Blog

  • วิ่งการกุศลฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ปลุกท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ | TOPNEWS

    วิ่งการกุศลฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ปลุกท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ | TOPNEWS

    วันที่ 5 มิ.ย. 2569 มวลชนและนักวิ่งชาวไทย-มาเลเซียนับพันคน รวมพลังร่วมกิจกรรม “วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569” เพื่อระดมทุนฟื้นฟูและพัฒนาตลาดน้ำยะกังขนม 100 ปี แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนราธิวาสที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ณ ตลาดน้ำยะกังขนม 100 ปี อ.เมือง จ.นราธิวาส นายลุตฟี หะยีอีแต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต 1 เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม นายอำเภอนราธิวาส นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส ผู้บริหารท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักแม้มีฝนตกในช่วงค่ำ

    นายมูฮัมหมัดรอซากี เอาแวบือซา ประธานชุมชนยะกัง 1 กล่าวว่า ตลาดน้ำยะกังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและแหล่งสร้างรายได้สำคัญของชุมชนมาอย่างยาวนาน การจัดกิจกรรมวิ่งการกุศลครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำรายได้ทั้งหมดไปใช้ในการบูรณะและพัฒนาตลาดน้ำยะกัง ทั้งด้านภูมิทัศน์ ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ขณะที่นายลุตฟี หะยีอีแต กล่าวว่า รู้สึกประทับใจที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนศักยภาพของนราธิวาสในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมชูจุดเด่นของชุมชนยะกังริมคลองที่มี “ขนมโบราณพื้นเมือง” เป็นเอกลักษณ์สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ด้านนายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา จะผลักดันการพัฒนาและสนับสนุนงบประมาณสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวจากตลาดน้ำยะกังไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ ของจังหวัด เช่น บ้านทอน น้ำตกสุคิริน และน้ำตกบาเจาะ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับการท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาส สำหรับกิจกรรมภายในงานเริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีการลงทะเบียนนักวิ่ง จำหน่ายเสื้อที่ระลึก จัดนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ ก่อนปล่อยตัวนักวิ่งในเวลา 20.30 น. โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 6 รุ่น พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะและของที่ระลึกแก่ผู้เข้าเส้นชัย 200 คนแรก สร้างทั้งความสุข ความสามัคคี และความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนยะกังให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    กรียา เต๊ะตานี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นราธิวาส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1594686&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IjEuBhaOKi5zii2mmCV5D

  • เช้านี้ ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาน้ำมัน เบนซิน-ดีเซล 0.70 บาท : อินโฟเควสท์

    เช้านี้ ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาน้ำมัน เบนซิน-ดีเซล 0.70 บาท : อินโฟเควสท์

    บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ประกาศปรับ ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซลทุกชนิด ลดลง 0.70 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่ม พรีเมียมดีเซล ลดลง 1.00 บาทต่อลิตร โดยมีผลวันนี้ (6 มิ.ย.) ตั้งแต่เวลา 05.00 น.

    ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น วันนี้ เป็นดังนี้

    – เบนซิน 95 ลิตรละ 52.19 บาท

    – แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 42.60 บาท

    – แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 42.23 บาท

    – E20 ลิตรละ 37.60 บาท

    – E85 ลิตรละ 33.54 บาท

    – ดีเซล ลิตรละ 40.80 บาท

    – ดีเซล B20 ลิตรละ 35.30 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/598751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lq9OvA8MelmvqX9_Oaags

  • ส่วย

    ส่วย

    วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.34 น.

    ”คริส“ เปิดหลักฐานแฉ “ระบบอากง” ผู้ว่าฯเงา รัน กทม.หลังฉาก โยงแต่งตั้ง ผอ.เขต-เรียกเก็บผลประโยชน์ในสำนักงานเขต พร้อมปล่อยคลิปเสียงต่างด้าวจ่าย 2พันแลกขายของ-จ่าย 5หมื่นแลกใบอนุญาต“ บอก ”ชัชชาติ“ ต้องเด็ดขาดไล่ระบบอากงออกจาก กทม.

    วันที่ 6 มิ.ย.69 เวลา 10.00น. ณ อาคาร M Group นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดหลักฐาน ปฏิบัติการ ทุบ! ระบอบอากง เปิดแผลทุจริต กทม. โดยระบุว่า ระบบอากง เป็นเครือข่ายอำนาจภายในกรุงเทพมหานครที่เชื่อมโยงกับหลายสายงาน ทั้งโยธา ตลาด สภากทม. งบประมาณ และบริษัทรับงานต่าง ๆ จนเปรียบเสมือนมีบุคคลบางกลุ่มเป็นผู้รันการบริหารงานของ กทม.อยู่เบื้องหลัง ขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเพียงผู้ลงนามในทางเอกสารเป็นเะียงผู้ว่าฯเงา เท่านั้น

    คริส โปตระนันทน์

    นายคริส กล่าวว่า วันนี้ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า แท้จริงแล้วใครเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้ว่าฯ กทม. หรือ “อากง” ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา โดยอ้างว่าอากงไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่พรรคเรียกว่า “ป ร” ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในระบบดังกล่าว

