Blog

  • กรมการท่องเที่ยว ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก | เดลินิวส์

    กรมการท่องเที่ยว ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก | เดลินิวส์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว จัดพิธีเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่ห้องกมลทิพย์ ชั้น ๒ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ หนึ่งในโรงแรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย มาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยว ประเภทโรงแรม โดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดีและมอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย แก่ ผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยจากกรมการท่องเที่ยว ทั้งประเภทที่พักเพื่อการท่องเที่ยว บริการท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ แหล่งท่องเที่ยว มาตรฐานการท่องเที่ยวอาเซียน มาตรฐานระหว่างประเทศ และ มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 694 ราย

    ​กรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการจัดพิธีเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ ผู้ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจประเมินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านการพัฒนาคุณภาพบริการ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยใช้ Soft Power และการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน เป็นเลิศทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล

    พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ คุณค่า และมูลค่า ให้เครื่องหมายมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า” เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและสาธารณชนทั่วไป ตลอดจนกระตุ้นและเชิญชวนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเพิ่มขึ้น

    ​ทั้งนี้ มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการบริหารจัดการและการให้บริการที่ดีมีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มและสร้างความยั่งยืนสู่ผู้ประกอบการ มีทั้งสิ้น 56 มาตรฐาน อายุการรับรองมาตรฐาน 3 ปี ครอบคลุมการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ทั้งที่พัก สินค้าและบริการท่องเที่ยว ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ด้านแหล่งท่องเที่ยว และด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ผู้ได้รับการรับรองมาตรฐานได้รับประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพการให้บริการและการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ สร้างรายได้และเกิดความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการสถานประกอบการท่องเที่ยว ชุมชน โฮมสเตย์ และมัคคุเทศก์ที่ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ด้วยความมั่นใจ คุ้มค่า โดยสามารถค้นหาสถานที่และสถานประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ผ่านทางเว็ปไซต์ tts.dot.go.th และเฟซบุ๊ก Thailand Tourism Standard สำหรับผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3232 และอีเมล [email protected]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5922951/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DJSDSEiftzBD0FuR8z40y

  • รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

    รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

    วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.17 น.

    รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย สะท้อนกำลังซื้อฟื้นทั่วประเทศ

    7 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยล่าสุดข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนจำนวน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายจำนวน 5,894.47 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้วจำนวน 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

    ในส่วนของร้านค้า พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วจำนวน 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

    รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้วจำนวน 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/969171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cW7FXN3qg0oeE51joeREe

  • โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

    โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.29 น.

    7 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส ารวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความหลากหลายทางเพศ 2026” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,238 คน (ส ารวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 67.61 รู้ว่าเดือนมิถุนายนเป็น Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ ขณะที่ ร้อยละ 32.39 ไม่รู้ สำหรับความคิดเห็นต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ปัจจุบันกลุ่มตัวอย่างมองว่าคนไทยเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ร้อยละ 79.32 เมื่อถามถึงระดับการยอมรับในสังคมรอบตัว ณ วันนี้พบว่าอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 85.30 และเห็นว่ารัฐบาลควรผลักดันเรื่องการส่งเสริมการยอมรับและความเข้าใจในสังคมต่อไป ร้อยละ 65.27

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่าสังคมไทยก้าวสู่การยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทั้งด้านทัศนคติและการใช้ชีวิตร่วมกัน โดยส่วนใหญ่เห็นว่าทุกคนควรได้รับสิทธิและโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันยังคาดหวังให้ภาครัฐเดินหน้าสร้างความเข้าใจ ขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย สะท้อนว่าความเท่าเทียมในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การยอมรับ แต่กำลังก้าวไปสู่การได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมในทางปฏิบัติ

    รองศาสตราจารย์ ดร.จิรานุช โสภา ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตอธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยได้ก้าวผ่านจุดที่เป็นเพียงการยอมรับไปสู่ยุคแห่งการตระหนักรู้เชิงประจักษ์และการผลักดันความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักรู้ในเทศกาล Pride Month และมองว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียเป็นพัฒนาการที่ดีของสังคม

