Blog

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • พิษบอยคอตเขย่าเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา เผย การค้าไทย-เขมรดิ่งลงเกือบ15%

    พิษบอยคอตเขย่าเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา เผย การค้าไทย-เขมรดิ่งลงเกือบ15%

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

    14 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า  กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเปิดเผยว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณา 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 1.27 แสนล้านบาท ลดลง 14.86% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตและกระแสบอยคอตของผู้บริโภคที่ส่งผลกระทบต่อการค้าข้ามพรมแดน

    จากข้อมูล ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณการค้ารวมลดลงจากกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดยการส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา ลดลง 15.04% เหลือประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 1.02 แสนล้านบาท ขณะที่ การส่งออกของกัมพูชาไปไทย ลดลง 14.15% อยู่ที่ 732 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขมูลค่าการค้าจะลดลง แต่ไทยยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของกัมพูชา รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

    ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ระบุว่า การค้าระหว่างกัมพูชาและไทยยังคงขับเคลื่อนด้วยการนำเข้าและส่งออก วัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ส่งผลให้กิจกรรมด้านการขนส่งยังไม่หยุดชะงักเพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางจากชายแดนทางบกไปสู่การขนส่งทางทะเลมากขึ้น 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/940592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_KO_jZgkuGmnL0c4dEMCZ

  • ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ เน้นย้ำต้องร่วมกันลงมือทำ แก้ปัญหาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ เน้นย้ำต้องร่วมกันลงมือทำ แก้ปัญหาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี KKP Year Ahead 2026 รวบรวมผู้นำทางความคิดและผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ร่วมถอดรหัสความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการเลือกเส้นทางที่ถูกต้องระหว่าง “นโยบายประคองอาการ” กับ “ยุทธศาสตร์ผ่าตัดโครงสร้าง”

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ปัญหาหลักในขณะนี้ของประเทศไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ

    • “ผลิตภาพต่ำ” ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของธุรกิจ 
    • “ภูมิคุ้มกันต่ำ” เพราะครัวเรือนและธุรกิจเปราะบาง มีหนี้สูง ส่งผลต่อเนื่องถึงการบริโภคและการลงทุนของเอกชนให้เติบโตต่ำลง
    • “เหลื่อมล้ำสูง” ขาดโอกาสในการแข่งขันที่เท่าเทียม ทำให้การเติบโตและประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่กระจายตัว 

    ทำให้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงต่อเนื่อง และปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เติบโตโดยใช้ทรัพยากรที่มีทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนและปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย นายวิทัย เน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้อง “ร่วมกันลงมือทำ” เพื่อแก้ปัญหาที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 

    โดย ธปท. จะปรับบทบาทที่นอกจากการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างราบรื่นในระยะยาวแล้ว จะต้องขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย ทั้งนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่น และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างตรงจุด 

    รวมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ โดย ธปท. มีมาตรการที่สำคัญ ได้แก่

    • การแก้ไขปัญหาหนี้ NPL ของลูกหนี้รายย่อยให้กลับมามีประวัติที่ดีได้ ผ่านกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้)
    • การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านกลไกการค้ำประกันเครดิต (โครงการ SMEs Credit Boost)
    • การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมา โดยให้ธนาคารเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และจะกำหนดเพดานการซื้อขายผ่าน online platform และให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายทองคำเพิ่มเติม การยกระดับการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติเพื่อแก้ปัญหาทุนเทา

    ด้าน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึง “หลุมพราง” ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้าม โดยระบุว่าประชาชนคาดหวังให้การเลือกตั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย “เอาใจ” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนจีดีพีโตต่ำที่ 1-2% ได้

    “การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อผลประโยชน์เดิมและการลดทอนอำนาจรัฐเพื่อเปิดทางให้กับการแข่งขันเสรี จึงมักถูกแรงต่อต้านและไม่ถูกหยิบยกมาใช้ในการหาเสียง แต่วันนี้เราต้องเลือกระหว่างการประคองตัวหรือการยอมเจ็บเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้ลูกหลานมีอาชีพใหม่ในวันหน้า” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