    นายคริสได้นำชาร์จผังเปิดเผย โดยอธิบายว่า ผังที่มาให้ดูวันนี้ไม่ใช่ผังการทำงานเพื่อประชาชน แต่เป็น “ผังทำมาหากินแบบเส้นเลือดฝอย” เครือข่ายดังกล่าวแทรกซึมอยู่ในสำนักงานเขตต่าง ๆ และเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตร้องเรียนมายังพรรคเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า หากต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขต จะต้องถูกเรียกไปพูดคุยในสถานที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร โดยมีการเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าไปพูดคุย และหลังจากนั้นจะมีผลลัพธ์เพียง 2 ทาง คือ ได้ขึ้นตำแหน่ง หรือไม่ได้ขึ้นตำแหน่ง

    คริส โปตระนันทน์

    นายคริส อ้างว่า ผู้ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมระบบ หรือไม่ยอมจ่ายเงิน 4 กิโล จะไม่ได้รับการแต่งตั้งแต่ถ้าจ่าย 4 กิโล ก็จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่ง ผอ.เขต พร้อมย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ กทม.ทุกคนไม่ดี เพราะยังมีข้าราชการจำนวนมากที่ตั้งใจทำงาน สุจริต และไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในระบบดังกล่าว

    นายคริส ยังกล่าวถึงตัวเลข “4 กิโล” หรือ 4 ล้านบาท ที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เป็นข้อมูลจากผู้ช่วยเขตที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผอ.เขต และมาร้องเรียนกับพรรค โดยตั้งคำถามว่า หากตำแหน่ง ผอ.เขตมีต้นทุนสูงถึงหลักล้านบาท ก็ย่อมต้องมีการหาผลประโยชน์กลับคืนจากพื้นที่ เนื่องจากเงินเดือนปกติของ ผอ.เขตไม่สามารถทำให้คุ้มทุนได้

    คริส โปตระนันทน์

    นายคริส กล่าวว่า ในสำนักงานเขตมีหลายฝ่ายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม พร้อมยกตัวอย่างข้อร้องเรียนที่พรรคได้รับ เช่น การเรียกรับเงินจากงานสูบส้วม การนำรถของ กทม.ไปให้บริการเอกชน การเรียกเก็บเงินจากร้านอาหารในเรื่องบ่อดักไขมัน ใบอนุญาตสะสมอาหาร ตู้หยอดเหรียญ การขออนุญาตก่อสร้าง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคาร รวมถึงการค้าขายของต่างด้างบนทางเท้าโดยเปิดคลิปเสียงที่บอกว่าจ่ายเงิน 500-2,000 บาท แลกค้าขายได้

    โดยเฉพาะฝ่ายโยธา นายคริส ระบุว่าเป็น “พระเอก” ของระบบผลประโยชน์ เพราะเกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างจำนวนมากในแต่ละปี แม้ กทม.จะมีระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์เพื่อลดการพบกันระหว่างผู้ขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อร้องเรียนว่า หากไม่ไป “เคลียร์” ก็อาจถูกเตะถ่วง หรือไม่ได้รับการอนุมัติ พร้อมเปิดคลิปเสียงประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อดำเนินการเรื่องใบอนุญาต

    คริส โปตระนันทน์

    ทั้งนี้ยังมีการบอกว่า แต่ละฝ่ายจะมีรายได้ต่างกันโดยฝ่ายเทศกิจจะมีมีรายได้ต่อเดือน 4-5 แสนบาท ฝ่ายรักษา 3-4 แสนบาท ซึ่งมาจากการรับงานนอก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเดือนละ 5 แสนบาท ขณะที่ฝ่ายโยธาทำรายได้สูงสุดถึงปีละ 10 ล้านบาท

    นายคริส กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประชาชนถูกขูดรีดในหลายขั้นตอน และคำถามสำคัญคือเงินเหล่านี้ไหลไปที่ใด พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายสำนักงานเขต และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ กทม.

    คริส โปตระนันทน์

    นอกจากนี้ นายคริส ยังเปิดประเด็นเรื่องการแต่งตั้งและโยกย้าย ผอ.เขต โดยอ้างถึงกรณีคำสั่งโยกย้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งมีข้าราชการถูกโยกย้าย 25 คน และมีผอ.เขต 16 ราย ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร หรือ ก.พ.ค. กทม. จะมีคำวินิจฉัยให้ กทม.ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์

    นายคริส ระบุว่า แม้ กทม.จะมีคำสั่งยกเลิก แต่กลับมีคำสั่งให้บุคคลกลุ่มเดิม (16 ผอ.เขต)ไปปฏิบัติหน้าที่หรือติดตามงานในเขตเดิมอยู่ดี โดยตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการท้าทายคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. และเป็นการทำให้บุคคลเหล่านั้นยังคงปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็น ผอ.เขต แม้ในทางคำสั่งจะถูกย้ายออกไปแล้วก็ตาม

