Blog

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “ทรัมป์” ลั่นสหรัฐคุม “เวเนซุเอลา” ดึงบิ๊กพลังงานขุดน้ำมัน กู้เศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (04 ม.ค.69) กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการจู่โจมทางทหารในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) และเข้าควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาบริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ

    ปธน.ทรัมป์ เปิดเผยว่า ผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยาถูกส่งตัวออกจากประเทศไปยังนิวยอร์ก เพื่อเตรียมเข้ารับการพิจารณาคดีอาญาในสหรัฐฯ พร้อมทั้งตราหน้านายมาดูโรว่าเป็น “เผด็จการที่ขาดความชอบธรรม” และเป็น “ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการลักลอบขนยาเสพติดร้ายแรงจำนวนมหาศาลเข้าสู่สหรัฐฯ”

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในการแถลงข่าวที่รัฐฟลอริดา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประกาศความสำเร็จของปฏิบัติการดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย ปธน.ทรัมป์ กล่าวว่า “เราจะเข้าไปบริหารประเทศ (เวเนซุเอลา) จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างปลอดภัย ถูกต้อง และรอบคอบ”

    “เราไม่ต้องการให้ใครอื่นเข้ามาแทรกแซงกระบวนการนี้” ปธน.ทรัมป์ กล่าว โดยไม่ได้ลงรายละเอียดถึงกลไกที่สหรัฐฯ จะใช้ในการบริหารจัดการภายในเวเนซุเอลา

    อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ ระบุว่า เขามีแผนจะให้บริษัทอเมริกันยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เข้าไปขุดเจาะแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อระดมทุนมาฟื้นฟูประเทศและทำให้เวเนซุเอลา “ยิ่งใหญ่อีกครั้ง”

    นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังย้ำว่ากองกำลังสหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีอีกครั้งหากมีความจำเป็น และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในกระบวนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

    ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ออกมาประณามสหรัฐฯ ว่าเป็นการ “รุกรานจากพวกจักรวรรดินิยม” ต่อสถานที่พลเรือนและฐานทัพทหาร หลังจากพบเหตุระเบิดหลายจุดและมีอากาศยานบินในระดับต่ำเหนือกรุงคารากัส

    ทั้งนี้ ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ของสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามด้านข้อกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นการดำเนินการโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และไม่ได้อยู่ในสภาวะที่มีภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างเร่งด่วน

    สถานการณ์นี้ยังอาจส่งผลกระทบในวงกว้างไปทั่วโลก โดยรัสเซียและจีนซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของเวเนซุเอลาทั้งคู่ ได้ออกมาประณามการแทรกแซงของสหรัฐฯ อย่างทันควัน

    กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ว่า “จีนรู้สึกตกใจอย่างยิ่งและขอประณามการใช้กำลังทหารอย่างโจ่งแจ้งต่อรัฐอธิปไตยและการดำเนินการต่อตัวประธานาธิบดี” พร้อมเสริมว่าการกระทำที่มุ่งแสวงหาอำนาจนำของรัฐบาลทรัมป์ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

    ล่าสุด คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเตรียมจัดประชุมฉุกเฉินในเช้าวันจันทร์ (5 ม.ค.) ตามคำร้องขอของเวเนซุเอลา

    ด้านเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า นายมาดูโรซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2556 ยังคงเป็นผู้นำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวเขาและภรรยาทันที

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zT_U4PYP6gyOjuo7uaaI1

  • “ภูมิใจไทย” ยังยึดที่ 1 ส่วนกลุ่มพรรคใหม่ “เศรษฐกิจ-ปวงชนไทย-โอกาสใหม่” โตแรงสะท้อนทางเลือกประชาชน | เดลินิวส์

    “ภูมิใจไทย” ยังยึดที่ 1 ส่วนกลุ่มพรรคใหม่ “เศรษฐกิจ-ปวงชนไทย-โอกาสใหม่” โตแรงสะท้อนทางเลือกประชาชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ม.ค.69 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง หลักสถิติ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 3 สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,706 ตัวอย่าง โดยใช้หลักสถิติประมาณการคะแนนเสียงในระดับประเทศ อาศัยประสบการณ์และแบบจำลองเชิงสถิติที่เคยใช้สำเร็จมาแล้วในอดีต เช่น กรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่โพลชี้ว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะได้รับคะแนนประมาณ 1.2 ล้านเสียง ขณะที่ผลการนับคะแนนจริงอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านเสียง รวมถึงกรณีการทำโพลลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 พบว่า คนจะรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.5 และ กกต.ประกาศผลจริงว่า คนรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.4 อ้างอิงจาก https://www.dailynews.co.th/news/1073585/ และโพลประชามติปี 2560 https://www.sanook.com/news/2035470/  โดยดำเนินการศึกษาครั้งนี้ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2568 – 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ช่วงความคลาดเคลื่อนจากการกำหนดขนาดตัวอย่าง +/- ร้อยละ 5

