Blog

  • เอกนิติ นำทัพไทย ถกสภาเศรษฐกิจโลก ดาวอส  ปักหมุดไทยแผนที่การลงทุนโลก   | เดลินิวส์

    เอกนิติ นำทัพไทย ถกสภาเศรษฐกิจโลก ดาวอส  ปักหมุดไทยแผนที่การลงทุนโลก   | เดลินิวส์

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 19–23 ม.ค. 69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้นำคณะทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ พร้อมด้วยเลขาธิการบีโอไอ และผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำ  เข้าร่วมประชุม เวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม แอนนวล มีทติง 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    “สภาเศรษฐกิจโลก ที่เมืองดาวอส เป็นเวทีสำคัญระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นงานที่ผู้นำประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ผู้นำทางความคิด และซีอีโอบริษัทชั้นนำจะมารวมตัวกัน เพื่อพูดคุยทิศทางเศรษฐกิจโลก การแก้ไขวิกฤติสำคัญของโลก และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มาพร้อมกับความเสี่ยงและโอกาส ซึ่งปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ อะ สปิริต ออฟ ไดอะล็อก เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำจากทั่วโลก”

    นายนฤตม์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงานจึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างพื้นที่ให้กับประเทศไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งทีมไทยแลนด์จะสามารถสื่อสารนโยบาย ทิศทางเศรษฐกิจไทย ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การดึงดูดบุคลากรทักษะสูงเข้าสู่ประเทศไทย การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว การเดินหน้าปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและอุปสรรคการลงทุน

    นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยให้กับผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรทางเศรษฐกิจสู่โอกาสการลงทุนที่เป็นรูปธรรม และปูทางสู่การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกในเดือน ต.ค. 69 ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5500928/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15Ca6gJDVJoGFhGBwOEA0m

  • ภท. ชูยุทธศาสตร์ 10 พลัส เติมรายได้ – ล้างหนี้ “เอกนิติ” เผย 73 วันกู้เศรษฐกิจพ้นปากเหว

    ภท. ชูยุทธศาสตร์ 10 พลัส เติมรายได้ – ล้างหนี้ “เอกนิติ” เผย 73 วันกู้เศรษฐกิจพ้นปากเหว

    “เอกนิติ” โชว์ผลงาน 73 วันกู้เศรษฐกิจพ้นปากเหว เตรียมชูยุทธศาสตร์ “10 พลัส” เติมรายได้-ลดรายจ่าย-ล้างหนี้

    วันที่ 14 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยทิศทางเศรษฐกิจไทยว่า ภายในเวลาเพียง 73 วันของการบริหารงานภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรี สามารถหยุดยั้งภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหวและนำพาประเทศพ้นจากหล่มความเสี่ยงได้สำเร็จ พร้อมประกาศเดินหน้านโยบาย “เศรษฐกิจ 10 พลัส” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและกระจายรายได้สู่คนทุกกลุ่ม

    นายเอกนิติย้ำว่า แม้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวแต่ยังมีความผันผวนสูง พรรคจึงนำเสนอนโยบายที่เน้นการลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ คนละครึ่งพลัสเพื่อสานต่อมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายรายวันของประชาชน โครงการโซลาร์เซลล์ชุมชนเพื่อขายไฟฟ้าตรงสู่ครัวเรือน และคุมค่าไฟไม่เกิน 3 บาท/หน่วย สำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย) ภาษี SME เป็นการปรับโครงสร้างภาษีให้เอื้อต่อธุรกิจขนาดเล็ก และจูงใจให้เข้าสู่ระบบและเติบโตอย่างมั่นคง

    นายเอกนิติยังบอกถึงไฮไลต์สำคัญด้วยว่า คือโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มที่มีหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท ประมาณ 1 ล้านราย ให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ ลดและยืดระยะเวลาชำระตามความสามารถ โดยผู้ที่มีวินัยทางการเงินจะได้รับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อให้กลับมามีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็งและเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามนโยบาย 10 พลัส ไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเลขรายได้รวมของประเทศเพิ่มขึ้น แต่คือการ ‘บวกเพิ่ม’ คุณภาพชีวิตให้ทุกคนมีรายได้มากกว่ารายจ่าย และพาเศรษฐกิจไทยกลับมาน่าภาคภูมิใจอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2907732&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kyCKj4D7hgc0WwD-zKOLJ

  • ทรัมป์เขย่าโลก! อำนาจนิยมถล่มเศรษฐกิจ ผ่าทางรอดหุ้นไทยกลางเกมเดือดกับเกมล่าเพชรแท้ปี 69

    ทรัมป์เขย่าโลก! อำนาจนิยมถล่มเศรษฐกิจ ผ่าทางรอดหุ้นไทยกลางเกมเดือดกับเกมล่าเพชรแท้ปี 69

    ฝ่าพายุอำนาจนิยม ค้นหา ‘เพชร’ ที่ซ่อนอยู่ในตลาดทุนไทย!