    คริส โปตระนันทน์

    นายคริส กล่าวต่อว่า จากวันที่มีคำสั่งยกเลิก จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาเพียง 9 วัน ได้มีการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มเดิมกลับเข้าไปดำรงตำแหน่งอีกครั้ง โดยตั้งคำถามว่า กทม.ได้เปิดรับสมัครใหม่จริงหรือไม่ มีผู้สมัครรายอื่นหรือไม่ และเหตุใดกระบวนการทั้งหมดจึงสามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ทั้งที่ตามขั้นตอนต้องมีการรับสมัคร ตรวจคุณสมบัติ ประเมินผลงาน ประเมินศักยภาพ ความประพฤติ จัดลำดับ และนายคริส กล่าวว่า หากกรุงเทพมหานครไม่มีระบบคุณธรรม การบริหารเมืองก็จะเดินต่อไปไม่ได้ เพราะตำแหน่ง ผอ.เขตมีความสำคัญอย่างมาก ไม่เพียงเกี่ยวกับการบริหารงานในพื้นที่ แต่ยังเกี่ยวพันกับเครือข่ายการเมืองและการเลือกตั้งในอนาคตด้วย

    ช่วงท้าย นายคริส ระบุว่า พรรคเศรษฐกิจมีหลักฐานจำนวนมากจากประชาชนที่ส่งเข้ามาผ่านสายด่วนของพรรค และจะส่งข้อมูลบางส่วนให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เพื่อนำไปดำเนินการต่อ พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งถูกพูดขึ้นครั้งแรก แต่เรามีอดีต ส.ก.พีรพล กนกวลัย อภิปรายในสภากทม.มาแล้วหลายครั้ง และมีร้องเรียนมานาน เพียงแต่สังคมอาจยังไม่รับรู้ในวงกว้าง

    คริส โปตระนันทน์

    นายคริส ย้ำว่า หากนายชัชชาติกล้าจริง ต้องประกาศให้ชัดว่าจะกำจัด “ระบบอากง” ออกจากกรุงเทพมหานคร และกลับมาเป็นผู้ว่าฯ ที่บริหารงานด้วยตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งรัน กทม.อยู่เบื้องหลัง

    นายคริส กล่าวอีกว่า วันนี้เราไม่ได้กล่าวหาข้าราชการ กทม.ทุกคน แต่เรากำลังพูดถึงระบบที่ทำให้คนดีอยู่ยาก คนที่ไม่จ่ายไม่ได้ขึ้น และประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระจากการถูกเรียกเก็บผลประโยชน์ในทุกขั้นตอน หากผู้ว่าฯ ยังปล่อยให้เรื่องนี้ดำรงอยู่ ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

    คริส โปตระนันทน์

    “ระบอบอากงกินใบอนุญาต และไม่ใช่กินใบอนุญาตอย่างเดียว กินขี้ด้วย กินรถดูดส้วม กินต้นไม้ กินรถขนขยะ ระบอบนี้ยังเกาะกินอยู่แบบนี้ แล้วท่านชัชชาติจะถือตัวเองเป็นพระ จะบริสุทธิ์คนเดียวใน กทม.  แล้วให้พวกเราเลือกท่าน แล้วยังมีระบอบเงาอยู่ข้างหลัง มันไม่ใช่” นายคริส กล่าวทิ้งท้าย

    คริส โปตระนันทน์

    คริส โปตระนันทน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/969078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uGltVFmfTcj1fRXwiXuAT

  • เปิดผัง ‘ระบบอากง’

    เปิดผัง ‘ระบบอากง’

    เปิดผัง ‘ระบบอากง’ ‘คริส’ เอาจริง แฉขบวนการซื้อขายเก้าอี้-ส่วยโยธา กทม.

    วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.37 น.

    จากกรณีก่อนหน้านี้ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองและโลกออนไลน์ก่อนถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. กับการออกมาแฉของ คริส โปตระนันทน์ จากพรรคเศรษฐกิจ เกี่ยวกับ ระบบอากง จนกลายเป็นที่วิพากษย์วิจารณ์อย่างดุเดือดเป็นวงกว้าง

    ล่าสุดวันนี้ 6 มิถุนายน 2569 นายคริส โปตระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเศรษฐกิจ ได้จัดแถลงข่าวใหญ่ ณ อาคาร M Group ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเปิดโปงสิ่งที่เขาเรียกว่า ระบบอากง ซึ่งอ้างว่าเป็นขบวนการทุจริตที่ซับซ้อนภายในกรุงเทพมหานคร

    คริส โปตระนันทน์

    ในการแถลงข่าวดังกล่าว นายคริสได้นำเสนอข้อมูลผ่านสื่อประกอบหลายชิ้น รวมถึงแผนผังที่ระบุว่าเป็น ผังทำงานหรือทำมาหากิน ซึ่งแสดงโครงสร้างความเชื่อมโยงของบุคคลต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอแผนภูมิขั้นตอนการคัดเลือกข้าราชการ กทม. สู่ตำแหน่งประเภทบริหารและอำนวยการระดับสูง เพื่อประกอบการอธิบายถึงกระบวนการที่เขากล่าวอ้างว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตดังกล่าว

