Blog

  • พณ. เปิดแนวโน้มเที่ยวไทยปี 69 คนไทยคุมงบไม่เกินหมื่น ภาคเหนือแชมป์จุดหมายปลายทาง

    ขอบคุณภาพ: เพจเฟซบุ๊กข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ธ.ค.68) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 6,266 ราย เกี่ยวกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปี 2568

    ผลการสำรวจพบว่า กิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การท่องเที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต รวมถึงการพักผ่อนอยู่ในที่พัก ขณะที่ภาคเหนือยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักของประชาชนที่ต้องการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ความแออัดและความหนาแน่นของแหล่งท่องเที่ยว ยังคงเป็นความกังวลสำคัญของนักท่องเที่ยว

    สำหรับแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 พบว่า ภาคเหนือยังคงเป็นภูมิภาคที่ประชาชนต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 42.90 รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง ร้อยละ 19.17 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 14.95 โดยประชาชนในภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเดินทางไปท่องเที่ยวในภาคเหนือมากที่สุด

    ขณะที่ประชาชนในภูมิภาคอื่น ๆ มีแนวโน้มเลือกเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคของตนเองเป็นหลัก โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งมีสัดส่วนการท่องเที่ยวในภูมิภาคของตนเองอยู่ที่ร้อยละ 66.39 และ 53.19 ตามลำดับ

    ด้านกิจกรรมที่คาดว่าจะทำระหว่างการท่องเที่ยว พบว่า การท่องเที่ยวธรรมชาติ ผจญภัย และกีฬา ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 27.81 รองลงมา ได้แก่ การเที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต ร้อยละ 24.91 และการพักผ่อนในที่พัก ร้อยละ 18.02 โดยในเกือบทุกภูมิภาค ประชาชนมีการวางแผนทำกิจกรรมท่องเที่ยวธรรมชาติและร้านอาหารยอดฮิตเป็นหลัก ขณะที่ภาคตะวันตก นอกจากการท่องเที่ยวธรรมชาติแล้ว ยังมีความต้องการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์เป็นลำดับรองลงมา

    ในส่วนของการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวช่วงปลายปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่คาดว่าจะใช้จ่ายอยู่ในช่วง 5,000–10,000 บาทต่อคนต่อทริป รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อทริป และค่าใช้จ่ายระหว่าง 10,001–30,000 บาทต่อคนต่อทริป ตามลำดับ โดยการท่องเที่ยวในภาคเหนือและภาคใต้ มีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่าภูมิภาคอื่น

    เมื่อพิจารณาตามประเภทค่าใช้จ่าย พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับค่าอาหารมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 29.15 รองลงมา ได้แก่ ค่าเดินทาง ร้อยละ 26.41 และค่าที่พัก ร้อยละ 25.90 ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านของฝากและการช็อปปิ้งมีสัดส่วนน้อยกว่า ทั้งนี้ กลุ่มอายุ 30–59 ปี และกลุ่มที่คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 30,001–50,000 บาทต่อทริป มีแนวโน้มใช้จ่ายด้านของฝากและการช็อปปิ้งมากกว่ากลุ่มอื่น

    สำหรับความกังวลในการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 พบว่า ความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยวเป็นประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 22.62 รองลงมา ได้แก่ ความกังวลด้านการจราจร ร้อยละ 21.58 และความปลอดภัยและอุบัติเหตุ ร้อยละ 20.63 โดยประชาชนอายุต่ำกว่า 29 ปี และกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป มีความกังวลด้านความปลอดภัยมากที่สุด ขณะที่กลุ่มอายุ 30–49 ปี มีความกังวลด้านความแออัดและการจราจรเป็นหลัก

    เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค แม้ภาคเหนือจะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ประชาชนในพื้นที่ยังมีความกังวลเรื่องความแออัดและการจราจรสูงที่สุด ขณะที่ความกังวลด้านราคาสินค้าและบริการที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง

    นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ไม่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวช่วงปลายปี ปัญหาทางการเงินและค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ไม่ได้ทำงานและเกษียณอายุ รวมถึงกลุ่มอาชีพอิสระ ขณะที่ในภาคใต้ พบว่าสถานการณ์อุทกภัยเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

    นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้การท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 และเทศกาลสำคัญอาจจะชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย จากสถานการณ์ภายในประเทศที่เกิดขึ้น อาทิ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนและสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี บรรยากาศการเฉลิมฉลองส่งท้ายปี 2568 ที่กระจายไปทั่วประเทศ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