    อย่างไรก็ตาม แม้ระดับการยอมรับในสังคมรอบตัวจะอยู่ในเกณฑ์สูงและคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าสังคมเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่อคติทางเพศยังคงแฝงตัวอยู่ในสังคมนำมาสู่โจทย์ท้าทายที่ประชาชนส่งสัญญาณให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมความเข้าใจในวงกว้าง พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้าง ทั้งการสร้างสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติและการขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย รากฐานเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านความพร้อมของสังคม ไปสู่การขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีรุ้ง” (Rainbow Economy) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/969166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cHb1U1C8-XP8EXCSZciir

  • ดาวโจนส์ปิดตลาด วิเคราะห์ก่อนเปิดตลาด 08/06/69

    ดาวโจนส์ปิดตลาด วิเคราะห์ก่อนเปิดตลาด 08/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/152429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JdlEVblZHA1M6gsyAr4-4

  • จัดตามรอยผู้กล้า ทภ.2เปิดทางท่องเที่ยว เยือนปราสาทตาควาย

    จัดตามรอยผู้กล้า ทภ.2เปิดทางท่องเที่ยว เยือนปราสาทตาควาย

    วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    จัดตามรอยผู้กล้า
    ทภ.2เปิดทางท่องเที่ยว
    เยือนปราสาทตาควาย

    “ทภ.2-จ.สุรินทร์” เปิดท่องเที่ยว “ปราสาทตาควาย–เนิน 350” ชมรูปปั้น 3 ทหารกล้า “จ่าเริง-พลทหารวุ้น-จ่าอโนทัย” ด้าน กัมพูชา กร้าว ทำหนังสือประท้วงให้หยุดกิจกรรมทันที

    วันที่ 6 มิ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บักได ได้เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ภายใต้กิจกรรมทดลองเปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ปราสาทตาควาย และเนิน 350” ที่ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยเปิดให้เที่ยวชมในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 6-7 และ 13-14 มิถุนายน 2569 นี้

    กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ชมธรรมชาติที่สวยงาม และรำลึกถึงวีรกรรมของทหารกล้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย โดยนักท่องเที่ยวจะได้เดินผ่านจุดเรียนรู้สำคัญทั้งหมด 7 จุด เช่น อนุสาวรีย์พิทักษ์ไทย, องค์พระพุทธเมตตา, ปราสาทตาควาย และเนิน 350

    รำลึก 3 ทหารกล้า

    รวมถึงไฮไลต์สำคัญคือการไปชมรูปปั้นของ 3 ทหารกล้า ได้แก่ “จ่าเริง” จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ “พลทหารวุ้น” พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา จากกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ที่เสียชีวิตในปฏิบัติการบุกยึดพื้นที่เนิน 350 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 “จ่าอโนทัย” จ่าสิบเอก อโณทัย ป้องแก้ว หัวหน้าชุดโจมตี กองร้อยปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568

    เส้นทางท่องเที่ยวนี้เป็นทางเดินศึกษาประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ระยะทางประมาณ 2.9 กิโลเมตร บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น เหมาะกับการมาพักผ่อนและเรียนรู้เรื่องราวชายแดนไปพร้อมๆ กัน

    สำหรับการเดินทาง จะมีรถรับส่งจากจุดต้อนรับไปยังจุดคัดกรองบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุขโดยมีพี่ๆ ทหารและเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง พร้อมมีน้ำดื่มและยาสามัญประจำบ้านเตรียมไว้บริการตามจุดพักอย่างครบครัน

    การเปิดเส้นทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ จึงขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเที่ยวชม รำลึกถึงความเสียสละของวีรบุรุษ และช่วยกันดูแลผืนแผ่นดินไทยไปด้วยกัน

    เขมรงอแงประท้วงไทยทันที

    มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ทางกระทรวงวัฒนธรรมของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนคัดค้านการดำเนินการของฝั่งไทยบริเวณปราสาทตาควาย โดยเรียกร้องให้ทางการไทยระงับแผนเปิดการท่องเที่ยว และให้หยุดทุกกิจกรรมในพื้นที่ดังกล่าวทันที