    ดร.ศุภวุฒิ ได้เสนอ 6 หัวใจสำคัญในการรื้อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของคนไทย :

    1.ปฏิรูปเกษตรสู่มูลค่าสูง : เปลี่ยนจากการผลิตอาหาร “คาร์โบไฮเดรต” ไปสู่ “โปรตีนมูลค่าสูง” โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตต่อหัว แทนการอุดหนุนราคาหรือประกันรายได้ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    2.เอกภาพในภูมิรัฐศาสตร์ : ในโลกที่มหาอำนาจแบ่งพรรคแบ่งพวก ไทยและอาเซียนต้องเป็นปึกแผ่นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและป้องกันการถูกแทรกแซงจากภายนอก

    3.สนับสนุนเอกชนเป็นหัวหอก : รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” ในอุตสาหกรรมศักยภาพ อาทิ OSAT(Outsourced Semiconductor Assembly and Test), HDD (Hard Disk Drive), โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    4.ปรับสมดุลนโยบายการเงิน : บาทแข็งคือแรงฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไปจนอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง

    5.เสรีพลังงานสะอาด : เร่งเปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายรัฐ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

    6.OECD คือกุญแจความเชื่อมั่น : เร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเร็วเพื่อยกระดับมาตรฐานสากลและลดคอร์รัปชัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ถึง 1.6% ต่อปี โดยใช้เวที World Bank-IMF ในเดือนตุลาคมนี้เป็นประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5499142/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k1lOhdi1Ykxtc3pueAd8m

  • C

    C

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดงาน “CEA Forum 2026” เปิดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยปี 2569 พร้อมจัดเสวนาร่วมกับหน่วยงานรัฐและ ผู้ประกอบการเอกชน ภายใต้ธีม “Empower Creative Thailand, Ignite Economic Impact พลังสร้างสรรค์ สู่เศรษฐกิจสร้างชาติ” ชี้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป้าหมาย (คอนเทนต์ – ดนตรี – โฆษณา – สถาปัตยกรรม – การออกแบบ) คือเครื่องยนต์สร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับประเทศ พร้อมเปิดแผนพัฒนา ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงภาคการผลิต โดย CEA เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทักษะสร้างสรรค์ ด้วยการเตรียมเปิด “New TCDC” 20 จังหวัดทั่วประเทศ, ขับเคลื่อนการสร้าง “แบรนด์เมือง” ผ่านโครงการ “เนรมิต” (Neramyth – Creative City & Place Branding) , ผลักดันดนตรีของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ”Music Exchange 2026″ พร้อมด้วย “Thailand International Content IP Expo (TICIP)” ตลาดซื้อขายโปรเจ็กต์คอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย ฯลฯ ตั้งเป้าปี 2569 สร้างผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์มืออาชีพกว่า 300,000 ราย ผลักดันการเกิดผลงานใหม่ (New IP) กว่า 350 รายการในเชิงพาณิชย์ หนุนมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เติบโต 5%

    CEA สร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่น

    Creative Economy อนาคตเศรษฐกิจไทยในยุคโลกผันผวน CEA สร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่น

    นายไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาเปิดงาน CEA Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ Creative Nation & Global Outlook 2026 สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่มีความท้าทายสูงหลังได้รับการประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.5 – 2% เนื่องจากได้รับปัจจัยกดดันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น “สงครามการค้า 2.0” ซึ่งส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ประเทศไทย หรือปัจจัยทาง “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีปัจจัย “ความเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้ว” ซึ่งมีผลกระทบทั้งต่อภาคการเกษตรและภาคท่องเที่ยวของไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถพึ่งพิงเฉพาะภาคการผลิตและการค้าในซัปพลายเชนรูปแบบเดิม ซึ่งอาศัยข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนแรงงานและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้อีกต่อไป