    นายคริสยังได้นำป้ายข้อความที่ระบุถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกี่ยวกับการไม่ยอมรับเรื่องทุจริตเรียกรับผลประโยชน์มาประกอบการแถลง เพื่อตั้งข้อสังเกตและแสดงหลักฐานที่เขาเตรียมมา ในระหว่างการแถลงข่าว นายคริสได้แสดงท่าทางและนำเสนอหลักฐานที่เป็นไฟล์เสียงผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตที่เกิดขึ้น โดยการแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนหลายสำนักที่มาร่วมบันทึกภาพและทำข่าวอย่างใกล้ชิด

    คริส โปตระนันทน์

    คริส โปตระนันทน์

    คริส โปตระนันทน์

    คริส โปตระนันทน์

    คริส โปตระนันทน์

    คริส โปตระนันทน์

    คริส โปตระนันทน์

    คริส โปตระนันทน์

    คริส โปตระนันทน์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/969074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d5mvIMvtO69eYhoKoB7pO

  • ดันสนามบินชอนแก่นสู่มาตรฐานสากล

    ดันสนามบินชอนแก่นสู่มาตรฐานสากล

    รัฐบาลเร่งยกระดับสนามบินขอนแก่นสู่มาตรฐานสากล เดินหน้าติดตั้งระบบ ILS หลังล่าช้ากว่า 10 ปี เพิ่มความปลอดภัยการบิน รองรับการเติบโตเศรษฐกิจและท่องเที่ยวอีสาน

    ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการบิน เพื่อยกระดับความปลอดภัย เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการเดินทาง และส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยกระทรวงคมนาคม ได้ติดตามการดำเนินงานของท่าอากาศยานขอนแก่น พร้อมหารือร่วมกับกรมท่าอากาศยาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หน่วยงานในพื้นที่ และภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันการพัฒนาท่าอากาศยานขอนแก่นให้เป็นประตูการเดินทางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ประเด็นสำคัญที่ได้เร่งรัดเป็นพิเศษ คือ การติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS/DME (Instrument Landing System/Distance Measuring Equipment) ซึ่งเป็นระบบสำคัญที่ช่วยให้อากาศยานสามารถขึ้น-ลงได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีหมอก ฝนตกหนัก หรือสภาพอากาศที่มีทัศนวิสัยต่ำ ช่วยลดปัญหาเที่ยวบินล่าช้าและการบินวนรอก่อนลงจอด

    “โครงการนี้ล่าช้ามานานกว่า 10 ปี ส่งผลให้จังหวัดขอนแก่นและประเทศสูญเสียโอกาสในการแข่งขันด้านการบินและการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค รัฐบาลจึงเร่งผลักดันให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว”

    รัฐบาลได้ประสานและหารือกับกองทัพบก เพื่อขอใช้พื้นที่ศูนย์พัฒนากีฬา กรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการติดตั้งระบบดังกล่าว พร้อมกำชับให้กรมท่าอากาศยานและบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เร่งดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้โดยเร็วที่สุด

    นอกจากการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินแล้ว กระทรวงคมนาคมยังได้แนวทางเพิ่มศักยภาพของท่าอากาศยานขอนแก่นในหลายมิติ ทั้งการรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ การเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะแบบไร้รอยต่อ และการสร้างความร่วมมือกับสายการบินและภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินตรงสู่เมืองหลักและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ และได้เชิญชวนภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการ “Fly and Drive” ที่กระทรวงคมนาคมดำเนินการร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว เชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศกับการเดินทางภาคพื้น และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เติบโตมากยิ่งขึ้น

    ปัจจุบันท่าอากาศยานขอนแก่นสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 5 ล้านคนต่อปี และรองรับอากาศยานทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอยู่ระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน รวมถึงการปรับปรุงอาคารที่พักผู้โดยสารให้สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/134012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DM0gTeHIplWDqbiiDolrx

  • ‘ส.อ.ท.’ รับมือสงครามการค้า ชู ‘อุตสาหกรรมราง’ เครื่องยนต์ใหม่ฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ‘ส.อ.ท.’ รับมือสงครามการค้า ชู ‘อุตสาหกรรมราง’ เครื่องยนต์ใหม่ฟื้นเศรษฐกิจไทย

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดฉากวาระปี 2569–2571 อย่างเป็นทางการภายใต้การนำของ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล  ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry : Empowering Growth with 5I” มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก พร้อมกางแผนรับมือมาตรา 301 สหรัฐฯ หลังถูกจับตาเรื่อง ภาษีและแรงงาน เร่งผลักดันยอดจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทย (MiT) สู่เป้าหมาย 2 แสนล้านบาท ภายใน 2 ปี และเปิดตัว 8 คลัสเตอร์เป้าหมาย โดยมี “อุตสาหกรรมราง” เป็น New Gold Engine ตัวใหม่