    ทั้งนี้ ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีอย่างเหมาะสม โดยมุ่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินทางตลอดเส้นทางคมนาคม การอำนวยความสะดวกและบริหารจัดการความแออัดของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการการจราจรที่อาจติดขัดในช่วงเทศกาลสำคัญ เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตาม กำกับดูแล และควบคุมราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงเวลาสำคัญ ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชน ผ่านการสนับสนุนสินค้าชุมชนและสินค้าท้องถิ่น อาทิ แคมเปญ GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน และแคตตาล็อกสินค้าของขวัญคุณภาพ GIFTS FOR GAIN เพื่อให้การท่องเที่ยวมีบทบาทในการกระจายรายได้ สนับสนุนสินค้าไทย และช่วยขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าไทยควบคู่กันไป ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/804855&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3txKCck2hsHRVBLF1ZdBEM

  • รองผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน มอบสิ่งของบริจาคและทุนการศึกษาสถานีไออุ่น ครั้งที่ 75  | เดลินิวส์

    รองผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน มอบสิ่งของบริจาคและทุนการศึกษาสถานีไออุ่น ครั้งที่ 75  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ที่ โรงเรียนบ้านห้วยเสือเฒ่า (เจ้ากอแก้วอุปถัมภ์) ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานมอบสิ่งของบริจาคและทุนการศึกษาสถานีไออุ่น ครั้งที่ 75 เพื่อมอบความสุขและสร้างรอยยิ้มให้แก่น้องนักเรียน โดยมี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยเสือเฒ่า คณะครู ผู้ฝึกสอน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ให้การต้อนรับคณะผู้ใหญ่ใจดีจากทีมงานสถานีไออุ่นด้วยบรรยากาศที่เป็นไปด้วยความอบอุ่น

    โดย ทีมงานสถานีไออุ่น ได้นำสิ่งของต่างๆ จากผู้ใหญ่ใจดีที่ร่วมสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา อาทิ หมวกไหมพรม ผ้าห่มกันหนาว ผ้าพันคอ อุปกรณ์การศึกษา ทุนการศึกษา และถังน้ำแข็งสถานีไออุ่น มามอบให้น้องนักเรียน เพื่อมอบความสุขและสร้างรอยยิ้มให้แก่น้องนักเรียน อย่างไรก็ตาม สถานีไออุ่น เป็นกิจกรรมเล็กๆ ที่พร้อมส่งกำลังใจและส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5453987/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k3EQ3-ChRgtdUlzFN0qNg

  • ให้โอวาทและส่งกำลังใจแก่นักกีฬาสถาบัน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ให้โอวาทและส่งกำลังใจแก่นักกีฬาสถาบัน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/119084/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zp_eBT_AGu4-jRrjgY-d3

  • วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ เลือกตั้ง 2569

    วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ เลือกตั้ง 2569

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-211&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AtpMD2WKd2DCm3T6o1ubI

  • สพป  สุโขทัย เขต 2 รับเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ด้านกีฬา 

    สพป  สุโขทัย เขต 2 รับเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ด้านกีฬา 

    การศึกษา

    สพป  สุโขทัย เขต 2 รับเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ด้านกีฬา 

    วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.32 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สพป  สุโขทัย เขต 2 รับเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ด้านกีฬา 

    นางรตนกร  ชัยประสิทธิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุโขทัย เขต 2 เป็นตัวแทนรับเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณบัตรหน่วยงานที่ทำคุณและโยชน์ด้านกีฬาให้กับจังหวัดสุโขทัยด้วยดีตลอดมา เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติจังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่งจังหวัดสุโขทัยจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงวันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ทางการกีฬาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4  โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายนพฤทธิ์  ศิริโกศล เป็นประธานการมอบ ณ ห้องประชุมทองคูณ  หงส์พันธ์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/460473&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GeeiXEXA6V9f-oMwwoTiD

  • ไอซีบีซี (ไทย) มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 

    ไอซีบีซี (ไทย) มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 

    การเงิน หุ้น

    ไอซีบีซี (ไทย) มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 

    วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ไอซีบีซี (ไทย) มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 

    นายเสี่ยวปอ  หลี่  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร   ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน)   มอบทุน    การศึกษาให้กับนิสิต  นักศึกษาที่เรียนดีและต้องการการสนับสนุนด้านทุนทรัพย์จาก 4 มหาวิทยาลัยได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น  และในปีนี้ ธนาคารได้ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับนิสิต คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี อีกจำนวน 3 ทุน รวมทุนการศึกษาที่ธนาคารมอบให้นิสิต นักศึกษาจำนวนรวม 24 ทุน ทุนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 480,000 บาท ทั้งนี้ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ได้มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ซึ่งมีผู้เข้ารับทุนแล้วกว่า 160 คน 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/460482&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06p8yJKuTDSAWMWH_iTmih

