Blog

  • NT ก้าวสู่ปีที่ 6 อย่างภาคภูมิ ปักหมุดพัฒนาและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ เป็นรากฐานรองรับการขยายศักยภาพของประเทศในอนาคต   

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  หรือ  NT หน่วยงาน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตอกย้ำภารกิจในการเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่การเป็นองค์กรโทรคมนาคมแห่งชาติที่มีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งชาติที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อคนไทย NT จึงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจ ที่แน่วแน่ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัล ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบสนองนโยบายภาครัฐด้วยบริการสื่อสารและเทคโนโลยีดิจิทัลตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และขับเคลื่อนธุรกิจโดยสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืนในธุรกิจที่ต้องแข่งขัน

    ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2569 และในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา NT ก้าวสู่ปีที่ 6  NT ได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์วัดอาวุธวิกสิตาราม จำนวน 93 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 ณ บริเวณหน้าอาคาร 9 สำนักงานแจ้งวัฒนะ โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และประธานกรรมการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  พร้อมคณะผู้บริหาร พนักงาน ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรฯ  และในวันพุธที่ 7 มกราคม 2569  ณ อาคารสโมสร สำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ ได้มีการจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา NT โดยมี ดร. วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล กรรมการบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายมรกต เธียรมนตรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมคณะผู้บริหาร พนักงาน ร่วมพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำองค์กรและร่วมพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล และคณะผู้บริหารได้ให้การต้อนรับหน่วยงานต่างๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีพร้อมกับมอบเงินบริจาคสมทบทุนให้กับ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กองทัพเรือในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์และสนับสนุนการบริการของโรงพยาบาล

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NT มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงที่มั่นคง ครอบคลุม และเข้าถึงทุกภาคส่วนของสังคม จากรากฐานโครงข่ายสื่อสารที่แข็งแกร่งสู่การต่อยอดเทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยบริการหลัก 7 ประเภทของ NT  คือ โครงสร้างพื้นฐาน (Hard Infrastructure)  อินเทอร์เน็ต (Broadband)  เสียง (Voice)  ดาวเทียม (Satellite) ดาต้าคอม (Datacom) คลาวด์ (Cloud) โมบายล์ (Mobile)  และรองรับนโยบาย Cloud First Policy ของไทย คือการผลักดันสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐใช้คลาวด์เป็นหลัก โดย NT และ DGA เป็นกำลังหลักในการบริหารจัดการและกำหนดมาตรฐาน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบคลาวด์ภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคง พร้อมผลักดันด้านบริการ การกำกับดูแลข้อมูล หรือ Data Governance และ Cybersecurity โดย NT มีบริการ NT Cloud Solutions, Data Center และ Big Data ที่พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยระดับสากล เพื่อช่วยองค์กรบริหารจัดการและปกป้องข้อมูลด้วยนโยบายที่เข้มงวดและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ และยกระดับความมั่นคงปลอดภัยให้สอดคล้องมาตรฐาน

    นอกจากการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลแล้ว NT ยังมีภารกิจรับผิดชอบในการให้บริการเพื่อสนับสนุนทุกหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐในการคงไว้ซึ่งการสื่อสารในกรณีเหตุภัยพิบัติและอุบัติภัย หรือภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

    NT ก้าวสู่ปีที่ 6  อีกก้าวสำคัญของการพัฒนา ที่ไม่หยุดเพียงวันนี้ แต่พร้อม “ก้าวต่อไป” เพื่ออนาคตดิจิทัลของประเทศไทย ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการโครงข่ายโทรคมนาคมขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อดำเนินงานตามโครงการของรัฐ พร้อมใช้ความสามารถและประสบการณ์ ความพร้อมของอุปกรณ์เครือข่ายและบุคลากรในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ที่มองไกล เพื่อให้ประชาชนและสังคมมีคุณภาพทางเศรษฐกิจและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/987225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CcVFAirO354FxrfzKGcEZ

  • เศรษฐกิจไทยยุคเงินเฟ้อ ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กนง.ผวาเงินฝืด

    เศรษฐกิจไทยยุคเงินเฟ้อ ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กนง.ผวาเงินฝืด

    Loading…

    เศรษฐกิจไทยยุคเงินเฟ้อ ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กนง.ผวาเงินฝืด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-71&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35k3mQwu5qAgPSAFu_S_oO

  • จับตาศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินคดี ภาษี “ทรัมป์” ศุกร์นี้! ส่วนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี!!

    จับตาศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินคดี ภาษี “ทรัมป์” ศุกร์นี้! ส่วนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี!!


    “บล.เอเซีย พลัส (ASPS)” แนะจับตาศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินคดี ภาษี “ทรัมป์” ศุกร์นี้! ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี!! แนะกลยุทธ์การลงทุน “ดักเก็งกำไรหุ้นรับข่าวดี”

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ระบุว่า ประเด็นร้อนแรงที่สุดในสัปดาห์นี้คือการรอผลคำตัดสินจากศาลฎีกาสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษีของทรัมป์ (Trump’s Tariffs) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งคาดว่าจะมีคำวินิจฉัยเร็วที่สุดในวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยก็น่ากังวลไม่แพ้กัน หลังมีการคาดการณ์ว่าปี 2569 GDP ของไทยจะขยายตัวเพียง 1.8% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2537 หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 

    สงครามภาษีสหรัฐฯ : เดิมพันแสนล้านดอลลาร์

    • คดีประวัติศาสตร์ : ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก ยื่นฟ้องเพื่อขอคืนเงินภาษีศุลกากรที่จ่ายไปแล้วภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.33 แสนล้านดอลลาร์ โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหลักคือ เสื้อผ้า สิ่งทอ ยานยนต์ และค้าปลีก,

    • มุมมองตลาด : ผลสำรวจจาก KAISHI และ POLYMARKET คาดการณ์ว่าโอกาสที่มาตรการภาษีของทรัมป์จะชนะคดีนั้นมีค่อนข้างต่ำ (ราว 23-30%), ซึ่งหากศาลตัดสินว่าการเก็บภาษีดังกล่าวผิดกฎหมาย จะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) มีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น,

    เศรษฐกิจไทย : ปัญหาเชิงโครงสร้างและวิกฤตการนำเข้า

    • GDP ต่ำกว่าศักยภาพ: ปี 2026 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 1.8% เนื่องจากเครื่องยนต์หลักอย่างภาคส่งออกไม่สามารถขับเคลื่อนได้เหมือนในอดีต จากผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า และการที่ไทย “ตกขบวน” สินค้าเทคโนโลยีและ AI เมื่อเทียบกับเวียดนาม ไต้หวัน และเกาหลีใต้

    • สินค้าจีนทะลัก: สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนพุ่งสูงถึง 31% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย และเสี่ยงทำให้ไทยเปลี่ยนสภาพจากฐานการผลิตกลายเป็นเพียงผู้บริโภคสินค้าต่างประเทศ

    • เงินเฟ้อติดลบ: อัตราเงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำและติดลบ โดย ณ เดือน ธ.ค. 68 อยู่ที่ -0.28% ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งคาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 (2H69),

    กลยุทธ์การลงทุน : ดักเก็งกำไรหุ้นรับข่าวดี

    • กลุ่มรับอานิสงส์หากภาษีผิดกฎหมาย: แนะนำหุ้นไทยที่เคยถูกกระทบจากมาตรการภาษี เช่น กลุ่มส่งออก (DELTA, KCE, HANA, CCET, CPF, TU, ITC) และ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA),

    • โอกาสในตลาดต่างประเทศ: แนะนำเก็งกำไร DR ในตลาดที่ถูกเรียกเก็บภาษีสูง เช่น INDIA01 (อินเดีย), HK01 (จีน/ฮ่องกง), E1VFN3001 (เวียดนาม) รวมถึงหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มนำเข้าอย่าง COSTCO19 และ AMZN80

    • เกาะกระแสท่องเที่ยวจีน: ปริมาณการเดินทางในจีนช่วงปีใหม่เติบโตถึง 15.5% YOY แนะนำหุ้นกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยวที่มีสถิติปรับตัวขึ้นดีในเดือน ม.ค.-ก.พ. เช่น ATOUR LIFESTYLE (ATAT US) และ CHINA TOURISM DUTY FREE (1880 HK)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/39251&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jSTKee9jBYf3Mr90ndZDz

  • NT ก้าวสู่ปีที่ 6 อย่างภาคภูมิ ปักหมุดพัฒนาและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ เป็นรากฐานรองรับการขยายศักยภาพของประเทศในอนาคต   