    นายไชยยง กล่าวต่อว่า การรับมือโจทย์ใหญ่ของประเทศทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลุ่มใหม่ โดยกลุ่มอุตสาหกรรม “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยสร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับประเทศไทยได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์คือการสร้างรายได้จากความคิดสร้างสรรค์ ประกอบขึ้นจาก “ไอเดีย เนื้อหา และ IP” (* Intellectual Property หมายถึง ทรัพย์สินทางปัญญา) ถ่ายทอดและส่งออกผ่านบริการดิจิทัล คอนเทนต์ และประสบการณ์ เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ เกม การออกแบบ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ได้แข่งขันด้านต้นทุนราคาเป็นหลัก แต่เน้นการแข่งขันด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทั้งยังสามารถส่งข้ามพรมแดนไปทั่วโลกได้รวดเร็ว ซึ่งลดความเสี่ยงด้านซัปพลายเชนโลจิสติกส์

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังมีแต้มต่อสำหรับผู้เล่นรายเล็ก เพราะสามารถกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นและเมืองรองได้มาก ผ่านการพัฒนา IP ให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศโดยไม่ต้องพึ่งโครงสร้างการลงทุนขนาดใหญ่ ส่งเสริมชุมชนให้ปรับเปลี่ยนการขายวัตถุดิบแบบดั้งเดิม สู่การขายประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ของสินค้าผ่านเรื่องเล่าและการสร้างแบรนด์ ดังนั้นปี 2569 จึงนับเป็นปีทองแห่งโอกาสที่ประเทศไทยจะได้ส่งเสริมศักยภาพ เพื่อเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ “Creative Nation” และสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่

    เปิดกลยุทธ์ CEA เร่งเครื่องเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาเมือง คน และ New IP ปั้นรายได้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์โต 30%

    ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขึ้นกล่าวในช่วง Creative Economy Strategic Direction 2026 ขยายภาพความสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย โดยระบุว่าปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย (GVA) นั้นสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) และเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการฟื้นตัวได้เร็วกว่าและสูงกว่าภาพรวมเศรษฐกิจเมื่อเกิดวิกฤต ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 3.91 แสนล้านบาท และสร้างตำแหน่งงานให้ประเทศโดยมีผู้ประกอบอาชีพนักสร้างสรรค์อยู่ถึง 9.8 แสนคนในไทย ดังนั้น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงไม่ใช่อุตสาหกรรมเสริม แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ควรได้รับการสนับสนุน

    ดร. ชาคริต กล่าวต่อว่า การวางแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปี 2569 ให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น จะต้องคำนึงถึง 6 เทรนด์และการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม อันได้แก่ “Tech & AI Acceleration” – AI จะช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิตคอนเทนต์, “Platform Power” – โอกาสไร้พรมแดนบนแพลตฟอร์ม, “Creator Economy” – เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยซึ่งพุ่งแตะ 4.5 หมื่นล้านบาท, “Regional Rising” – พลังท้องถิ่นพุ่งแซงเมืองหลวง, “New Consumerism” – ชนชั้นกลางใหม่ที่พร้อมจ่ายให้ประสบการณ์และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และสุดท้ายคือ “High-Value IP” – การสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP)

    ดังนั้น การวางกลยุทธ์ของ CEA ในปี 2569 ได้พัฒนามาให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ โดยมุ่งยกระดับเพื่อ เปลี่ยน “ทุนวัฒนธรรม” ไปสู่ “เศรษฐกิจฐาน IP” ที่มีมูลค่าสูงและจับต้องได้จริง ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ คือ 1) พัฒนาคนด้วย AI และความคิดสร้างสรรค์ เช่น การยกระดับสู่ New TCDC ไปทุกภูมิภาค และติดอาวุธทักษะ AI ให้คนทำงาน 2) ยกระดับเมืองสู่เวทีโลก เช่น การสร้าง City Branding เพื่อให้เมืองมีจุดขายที่ชัดเจน 3) เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นทรัพย์สิน ที่บ่มเพาะผลงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ และ 4) ขยายธุรกิจด้วยแพลตฟอร์ม เช่น การจัดงาน Bangkok International Content Market (BICM) ภายใต้งาน Thailand

    International Content IP Expo (TICIP) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อให้ขายงานได้จริง