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยในวาระใหม่ว่า ส.อ.ท. พร้อมเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering Growth with 5i” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในสภาวะที่โลกเผชิญกับความผันผวน ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น

    จับตาภาษี-มาตรา 301 สหรัฐฯ ต้องเร่งปรับตัว

    ต่อกรณีที่สหรัฐฯ พิจารณาจัดเก็บภาษีนำเข็าสินค้าจากไทยและอินโดนีเซียรอบใหม่เนื่องจากประเด็นการได้เปรียบดุลการค้า นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ต้องเชื่อมั่นในฝีมือการต่อรองของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดเก็บภาษีจริง คาดว่าจะกระทบในวงกว้างระดับที่ใกล้เคียงกันหลายประเทศ ดังนั้นหัวใจสำคัญคือการสร้าง Product Champion ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน มีอัตลักษณ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยแบรนด์

    “กรณีมาตรา 301 ที่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารซึ่งอาจโดนภาษีสูงนั้น ส.อ.ท. มองว่าผู้ประกอบการต้องเร่งทำตลาดเชิงรุกในสหรัฐฯ เพื่อให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าไทย พร้อมทั้งควบคุมต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน”

    ส่วนประเด็นแรงงานบังคับที่สหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างภายใต้มาตรา 301 นั้น ทาง ส.อ.ท. ยืนยันว่าไทยไม่มีปัญหาเรื่องแรงงานบังคับภายในประเทศ แต่อาจมีช่องโหว่ทางกฎหมายเรื่องการห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ ต้องเร่งประสานงานเพื่อปิดจุดอ่อนและพิสูจน์ความจริงต่อสหรัฐฯ

    ดัน “Made in Thailand” ทะลุ 2 แสนล้าน

    อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการผลักดันโครงการ Made in Thailand (MiT) ให้มีความเข้มข้นขึ้น โดยตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทยให้ถึง 200,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี โดยจะมุ่งเน้นการดึงดูดผู้ผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และประสานกับกรมบัญชีกลางเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐเลือกใช้สินค้าไทยเป็นอันดับแรก 

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังมีแผนเสนอให้รัฐบาลขยายสิทธิประโยชน์จากเดิมที่ครอบคลุมเพียงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้ขยายไปสู่ระดับ B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ) เช่น บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ซื้อสินค้า MiT ควรได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และในอนาคตอยากให้ครอบคลุมถึงระดับ B2C (ธุรกิจกับผู้บริโภค) ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าไทยมากขึ้น

    ยกเครื่อง Data Center สู่ AI Transformation

    ในด้านเทคโนโลยี นางพิมพ์ใจ มองว่า การเข้ามาลงทุนของ Data Center มูลค่านับล้านล้านบาท จากต่างชาติเป็นสัญญาณบวกต่อ Digital Infrastructure ของประเทศ แม้ในช่วงแรกอาจทำให้ไทยมียอดนำเข้าสินค้าทุน (เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฮเทค) สูงจนดูเหมือนขาดดุลการค้า แต่เป็นการนำเข้าเพื่อการ Transformation อุตสาหกรรม 

    “ไทยไม่ควรเป็นแค่ Hosting Center หรือผู้รับฝากข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องยกระดับสู่การเป็น AI Translator ที่สามารถนำโมเดล AI มาประยุกต์ใช้กับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของอาเซียนแทนที่ประเทศที่มีข้อจำกัดด้านพลังงานและน้ำ”

    8 คลัสเตอร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ระบบราง” คืออนาคต

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้แบ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมออกเป็น 8 คลัสเตอร์สำคัญ ได้แก่
    1. อาหารและเกษตร (รวมถึง Future Food)
    2. แฟชั่นและไลฟ์สไตล์
    3. ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม
    4. วิศวกรรมเครื่องจักรกล
    5. ยานยนต์แห่งอนาคต
    6. ปิโตรเคมี
    7. วัสดุก่อสร้าง
    8. อุตสาหกรรมขนส่งระบบราง (New Gold Engine)

    อุตสาหกรรมระบบราง ได้ถูกยกให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ เนื่องจากไทยกำลังเร่งพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง ซึ่ง ส.อ.ท. มองว่าเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่คนไทยจะสามารถผลิตโบกี้ ตู้รถไฟ และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ ได้เองภายในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าและรองรับ พรบ. ราง ฉบับใหม่ที่เปิดทางให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

    ภาพรวมเศรษฐกิจ “บวก-ลบ” สลับปัจจัยเสี่ยง

    สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ ส.อ.ท. มองว่ามีปัจจัยบวกจากการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของการส่งออก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลวงเงิน 4 แสนล้านบาท 

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งภาวะสงคราม อัตราเงินเฟ้อ สินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาดัมพ์ราคาในไทย ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และภาวะภัยแล้ง รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1237112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DWRLPhmoKyU_DxX1JZnxw

  • ทะลุเป้า! นักท่องเที่ยวแห่จองสิทธิ์เยี่ยมชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

    ทะลุเป้า! นักท่องเที่ยวแห่จองสิทธิ์เยี่ยมชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