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  หรือ  NT หน่วยงาน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตอกย้ำภารกิจในการเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่การเป็นองค์กรโทรคมนาคมแห่งชาติที่มีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งชาติที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อคนไทย NT จึงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจ ที่แน่วแน่ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัล ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบสนองนโยบายภาครัฐด้วยบริการสื่อสารและเทคโนโลยีดิจิทัลตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และขับเคลื่อนธุรกิจโดยสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืนในธุรกิจที่ต้องแข่งขัน

    ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2569 และในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา NT ก้าวสู่ปีที่ 6  NT ได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์วัดอาวุธวิกสิตาราม จำนวน 93 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 ณ บริเวณหน้าอาคาร 9 สำนักงานแจ้งวัฒนะ โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และประธานกรรมการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  พร้อมคณะผู้บริหาร พนักงาน ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรฯ  และในวันพุธที่ 7 มกราคม 2569  ณ อาคารสโมสร สำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ ได้มีการจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา NT โดยมี ดร. วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล กรรมการบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายมรกต เธียรมนตรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมคณะผู้บริหาร พนักงาน ร่วมพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำองค์กรและร่วมพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล และคณะผู้บริหารได้ให้การต้อนรับหน่วยงานต่างๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีพร้อมกับมอบเงินบริจาคสมทบทุนให้กับ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กองทัพเรือในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์และสนับสนุนการบริการของโรงพยาบาล

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NT มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงที่มั่นคง ครอบคลุม และเข้าถึงทุกภาคส่วนของสังคม จากรากฐานโครงข่ายสื่อสารที่แข็งแกร่งสู่การต่อยอดเทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยบริการหลัก 7 ประเภทของ NT  คือ โครงสร้างพื้นฐาน (Hard Infrastructure)  อินเทอร์เน็ต (Broadband)  เสียง (Voice)  ดาวเทียม (Satellite) ดาต้าคอม (Datacom) คลาวด์ (Cloud) โมบายล์ (Mobile)  และรองรับนโยบาย Cloud First Policy ของไทย คือการผลักดันสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐใช้คลาวด์เป็นหลัก โดย NT และ DGA เป็นกำลังหลักในการบริหารจัดการและกำหนดมาตรฐาน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบคลาวด์ภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคง พร้อมผลักดันด้านบริการ การกำกับดูแลข้อมูล หรือ Data Governance และ Cybersecurity โดย NT มีบริการ NT Cloud Solutions, Data Center และ Big Data ที่พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยระดับสากล เพื่อช่วยองค์กรบริหารจัดการและปกป้องข้อมูลด้วยนโยบายที่เข้มงวดและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ และยกระดับความมั่นคงปลอดภัยให้สอดคล้องมาตรฐาน

    นอกจากการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลแล้ว NT ยังมีภารกิจรับผิดชอบในการให้บริการเพื่อสนับสนุนทุกหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐในการคงไว้ซึ่งการสื่อสารในกรณีเหตุภัยพิบัติและอุบัติภัย หรือภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

    NT ก้าวสู่ปีที่ 6  อีกก้าวสำคัญของการพัฒนา ที่ไม่หยุดเพียงวันนี้ แต่พร้อม “ก้าวต่อไป” เพื่ออนาคตดิจิทัลของประเทศไทย ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการโครงข่ายโทรคมนาคมขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อดำเนินงานตามโครงการของรัฐ พร้อมใช้ความสามารถและประสบการณ์ ความพร้อมของอุปกรณ์เครือข่ายและบุคลากรในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ที่มองไกล เพื่อให้ประชาชนและสังคมมีคุณภาพทางเศรษฐกิจและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/987225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CcVFAirO354FxrfzKGcEZ

  • ความหวัง และ ทางรอด เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี


    เงินบาทแข็งค่ากดดันส่งออก

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค เป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดยภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กระทบการค้าโลก

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนสำหรับสินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง 

    การบ้านรัฐบาลใหม่

    รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ต้องสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    มีตติ้งระดับโลก โอกาสสำคัญของไทย

    โอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆ จากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด 
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย 
    ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

    ที่มา : สรุปประเด็นแถลงข่าวประจำเดือนมกราคม 2569 ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


    Post Views: 261

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/07/thai-economy-grow-less-than-2-percent/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vm8NqLO8b90xzW8NThRYJ

