี้ ซึ่งความเสียหายจะมหาศาล การแก้ไขต้องการ ความเป็นระบบ ความแน่นอนของนโยบาย และความเข้มแข็งเชิงสถาบันขององค์กรที่ทํานโยบาย ซึ่งขณะนี้ไม่มี

    นี่คือความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่ซ่อนอยู่ และรอต้อนรับปี 2026

    เขียนให้คิด

    ดร. บัณฑิต นิจถาวร

    ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    [email protected]

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/923642/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05V86GLtxXeDGMbJlYf_YF

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือนพ.ย.ยังฉลุย ชี้ส่งออกหนุน จับตาปมขัดแย้งชายแดน!

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือนพ.ย.ยังฉลุย ชี้ส่งออกหนุน จับตาปมขัดแย้งชายแดน!

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน พ.ย. 68 ยังฉลุย อานิสงส์ส่งออกโตไม่พัก 17 เดือนติด หนุนเต็มพิกัด ปลื้ม ‘คนละครึ่งพลัส-มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว’ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค จับตาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    29 ธ.ค. 2568 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน พ.ย. 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 7.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางชายแดนไทย-กัมพูชา

    ทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว โดยในเดือนพ.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยรวม 2.91 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -7.5% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 23.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.1% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.4% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด และหมวดไม้ผล

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือน พ.ย. 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.1 จากระดับ 87.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.8 จากระดับ 56.6 ในเดือนก่อนหน้า

    “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย. 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” นายวินิจ กล่าว

    ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน พ.ย. 2568 อยู่ที่ -0.49% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.66% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2568 อยู่ที่ 65.2% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 274.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/923632/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NYoyvLrMt10eSk5eJRWp5

  • “สรเทพ” ชี้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง จี้รัฐบาล Reengineering ทั้งระบบ พาประเทศหลุดกับดักโตต่ำ

    “สรเทพ” ชี้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง จี้รัฐบาล Reengineering ทั้งระบบ พาประเทศหลุดกับดักโตต่ำ


    เศรษฐกิจไทยเหมือนเครื่องยนต์ไร้คนขับ GDP โตต่ำ หนี้ครัวเรือนพุ่ง SMEs ปิดกิจการต่อเนื่อง เรียกร้องรัฐบาลตั้งทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ วางยุทธศาสตร์ระยะยาว แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ออกมาแสดงความเห็นต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่เดินติด ๆ ดับ ๆ หรือแทบไม่มี “คนขับ” ที่มีความรู้ ความสามารถ และความตั้งใจจริงในการพาประเทศเดินหน้าอย่างเป็นระบบ แตกต่างจากหลายประเทศในอาเซียนที่สามารถเร่งเครื่องและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    นายสรเทพระบุว่า สัญญาณความอ่อนแรงของเศรษฐกิจไทยสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ต่ำกว่า 2% ติดต่อกันหลายปี ขณะที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักเริ่มชะลอตัว และภาคธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะร้านอาหารและธุรกิจบริการ ต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก

    “สิ่งที่อยากเห็นคือ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มีสติปัญญาและความสามารถ เข้ามา Reengineering ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่แค่เข้ามาเพื่อทำ Maintenance เครื่องยนต์ หรือบริหารการเมืองเป็นหลัก แต่ต้องบริหารเศรษฐกิจอย่างจริงจัง” นายสรเทพกล่าว

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร นายสรเทพเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้าใจปัญหาเชิงลึก และมีความตั้งใจจริงในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ ทำงานแบบบูรณาการ ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงการจัดอีเวนต์หรือออกมาตรการระยะสั้นเพื่อพยุงสถานการณ์ แต่ต้องมีแผน วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชัดเจน

    เขาย้ำว่า ทีมเศรษฐกิจต้องเข้าใจ “ปัญหาที่แท้จริง” ของประเทศ อาทิ การแก้ไขกลไกตลาดสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ ควบคู่กับการตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้ราคาพืชผักปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า ต่อเนื่องมานาน 3-4 ปี