    (6 มิ.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงกระแสความสนใจของนักท่องเที่ยว ที่ลงทะเบียนเข้าชมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และยุทธภูมิ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่าได้รับการตอบรับอย่างคึกคัก จากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลังเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเพจอย่างเป็นทางการ โดยมียอดจองสิทธิ์เข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้

    สำหรับการเปิดลงทะเบียนรอบแรกในวันนี้ (6 มิ.ย. 69) เปิดรับจำนวน 1,000 สิทธิ์ ปรากฏว่ามีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าชมมากกว่า 1,200 ราย สะท้อนถึงความสนใจของประชาชน ที่ต้องการเดินทางไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แห่งใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่การเปิดลงทะเบียนในวันพรุ่งนี้ (7 มิ.ย. 69) กำหนดรับนักท่องเที่ยวจำนวน 1,500 สิทธิ์ ล่าสุดมียอดจองแล้วกว่า 1,000 ราย และยังคงมีผู้สนใจทยอยลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเต็มจำนวนอย่างแน่นอน

    ทั้งนี้ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และเรื่องราวของยุทธภูมิชายแดนไว้อย่างน่าสนใจ เปิดโอกาสให้ประชาชน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสถานที่จริง พร้อมสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ และทัศนียภาพของพื้นที่ชายแดนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

    นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่นำสินค้าเกษตร อาทิ ทุเรียนและพืชผัก รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆมากมาย ในพื้นที่มาวางจำหน่ายด้วย – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NF53KV0CW&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IYMEG0i-xqAUEYSOpDCAo

  • ‘ชัชชาติ’ โต้ พรรคเศรษฐกิจ แถลง ไม่มีสาระรูปธรรม ยัน ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ไม่มี ”ระบบอากง”

    ‘ชัชชาติ’ โต้ พรรคเศรษฐกิจ แถลง ไม่มีสาระรูปธรรม ยัน ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ไม่มี ”ระบบอากง”

    ส่วน ผอ.16 ตำแหน่งแต่งตั้งมาอย่างไร นายชัชชาติ ระบุว่า  ก็ต้องดูความรู้ความสามารถ เชื่อว่าไม่มีการไปยุ่งกับการซื้อขายตำแหน่ง ส่วน 16 คน ตนเองไม่รู้รายละเอียดว่าพูดถึงใครสมัยไหน ให้ทีมงานตรวจสอบอยู่

    ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ของคนที่อาวุโสทำไมถึงไม่ได้ขึ้นตำแหน่งนั้น นายชัชชาติ ระบุว่า อาวุโสเป็นแค่หนึ่งในหลักการ และคนที่อาวุโสเยอะไม่ใช่จะได้ตำแหน่งเสมอ เพราะมีหลักการอื่นด้วย ไม่งั้นคงไม่ต้องดูความสามารถ

    จากนั้น นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯกทม. อธิบายเพิ่มเติมถึงหลักเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งว่า อันดับแรกจะต้องมีดูผลงานก่อน 30 คะแนน และอีก 50 คะแนน จะมีคะแนนประสบการณ์ ที่ 1 ใน 4 ของ 50 คะแนน ส่วนอีก 10 คะแนน คือคะแนนการปฏิบัติตัว และอีก 10 คะแนนเป็นคะแนนจริยธรรม ซึ่งจำนวน 100 คะแนนมีการแบ่งสัดส่วนชัดเจน ประสบการณ์เป็นหนึ่งในนั้นแต่ไม่ใช่เกณฑ์ทั้งหมด

    เมื่อถามว่า อักษรย่อ ป.ร.ปี 2566 คือนายปารุส ที่มาช่วยเพราะมีความรู้ความสามารถ ปัจจุบันยังมาช่วยงานอยู่หรือไม่ นายชัชชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาตนเองก็เคยถามว่า มีปัญหาอะไรหรือไม่ ตอนที่เขาช่วยงาน เพราะเขาเป็นคนมีประสบการณ์ เป็นคนให้ข้อมูล แต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจอะไร และก็ให้เช็กตลอดว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ไม่มีปัญหาอะไร

    ซึ่งตลอด 4 ปี ก็ยังเห็นเขาช่วยงาน แต่เขาไม่เคยมาปรึกษาอะไรตนเองและตนเองก็ไม่เคยไปปรึกษาอะไรเขา แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะเราเป็นประชาชนแล้ว

    ส่วนมองว่าเป็นจุดอ่อนหรือไม่นั้น ก็คงต้องให้ความเป็นธรรมด้วยว่าเขาทำผิดหรือไม่ กล่าวอ้างได้ คนที่ผิดหวังก็อาจจะไม่ชอบเขา และยืนยันว่า ไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเหมือนทีมงานที่เตรียมข้อมูลตลอด

    เมื่อถามว่า มีการพูดถึงว่า นายชัชชาติ พยายามไม่รับรู้  นายชัชชาติ ยืนยันว่า “ไม่ใช่ ผมต้องรับรู้อยู่แล้ว เพราะมีอะไรผมก็ต้องรับผิดชอบโดยตรง ไม่มีระบบอากง มีแต่ทีมงานชาติ ถ้าเขาด่าก็ต้องด่าผม ผมไม่มีทางหนีเรื่องนี้ได้ “

    ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่ ก็ให้ทีมกฎหมายดูอยู่ และไม่ได้กลัวเรื่องคนมาพูดอะไร ถ้าผิดจริงๆหมิ่นประมาทจริงๆก็ว่าไปตามกฎหมาย แต่ตนเองก็ทนได้ เพราะเราเป็นบุคคลสาธารณะให้คนตรวจสอบก็ไม่มีปัญหา เพราะให้คนตรวจสอบมา 4 ปีแล้ว

    นักข่าวไปถามนายชัชชาติ เพิ่มเติมว่า นายต่อศักดิ์ หรือ อากง มีเสียกำลังใจบ้างหรือไม่ นายชัชชาติ บอกว่า เขาก็คงเสียกำลังใจ แต่เขาก็ต้องสู้แต่เขาก็ผ่านมาเยอะ อากงก็เป็นคนใจดี ปกติจะดูแลหลานๆ และตนเองก็ถามทุกวันว่า เป็นยังไงบ้าง และก็ช่วยกันไม่เป็นไร

    ‘ชัชชาติ’ โต้ พรรคเศรษฐกิจ แถลง ไม่มีสาระรูปธรรม ยัน ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ไม่มี ”ระบบอากง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378978407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GJLBcISQoxzco8gyGv1ws

  • พรรคเศรษฐกิจกางผัง ‘ระบอบอากง’ แฉเครือข่ายคุม กทม.-ซื้อขายเก้าอี้ ผอ.เขต

    พรรคเศรษฐกิจกางผัง ‘ระบอบอากง’ แฉเครือข่ายคุม กทม.-ซื้อขายเก้าอี้ ผอ.เขต

    พรรคเศรษฐกิจเปิดข้อมูลกล่าวหาเครือข่ายอิทธิพลเบื้องหลัง กทม. อ้างมีบทบาทกำหนดแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พร้อมพาดพิง ‘จุฬาคอนเนกชัน’ และชื่อย่อ ‘ปร.’ ก่อนเรียกร้องให้ชัชชาติเร่งเคลียร์ข้อกล่าวหาก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

    6 มิถุนายน 2569 – นายคริส โปตระนันท์ สส.พรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคเศรษฐกิจแถลงข่าวเปิดเผยข้อมูลที่เรียกว่า “ระบอบอากง” โดยนายคริส กล่าวว่า มีกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลังการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร และมีบทบาทในการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ออกมาชี้แจงและดำเนินการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง

    นายคริส กล่าวว่า สิ่งที่นำมาเปิดเผยไม่ใช่การโจมตีทางการเมืองหรือการดิสเครดิตบุคคลใด แต่ต้องการสะท้อนปัญหาการทุจริตที่ยังคงเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร แม้ว่านายชัชชาติจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถและมีภาพลักษณ์โปร่งใสก็ตาม แต่ระบบ“อากง” เปรียบเสมือนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเงา ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางและจัดการงานสำคัญภายใน กทม. ขณะที่ผู้ว่าฯ เป็นผู้ลงนามในคำสั่งต่าง ๆ เท่านั้น ทั้งนี้”อากง” เป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ กทม. และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่เรียกว่า “จุฬาคอนเนกชัน”

    นอกจากนี้นายคริส ยังกล่าวถึงบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งใช้ชื่อย่อว่า “ปร.” อดีตผู้อำนวยการเขต ที่ทำหน้าที่เป็นมือขวาของ “อากง” และมีบทบาทดูแลหน่วยงานสำคัญ 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายสิ่งแวดล้อม และฝ่ายรักษาความสะอาด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่

    นายคริส กล่าวว่า ได้รับข้อมูลร้องเรียนจากผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตหลายรายว่า การแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตมีการเรียกรับเงินหรือ “ค่าเก้าอี้” สูงถึง 4 ล้านบาท โดยผู้ที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งจะต้องเข้าพบกลุ่มผู้มีอิทธิพลในสถานที่แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร และไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในระหว่างการพูดคุย โดยหากไม่มีการจ่ายเงิน ก็อาจไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขต และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผู้อำนวยการเขตในหลายพื้นที่ที่ถูกกล่าวอ้างถึง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง

    นายคริส ยังกล่าวว่า เมื่อมีการลงทุนจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ผู้ดำรงตำแหน่งบางราย จึงพยายามเรียกคืนผลประโยชน์ผ่านหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตหรือกำกับดูแล เช่น การค้าขายบนทางเท้า การอนุญาตก่อสร้างและต่อเติมอาคาร หรือการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ต่าง ๆ