    รวบ17เขมรหนีความอดอยาก

    ที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 6 มิ.ย.2569กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจโคกสูงและชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.ต.อัศวิน เสาทอง เสธ.ชค.ทพ.12 พร้อมกำลังพล ร้อย.ทพ.1205 และชุดปฏิบัติการข่าว ร่วมกันลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่รับผิดชอบ

    กระทั่งได้ตรวจพบและจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาลักลอบหนีเข้าเมืองจำนวน 17 คน เป็นชาย 7, หญิง 8, เด็กชาย 1, เด็กหญิง 1 ขณะกำลังเดินเท้าลักลอบข้ามตะเข็บชายแดนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยตามช่องทางธรรมชาติ ระหว่างรอยต่อ จุดตรวจ ส.44 ถึง จุดตรวจ อ.01 บริเวณบ้านศิลารัตน์พัฒนาต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
    ตรวจสอบแล้วไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตข้ามแดน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดพร้อมสัมภาระมาซักถามที่กองร้อยทหารพรานที่ 1205

    จากการซักถามเบื้องต้น ชาวกัมพูชาทั้ง 17 คน ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องและอาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกันที่บ้านควน ต.รุนลา อ.บานอนจ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา ทั้งหมด รับสารภาพว่า อยู่ที่บ้านเกิดไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ และเกิดความอดอยาก อย่างหนัก จึงชักชวนกันยกครอบครัวเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อลักลอบ ข้ามแดน โดยเสียค่านำพาให้กับนายหน้าชาวกัมพูชาเป็นเงินคนละ 8,000 บาท หวังลักลอบเข้าไทยเพื่อจะไปทำงานก่อสร้างที่ จ.ชลบุรี ตามที่เพื่อนชักชวนไว้ แต่สุดท้ายเดินข้ามแดนมาได้ไม่ทันไรก็ถูกทหารไทยจับกุมได้เสียก่อน

    เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้ง 17 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ทิ้งร้านในปอยเปตลอบข้ามแดน

    ต่อมาเวลา 06.30 น.วันเดียวกัน กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.ท.เตชทัต เฉลิมจิตต์ ผบ.ร้อย.ทพ.1202 นำกำลังพลออกลาดตระเวนป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย บริเวณระหว่างจุดตรวจ อ.09 ถึง จุดตรวจ อ.10 บ้านดงงู ม.5 ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

    เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบและจับกุมชาวไทย 2 คน ชาย 1, หญิง 1ขณะกำลังเดินเท้าลักลอบข้ามแดนจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย บริเวณป่าละเมาะท้ายหมู่บ้านดงงู ตรวจสอบไม่พบหนังสือเดินทางหรือเอกสารการข้ามแดน จึงควบคุมตัวมาซักถามที่กองร้อยทหารพรานที่ 1202

    จากการซักถาม ทราบชื่อฝ่ายชายคือ นายเลิศมงคล ชูสินโภคทรัพย์ อายุ 44 ปี (ชาว จ.บุรีรัมย์) และฝ่ายหญิงคือ น.ส.เสาวนิตย์ สิทธิศักดิ์ อายุ 49 ปี (ชาว จ.ประจวบคีรีขันธ์)ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน และให้การว่าได้เดินทางไปทำธุรกิจเปิดร้านหมูกระทะในกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา มาตั้งแต่ปี2563 ซึ่งแต่ก่อนค้าขายดีมาก

    จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา และมีการปิดด่านพรมแดน ทำให้เริ่มขายของไม่ได้ ประกอบกับระยะหลังทางการกัมพูชาล้างบางกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ในปอยเปตอย่างหนักยิ่งทำให้ลูกค้าหายไปหมด เศรษฐกิจในเมืองปอยเปตซบเซาอย่างรุนแรง ร้านค้าปิดตัวไปมากกว่า 80% บางวันขายแทบไม่ได้เลย แถมยังกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจยอมทิ้งร้านหมูกระทะ ชวนกันลักลอบเดินเท้าข้ามแดนกลับไทยเพื่อหวังมาตั้งตัวใหม่ที่บ้านเกิด แต่ก็มาถูกทหารพรานจับกุมได้เสียก่อน

    เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวชาวไทยทั้ง 2 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/969145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kxQtuPYP9tptT8NC1IhOt