  • “อภิสิทธิ์” เปิดกรอบนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ชู 4 เสาหลัก 27 ประการ  แขวะพูดแล้วทำต้องคิดก่อน

    “อภิสิทธิ์” เปิดกรอบนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ชู 4 เสาหลัก 27 ประการ  แขวะพูดแล้วทำต้องคิดก่อน


    หน.ปชป. เปิดกรอบนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”  ชู 4 เสาหลัก 27 นโยบาย แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปลดล็อกความจน–เหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าดันศก.ไทยฟื้น เพิ่ม GDP เฉลี่ย 5% ใน 4 ปี ยกระดับรายได้ ลดค่าครองชีพ

    เวลา 10.30 น. พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 พร้อมด้วย นาย กรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่2 และ3 ตามลำดับ เปิดตัวกรอบนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ชูนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายใต้ 4 เสาหลัก 27 นโยบาย มุ่งปลดล็อกความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาปากท้องที่ประชาชนต้อง “ทน” สะสมมานาน ตั้งเป้าขับเคลื่อนประเทศให้พ้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา เพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เฉลี่ย 5% ภายใน 4 ปี

    นโยบายเสาที่ 1 “หายจนรายได้” เน้นยกระดับรายได้เกษตรกรและแรงงาน ด้วยการประกันรายได้พืชผลสำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ควบคู่กลไก “รัฐช่วยจ่ายส่วนต่าง” ให้แรงงานตามค่าครองชีพรายจังหวัด ลดค่าไฟโดยไม่ใช้งบภาษี สนับสนุนพลังงานสะอาด ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานอาเซียน เพิ่มรายได้รัฐจากค่าผ่านทางสายส่งไฟฟ้า รวมถึงมาตรการลดภาษีเงินได้ 40,000 บาทแรก และกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้า–รถเมล์สูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว

    เสาที่ 2 “หายจนใจ” มุ่งเสริมหลักประกันชีวิตทุกช่วงวัย ตั้งแต่เงินอุดหนุนแม่และเด็กเดือนละ 5,000 บาทในปีแรก การออมให้เด็กไทยตั้งแต่แรกเกิด เบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน โครงการปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย บ้านละ 50,000 บาท การแปลงบ้านเป็นเงินเลี้ยงชีพอยู่ได้ตลอดชีวิต การเร่งรัดบริการทำฟันผู้สูงอายุ และการเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็นสองเท่า

    เสาที่ 3 “หายจนปัญญา” ปรับระบบการศึกษาเป็นแบบยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกแบบการเรียนรู้เอง ผ่านธนาคารหน่วยกิตและแพลตฟอร์มดิจิทัล สนับสนุนคูปองการศึกษา 3,000 บาทต่อปี แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงในโรงเรียนขนาดเล็ก จัดหางานเพื่อชำระหนี้ กยศ. และยกระดับทักษะภาษา–ดิจิทัลด้วยแพลตฟอร์ม Learn to Earn และ National Digital Learning Platform

    เสาที่ 4 “หายจนตรอก” เน้นปฏิรูประบบรัฐด้วยดิจิทัล One-ID และ Citizen Wallet เปิดข้อมูลรัฐ (Open Data) ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างด้วย AI ให้โอกาสสินค้าไทยและ SMEs ตัดกฎหมายล้าสมัยด้วย Super Act ยกระดับการรับมือภัยพิบัติ ระบบเตือนภัยเดียวถึงหลายหน่วย เร่งแก้ปัญหา PM 2.5 ปราบยาเสพติดครบวงจร และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มอเตอร์เวย์สี่ทิศ รถไฟความเร็วสูง เชื่อมไทยสู่ภูมิภาค

    สำหรับนโยบาย 27 ข้อที่จะนำไปสู้การทำให้ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ประกอบด้วย

    1. ประกันรายได้จ่ายทันที

    2. ประกันรายได้ แรงงาน

    3. ลดค่าไฟ ไม่ใช้เงินภาษี

    4. ประเทศไทย ศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งเอเชีย

    5. พัฒนาตำรา ปลูกป่าได้เงินเดือน

    6. เงินได้ 40,000 บาทแรกไม่เสียภาษี

    7. รถไฟฟ้า+รถเมล์ จ่ายสูงสุด 30 บาท

    8. สลากออมทรัพย์รายจังหวัด “โชคดี ทั่วกัน”

    9. โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย

    10.เบี้ยคนชราถ้วนหน้า 1000

    11. 50,000 บาท บ้านผู้สูงวัยปลอดภัย

    12. แปลงบ้านผู้สูงวัย เป็นเงินเลี้ยงชีพ อยู่ฟรีตลอดชีวิต

    13. ทำฟันผู้วัย Fasttrack

    14. เบี้ยคนพิการ x2

    15. บุพเฟต์การศึกษา เรียนสิ่งที่อยากเรียน

    16. เรียนฟรี ต้องฟรีจริง

    17. หางานให้ ใช้หนี้ กยศ.