    กรอบการวิเคราะห์อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป จากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 53,057,546 คน เพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงอยู่บน “ฐานประชากรจริง” และสะท้อนพลวัตเชิงการเมืองระดับประเทศ

    ผลประมาณการของซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนให้เห็น พลวัตการเมืองไทยกับพลังการใช้สิทธิของประชาชน อาศัยการวิเคราะห์จากประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ ครั้งที่ 3

    การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมิใช่เพียงกระบวนการตามกฎหมายเท่านั้นแต่เป็นดัชนีวัดพลังของประชาชนที่สะท้อนระดับความตื่นตัว ความเชื่อมั่น และความหวังต่ออนาคตของประเทศ รายงานของซูเปอร์โพลนี้จึงมีนัยสำคัญไม่เฉพาะต่อพรรคการเมืองแต่ต่อโครงสร้างประชาธิปไตยของประเทศไทยโดยรวม มีรายละเอียดดังนี้

    ความตั้งใจไปใช้สิทธิของประชาชนเป็นสัญญาณบวกต่อประชาธิปไตยไทย

    ผลการประมาณการครั้งที่ 3 พบว่า จำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 38,307,548 คน (ครั้งที่ 1) เพิ่มเป็น 39,793,156 คน (ครั้งที่ 2) และเพิ่มเป็น 40,801,253 คน (ครั้งที่ 3)

    ในขณะเดียวกัน กลุ่มไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจ ลดลงจาก 14,749,998 คน เหลือ 12,256,293 คน อย่างมีทิศทางชัดเจน ตัวเลขเพิ่ม–ลดของทั้งสองกลุ่มมีขนาด “สมดุลกัน” แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เกิดจากโครงสร้างประชากร แต่เกิดจาก การเคลื่อนย้ายเชิงพฤติกรรมทางการเมือง กล่าวคือ ประชาชนจำนวนมากกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ความลังเล” ไปสู่ “การตัดสินใจใช้สิทธิ”

    ในเชิงวิชาการ นี่คือสัญญาณของการฟื้นตัวของการมีส่วนร่วมของพลเมือง (civic engagement) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

    ที่น่าสนใจคือ รูปแบบการใช้บัตรสองใบ ประชาชนคิดเป็นระบบมากขึ้น

    ข้อมูลชี้ว่า ร้อยละ 59.6 ของประชาชนเลือกทั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกัน ขณะที่ร้อยละ 31.8 เลือกคนละพรรค สะท้อนพฤติกรรมการลงคะแนนที่ “แยกแยะ” และ “คำนวณเชิงยุทธศาสตร์” มากขึ้น ไม่ได้เลือกด้วยอารมณ์หรือภาพลักษณ์เพียงมิติเดียว ผลโพลนี้สะท้อนความเป็นผู้มีเหตุผลทางการเมือง (rational voter) ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของสังคมประชาธิปไตยที่เติบโต

    พลวัตคะแนนเสียงและสาเหตุของคะแนนที่เพิ่มขึ้น จากพรรคใหญ่สู่พื้นที่เปิดของพรรคใหม่

    ผลประมาณการคะแนนเสียงครั้งที่ 3 ชี้ให้เห็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    ประการแรก พรรคการเมืองหลักยังคงมีฐานคะแนนแข็งแรง โดยพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พรรคประชาชนมีการฟื้นตัวของคะแนนเสียงหลังจากผันผวนในช่วงกลาง