  • 4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    By

    มิถุนายน 6, 2026

    4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    สรุปข่าว
    • ตลาดปัจจุบัน (มิถุนายน 2569) ส่งสัญญาณผสมกันทั้งขาขึ้นขาลงสินทรัพย์หลายตัวมีการเคลื่อนไหวของราคาที่ต่างกันออกไปเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่ต่างกันเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
    • นักลงทุนที่ลงทุนเฉพาะในกลุ่ม S&P 500 ผ่านกองทุนหรือ DR ในปีที่ผ่านมาได้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่การโฟกัสในสินทรัพย์ประเภทเดียวมากเกินไปก็ทำให้เสี่ยงเจ็บตัวหนักเมื่อเกิดการปรับฐานได้เช่นกัน
    • กลยุทธ์ DCA และปรับสมดุลพอร์ตทุก 6 เดือนในพอร์ตแบบ 60/30/10 คือกลยุทธ์ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในหลายรอบตลาดและเหมาะกับนักลงทุนไทยทุกระดับ

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

    บทความนี้เน้นกลยุทธ์การจัดพอร์ตระยะยาวรวมถึงพูดภาพรวมโมเมนตัมของตลาดที่เกิดขึ้นทั้งกับ S&P 500 และทองคำ แต่ Bitcoin และหุ้นไทยอาจจะยังต้องการตัวจุดชนวนครั้งใหม่อยู่

    ทำไมการกระจายความเสี่ยงถึงสำคัญ?

    หากเราลองดูในหลาย ๆ ตลาดทั้งหุ้น, ทองคำหรือคริปโตเองก็ดี เราจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของตลาดแต่ละอันนั้นมีความผันผวนและต่างกันไปในแต่ละตลาด ซึ่งหากเราโฟกัสหรือพุ่งเป้าลงทุนที่สินทรัพย์ประเภทเดียว แล้วเกิดมันร่วงแรงขึ้นมา นั่นคือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพอร์ตของเรานั้นคือชะตาที่ขึ้นกับสินทรัพย์ที่เราเทหน้าตักตัวเดียว

    บทความนี้เขียนมาสำหรับคนที่อยากจัดพอร์ตให้ “นอนหลับได้” แม้ตลาดจะผันผวนไม่ต้องมีเงินหลักล้าน เริ่มต้นได้เลยตั้งแต่หลักพันบาท

    วิธีกระจายความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    วิธีที่ 1: กระจายสัดส่วน 60/30/10 โครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนควรมี

    นี่คือกลยุทธ์ที่ใช้ได้กับทุกสินทรัพย์เพียงแต่ปรับสัดส่วนตามความเหมาะสมตัวอย่างอาจเป็นการลงทุนในหุ้น 60%, ตราสารหนี้/พันธบัตร 30% และทองคำหรือสินทรัพย์ทางเลือกอีก 10%

    ในฝั่งหุ้นเราแบ่งเป็น 2 ส่วน — หุ้นไทย (SET50/SET100 index fund) และหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะ S&P 500 อีกเพราะ SET ไทยยังติดกับดักในการเติบโตขณะที่ S&P 500 ทำ All Time High ต่อเนื่อง

    ฝั่งตราสารหนี้ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นหรือพันธบัตรรัฐบาลเป็นตัวช่วยกันกระแทกเมื่อหุ้นร่วง ดอกเบี้ยไทยปัจจุบัน 2.5% ยังพอให้ผลตอบแทนบวกได้

    วิธีที่ 2: DCA Bitcoin 5–10% — สะสมทีละน้อย อย่า All-in

    Bitcoin ราคากำลังลงมาทดสอบ $60,000 ในช่วงนี้หากเทียบกับราคา ATH ที่ราว $120,000 นับได้ว่าราคาลงมาแล้ว 50% การเก็บติดพอร์ตไว้ก็อาจเป็นทางเลือกให้นักลงทุนได้พิจารณาแต่อาจไม่เกิน 5–10% ของพอร์ต

    ตัวอย่างการ DCA Bitcoin สำหรับพอร์ต 100,000 บาท เราตั้งซื้อ 1,000 บาทต่อสัปดาห์ ครบปีก็จะเป็นจำนวนเงิน 52,000 บาท โดยสามารถเลือกหาดูแพลตฟอร์มที่ลงทะเบียนถูกต้องกับ ก.ล.ต. ในไทยเช่น Bitkub หรือ Upbit ในการเลือกพิจารณา