    ดร. ชาคริต กล่าวสรุปว่าจากกลยุทธ์ทั้งหมด CEA จะผลักดันไปสู่เป้าหมายสำคัญ 4 ข้อในปีนี้ ได้แก่ 1) สร้างผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีก 3 แสนราย 2) สร้างผลงาน New IP ใหม่มากกว่า 350 รายการเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ 3) ผลักดันรายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% และ 4) ผลักดัน GVA ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโต 5% โดยทั้งหมดจะช่วยให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    ยกระดับ “New TCDC” 20 จังหวัด สนับสนุน “แบรนด์เมือง” และ “นักสร้างสรรค์” กระจายองค์ความรู้สร้างสรรค์อย่างทั่วถึง

    ด้าน นายพิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวถึงแผนงานการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ในปี 2569 ในช่วง Creative City & People Development โดย CEA มีไฮไลต์โครงการและเป้าหมายสำคัญตลอดปี เช่น วาระครบรอบ 20 ปีของ “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ” (Thailand Creative & Design Center: TCDC) ในปี 2568 TCDC เตรียมมุ่งสู่บทบาทใหม่ โดยปรับจากการเป็นพื้นที่แรงบันดาลใจสู่แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาคนและเพิ่มทักษะสร้างสรรค์ พร้อมตั้งเป้าหมายการเปิด “New TCDC” แห่งใหม่ใน 20 จังหวัดทั่วไทย ตลอดจนการเปิดให้บริการ CEA สาขาภาคใต้ที่ “สงขลา” ซึ่งเป็นสาขาหลักที่จะดูแลอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ของไทยในปีนี้

    นอกจากนี้ CEA ยังตั้งเป้าหมายการจัดเทศกาลสร้างสรรค์ (Festival) ให้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงระดับเมือง ซึ่งปีนี้ CEA ได้จัดทำโครงการ “เนรมิต” (Creative City & Place Branding) เพื่อขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ใน 9 จังหวัดกระจายทุกภูมิภาค, กิจกรรม “Festival Creator 2026” เพื่อสนับสนุนการพัฒนา “ผู้จัดเทศกาล” ในท้องถิ่นและช่วยให้เกิดเทศกาลที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และมีความต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งหมดนี้เพื่อให้การพัฒนาเมืองในประเทศเติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับการขับเคลื่อนภาคธุรกิจ คอนเทนต์ – ดนตรี – โฆษณา – สถาปัตยกรรม – การออกแบบ สู่เวทีระดับโลก

    นายอินทพันธุ์ บัวเขียว รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขึ้นกล่าวต่อในช่วง Creative Industry Development นำเสนอแผนการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ทั้งในกลุ่มคอนเทนต์ ดนตรี โฆษณา สถาปัตยกรรม การออกแบบ และสินค้าและบริการสร้างสรรค์ โดยปีนี้ยังคงโฟกัสที่คอนเทนต์ (ภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน) และดนตรีอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ Content Lab 2026 ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพโปรเจ็กต์ของนักสร้างสรรค์สายภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน พร้อมกันนี้ CEA ยังร่วมจัดงาน “Thailand International Content IP Expo (TICIP)” กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อเปิดตลาดซื้อขายโปรเจ็กต์คอนเทนต์ระดับนานาชาติ และสร้างตลาดซื้อขาย IP คอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ช่วงเดือนกรกฎาคม 2569

    ขณะที่การผลักดันศิลปินไทยและอุตสาหกรรมดนตรีสู่ตลาดสากล CEA จัดทำโครงการ “Music Exchange 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยใช้กลยุทธ์ PUSH ตั้งเป้าส่งศิลปินไทยกว่า 40 ศิลปิน/วง เข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีนานาชาติกว่า 40 งานใน 11 ตลาดเป้าหมายทั่วทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เพื่อขยายฐานแฟนคลับ ชื่อเสียง และโอกาสทางธุรกิจให้กับศิลปินไทย รวมถึงใช้กลยุทธ์ PULL ควบคู่ในการดึงตัวแทนธุรกิจดนตรีระดับสากลจาก 5 ประเทศหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เข้าจับคู่ธุรกิจกับบริษัท/ค่ายเพลงไทยกว่า 75 แห่ง ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนการมองเห็น (Eyeballs) ให้กับศิลปินไทยในระดับนานาชาติไม่น้อยกว่า 24 ล้านครั้ง และเป็นตัวคูณสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมดนตรีขึ้นอีกเท่าตัว