    พรรคการเมืองขนาดใหญ่ คะแนนที่ “นิ่งและนำ” จากความคุ้นเคยและเสถียรภาพทางการเมือง

    กรณีของ พรรคภูมิใจไทย ที่มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 8.4 ล้านคะแนนเป็น 9.4 ล้านคะแนนในลักษณะ “นิ่งและนำ” สะท้อนปรากฏการณ์ทางรัฐศาสตร์ที่เรียกว่า ฐานเสียงเชิงเสถียรภาพ (stable voter base) ในการรวมตัวของเครือข่ายฐานเสียง กล่าวคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งให้ความสำคัญกับความคุ้นเคย ความชัดเจนของบทบาททางการเมือง และความสามารถในการบริหารจัดการเครือข่ายเชิงรูปธรรมมากกว่าความหวือหวาเชิงวาทกรรมและดราม่าการเมือง

    คะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ผันผวนมาก แสดงให้เห็นว่าผู้สนับสนุนกลุ่มนี้ตัดสินใจบนฐาน “ความมั่นใจ” และเครือข่ายมากกว่า “อารมณ์ทางการเมือง” ซึ่งเป็นลักษณะของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มองการเมืองในมิติการจัดการเครือข่ายกระจายทั่วประเทศ (network-oriented voters) มากกว่าการเมืองเชิงสัญลักษณ์

    พรรคเพื่อไทย พลังผสมของผู้นำพรรคคนรุ่นใหม่กับความหวังเชิงอนาคต

    ในกรณีของ พรรคเพื่อไทย แนวโน้มคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญจาก 7.5 ล้านคะแนน เป็น 7.9 ล้านคะแนนหลังเห็นชัดจากการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เป็น ตัวแทนทางจินตนาการของอนาคต (symbolic future representation)

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความต้องการของประชาชนบางกลุ่มที่ไม่ได้มองเพียงผลงานในอดีต แต่ต้องการเห็น “การส่งผ่านรุ่น” ทางอำนาจและวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยทำงานตอนต้นและวัยกลางคนที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    พรรคประชาชน ความเห็นใจในมิติความเป็นมนุษย์กับการเมืองเชิงศีลธรรม

    การเพิ่มขึ้นของคะแนนเสียงของ พรรคประชาชน จาก 4.5 ล้านคะแนนเป็น 4.7 ล้านคะแนนสามารถอธิบายได้ผ่านกรอบ การเมืองเชิงศีลธรรม (moral politics) และ การเมืองเชิงอารมณ์สาธารณะ (affective politics) โดยเฉพาะกรณีที่สังคมรับรู้ต่อสถานการณ์ของแกนนำพรรคอย่าง ไอซ์ รักชนก ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือบูลลี่ในประเด็นส่วนตัวมาอย่างต่อเนื่อง

    ในเชิงสังคมวิทยาการเมือง ความเห็นใจและความรู้สึก “ไม่เป็นธรรม” ที่ประชาชนรับรู้ อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังสนับสนุนทางการเมืองได้ โดยมิได้หมายความว่าประชาชนเลือกจากความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแสดงจุดยืนเชิงคุณค่า (value-based voting) ว่า การเมืองควรเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ใช้ความรุนแรงทางวาทกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง

    ประการที่สอง กลุ่ม “เลือกพรรคอื่น ๆ และพรรคเปิดตัวใหม่” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 4.56 ล้านคะแนน เป็น 7.48 ล้านคะแนน แสดงให้เห็นว่า ระบบการเมืองไทยยัง “เปิด” และประชาชนยังคงแสวงหาทางเลือกใหม่และทางเลือกอื่นที่นอกเหนือไปจากพรรคขนาดใหญ่

    รายงานซูเปอร์โพล ประมาณการคะแนนพรรคเปิดตัวใหม่ใน 3 อันดับแรก พบพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่มีคะแนนเพิ่มขึ้นทุกพรรค ได้แก่ พรรคเศรษฐกิจ เพิ่มจาก 7 แสนคะแนน เป็น 9 แสนคะแนน พรรคปวงชนไทย เพิ่มจาก 4.7 แสนคะแนน เป็น 5.8 แสนคะแนน และพรรคไทยก้าวใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 2.6 แสนคะแนน เป็น 3.7 แสนคะแนนสะท้อนวัฏจักรความหวังทางการเมือง (political hope cycle ) กล่าวคือ ในช่วงที่ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกอิ่มตัวกับการเมืองแบบเดิม พรรคใหม่ทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ฉายภาพความหวัง” (hope projection space)

    ความใหม่และความสด ไม่ได้แปลว่าประชาชนปฏิเสธพรรคเก่า แต่หมายถึงประชาชนต้องการ “ทางเลือก” และ “การแข่งขัน” มากขึ้นในระบบการเมือง ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของประชาธิปไตยที่มีชีวิต

    จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นพรรคเศรษฐกิจ พรรคปวงชนไทย และพรรคไทยก้าวใหม่ การเพิ่มขึ้นของคะแนนในกลุ่มนี้ แม้ยังไม่สูงเท่าพรรคใหญ่ แต่มีความหมายเชิงโครงสร้างการเมืองไทย คือ ประชาชนจำนวนหนึ่งกำลัง “ลงทุนความหวัง” กับการเมืองทางเลือก อาจกล่าวได้ว่า ในเชิงประชาธิปไตยของไทย นี่คือสัญญาณของการแข่งขันเชิงนโยบาย ไม่ใช่การเมืองแบบผูกขาด

    ประการที่สาม กลุ่มคนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ ลดลงจาก 14.64 ล้านคะแนน เหลือ 11.19 ล้านคะแนน สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้ตั้งใจไปเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ความชัดเจนทางการเมืองกำลังค่อย ๆ ก่อตัว

    กล่าวโดยสรุป รายงานของซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่สำคัญยิ่ง คือ ประชาชนกำลัง “กลับเข้าสู่สนามประชาธิปไตย” ด้วยความตระหนักรู้มากขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น และพร้อมใช้สิทธิของตนเองมากขึ้น ตัวเลขทุกตัวไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือเสียงสะท้อนของความหวัง ความคาดหวัง และความรับผิดชอบต่ออนาคตประเทศ

    ข้อเสนอแนะ

    การรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ ไม่ควรตั้งอยู่บนความกลัวหรือการบังคับ แต่ควรยึด 3 หลัก
    หนึ่ง ทำให้ประชาชนเห็นว่า “หนึ่งเสียงมีความหมายจริง”
    สอง ทำให้ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงเข้าถึงง่าย โปร่งใส และไม่บิดเบือน
    สาม ทำให้การเลือกตั้งเป็นพื้นที่แห่งศักดิ์ศรีของประเทศและประชาชน ไม่ใช่ความขัดแย้ง

    เพราะประชาธิปไตยจะเข้มแข็งได้ ไม่ใช่จากชัยชนะของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่จากวันที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ “ลุกขึ้นมาใช้สิทธิของตนเอง” อย่างมีสติ มีข้อมูล และมีความหวังร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5468551/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IZp1C79yqFtgmcXADuNVL

  • เศรษฐกิจเปราะบาง! สินเชื่อแบงก์ปี 69 คาดติดลบ -0.7% หดตัวต่อเนื่อง 3 ปี | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจเปราะบาง! สินเชื่อแบงก์ปี 69 คาดติดลบ -0.7% หดตัวต่อเนื่อง 3 ปี | เดลินิวส์

    “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินสถานการณ์สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 69 คาดว่าจะติดลบ -0.7% แม้ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงมา แต่เป็นเพียงปัจจัยเดียว ซึ่งอาจมีผลค่อนข้างจำกัดต่อทิศทางการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพราะการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังเปราะบาง โดยยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มเอสเอ็มอี และรายย่อยอย่างใกล้ชิด ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพหรือ เอ็นพีแอล ในปี 69 จะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 2.80-2.97% ของสินเชื่อรวม

    ทั้งนี้ ตลอดทั้งปี 68 ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 4 ครั้ง ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยการลดดอกเบี้ยธนาคารรอบล่าสุด เริ่มมีผลแล้วตั้งแต่ช่วงวันที่ 22-24 ธ.ค.68 โดยประเมินว่า ผลบวกสุทธิต่อลูกหนี้จะทยอยเกิดขึ้นในปี 69 โดยคาดว่า ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อย จะปรับลดลงรวมกัน 3,800-4,800 ล้านบาทภายในครึ่งแรกของปี 69

    “สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 69 จะหดตัวลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ที่ติดลบ -0.7% ต่อเนื่องจากที่คาดว่าจะปิดปี 68 ที่ติดลบ 2.3%สอดคล้องกับหลายปัจจัยความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5467668/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SDngokYohp8pO0da2Hlxg