    ข้อควรระวัง: Bitcoin ยังผันผวนสูง ปีที่ผ่านมาเคยร่วงกว่า 30% ใน 3 สัปดาห์ อย่าลงเงินที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และห้ามใช้ leverage ใดๆ ในสัดส่วนนี้

    วิธีที่ 3: S&P 500 ผ่าน DR— ลงทุนอเมริกาได้ไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศ

    S&P 500 ที่ทำ ATH ต่อเนื่อง แต่ทำไมนักลงทุนไทยยังต้องลงทุนตรงนี้? เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10–12% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเงินฝากประจำไทยที่ 1–2% อย่างมาก

    สำหรับนักลงทุนไทย ช่องทางที่ง่ายที่สุดคือ DR ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย แต่อ้างอิงกับ ETF ต่างประเทศ ทำให้ซื้อ S&P 500 ผ่านบัญชีหุ้นไทยปกติได้เลย ไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศเพิ่ม

    ทางเลือกที่มีในไทย:

    SP500US80 ของ Krungthai — DR ที่อ้างอิง 1 หุ้น S&P 500 ETF ต่อ DR 1,000 หน่วย เริ่มซื้อขายได้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568

    กองทุน SCBS&P500 ของไทยพาณิชย์ — ลงทุนใน iShares Core S&P 500 ETF บริหารโดย BlackRock ระดับความเสี่ยง 6

    แอพ AomWise จาก Yuanta รวมทุกสินทรัพย์ไว้ในแอพเดียว ทั้งกองทุนรวม DR และ ETF ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน และตั้ง DCA ลงทุนอัตโนมัติได้ทั้งรายสัปดาห์และรายเดือน

    ข้อควรระวัง: ความเสี่ยงค่าเงิน USD/THB ถ้าบาทแข็งค่า ผลตอบแทนที่แปลงกลับมาเป็นบาทจะลดลงสามารถพิจารณากองทุนแบบ Hedged ถ้ากังวลเรื่องนี้

    วิธีที่ 4: ทองคำ 10–15% สินทรัพย์หลุมหลบภัยที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในปี 2569

    ทองคำปัจจุบันอยู่ใกล้จุดสูงสุด แต่ยังมีช่วงขาขึ้นที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะวิ่งทะลุเกิน $5,000 ได้ภายในสิ้นปี ด้วยแรงหนุนจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังซื้อทองเพิ่มต่อเนื่อง และดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่า

    3 ช่องทางลงทุนทองสำหรับคนไทย:

    Gold ETF บนตลาดหลักทรัพย์: SPDR Gold Shares (GLD) หรือ iShares Gold Trust ที่สามารถซื้อผ่านโบรกเกอร์ที่รองรับ DR ราคาติดตาม spot gold โดยตรง ค่าธรรมเนียมต่ำราว ๆ 0.15-0.40% ต่อปี เหมาะสำหรับคนที่ต้องการถือทองผ่าน ETF

    Gold Saving Account: หลายธนาคารไทยมีบัญชีทองคำออนไลน์ เริ่มต้นซื้อได้ตั้งแต่ 0.001 กรัม สะดวกรวดเร็วไม่ต้องจัดการกับทองคำที่เป็นรูปธรรม

    ทองแท่ง: เหมาะกับผู้ที่ต้องการ “ถือจริง” แต่มีค่า premium ในการซื้อขายสูงกว่าราว 2-3% และต้องจัดการเรื่องความปลอดภัยซึ่งสามารถดูราคาปัจจุบันได้ที่ goldtraders.or.th


    ตลาดผันผวนไม่ใช่ศัตรู มันคือธรรมชาติของการลงทุน สิ่งที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุนไม่ใช่ตลาด แต่คือ “อารมณ์” ที่ทำให้ซื้อตอนราคาสูงและขายตอนราคาต่ำ

    พอร์ตที่กระจายความเสี่ยงดีจะช่วยสร้างความสบายใจให้เราได้มากขึ้นในช่วงที่บางอย่างร่วง เพราะอีกอย่างกำลังขึ้น Bitcoin อาจปรับฐาน แต่ทองคำยังสูง หุ้นไทยอาจซึม แต่ S&P 500 ทำ ATH นั่นคือพลังของการกระจายความเสี่ยง