    “ปี 2569 เป็นปีที่เราจะตอกย้ำภาพของประเทศไทยในฐานะ “Creative Nation” ทดแทนภาพของเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกหรือปริมาณการผลิต เปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า ประสบการณ์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง” นายไชยยง กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iet4bs2r8add5pj9wh0kn43zuj3243ug&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pOmOc6lu1bMvXxM-njLjY

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • เอสซีจี ผนึกพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เอสซีจี ผนึกพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    เอสซีจี ผนึกพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอสซีจี ผนึกพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เอสซีจี ผสานพลังทุกภาคส่วนเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยReinvent Thailand, Rejuvenate SMEsมุ่งพลิกโฉม SMEs ดันเศรษฐกิจไทยโต5%

    นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน ”Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” ซึ่งเอสซีจีและเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีความร่วมมือในการผลักดันแนวคิดและการดำเนินงาน “Reinvent Thailand” โดยมุ่งหวังที่จะร่วมกันสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยที่แข็งแรงและยั่งยืน 

    “ประเทศไทยเผชิญภาวะวิกฤต GDP โตต่ำสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วน SMEs ในเศรษฐกิจไทยต่ำมาก สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยต้องก้าวกระโดด สู่ Smart Industry ต่อยอดศักยภาพปัจจุบันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมทั้งพัฒนา Green Infrastructure เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่ โดยมีทุน 3 ด้านเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ ทุนมนุษย์ (Human Capital) พัฒนาทักษะแบบใหม่สำหรับอุตสาหกรรมของอนาคต ทุนข้อมูล (Information Capital) ข้อมูลที่เข้าถึงแหล่งทุนและลูกค้า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทุนองค์กร (Organization Capital) ระบบมาตรฐานความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่ที่ทำให้ SMEs เข้า Global value chain ได้จริง

    หัวใจการพลิกโฉม SMEs เน้น 5 กลยุทธ์ คือ 1. ปกป้องตลาดในประเทศ :ใช้การจัดซื้อภาครัฐ ส่งเสริม Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อก่อให้เกิดการใช้ “สินค้าไทย” ที่มีมาตรฐาน และกีดกันสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ  2. ขยายการส่งออก : เร่งพลักดัน FTA และเครื่องมือช่วยเหลือด้านมาตรฐาน เพื่อการเข้าถึงคู่ค้า 3. ลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง : ผลักดันการขยาย Direct Power Purchase Agreement (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง) & Third Party Access (การขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า) และ Smart Logistics เพื่อให้ “ต้นทุนแข่งขันได้” 4. ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น : ลดเวลาและค่าใช้จ่ายแฝง ให้ SMEs ทำธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น  5. ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน (PPPP) : ทำงานเชิงพื้นที่และรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดพลังและขยายผลได้เร็ว โดยผลักดันการสนับสนุนของภาครัฐด้านการเงินและ R&D เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของ SMEs ให้เติบโตไปด้วยกัน

    พลังขับเคลื่อนจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องผสานความร่วมมือทุกภาคส่วน ด้วยโมเดล Public Private People Partnership (PPPP Model) ดังผลสำเร็จของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ผสานความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน กว่า 50 องค์กร ที่เปลี่ยนการนำเข้าถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดในประเทศ ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมเกษตรแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการฟื้นฟูป่าชุมชน ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ SMEs ในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยสร้างรายได้กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โมเดลนี้พร้อมสำหรับการขยายผลต่อไปในระดับประเทศ ซึ่งจะสามารถเพิ่ม GDP และสร้างรายได้มากกว่า 300,000 – 400,000 ล้านบาท”

    “หากเกิดความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและร่วมใจกันพลิกโฉม SMEs ไทย เพื่อให้ SMEs ได้รับประโยชน์เติบโตจาก 35% เป็นมากกว่า 50% ของ GDP และ GDP ไทยจะโต 4-5% ได้จริง” นายชนะ กล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/462022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sS0A6WGQn2t_5PNCsSZnR

  • ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’ พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง”

    ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’ พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง”

    Finance

    ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’ พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง”

    14 ม.ค. 2026 เวลา 6:00 น.