    ในโลกการเงินที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยความผันผวน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชื่อของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นตัวแปรสำคัญของปี 2569 ที่เข้ามาเขย่ากระดานเศรษฐกิจโลกให้สั่นสะเทือนอีกครั้ง

    การใช้อำนาจนิยมสุดขั้วเปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ พร้อมจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร แบบไม่สนว่าเรื่องราวจะบานปลายแค่ไหน 

    คำถามคือ จากบุกยึดเวเนซุเอลาแล้ว จะขยายไปยังประเทศอื่นอีกหรือไม่ และใครจะเป็นรายต่อไป ? 

    สิ่งที่น่ากลัวต่อจากนี้คือหากมีใครคนหนึ่งคิดว่า…เมื่อสหรัฐฯทำได้ ฉันก็ทำได้!! ถ้าเกิดแนวคิดนี้เมื่อไหร่ ทั้งโลกคงไร้ความสงบอีกต่อไป

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

    นอกจากนี้ยังมี “นโยบายกำแพงภาษี (Tariff)” ที่ยากเกินจะคาดเดาคอยกดดันทั้งโลก แม้ในค่ำคืนของวันที่ 14 ม.ค.2569 ศาลฎีกาสหรัฐฯอาจมีคำตัดสินชี้ชะตาความถูกต้องของมาตรการ Tariffs ของทรัมป์ ซึ่งต้องลุ้นว่าศาลฯจะสั่งระงับมาตรการนี้หรือไม่ เพราะหากสั่งระงับจริง สหรัฐฯต้องคืนเงินภาษีมหาศาล

    ทั้งหมดนี้เปรียบเหมือนพายุที่พัดเข้าหาทุกประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ พายุลูกนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อการค้า แต่ยังลามไปถึงค่าเงินดอลลาร์และดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อาจขยับตัวจนสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทของไทย

    “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ยอมรับว่าการขยับตัวของทรัมป์สร้างความผันผวนและความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ

    โดยประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อไทยมากที่สุดคือเรื่อง “ภาษี (Tariff)” เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อการแข่งขันระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านและผู้ส่งออกรายอื่น 

    สิ่งที่ไทยจำเป็นต้องมีในตอนนี้ คือ “รัฐบาลที่มีความชัดเจน เพื่อเข้าไปเจรจาต่อรองทางการค้าให้ประสบความสำเร็จ”

    ในขณะที่พายุพัดกระหน่ำ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหน้าที่เหมือน “กรรมการในสนาม” ที่ต้องดูแลให้กลไกตลาดยังคงทำงานได้ตามปกติ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความเท่าเทียม (Fairness)

    คุณอัสสเดช เล่าถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอดีตที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องลงมาอยู่บนถนนจนไม่สามารถเฝ้าหน้าจอเทรดได้ ในวันนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯตัดสินใจระงับการซื้อขายชั่วคราว เพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยเสียเปรียบผู้ที่ใช้ระบบเทรดอัตโนมัติจากภายนอก 

    หรือแม้แต่การระงับ “Short Sell” ในช่วงที่มีข่าวช็อกเรื่องภาษี เพื่อให้คนที่ถือหุ้นอยู่จริงๆ มีโอกาสตัดสินใจก่อน ทั้งหมดนี้คือการประคองให้ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าไปได้อย่างเป็นธรรมที่สุด

    “ตลาดทุนไทยมีมาตรการรองรับสำหรับสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ โดยมุ่งเน้นการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อปกป้องนักลงทุนและรักษาความยุติธรรมในระบบ”

    ทรัมป์เขย่าโลก! อำนาจนิยมถล่มเศรษฐกิจ ผ่าทางรอดหุ้นไทยกลางเกมเดือดกับเกมล่าเพชรแท้ปี 69

    เมื่อโลกป่วย..เราต้อง “แข็งแรง”