    ⚠️ บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน กรุณาศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

    ที่มา : SET, Yuanta, CIMB, InnovestX, CoinGecko, GoldTraders

    4 วิธีกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนไทยปี 2569

    Kasamsak Wongsanin

    เด็กยุคใหม่ที่ชอบในการทำงานของเทคโนโลยีBlockchainและมีความสนใจกับการลงทุนในโลกDeFi พร้อมทั้งเชื่อว่าDigital money จะมาแทนที่ Fiat money ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/06/06/how-can-thai-investors-survive-volatile-market/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BwT-x25A3oDsCxvqaIDXj

  • ทลายคลังสินค้าปลอม มอก. ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าเถื่อน 3.3 หมื่นชิ้น มูลค่า 4.68 ล้าน

    ทลายคลังสินค้าปลอม มอก. ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าเถื่อน 3.3 หมื่นชิ้น มูลค่า 4.68 ล้าน

    ทลายคลังสินค้าปลอม มอก. ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าเถื่อน 3.3 หมื่นชิ้น มูลค่า 4.68 ล้าน

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบคลังสินค้าขนาดใหญ่ใน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ที่มีการปลอมใบอนุญาต มอก. ของผู้ประกอบการรายหนึ่ง นำเข้าสินค้าที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควบคุมเข้ามาจำหน่าย 

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบสินค้าที่ไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. และแสดงเครื่องหมาย มอก. โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำนวน 33,383 ชิ้น มูลค่ากว่า 4.68 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าว เป็นการดำเนินการด้านความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานที่ทะลักเข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง

    ทลายคลังสินค้าปลอม มอก. ยึดเครื่องใช้ไฟฟ้าเถื่อน 3.3 หมื่นชิ้น มูลค่า 4.68 ล้าน

    ซึ่งจะมุ่งไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งระบายสินค้าคุณภาพต่ำ และผู้กระทำผิดต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด จึงเร่งปราบปรามกวาดล้างสินค้าด้อยคุณภาพดังกล่าว โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นอันตรายถึงชีวิตตามที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทั้งไดร์เป่าผม ปลั๊กพ่วง พาวเวอร์แบงก์ จะต้องไม่มีการสูญเสียชีวิตของประชาชนจากสินค้าไม่ได้มาตรฐานอีกต่อไป

    นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้ารายหนึ่ง ว่าเป็นผู้เสียหายที่ถูกแอบอ้างนำใบอนุญาต มอก. ของตนไปใช้ สมอ. จึงได้ขยายผล ในทางลับอย่างต่อเนื่อง จนได้พบพิกัดของคลังสินค้าขนาดใหญ่แห่งนี้

    จึงได้รายงานต่อคณะกรรมการฯ ทราบและลงพื้นที่ตรวจสอบทันที เบื้องต้นพบว่าคลังสินค้าดังกล่าวจดทะเบียนในรูปบริษัท มีกรรมการบริษัทเป็นชาวจีน และยังไม่ได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. แต่ได้มีการแอบอ้างใช้ใบอนุญาตของผู้นำเข้ารายอื่นนำสินค้าเข้ามา จากการตรวจสอบภายในคลังสินค้าดังกล่าว พบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. 

    และแสดงเครื่องหมาย มอก. แต่ไม่ได้รับใบอนุญาต ได้แก่ หม้อไฟฟ้าเอนกประสงค์ จำนวน 1,219 หน่วย เตาไฟฟ้า จำนวน 906 หน่วย ปลั๊กพ่วง จำนวน 10,617 หน่วย รางปลั๊กไฟ จำนวน 899 หน่วย สวิตช์ไฟฟ้า จำนวน 180 หน่วย เต้ารับ จำนวน 250 หน่วย แบตเตอรี่สำหรับเครื่องมือช่าง จำนวน 144 หน่วย Adapter จำนวน 1,414 หน่วย และไดร์เป่าผม เครื่องม้วนผม เครื่องหนีบผม และเครื่องนวด จำนวน 17,754 หน่วย รวมจำนวนทั้งสิ้น 33,383 หน่วย มูลค่ากว่า 4.68 ล้านบาท 