    18. English for All / แพลตฟอร์ม Learn to Earn NDLP

    19. ราชการในมือถือ digital government

    20. Open Data ข้อมูลภาครัฐ

    21. จัดซื้อจัดจ้างให้โอกาส SMEs ไทย Made in Thailand First

    22. ตัดตอนทุนผูกขาด สลายด้วย Super Act

    23. บทเรียนชาติใหม่ ประเทศไทยพร้อมเผชิญกับพิบัติ

    24. แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งกฎหมาย 3 ฉบับ เฝ้าระวังเข้มงวด ใช้มาตรการจูงใจ และลงโทษ

    25. บำบัด ปราบ ป้องกัน ยาเสพติด/แสกมเมอร์

    26. ทหารอาสา 4 ปี เรียนฟรีอนุปริญญาขึ้นไป ปลดประจำการมีงานให้

    27. มอเตอร์เวย์ ลิฟต์ / รถไฟความเร็วสูง เชื่อมไทยเชื่อมโลก

    นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กรอบนโยบายดังกล่าวจะขับเคลื่อนโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ โดยย้ำแนวคิด “พูดแล้วต้องทำได้จริง” เพื่อพาประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะ “ทนหายใจ” สู่ “ไทยหายจน” อย่างยั่งยืน

    “วันนี้มีคนพูดนโยบายเยอะแยะ บางคนสัมผัสว่าไม่ใช่แค่พูดนะพูดแต่พูดแล้วทำมันไม่พอหรอกครับเพราะต้องคิดก่อนพูด และพูดแล้วต้องทำเป็นน่ะ พวกเราทำเป็นครับ” นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39002&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1j4IRiCz5tOwoBIVi3ZrVe

  • “มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว” มอบทุนแพทย์สตรีชนบท รุ่นที่ 3 ปี 68

    “มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ” เดินหน้ามอบทุน 10 ทุน รวม 783,500 บาท แก่นักเรียนแพทย์สตรีชนบท รุ่นที่ 3 ปี 2568 ตอกย้ำพันธกิจสนับสนุนการศึกษาไทยและสร้างโอกาสเยาวชนสู่ระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

    29 ธ.ค. 2568

    นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานมูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง ให้แก่นักศึกษาแพทย์สตรีชนบท รุ่นที่ 3 ประจำปี 2568 จำนวน 10 ทุน เป็นเงิน 783,500 บาท โดยมี พญ.มยุรา กุสุมภ์ คณะกรรมการสมาคมแพทย์สตรีฯ, น.อ.หญิง พญ.จริยา สันตติอนันต์ ร.น. ประธานฝ่ายวารสารและโครงการทุนนักศึกษา, พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร นายกสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร คณะกรรมการสมาคมแพทย์สตรีฯ มาร่วมในพิธี ที่สมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/804796&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ofZV-Ob92g2UfT5eoTWTi

  • สำนักอุทยานฯ ตรวจความพร้อมรับนักท่องเที่ยวปีใหม่ ภูหินร่องกล้า | เดลินิวส์

    สำนักอุทยานฯ ตรวจความพร้อมรับนักท่องเที่ยวปีใหม่ ภูหินร่องกล้า | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. นางสายสุดใจ ชุนเชาวฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วย นายทศพร ปภากุล ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ณ โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย การบริการ และการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มี นายสุภัท จันทร์ลา หัวหน้าโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า ให้การต้อนรับและนำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมจุดสำคัญภายในโครงการ เริ่มจาก “ห้องสมุดใต้ร่มพระบารมี” แหล่งรวบรวมหนังสือทรงคุณค่าและองค์ความรู้ด้านป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และพระราชดำริ ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว เยาวชน และประชาชนทั่วไป

    จากนั้น คณะได้ร่วม ชิม “กาแฟพบรัก” ผลผลิตจากแปลงกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า บนแปลงสาธิตของโครงการฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สร้างรายได้และอัตลักษณ์ให้กับพื้นที่ควบคู่กับการอนุรักษ์