    ธปท.ห่วงเศรษฐกิจไทยภูมิคุ้มกันต่ำ หนี้ภาคธุรกิจสูงขึ้น ชี้นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่อาจพาเศรษฐกิจฟื้นได้ ต้องเร่งปรับโครงสร้าง ควบคู่การใช้มาตรการเฉพาะจุด เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดกับดักเติบโตต่ำระยะยาว “ศุภวุฒิ” ชี้โลกป่วนเตือนไทยเร่งต้องปรับตัวรับแรงกระแทกจากสหรัฐ

    • ธปท.ชี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งผลิตภาพต่ำ ขาดการลงทุนใหม่ และสังคมสูงวัย ทำให้ศักยภาพการเติบโตลดลง และมีภูมิคุ้มกันต่ำ
    • กังวลหนี้เอกชนที่พุ่งสูง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และหนี้ภาคธุรกิจที่เผชิญความท้าทายในการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้
    • แถมปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของประเทศ ทั้งในมิติของการเงิน รายได้ และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ
    • ซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจ ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาคอร์รัปชัน และเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่แผ่วลง 

    ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’ พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง” เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ปัญหาระยะสั้นแต่เป็นปัญหา “เชิงโครงสร้าง” ทั้งผลิตภาพต่ำ ขาดลงทุนใหม่ หนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคธุรกิจพุ่งการเมืองไม่แน่นอน ท่ามกลางเครื่องยนต์เศรษฐกิจแผ่วลงชัด

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาใหญ่แห่งปี KKP Year Ahead 2026 ว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาชั่วคราว แต่กำลังอยู่บนปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่สั่งสมมานานภายใต้ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง Productivity ที่ต่ำ และไม่มีการลงทุนใหม่ๆ มาหลายปี

    ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ระยะยาว ไม่เพียงเท่านั้นปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ท่ามกลางหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง

    แต่ที่น่ากังวลกว่าคือ หนี้ครัวเรือนที่สูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ ภาคธุรกิจเองก็มีหนี้สูงเช่นกัน โดยปีนี้มีความท้าทายมากในเรื่องการรีไฟแนนซ์ (Refinance) หุ้นกู้ในบางส่วน

    นอกจากนี้ ยังเผชิญความเหลื่อมล้ำรุนแรง และไทยเหลื่อมล้ำสูงมากทั้งในแง่การเงิน รายได้ และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ

    อีกทั้งสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ส่งผลให้กำลังแรงงานของไทยลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ที่ 3% เหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยโดยความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีไปหลายคน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย 

    นอกจากนี้ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชัน และทุนเทา รวมถึงปัญหาเรื่อง Corporate Governance และการทุจริตในเมืองไทยรุนแรงมาก หากแก้ไม่ได้จะก้าวต่อไปลำบาก รวมถึงปัญหาเรื่องทุนสีเทาที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

    หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทย มองว่า “จีดีพี” และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่แผ่วกำลัง หากดูกราฟการเติบโต GDP ที่มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง โดยในอดีตเคยเติบโตเฉลี่ยที่ 5% แล้วลดลงมาเป็น 4%, 3% และปัจจุบันเหลือเพียง 2% เท่านั้น

    “ปีนี้คาดว่า GDP จะอยู่ที่ประมาณ 2.2% ส่วนปีหน้าอาจจะอยู่ที่ 1.5-1.7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น 2.7% การส่งออกในปีนี้มีปัญหาเนื่องจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว การบริโภคก็ลดต่ำลงจากเดิมที่เคยโต 5% เหลือเพียง 1-2% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณปีหน้าที่อาจล่าช้าไป 1 ไตรมาส จากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ท่องเที่ยวจะภูมิใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่ฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิดไปแล้ว ประเทศไทยยังถือว่าฟื้นตัวได้ช้ากว่า ดังนั้น วันนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่อยู่ด้วยบุญเก่าที่ใช้อุตสาหกรรมเก่า และเทคโนโลยีเก่า ซึ่งน่ากังวลอย่างมากในระยะยาว”