    “ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ บอกกับ “โพสต์ทูเดย์” โดยเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า ความผันผวนเหล่านี้ก็เหมือน “โรคไข้หวัด” ที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ เราอาจห้ามไม่ให้เชื้อโรคระบาดไม่ได้ 

    แต่สิ่งที่เราทำได้คือการทำให้ร่างกายของตัวเอง “แข็งแรง” เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันที่ดีพอจะสู้กับโรค ตลาดทุนไทยจึงต้องวางกลยุทธ์แบบ “Safe and Value for Money” หรือการเป็นแหล่งลงทุนที่ทั้งปลอดภัยและคุ้มค่าในสายตาโลก

    แม้ภาพรวมตลาดจะดู “ซึม” จนหลายคนถอดใจ แต่หากเราเลิกมองเพียงแค่หัวข้อข่าว แล้ว “คว้าน” ลึกลงไปในรายละเอียด เราจะพบความจริงที่น่าทึ่ง

    รู้หรือไม่ว่า!!

    • ตลาดหุ้นไทย มีหุ้นถึง 128 ตัว ที่มีค่า ROE (Return on Equity) คือ อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น ไตรมาส 3/68 สูงกว่า 15%
    • มี 370 หุ้น ที่มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2568 เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และ 242 หุ้น เติบโตได้มากกว่า 10% ท่ามกลางวิกฤต
    • ที่สำคัญ ปี 2568 SETHD TRI (SET High Dividend Total Return Index) ให้ผลตอบแทนรวมมากกว่า 11.32% ชนะดัชนีหุ้นไทยเกือบ 20%

    ดร.ศรพล ทิ้งท้ายไว้อย่างมีความหวังว่า ในวันที่ตลาดอื่นอาจกำลังเผชิญกับ “ฟองสบู่ AI” หรือความเสี่ยงจากค่าเงิน แต่หุ้นไทยที่มีพื้นฐานระดับโลก โดยเฉพาะในด้าน ESG ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า

    นอกจากนี้ ไทยยังเร่งดึงดูดบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาผ่านความร่วมมือกับ BOI และ EEC เพื่อนำบริษัทเหล่านี้เข้าจดทะเบียนในตลาด สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่นักลงทุนรู้จักและต้องการ

    ท่ามกลางความบ้าคลั่งของสถานการณ์โลก ตลาดทุนไทยอาจไม่ได้วิ่งหวือหวาเหมือนใครเขา แต่มันคือสนามที่กำลังสร้าง “ฐานราก” ให้แข็งแรง เพื่อรอให้นักลงทุนที่ตาถึง เข้ามา “คว้านหาเพชร” ในจังหวะที่ราคายังเป็นใจ ก่อนที่พายุจะสงบลงและมูลค่าที่แท้จริงจะเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง.

    ทรัมป์เขย่าโลก! อำนาจนิยมถล่มเศรษฐกิจ ผ่าทางรอดหุ้นไทยกลางเกมเดือดกับเกมล่าเพชรแท้ปี 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/736443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E93XZwdgVQ-unNj3TGvbR

  • มช.เปิดเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 5 พรรค โชว์วิสัยทัศน์ก่อนเลือกตั้ง

    มช.เปิดเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 5 พรรค โชว์วิสัยทัศน์ก่อนเลือกตั้ง

    คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวที Debate to Decide เปิดพื้นที่มือเศรษฐกิจพรรคการเมืองแลกมุมมองนโยบาย ให้นักศึกษาและประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้

    14 มกราคม 2569 – ที่อาคารเรียนรวม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาเชิงอภิปราย “Debate to Decide: ทางเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจ” เปิดโอกาสให้ตัวแทนด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองที่ร่วมแข่งขันการเลือกตั้ง แสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณชน

    เวทีดังกล่าวมี รศ.ดร.รสริน โอสถานันต์กุล คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีนักศึกษา บุคลากร และประชาชนที่สนใจการเมืองจากหลากหลายกลุ่ม เข้าร่วมรับฟังตลอดการเสวนา

    ตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้าร่วมประกอบด้วย

    นาย กรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พรรคประชาธิปัตย์

    นาย เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย

    นาย วรภพ วิริยโรจน์ บัญชีรายชื่อ พรรค พรรคประชาชน

    นาย คริส โปตระนันท์ บัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรค พรรคเศรษฐกิจ

    และ นาย สุรเดช ทวีเดชแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พรรคไทยสร้างไทย