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอุทกภัยที่เกิดซ้ำซากทุกปี โดยยังขาดการวางโครงสร้างแก้ไขในระยะยาวอย่างจริงจัง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป

    “เมื่อเกิดปัญหา เกษตรกรก็ได้รับผลกระทบ ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ค่าครองชีพเพิ่ม และธุรกิจร้านอาหารต้องแบกรับต้นทุนที่ควบคุมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ” นายสรเทพกล่าวทิ้งท้าย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DHcX_NrtnAkSy8cW6wi5f

  • การเมืองไทยเริ่มเข้มข้น! หลายพรรคโชว์แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง โอกาสใหม่ ชู 3 ขุนพลชิงนายกฯ

    การเมืองไทยเริ่มเข้มข้น! หลายพรรคโชว์แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง โอกาสใหม่ ชู 3 ขุนพลชิงนายกฯ

    นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแพร่ ผู้มีบทบาททั้งในสนามการเมืองและด้านสาธารณสุข ถือเป็นตัวแทนของนักการเมืองที่เชื่อมโยงปัญหาปากท้องประชาชนกับนโยบายสาธารณะ

    และ นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ตรงในการบริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ สะท้อนแนวคิดของพรรคที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และการปฏิรูปองค์กรภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ

    การจัดวางแคนดิเดตทั้ง 3 คน ถูกมองว่าเป็นการผสมผสาน “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” เพื่อรองรับโจทย์ประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด

    การเมืองไทยเริ่มเข้มข้น! หลายพรรคโชว์แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง โอกาสใหม่ ชู 3 ขุนพลชิงนายกฯ

    โดยการเสนอรายชื่อครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเข้ามาบริหารประเทศ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ย้ำว่าพรรคต้องการเป็น “โอกาสใหม่ของประเทศ” ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้นและทางเลือกที่หลากหลายในสนามเลือกตั้งครั้งนี้

    ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ การเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงกระบวนการทางการเมือง แต่คือความหวังของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องการเห็นผู้นำซึ่งพร้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง และนำพาประเทศก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง ในท้ายที่สุด เสียงของประชาชนย่อมสะท้อนความต้องการเดียวกัน คือผู้นำที่เป็น “คนดี มีความสามารถ” และทำงานเพื่อประโยชน์ของคนไทยอย่างแท้จริง

    การเมืองไทยเริ่มเข้มข้น! หลายพรรคโชว์แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง โอกาสใหม่ ชู 3 ขุนพลชิงนายกฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/861357&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07qw53wdy6mN7UrIvOE8Iu

  • ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตฯสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัว

    ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตฯสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัว


    คลังชี้ภาคตะวันออก-อีสานรับแรงหนุนจากมาตรการ Quick Big Win ทั้งคนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการ เข้าถึงประชาชนทุกภูมิภาค ช่วยกระตุ้นใช้จ่าย

    นายวินิจ  วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักที่สำคัญ ทั้งนี้ควรติดตามทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

    นอกจากนี้กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 79.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและมาตรการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงอุปสงค์สินค้าอุตสาหกรรมที่มีต่อเนื่อง และคาดว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่อยู่ที่ระดับ 84.0

    ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 75.2 โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูก สภาพอากาศคาดว่าจะเอื้ออำนวย ส่วนอุปสงค์สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 73.8 โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่คาดว่าจะมีต่อเนื่อง และคาดว่า จะมีผลผลิตเกษตรซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมที่มีต่อเนื่อง

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 71.2 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและภาคเกษตรเป็นสำคัญ จากนโยบายกระตุ้นการบริโภคและสนับสนุนเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันความต้องการสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นจากทั้งในและต่างประเทศ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 70.3 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคบริการและการลงทุน ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และคาดว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวและภาคเกษตร รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 67.6 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคเกษตรและภาคบริการ จากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล การขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตร ประกอบกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานเทศกาลในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวนและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย

    นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 67.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ  ควรติดตามประเด็นแนวโน้มต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากประเทศจีน ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง

    รวมถึงความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและการเดินทางท่องเที่ยว และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่บรรเทาลง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน

    สำหรับเดือนธันวาคม 2568 กระทรวงการคลังได้จัดทำการสำรวจพิเศษเพื่อประเมินผลกระทบของนโยบาย Quick Big Win ซึ่งสะท้อนความสำเร็จตามเป้าหมาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” อย่างชัดเจน โดยในระยะสั้นพบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด เนื่องจากเป็นนโยบายที่สามารถเข้าถึงประชาชนในทุกภูมิภาค และมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อน

    รองลงมาคือ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน) ตามลำดับ

    สำหรับในระยะปานกลางถึงระยะยาว โครงการที่คาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน)  ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u2-D4DF2eI-XILHLyKm5O

  • 3 แคนดิเดต ประชาธิปัตย์ เปิดนโยบาย แก้ความยากจน

    3 แคนดิเดต ประชาธิปัตย์ เปิดนโยบาย แก้ความยากจน

    วันนี้, 14:25น.

              นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแคนดิเดตอีก 2 คน คือนายกรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ได้ร่วมแถลงวิสัยทัศน์ตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “ทำอย่างไรให้ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

              นายกรณ์ ได้วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยย้อนหลัง 15 ปี ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วง15 ปี ที่รัฐบาลในขณะนั้นโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤตการเงินโลก ทำให้จีดีพีจากติดลบกลับมาเติบโตได้กว่า 7% ภายในเวลาเพียง 1 ปี และตลาดหุ้นฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดด แต่ในช่วงหลายปีหลัง เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ เฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบต่อเนื่อง กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่เพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ประชาชน การจ้างงาน โบนัส และโอกาสขึ้นเงินเดือน

              ปัญหาสำคัญที่สะท้อนชัดคือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มจากราว 60% ของจีดีพี เป็นเกือบ 90% และยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับนานาประเทศ ทั้งที่รายได้ประชาชนยังไม่สูง โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค สะท้อนว่ารายได้ไม่พอกับรายจ่าย สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่ไม่เติบโตตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนความกังวลด้านความเชื่อมั่น อนาคตเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและแนวทางบริหารเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

              บทบาทและความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีโลก ช่วยให้รัฐบาลสามารถประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตและผู้ซื้อยางพารา จนทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และเชื่อว่าสามารถฟื้นบทบาทและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศบนเวทีโลกได้อีกครั้ง

              ด้าน ดร.การดี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์เร่งด่วนหลายด้านที่ไม่อาจรอได้ และล้วนเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในการตัดสินใจ โดยเฉพาะโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลง คนเกิดน้อย ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คนวัยทำงานจำนวนมากต้องแบกรับภาระดูแลทั้งพ่อแม่และลูก ท่ามกลางภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แม้คนไทยจะทำงานหนักติดอันดับโลก แต่กลับเผชิญความเหนื่อยล้าและความไม่มั่นคงในชีวิต

              คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เด็กที่เกิดน้อยลงมีคุณภาพสูงสุด และสามารถเติบโตเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศและของโลกได้ ขณะเดียวกันต้องทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างอิสระ ปลอดภัย ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตโลกเดือดและภัยพิบัติที่เกิดซ้ำซ้อน ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การค้า ค่าเงิน และการลงทุนของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมชี้ว่าการขึ้นกำแพงภาษีและการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

              นอกจากนี้ ดร.การดี ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเอไอ ที่จะเข้ามากระทบต่อรูปแบบการทำงานและตลาดแรงงาน ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทักษะของคนทุกช่วงวัย เพื่อให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมในยุคดิจิทัล

              นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวว่า ตัวที่จะเป็นคำตอบว่าประเทศไทยจะหายจนได้อย่างไร คือ บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี มีความยุติธรรม เป็นผู้นำในภูมิภาค และรัฐจะเป็นผู้ผลักดัน พร้อมกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการทำให้ “ไทยหายจน” ผ่านการออกแบบนโยบายที่ตรวจสอบได้

              เป้าหมายสำคัญข้อแรกคือ “บ้านเมืองสุจริต” โดยย้ำว่าการทุจริตไม่เพียงทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณ แต่ยังเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจ สร้างกฎระเบียบที่ซับซ้อน และบั่นทอนความเชื่อมั่น จนเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการพัฒนาประเทศ พร้อมชี้ว่าไม่มีประเทศใดเจริญได้ หากขาดความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

              เป้าหมายข้อที่สองคือ “เศรษฐกิจดี” นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงจากอดีต เหลือเพียงร้อยละ 2–3 ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนเติบโตเกินร้อยละ 5 หากไทยสามารถเร่งการเติบโตได้ จะทำให้รายได้ประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลดีต่อรายได้ประชาชนและรายได้ภาษีของรัฐ

             เป้าหมายข้อที่สามคือ “ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยุติธรรม” ซึ่งไม่เพียงเกี่ยวข้องกับรายได้ แต่รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม โดยชี้ว่าความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นชนวนความขัดแย้งในสังคม

              นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ ย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องกลับมามีบทบาทนำในภูมิภาค เพื่อรับมือปัญหาข้ามพรมแดน อาทิ อาชญากรรมออนไลน์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้ไทยใช้บทบาทผู้นำอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจและบรรษัทข้ามชาติ

              หากได้เข้าบริหารประเทศ จะกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการตรวจสอบผลลัพธ์ อาทิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ความโปร่งใส และต้นทุนการทำธุรกิจ เพื่อให้ประชาชนติดตามและประเมินได้ว่าการทำงานบรรลุเป้าหมาย “ไทยหายจน” อย่างแท้จริง โดยมีนโยบาย 27 ข้อ ให้ติดตามได้หลังจากนี้

              ภายหลังการแสดงวิสัยทัศน์นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วยนายกรณ์ และ ดร.การดี ได้อวยพรปีใหม่ให้กับประชาชนโดยพูดพร้อมกันว่า “2569 ปีใหม่ขอให้ไทยหายจน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gsqK3QP5CvNht8tpuesS1

  • วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ เลือกตั้ง 2569

    วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ เลือกตั้ง 2569

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AtpMD2WKd2DCm3T6o1ubI

  • ธปท. ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า

    ธปท. ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า

    นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท และป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่ตรงกับแหล่งที่มาที่แจ้งไว้ หรือการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการทำธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (Resident) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

    rn

     

    rn

    ปัจจุบัน จำนวนธุรกรรมขายดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อเงินบาทของ Resident ที่มีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อรายการ คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนธุรกรรมขาเข้าของ Resident ทั้งหมด แต่มูลค่าของธุรกรรมดังกล่าวกลับมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85 ซึ่งเกณฑ์การทำธุรกรรมเงินขาเข้าที่ไม่ได้มีการตรวจเอกสารในปัจจุบัน อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำทุจริตทางการเงิน และหากมีปริมาณสูงอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินได้ โดยการปรับเกณฑ์ข้างต้นจะครอบคลุมกรณีต่าง ๆ ดังนี้

    rn

     

    rn

    1) กรณีการขายเงินตราต่างประเทศเพื่อรับเงินบาท และการโอนเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit) สำหรับธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกตรวจสอบเอกสารให้แหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศตรงตามที่ลูกค้าแจ้งไว้เป็นรายธุรกรรมทุกครั้ง ยกเว้นธุรกรรมปกติของลูกค้าธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์รู้จักดี มีการทำ Know Your Business (KYB) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกเอกสารประกอบเป็นรายธุรกรรมสำหรับทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป โดยไม่มีข้อยกเว้น ในกรณีที่เงินตราต่างประเทศมีแหล่งที่มาดังต่อไปนี้