    ประเด็นที่น่าห่วง และน่ากังวลคือ สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 36 เดือน หรือ 3 ปี ในขณะที่สินเชื่อรายใหญ่ยังมีขึ้นมีลงบ้าง เมื่อสินเชื่อไม่เติบโต ปริมาณเงินในระบบที่ควรจะถูกสร้างขึ้นมาก็หายไป

    สิ่งนี้สะท้อนว่า SME กำลังมีปัญหาหนัก และหากไม่ได้รับการแก้ไข เครดิตคอร์ส (Credit Cost) ที่สูงจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม

    • ดอกเบี้ยมีข้อจำกัดกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในมุมของข้อจำกัดของนโยบายการเงินปัจจุบัน ยอมรับว่าข้อจำกัดอย่างมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะมีคนเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยของไทย 1.25% ถือว่าระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น เท่านั้น

    “หากดูสถิติการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมารวม 1% หรือลด 4 ครั้งที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้น GDP ได้เพียง 0.18% ในเวลา 2 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะปัญหาปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้แก้ได้ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หรือหาก ธปท.ลดดอกเบี้ยลง 0.50% จะช่วยเพิ่มเงินเฟ้อได้เพียง 0.1% เท่านั้น

    ดังนั้น ธปท.จึงต้องขยับบทบาทจากเดิมที่เน้นเพียงแค่รักษาเสถียรภาพ มาเป็นผู้ลงมือทำมากขึ้นไม่เป็นเพียงผู้ที่นั่งวิเคราะห์ปัญหาอยู่บนหอคอยอีกต่อไป แต่จะใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted) เข้าไปแก้ปัญหาใน Real Sector

    สำหรับมาตรการที่ ธปท.ทำในปัจจุบัน เช่น มาตรการแก้หนี้ และพยุงเศรษฐกิจรายย่อย ทั้ง การช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียต่ำกว่าแสนบาท ที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ 1 ล้านคน ออกจากวังวนหนี้ได้ หรือโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ที่เป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อใหม่เพื่อช่วย SME ในกลุ่มที่มีศักยภาพ

    • เร่งคุมเพดานซื้อขายทองสกัดเงินบาทแข็งค่า

    สิ่งถัดมาที่ ธปท.ดูแลค่าเงินบาท และการจัดการทุนเทา โดยยอมรับว่าการเข้าไปดูแลเงินบาทในปัจจุบันหรือแทรกแซงค่าเงินมีข้อจำกัดจากข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐที่เฝ้าระวังไม่ให้ประเทศคู่ค้าบิดเบือนค่าเงินเพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทอย่างมากในปัจจุบันคือ การซื้อขายทองคำ ที่การซื้อขายทองคำในไทยมีมูลค่าสูงถึง 50-60% ของ GDP โดยเฉพาะ 15 รายใหญ่ ที่ซื้อขายทองบนแอปพลิเคชัน เช่นล่าสุดที่พบว่าหนึ่งรายมีรายได้เกิน 5 ล้านล้านบาทซึ่งสูงมาก เทียบกับจีดีพีประเทศที่อยู่ 18 ล้านล้านบาท

    “ปัจจุบันพบวอลุ่มการเทรดทอง 250,000 ล้านบาทต่อวัน มากกว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยที่เทรดเฉลี่ยเพียง 40,000 ล้านบาทต่อวันหลายเท่าตัว”

    ทั้งนี้ ตัวที่กระทบต่อค่าเงินบาทคือ การเทรดทองผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 35% ของการเทรดทั้งหมด ร้านทองจะต้องทำ Position ป้องกันความเสี่ยงด้วยดอลลาร์ การขายดอลลาร์จำนวนมหาศาลในคราวเดียวทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ดังนั้น มาตรการใหม่ที่ ธปท.ดำเนินการจะแก้ประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้อำนาจ ธปท.ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชัน เนื่องจากมีผลกระทบต่อค่าเงิน โดยจะประกาศช่วงวันที่ 23-29 ม.ค.นี้ เพื่อกำหนดลิมิตการซื้อขายทองที่มีปริมาณ เช่น 50-100 ล้านบาทขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