    สำหรับฝ่ายโยธา นายคริสตั้งข้อสังเกตว่า แม้ กทม. จะมีระบบยื่นขออนุญาตก่อสร้างแบบออนไลน์เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน แต่ในทางปฏิบัติยังมีการร้องเรียนเรื่องการถ่วงเวลาและการเรียกรับผลประโยชน์ โดยเฉพาะกรณีที่มีการให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใกล้ชิดเป็นผู้จัดทำแบบก่อสร้าง

    นายคริส ยืนยันว่า ปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรมีมาตั้งแต่ปี 2566 และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามว่านายชัชชาติเกรงใจบุคคลหรือกลุ่มใดหรือไม่ จึงปล่อยให้มีการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขตจำนวนมาก จนเกิดข้อครหาเรื่องความไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ หากนายชัชชาติกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกำจัดระบอบอากงให้หมดไป เพราะตราบใดที่ระบบนี้ยังอยู่ การทุจริตในสำนักงานเขตก็จะยังคงอยู่ และประชาชนก็จะยังได้รับผลกระทบต่อไป

    นอกจากนี้ นายคริสยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับหัวหน้า ไปจนถึงผู้อำนวยการเขต เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการ ขณะเดียวกันข้อมูลส่วนหนึ่งจะส่งต่อให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์อดีต สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเดินหน้ายื่นต่อ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบต่อไป

    ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า หากได้รับเลือกตั้ง จะเร่งตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตภายในกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายให้ผู้จ่ายสินบนได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายมากขึ้น เพื่อจูงใจให้เปิดเผยข้อมูลการทุจริต นอกจากนี้ ยังเสนอให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินของข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษขึ้นไป และยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบทุกกรณีที่มีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต โดยไม่ละเว้นผู้ใด

    ส่วนประเด็นนโยบายยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะของกรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากปัจจุบัน กทม. มีต้นทุนในการจ้างเอกชนกำจัดขยะสูงมาก ขณะที่ขยะสามารถนำไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ปุ๋ย และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1009367/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bcAlSHpfz34_cPQQpFL-K

  • พรรคเศรษฐกิจแฉ “ระบอบอากง”ทุจริตกทม. เรียกเงิน 4 ล้านซื้อตำแหน่ง ผอ.เขต

    พรรคเศรษฐกิจแฉ “ระบอบอากง”ทุจริตกทม. เรียกเงิน 4 ล้านซื้อตำแหน่ง ผอ.เขต

    พรรคเศรษฐกิจแฉ

    เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดหลักฐานขบวนการทุจริตในกรุงเทพมหานคร หรือ “ระบอบอากง” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจมืดเบื้องหลังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แฉมีพฤติกรรมเรียกรับเงินจำนวน 4,000,000 บาท ในการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ณ เซฟเฮาส์ย่านสุทธิสาร พร้อมเตรียมส่งมอบคลิปเสียงและหลักฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ขบวนการนี้ ทำงานร่วมกันระหว่างข้าราชการการเมืองและบุคคล เชื่อมโยงเครือข่ายตั้งแต่ฝ่ายโยธา ตลาด สภา กทม. ไปจนถึงงบประมาณและบริษัทรับเหมาต่าง ๆ โดยมีแผนผังผลประโยชน์ในระดับสำนักงานเขตที่สร้างรายได้จากการทุจริตอย่างเป็นระบบ ดังนี้

    • ฝ่ายโยธา: สร้างรายได้สูงสุดประมาณ 10,000,000 บาทต่อปี จากการออกใบอนุญาตก่อสร้าง
    • ฝ่ายสิ่งแวดล้อม: รายได้ประมาณ 500,000 บาทต่อเดือน จากใบอนุญาตสะสมอาหารและระบบดักไขมัน
    • ฝ่ายเทศกิจ: รายได้ประมาณ 400,000 ถึง 500,000 บาทต่อเดือน
    • ฝ่ายรักษาความสะอาด: รายได้ประมาณ 300,000 ถึง 400,000 บาทต่อเดือน จากงานสูบส้วมและนำรถยนต์หลวงไปใช้ในงานเอกชน

    ประธานพรรคเศรษฐกิจระบุว่า วงจรทุจริตนี้ส่งผลให้ผู้อำนวยการเขตที่ยอมจ่ายเงินต้องเข้ามาถอนทุนคืนผ่านการแสวงหาผลประโยชน์มิชอบในพื้นที่ ทั้งยังพบพฤติกรรมท้าทายระบบคุณธรรม จากกรณีการโยกย้ายผู้อำนวยการเขต 1 กลุ่ม เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

    ต่อมา คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งเนื่องจากกระบวนการคัดเลือกไม่ถูกต้อง แต่ทางกรุงเทพมหานครกลับเลี่ยงบาลีด้วยการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มเดิมให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งเดิมในเวลาอันรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม นายคริสตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อาจเป็นเพียงผู้ลงนามในเอกสารตามกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่ได้บริหารงานด้วยตนเองอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องนายชัชชาติ หากได้รับชัยชนะการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด เร่งกำจัดเครือข่ายอำนาจมืดนี้ออกจากระบบการบริหารงานอย่างเร่งด่วน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/743483&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rTx21QILIrrSlHGhPlIVK