    rn

    (1) รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ

    rn

    (2) รายได้จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล

    rn

    (3) เงินทุนจากต่างประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ/สาขา เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้/ให้กู้ และเงินส่วนต่างธุรกรรมอนุพันธ์

    rn

    (4) เงินตราต่างประเทศที่ได้จากแหล่งที่มาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การรับค่าสินค้า บริการ รายได้ และเงินโอนและบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรและเงินฝาก

    rn

     

    rn

    2) กรณีการขายและรับโอนเงินตราต่างประเทศที่มาจากการขายทองคำ ธนาคารพาณิชย์ต้องตรวจสอบเอกสารการขายทองคำในต่างประเทศ รวมทั้งเอกสารเรียกเก็บเงินและใบขนทองคำของลูกค้าในทุกธุรกรรม

    rn

    3) กรณีการขายธนบัตรเงินตราต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์ต้องตรวจสอบเอกสารการนำเข้าเงินตราต่างประเทศของลูกค้าที่นำเข้าธนบัตรที่มีมูลค่ารวมตั้งแต่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะส่งผลให้การตรวจสอบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้ามีความเข้มงวดขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    29 ธันวาคม 2568

    rn”}}” id=”anchor1″>

    นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท และป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่ตรงกับแหล่งที่มาที่แจ้งไว้ หรือการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการทำธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (Resident) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

    ปัจจุบัน จำนวนธุรกรรมขายดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อเงินบาทของ Resident ที่มีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อรายการ คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนธุรกรรมขาเข้าของ Resident ทั้งหมด แต่มูลค่าของธุรกรรมดังกล่าวกลับมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85 ซึ่งเกณฑ์การทำธุรกรรมเงินขาเข้าที่ไม่ได้มีการตรวจเอกสารในปัจจุบัน อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำทุจริตทางการเงิน และหากมีปริมาณสูงอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินได้ โดยการปรับเกณฑ์ข้างต้นจะครอบคลุมกรณีต่าง ๆ ดังนี้

    1) กรณีการขายเงินตราต่างประเทศเพื่อรับเงินบาท และการโอนเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit) สำหรับธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกตรวจสอบเอกสารให้แหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศตรงตามที่ลูกค้าแจ้งไว้เป็นรายธุรกรรมทุกครั้ง ยกเว้นธุรกรรมปกติของลูกค้าธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์รู้จักดี มีการทำ Know Your Business (KYB) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกเอกสารประกอบเป็นรายธุรกรรมสำหรับทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป โดยไม่มีข้อยกเว้น ในกรณีที่เงินตราต่างประเทศมีแหล่งที่มาดังต่อไปนี้

    (1) รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ

    (2) รายได้จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล

    (3) เงินทุนจากต่างประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ/สาขา เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้/ให้กู้ และเงินส่วนต่างธุรกรรมอนุพันธ์

    (4) เงินตราต่างประเทศที่ได้จากแหล่งที่มาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การรับค่าสินค้า บริการ รายได้ และเงินโอนและบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรและเงินฝาก

    2) กรณีการขายและรับโอนเงินตราต่างประเทศที่มาจากการขายทองคำ ธนาคารพาณิชย์ต้องตรวจสอบเอกสารการขายทองคำในต่างประเทศ รวมทั้งเอกสารเรียกเก็บเงินและใบขนทองคำของลูกค้าในทุกธุรกรรม

    3) กรณีการขายธนบัตรเงินตราต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์ต้องตรวจสอบเอกสารการนำเข้าเงินตราต่างประเทศของลูกค้าที่นำเข้าธนบัตรที่มีมูลค่ารวมตั้งแต่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป

    ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะส่งผลให้การตรวจสอบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้ามีความเข้มงวดขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    29 ธันวาคม 2568

    สอบถามเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251229.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ofqsBQXaeXywwGrDOhGq2