  • “มนตรี”ชี้เศรษฐกิจปีม้าหนักหน่วง เแจงความเสี่ยงนอก-ในท้าทายรัฐบาลใหม่ฟื้นฟู

    “มนตรี”ชี้เศรษฐกิจปีม้าหนักหน่วง เแจงความเสี่ยงนอก-ในท้าทายรัฐบาลใหม่ฟื้นฟู

    ผู้อำนวยการ หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) นิด้า เปิดอีกมุมมองของความเสี่ยงและโอกาส ทิศทางเศรษฐกิจไทย ปี 2569 โจทย์สำหรับรัฐบาลใหม่ ประชาชน และภาคธุรกิจไทย ที่ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วงจากในประเทศและนอกประเทศในปี 69 ทั้งการชะลอลงของการส่งออก ปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่แน่นอนทางการเมือง

    นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการ หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.)สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวถึง  จากภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 ว่า เผชิญกับปัจจัยลบหลายประการ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตอยู่ในระดับที่น่าผิดหวัง และกลายเป็นฐานที่เปราะบางสำหรับปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้ไม่เกิน 2% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เวียดนาม ที่โต 7-8%, อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ประมาณ 6%  มาเลเซีย 5% และสิงคโปร์ 3%

    โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักหน่วง แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงเปราะบางและเติบโตในระดับต่ำ โดยมีการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี ) ไว้ที่ระดับต่ำมาก เพียง 1.6%-1.8% โดยมีปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญมาจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ 

    .ความเสี่ยงจากเวทีโลกจ่อถล่มไทย

    นายมนตรี กล่าวต่อว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมากถึง 72% ของธุรกรรมทั้งหมด เนื่องจากตลาดในประเทศมีขนาดเล็กและมีกำลังซื้อจำกัด ทิศทางเศรษฐกิจโลกจึงเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของไทยในปี 2569 ความท้าทายแรก มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 2-3% ทำให้กำลังซื้อประเทศคู่ค้าลดลง ้มีการคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 69 จะขยายตัวได้เพียง 1% จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและฐานที่สูงจากการโต 12% ในปี 2568

    เรื่องที่ 2 ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการทางการค้าใหม่ ที่เราต้องระวังผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน, รัสเซีย-ยูเครน,สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และประเด็นใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา มรายังคงสร้างความไม่แน่นอน  ขณะที่มาตรการทางการค้าใหม่  โดยเฉพาะ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism): ซึ่งมาตรการของสหภาพยุโรปที่จะเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้านำเข้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน

    ขณะเดียวกัน Global Minimum Tax หรือ ข้อตกลงเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติในอัตราขั้นต่ำ 15% จะทำให้การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนทำได้ยากขึ้น และท้ายที่สุด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถึง 9% ในปี 2568 และแข็งค่าขึ้นราว 3% ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.เพียงเดือนเดียว ซึ่งบั่นทอนความสามารถการแข่งขันของสินค้าส่งออกและทำให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงขึ้น อาจจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยคาดว่าจะมีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 34-35 ล้านคนในปี 2569

    “นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มที่จะ ชะลอการตัดสินใจลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่ เช่น ในพื้นที่ EEC เพื่อรอความชัดเจนทางการเมืองหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center เช่น ความเสถียรด้านพลังงาน แหล่งน้ำ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง”

    .ปัญหาเชิงโครงสร้าง-การเมืองไทยทับถม

    ทั้งนี้ นอกเหนือจากปัจจัยที่จะรุกเข้ามาจากต่างประเทศ ปัญหาในประเทศไทยก็ยังสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นายมนตรี กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนสูงถึง 87% ของจีดีพี (ยังไม่รวมหนี้นอกระบบและหนี้สหกรณ์) ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงบ้าง แต่ภาระหนี้ยังคงสูงสวนทางกับรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลง ส่งผลต่อเนื่องถึงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ทำให้ต้องพยายามประคับประคองธุรกิจ ท่ามกลางแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่สูงขึ้น ที่เริ่มลามจากการเป็นหนี้เสียของธุรกิจขนาดเล็กไปธุรกิจขนาดกลาง

    “สุญญากาศทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยจะอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-4 เดือน จะทำให้เกิดข้อจำกัดของนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือโครงการลงทุนอื่นๆ และส่งผลต่อเนื่องให้กระบวนการงบประมาณล่าช้า เพราะหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. คาดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหมจะแล้วเสร็จราวเดือนพ.ค. จะทำให้การเสนอร่างงบประมาณปี 2570 ไม่ทันตามกรอบเวลาเดิม หมายความว่าในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2570 (ต.ค.-ธ.ค.2569) จะไม่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่จากภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเลย โดยรัฐบาลจะใช้ได้เฉพาะงบประจำไปก่อน”