  • กำแพงเพชรฉลองปีใหม่ 2026 ททท.จัดเคาท์ดาวน์สุดอลังการ ดันเศรษฐกิจภาคเหนือ

    กำแพงเพชรฉลองปีใหม่ 2026 ททท.จัดเคาท์ดาวน์สุดอลังการ ดันเศรษฐกิจภาคเหนือ

    ททท. ผนึกกำลังจังหวัดกำแพงเพชร จัดงาน KAMPHAENGPHET GLOW NIGHT COUNTDOWN 2026 ชูแนวคิดผ้าถุงแม่สุดซึ้ง พร้อมดึงคนกีฬาและนักท่องเที่ยวร่วมงานกว่าหมื่นคน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ จังหวัดกำแพงเพชร เนรมิตพื้นที่ ลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สิริจิตอุทยาน จัดงานฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่สุดยิ่งใหญ่ในชื่อ “KAMPHAENGPHET GLOW NIGHT COUNTDOWN 2026” ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569

    งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Season of North สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชูเสน่ห์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของภาคเหนือ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี

    นอกจากนี้ยังมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง นำโดย ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคนสำคัญในวงการกีฬาอย่าง นายไผ่ ลิกค์ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกำแพงเพชร และนายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด

    สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานคือการประดับไฟ Lighting ภายใต้คอนเซปต์ “ลายผ้าไทยทางเหนือ” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวภูมิปัญญาและวิถีชีวิตชุมชน โดยเฉพาะเรื่องราวของ “ผ้าถุงแม่” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ความผูกพัน และความเชื่อในฐานะเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย สะท้อนถึงความกตัญญูและพลังอันบริสุทธิ์

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมงานมากกว่า 10,000 คน ซึ่งจะเป็นการยกระดับให้ จังหวัดกำแพงเพชร กลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญและยั่งยืนในอนาคต

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/news/pr/97482/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UW9WIFcegLL0XtTHI-ebx

  • เศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงฟุบ เลือกตั้งชี้ชะตาความเชื่อมั่น

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงฟุบ เลือกตั้งชี้ชะตาความเชื่อมั่น

    เลือกตั้งคือจุดเปลี่ยน แต่โจทย์ใหญ่คือความเชื่อมั่นและโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ปี 2569 เป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจและการเมืองไทย ท่ามกลางการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เศรษฐกิจกลับถูกประเมินว่าอาจเติบโตเพียง 1.5–2.7% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรอยู่ราว 3.5% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยัง “อ่อนแรง” มากกว่าจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน

    5 แรงกดดันรุมเร้า เศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. ส่งออกติดลบ–ค่าเงินบาทแข็ง
    กำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่อาจสูงกว่า 19% ผนวกกับค่าเงินบาทแข็งขึ้นกว่า 9% กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อภาคส่งออก รายได้จากต่างประเทศอาจหายไปถึง 6–7 แสนล้านบาท

    2. โครงสร้างการผลิต “โลกไม่ซื้อ”
    ไทยยังพึ่งพาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขณะที่การแข่งขันโลกขยับสู่เทคโนโลยีขั้นสูง แต่ไทยยังเข้าไม่ถึงห่วงโซ่การผลิตใหม่ เช่น ชิป หรือนวัตกรรมมูลค่าสูง

    3. หนี้ครัวเรือน–หนี้เอกชนสูง
    ภาระหนี้ยังเป็นตัวฉุดกำลังซื้อ ทำให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้จำกัด

    4. การเมืองไม่ชัด เอกชนชะลอลงทุน
    ช่วงก่อน–หลังเลือกตั้ง จนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ราวเดือนพฤษภาคม ทำให้ภาคเอกชนเลือก “ชะลอ” มากกว่า “เสี่ยง”

    5. สังคมสูงวัย–แรงกดดันสิ่งแวดล้อมโลก
    ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันต้องรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อมโลก เช่น CBAM หากปรับตัวไม่ทัน ต้นทุนธุรกิจจะสูงขึ้นทันที

    พรรคการเมืองงัดนโยบายเศรษฐกิจ ชิงความเชื่อมั่น

    บนเวทีเลือกตั้ง พรรคการเมืองหลักต่างพยายามชูแนวทางแก้ปัญหาปากท้องและหนี้สิน

    พรรคเพื่อไทย
    เน้นประสบการณ์และความพร้อมเชิงโครงสร้าง เสนอการแก้ปัญหาแบบรับฟังเสียงประชาชนทั้งจากฐานล่างและเชิงนโยบาย มองว่าตนเองคือพรรคที่พาประเทศหลุดจากกับดักความยากจนได้