    จึงยึดอายัดไว้ทั้งหมดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งโทษของผู้ประกอบการรายนี้ คือ นำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และแสดงเครื่องหมายมาตรฐานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M9cvQ2T44L0_OX9Uog8mi

  • เวทีโลกจับตา แลนด์บริดจ์ ละเมิดสนธิสัญญาทะเลหลวง

    เวทีโลกจับตา แลนด์บริดจ์ ละเมิดสนธิสัญญาทะเลหลวง

    Loading…

    เวทีโลกจับตา แลนด์บริดจ์ ละเมิดสนธิสัญญาทะเลหลวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-195&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21nzEkwwAvMppCHT9ylnJK

  • “เบียร์ ปรเมศวร์” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ชู 33 นโยบาย ดันพัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    “เบียร์ ปรเมศวร์” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ชู 33 นโยบาย ดันพัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    พัทยา – กลุ่ม “เรารักพัทยา” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ริมชายหาดพัทยากลาง นำโดย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หรือ “เบียร์” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา หมายเลข 2 พร้อมเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ครบทั้ง 4 เขต รวม 24 คน ท่ามกลางประชาชนและผู้สนับสนุนที่เดินทางมาร่วมรับฟังนโยบายอย่างคึกคัก

    นายปรเมศวร์ประกาศเดินหน้าพัฒนาเมืองภายใต้วิสัยทัศน์ “Better Pattaya” พร้อมชูสโลแกน “ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ” โดยย้ำว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนคำพูดให้เป็นผลงาน และพร้อมขอโอกาสจากชาวพัทยาอีกครั้งเพื่อสานต่อการพัฒนาเมืองร่วมกับทีม “เรารักพัทยา”

    สำหรับนโยบายหลักในช่วง 4 ปีข้างหน้า จะขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ 33 นโยบาย ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการเมือง อาทิ การผลักดันพัทยาเป็นเมืองแห่งเทศกาล (Festival City) เมืองประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ (MICE City) ศูนย์กลาง Digital Nomad Hub การพัฒนา Green Tourism การยกระดับเมืองสู่ Wellness Destination รวมถึงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะผ่านระบบ Open Data และเป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

    บรรยากาศภายในงานยังได้รับกำลังใจจากบุคคลสำคัญทางการเมืองและประชาชนจำนวนมาก สะท้อนความคึกคักของการเลือกตั้งท้องถิ่นเมืองพัทยาที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1595033&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IqaXzsjh60DQW-cATCitP

  • รัฐบาลเร่งติดระบบILS สนามบินขอนแก่น ยกระดับความปลอดภัยการบินอีสาน

    รัฐบาลเร่งติดระบบILS สนามบินขอนแก่น ยกระดับความปลอดภัยการบินอีสาน

    รัฐบาลเร่งติดระบบILS สนามบินขอนแก่น ยกระดับความปลอดภัยการบินอีสาน

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่เร่งรัดการติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS/DME เพื่อช่วยให้อากาศยาน 1 เครื่อง สามารถขึ้นและลงจอดได้อย่างแม่นยำในช่วงทัศนวิสัยต่ำ พร้อมประสานกองทัพบกขอใช้พื้นที่ค่ายสีหราชเดโชชัยในการติดตั้ง

    นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมความพร้อมเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ เพิ่มเที่ยวบินตรง และร่วมมือกับภาคเอกชนในโครงการ “Fly and Drive” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภาคพื้นดิน

    ปัจจุบันท่าอากาศยานขอนแก่นสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 5,000,000 คนต่อปี โดยกำลังดำเนินโครงการปรับปรุงอาคารที่พักผู้โดยสารให้สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางบินภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภัทรพงศ์ เดินทางไปที่ท่าอากาศยานขอนแก่น เมื่อวันที่ 5มิ.ย.2569 เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS (Instrument Landing System) และเยี่ยมชมพื้นที่ติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS (Instrument Landing System) ภายในพื้นที่สนามกอล์ฟสีหราชเดโชไชย ที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการติดตั้งระบบ

    นายภัทรพงศ์ กำชับให้กรมท่าอากาศยานและบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เร่งดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้า เป็นไปตามมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/743476&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16uH1lJGRB0qWJzrdDMidC