    นางสายสุดใจ กล่าวว่า วันนี้ มีโอกาสได้เดินทาง มาที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าจังหวัดพิษณุโลกเพื่อมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ของกรมอุทยาน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ต้องให้บริการ นักท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่  ซึ่งทางกรมอุทยานก็อยากตอบแทนให้กับประชาชน ถือเป็นของขวัญปีใหม่ ก็อยากจะขอเชิญชวนให้คนไทย มาท่องเที่ยว ในพื้นที่อุทยานซึ่งเป็นสมบัติของพวกท่าน สมบัติของชาติที่เราสงวนและรักษาไว้ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แล้วก็มาร่วมกันเสพอากาศบริสุทธิ์ ภายใต้การกำกับดูแลของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ และน้องๆ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  ซึ่งบริเวณพื้นที่อุทยาน หลายแห่ง ก็เป็น พื้นที่ยอดนิยม ของนักท่องเที่ยว มีความเจริญเติบโต อย่างปีที่แล้ว เราสามารถเก็บรายได้ถึง 13 ล้าน  ตอนนี้เริ่ม 2 เดือนเราเก็บได้  2 ล้าน คาดว่าสิ้นเราน่าจะมีรายได้เกิน 13  ล้าน

    ก่อนเดินทางกลับ คณะผู้บริหารยังได้เยี่ยมชม ทุ่งดอกกระดาษบริเวณใต้หน้าผาพบรัก จุดชมวิวและแลนด์มาร์กสำคัญที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลท่องเที่ยว สะท้อนศักยภาพของภูหินร่องกล้าในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการเรียนรู้ที่ครบวงจร การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 อย่างมีคุณภาพ ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5452881/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Amfef0tp5FREbZD1niFD4

  • MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ

    MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ

    สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน พ.ย.68 อยู่ที่ระดับ 90.54 หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.24% และหดตัว 4.39% จากเดือน ต.ค.68

    ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) ในเดือน พ.ย.68 อยู่ที่ 55.49 ลดลงจาก 57.81 ในเดือน ต.ค.68

    โดยมีปัจจัยกดดันจากการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมลดลง, เงินบาทแข็งค่า, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

    ขณะที่มีปัจจัยหนุน ได้แก่ การผลิตรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชด

    MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ

    เชยการนำเข้าในปีที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 และมาตรการสำคัญของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสและเที่ยวดีมีคืน เป็นต้น

    *อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ในเดือน พ.ย.68 ได้แก่

    – น้ำมันปาล์ม ขยายตัว 40.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

    – ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 6.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ Printed Circuit

    Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ และ IC เป็นหลัก ตามการเติบโตของตลาเซมิคอนดักเตอร์โลก

    – น้ำตาล ขยายตัว 165.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และน้ำตาลทรายขาว เป็น

    หลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบมากขึ้นกว่าปีก่อนเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และราคาอ้อยในฤดูกาลผลิต 2566/67 มีราคาสูง จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก

    *อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ในเดือน พ.ย.68 ได้แก่

    – ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ลดลง 13.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา

    และน้ำมันเครื่องบิน เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่

    – เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป ลดลง 25.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ เป็น

    หลัก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว และมีสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน

    – ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ ลดลง 8.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ถุงมือยางทางการแพทย์ และยางแท่ง เป็น

    หลัก ตามปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดลดลงจากอุทกภัยทางภาคใต้

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ดัชนีฯ MPI ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.) หดตัว -1.09% ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะหดตัว -1.0% แต่แนวโน้มหลังจากนี้คาดว่าจะที่ดีขึ้น โดยจะกลับมาขยายตัว 1-2% ในปี 69

    สำหรับการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ธ.ค.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยในประเทศ

    อยู่ในวัฏจักรขาลงและมีภาวะต้องเฝ้าระวังโดยปัจจัยด้านการลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวสูงต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคในประเทศได้รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลงตามการส่งออกของจีนและออสเตรเลียที่ขยายตัว ขณะที่การผลิตของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนยังคงต้องเฝ้าระวัง

    • แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในปี 2569

    สศอ. ประเมินว่าอุตสาหกรรมดาวเด่นยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก ได้แก่

    – อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

    – อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน (xEV)

    – อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (HDD)

    – อุตสาหกรรมอาหาร

    – อุตสาหกรรมอาหารสัตว์สำเร็จรูป

    ขณะที่อุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัว ได้แก่

    – อุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)

    – อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม

    – อุตสาหกรรมสิ่งทอ

    – อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน

    – อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12777568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DuR7m8QhCJOVy-VN5EskL