    พรรคภูมิใจไทย
    ชูทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ ภายใต้แนวคิด “พูดแล้วทำ พลัส” เน้นนโยบายเฉพาะหน้าอย่าง คนละครึ่ง พลัส ควบคู่การอัปสกิลแรงงานด้าน AI และการดูแลหนี้ผู้สูงอายุ

    พรรคประชาชน
    เสนอการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศผ่านแนวคิด “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน และไทยโลก” มองการตัดวงจรอำนาจเดิมเป็นกุญแจสู่เศรษฐกิจที่เท่าเทียม

    เลือกตั้ง 2569 กับการรีสตาร์ทเศรษฐกิจภาคใต้

    “หาดใหญ่” ถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนเศรษฐกิจไทยได้ชัดที่สุด เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ที่มีเครื่องยนต์หลัก 6 ด้าน ตั้งแต่การแพทย์ การศึกษา เกษตร อุตสาหกรรมยาง–ปาล์ม การท่องเที่ยว ไปจนถึงค้าปลีก–ค้าส่ง แต่ถูกซ้ำเติมจากน้ำท่วมใหญ่ในรอบกว่า 300 ปี

    การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันงบฟื้นฟูและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระดับพื้นที่

    ขณะเดียวกัน ภาคใต้ไม่ใช่ฐานเสียงผูกขาดของพรรคใดอีกต่อไป โดย Gen X และ Gen Y รวมกันกว่า 60% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลายเป็นตัวแปรหลักที่ต้องการนโยบาย “กินได้จริง”

    กุญแจฟื้นเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง

    • ความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ = ปลดล็อกความเชื่อมั่น
    • นักลงทุนที่ถือบัตร BOI แต่ยังไม่ลงเงินจริง อาจกลับมาเดินหน้า
    • การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ จะเป็น “หัวรถจักร” ประคองเศรษฐกิจในช่วงเอกชนยังลังเล

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 เปรียบเหมือน รถเก่าที่เครื่องเริ่มสะดุด ท่ามกลางพายุจากเศรษฐกิจโลก หากไม่เร่งเปลี่ยนอะไหล่ ปรับโครงสร้าง และมีรัฐบาลที่ชัดเจนในการขับเคลื่อน ประเทศมีโอกาส “ฟุบ” มากกว่า “ฟื้น”
    และหากมองเศรษฐกิจภาคใต้เป็นเรือเดินสมุทร หาดใหญ่คือห้องเครื่องหลัก หากห้องเครื่องยังไม่ถูกซ่อม เรือทั้งลำย่อมฝ่าคลื่นลมการเมืองและเศรษฐกิจโลกไปได้ยาก

    เรียบเรียง :อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
    แหล่งที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20pFGgqZeXoMzpSmv6Hhhd

  • เศรษฐกิจ พ.ย.68 เงินเฟ้อลดทั่วประเทศ แต่ความเชื่อมั่นพุ่ง-ธุรกิจชะลอ

    เศรษฐกิจ พ.ย.68 เงินเฟ้อลดทั่วประเทศ แต่ความเชื่อมั่นพุ่ง-ธุรกิจชะลอ

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ารายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าภูมิภาค ประจำเดือนพฤศิจกายน 2568 โดยภาพรวมดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ในภาพรวมลดลง 0.49% มีสาเหตุสำคัญจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานลดลง และมาตรการลดภาระค่าครองชีพภาครัฐ ขญะที่สินค้า ในกคุ่อาหารและเครื่อตี่มไม่มีแอลกอออส์ปรับเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานู (หักสินค้าอาหารสุดและพลังงาน) เดือน พ.ย. 68 ในภาพรวมสูงขึ้น 0.66% และเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ย. 68 อยู่ทีระดับ 51.8 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมันเป็นเดือนที 2 โดยกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลอยู่ในช่วงเชื่อมั่นสูงสุด

    ด้านจํานวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้ง เดือน พ.ย. 68 ภาพรวมอยู่ที่ 5,554 ราย ลดลง 11.4% โดยกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลลดลงสูงสุด 18.4% ขณะที่ภาคเหนือ เพิ่มขึ่นสูงสุด 6.1% จํานวนนิติบุคคลจดทะเบียนเลิก เดือน พ.ย. 68 ภาพรวม อยู่ที่ 2,494 ราย ลดลง 12.6% และลดลงในเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคกลางที่เพิ่มขึ้น 10.9%

    เศรษฐกิจกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    • ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.21%
    • ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.46%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 61.1 จากเดือนก่อนหน้า (56.0) อยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ขณะที่จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 18.4% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 14.8%