    นายมนตรี ยังแสดงความเห็นถึงข้อจำกัดทางการคลังของไทยที่ิเพิ่มมากขึ้น โดยพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด จากหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 67% ของจีดีพี เข้าใกล้เพดานกรอบวินัยการคลังที่ 70% ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาลทำได้จำกัด

    .รัฐบาลใหม่และกลไกพยุงเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเครื่องมือหลักของภาครัฐจะมีข้อจำกัด แต่ยังมีกลไกอื่นที่พอจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง ได้แก่ การเร่งรัดงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ หากสามารถผลักดันเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง ซึ่งมีงบลงทุนรวมกันประมาณ 350,000 ล้านบาท ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  ขณะเดียวกันต้องมีการการบริหารจัดการและกระจายการใช้งบประจำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง

    แต่บทบาทที่สำคัญที่สุดในการพลิกฟื้นประเทศตกอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะต้องมีความพร้อมอย่างยิ่งในการเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีภารกิจเร่งด่วน เรื่องแรกคือ สร้างความเชื่อมั่น  โดยนายมนตรีมองว่า การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ ต้องเตรียมแผนเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2569 ให้ทันภายในกรอบเวลา 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ (มิ.ย.-ก.ย.)

    ตามมาด้วย การเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้น นอกเหนือจากการแก้ปัญหาระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องมองไปข้างหน้าและวางนโยบายเพื่อ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน มิฉะนั้น เศรษฐกิจไทยจะยังคงติดอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไป โดยต้องเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น เพื่อยังคงความได้เปรียบในการส่งออก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางการค้า (FTA) กับประเทศทั้งทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EU กับสหราชอาณาจักร เป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ รวมทั้ง พัฒนาตลาดทุนให้เป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ รวมทั้งแก้ปัญหาค่าเงินบาท โดยควรจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงการส่งออกและนำเข้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2906407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_2a7afc9g-TnvL4Uh7jKl

  • ความหวัง และ ทางรอด เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี


    เงินบาทแข็งค่ากดดันส่งออก

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค เป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดยภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กระทบการค้าโลก

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนสำหรับสินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง 

    การบ้านรัฐบาลใหม่

    รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ต้องสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    มีตติ้งระดับโลก โอกาสสำคัญของไทย

    โอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆ จากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด 
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย 
    ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

    ที่มา : สรุปประเด็นแถลงข่าวประจำเดือนมกราคม 2569 ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


    Post Views: 239

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/07/thai-economy-grow-less-than-2-percent/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vm8NqLO8b90xzW8NThRYJ

  • ความหวัง และ ทางรอด เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี


    เงินบาทแข็งค่ากดดันส่งออก

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค เป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดยภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กระทบการค้าโลก

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนสำหรับสินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง 

    การบ้านรัฐบาลใหม่

    รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ต้องสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    มีตติ้งระดับโลก โอกาสสำคัญของไทย

    โอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆ จากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด 
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย 
    ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

    ที่มา : สรุปประเด็นแถลงข่าวประจำเดือนมกราคม 2569 ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


    Post Views: 213

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/07/thai-economy-grow-less-than-2-percent/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vm8NqLO8b90xzW8NThRYJ

  • ความหวัง และ ทางรอด เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี


    เงินบาทแข็งค่ากดดันส่งออก

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค เป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดยภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กระทบการค้าโลก

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนสำหรับสินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง 

    การบ้านรัฐบาลใหม่

    รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ต้องสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    มีตติ้งระดับโลก โอกาสสำคัญของไทย

    โอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆ จากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด 
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย 
    ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

    ที่มา : สรุปประเด็นแถลงข่าวประจำเดือนมกราคม 2569 ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


    Post Views: 189

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/07/thai-economy-grow-less-than-2-percent/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vm8NqLO8b90xzW8NThRYJ

  • ‘เศรษฐกิจ’ปี69ดิ่ง หลุด2%รอบ30ปี ต่ำสุดในภูมิภาค

    ‘เศรษฐกิจ’ปี69ดิ่ง หลุด2%รอบ30ปี ต่ำสุดในภูมิภาค

    วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า กกร.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง ผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

    กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    “ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) กระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากภาษีสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง” ดร.พจน์ กล่าว

    ดร.พจน์ กล่าวว่า กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

    ทั้งนี้ กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ  Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/939258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pWukMv1PVitP3ZJ4KMMAZ