    • จ่อคุมแลกเงินสด “ปราบเงินเทา”

    ทั้งนี้ ล่าสุด ธปท.ได้มีการขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารของรัฐทุกแห่ง และจะออกหนังสือเวียนเร็วๆ นี้ เพื่อให้ช่วยกันดูแลการแลกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ

    โดยเฉพาะการแลกเงินจำนวนมากในรูปแบบที่น่าสงสัย เช่น การขอแลกเงินหลักล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะ ธนบัตรใบละ 100 บาท 500 บาท และ 1,000 บาท เช่นในช่วงเลือกตั้งที่ใช้เงินสดค่อนข้างมากกว่าช่วงปกติ เนื่องจากปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้มีอำนาจในการห้ามแลกเงินสด

    ดังนั้นช่วงแรกๆ จะเน้นการขอความร่วมจากแบงก์ ให้ช่วยกันสังเกต หากพบว่าธุรกรรมใดมีลักษณะผิดปกติ ก็ขอให้รายงานเข้ามาเพื่อให้ ธปท.สามารถเข้าไปติดตามเส้นเงินต่อได้

    ทั้งนี้คาดว่าภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า ธปท.จะแก้กฎหมายเพื่อให้เข้าไปป้องปรามธุรกรรมลักษณะนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกรรมเงินสด ซึ่งต่างจากการทำธุรกรรมผ่านระบบโอนเงิน เพราะการโอนเงินผ่านระบบการเงินมีความปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบเส้นทางเงินได้ชัดเจน

    “ในอดีตจะถูกรายงานไปหน่วยงานอื่น เช่น ปปง.แต่ไม่รายงานมา ธปท.ทำให้ ธปท.ไม่เห็นข้อมูล ดังนั้น ธปท.พยายามขยายการเข้าถึงข้อมูล โดยจะเข้าไปดูธุรกรรมขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเกินความจำเป็น โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งที่ยอมรับว่าการแลกเงินสดสูงขึ้น”

    • โลกป่วนเตือนไทยเร่งต้องปรับตัว

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ประเด็นความเสี่ยงภาษี และสถานการณ์ระหว่างประเทศ กรณีการเก็บภาษีของสหรัฐกับอิหร่านยังประเมินไม่ชัด เนื่องจากต้องรอรายละเอียดเชิงปฏิบัติจากสหรัฐ และไทยค้าขายกับอิหร่านสัดส่วนน้อยมากจึงไม่น่ากระทบอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ การเจรจาการค้ากับสหรัฐ แม้กรณีศาลฎีกาสหรัฐตีความว่าการเก็บภาษีบางอย่างผิดกฎหมาย และต้องยกเลิก แต่สหรัฐยังใช้มาตรการอื่นมาทดแทนได้ และไทยต้องเตรียมพร้อมไว้

    “ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐใกล้ 50,000 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น อย่าคาดหวังว่าคำตัดสินของศาลจะทำให้ปัญหาจบลง เพราะทรัมป์มีเครื่องมือ และแนวทางดำเนินการได้หลากหลายมาก”

    ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐจะอยู่รอดในลักษณะใด เพื่อให้เอกชนสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ และการลงทุนในอนาคตได้

    • “แต่ปัญหาที่น่ากลัวจริงๆ คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1-2% ต่อปี เหมือนการถีบจักรยานที่ช้าเกินไป ซึ่งมีโอกาสล้มได้ง่าย ปัญหาของไทยในเวลานี้คือจักรยานกำลังถีบช้าเกินไป และนั่นเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า เราต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้จีดีพีกลับมาเติบโตได้จริงที่ระดับ 4-5% ต่อปี ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างสมดุล และไม่ล้มง่าย”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1216462&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VNJ1a6ZtIkwI34AvXOZ-g