    ภาคกลาง

    • ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.70%
    • ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.51%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52.4 จากเดือนก่อนหน้า (48.8) อยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ขณะที่จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 10.2% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 7.6%

    ภาคเหนือ

    • ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.49%
    • ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.77%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50.7 จากเดือนก่อนหน้า (48.6) อยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ขณะที่จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 6.1% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 10.9%

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    • ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.83%
    • ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.64%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50.6 จากเดือนก่อนหน้า (52.9) อยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ขณะที่จำนวนจดทะเบียนจัดตั้งเพิ่มขึ้น 2.8% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 33.4%

    ภาคใต้

    • ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.24%
    • ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.97%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 49.9 จากเดือนก่อนหน้า (51.1) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่จำนวนจดทะเบียนจัดตั้งเพิ่มขึ้น 10.3% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 2.7%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/648151&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pyKyzYFoLuGHbzW7Ru6r4

  • “ทรัมป์” ลั่นสหรัฐคุม “เวเนซุเอลา” ดึงบิ๊กพลังงานขุดน้ำมัน กู้เศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (04 ม.ค.69) กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการจู่โจมทางทหารในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) และเข้าควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาบริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ

    ปธน.ทรัมป์ เปิดเผยว่า ผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยาถูกส่งตัวออกจากประเทศไปยังนิวยอร์ก เพื่อเตรียมเข้ารับการพิจารณาคดีอาญาในสหรัฐฯ พร้อมทั้งตราหน้านายมาดูโรว่าเป็น “เผด็จการที่ขาดความชอบธรรม” และเป็น “ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการลักลอบขนยาเสพติดร้ายแรงจำนวนมหาศาลเข้าสู่สหรัฐฯ”

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในการแถลงข่าวที่รัฐฟลอริดา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประกาศความสำเร็จของปฏิบัติการดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย ปธน.ทรัมป์ กล่าวว่า “เราจะเข้าไปบริหารประเทศ (เวเนซุเอลา) จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างปลอดภัย ถูกต้อง และรอบคอบ”

    “เราไม่ต้องการให้ใครอื่นเข้ามาแทรกแซงกระบวนการนี้” ปธน.ทรัมป์ กล่าว โดยไม่ได้ลงรายละเอียดถึงกลไกที่สหรัฐฯ จะใช้ในการบริหารจัดการภายในเวเนซุเอลา

    อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ ระบุว่า เขามีแผนจะให้บริษัทอเมริกันยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เข้าไปขุดเจาะแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อระดมทุนมาฟื้นฟูประเทศและทำให้เวเนซุเอลา “ยิ่งใหญ่อีกครั้ง”

    นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังย้ำว่ากองกำลังสหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีอีกครั้งหากมีความจำเป็น และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในกระบวนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

    ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ออกมาประณามสหรัฐฯ ว่าเป็นการ “รุกรานจากพวกจักรวรรดินิยม” ต่อสถานที่พลเรือนและฐานทัพทหาร หลังจากพบเหตุระเบิดหลายจุดและมีอากาศยานบินในระดับต่ำเหนือกรุงคารากัส

    ทั้งนี้ ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ของสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามด้านข้อกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นการดำเนินการโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และไม่ได้อยู่ในสภาวะที่มีภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างเร่งด่วน

    สถานการณ์นี้ยังอาจส่งผลกระทบในวงกว้างไปทั่วโลก โดยรัสเซียและจีนซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของเวเนซุเอลาทั้งคู่ ได้ออกมาประณามการแทรกแซงของสหรัฐฯ อย่างทันควัน

    กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ว่า “จีนรู้สึกตกใจอย่างยิ่งและขอประณามการใช้กำลังทหารอย่างโจ่งแจ้งต่อรัฐอธิปไตยและการดำเนินการต่อตัวประธานาธิบดี” พร้อมเสริมว่าการกระทำที่มุ่งแสวงหาอำนาจนำของรัฐบาลทรัมป์ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

    ล่าสุด คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเตรียมจัดประชุมฉุกเฉินในเช้าวันจันทร์ (5 ม.ค.) ตามคำร้องขอของเวเนซุเอลา

    ด้านเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า นายมาดูโรซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2556 ยังคงเป็นผู้นำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวเขาและภรรยาทันที

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zT_U4PYP6gyOjuo7uaaI1