    การอภิปรายแบ่งออกเป็น 6 วาระหลัก ได้แก่ เรื่องภาษีและรายได้รัฐ นโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ สังคมสูงวัยและสวัสดิการ รวมถึงวาระคำถามจากสโมสรนักศึกษา มช. และสโมสรนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ โดยแต่ละวาระใช้เวลา 25 นาที และพักการอภิปรายหลังจบวาระที่ 4

    ในประเด็นรายได้และภาษี ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทยเสนอการดึงรายได้จากต่างประเทศควบคู่เทคโนโลยี ขณะที่พรรคประชาชนเสนอปรับโครงสร้างงบประมาณ ลดงบกลาง ลดการก่อสร้างอาคารรัฐ และปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้าง

    พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่ายังไม่เหมาะต่อการขึ้นภาษี แต่สามารถเพิ่มรายได้รัฐจากศักยภาพที่มี พร้อมเปิดข้อมูลภาครัฐให้เอกชนผ่านระบบ open API ส่วนพรรคเศรษฐกิจเสนอแก้ปัญหาการทุจริตและขยายฐานภาษีจากแรงงานต่างชาติ ขณะที่พรรคเพื่อไทยมองภาษีเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นการผลิตและรักษาวินัยการคลัง

    บรรยากาศโดยรวมเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการ มุ่งให้ความรู้ด้านเศรษฐกิจ ไม่เน้นการพาดพิงทางการเมือง แม้ไม่สามารถลงรายละเอียดเชิงลึกได้มากนักจากข้อจำกัดด้านเวลา แต่เปิดมุมมองทางเลือกด้านนโยบายให้ผู้ฟังนำไปประกอบการตัดสินใจก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/931284/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D4vAOGDzjbzuQkWYOhsmY

  • ‘อภิสิทธิ์’ เปิดโรดแมป 90 วัน ปลุก ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชวนคนไทยร่วมระดมทุน ‘เงินสีขาว’

    ‘อภิสิทธิ์’ เปิดโรดแมป 90 วัน ปลุก ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชวนคนไทยร่วมระดมทุน ‘เงินสีขาว’

    ‘อภิสิทธิ์’ เปิดโรดแมป 90 วัน ปลุก ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชวนคนไทยร่วมระดมทุน ‘เงินสีขาว’ ขับเคลื่อนการเมืองสุจริต เปิดแผนยุทธศาตร์ภาคใต้ ชูเป้ายาง 80 บ. ค้านแลนด์บริดจ์-คลองไทย พร้อมแนะ กกต. จัดเลือกตั้งให้ ‘ง่ายและไม่สับสน’

    14 ม.ค. 2569- ที่สวนลุมพินี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงแผนงานสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งก่อนการเลือกตั้ง โดยเตรียมโชว์วิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจและจัดกิจกรรมระดมทุนครั้งใหญ่ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อขับเคลื่อนการเมืองที่โปร่งใส

    นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ในวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. 2569 จะถึงนี้ พรรคเตรียมนำเสนอ “แผนปฏิบัติการ 90 วัน” ซึ่งเป็นโรดแมปเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะเน้นไปที่การสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่สอดรับกับบริบทโลกและตอบโจทย์การยกระดับรายได้ของคนไทยอย่างยั่งยืน

    สำหรับการจัดงานระดมทุนในวันที่ 17 นี้ ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์ นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่าต้องการเปลี่ยนรูปแบบการระดมทุนจากการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนแบบเดิม มาเป็นการพบปะพูดคุยระหว่างสมาชิกพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน และผู้สนับสนุน โดยมุ่งเน้นไปที่ “ทุนสีขาว”

    -ระดมทุนจากประชาชน เปิดรับทั้งการซื้อบัตรเข้าร่วมงานและการบริจาคตามกฎหมาย
    -เงินบริจาคภาษี เชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์บริจาคภาษีเงินได้ให้แก่พรรคการเมือง รหัส 001 เพื่อแสดงพลังสนับสนุนพรรคที่ยึดถือแนวทางสุจริต
    -การเมืองโปร่งใส เน้นให้พรรคการเมืองเติบโตได้ด้วยศรัทธาและเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป เพื่อความเป็นอิสระในการทำงานเพื่อส่วนรวม

    เมื่อถามถึงการโชว์วิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ มองว่า ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 20 วัน ซึ่งพรรคมีแผนที่จะสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “นี่ยังไม่ใช่ช่วงนาทีสุดท้าย” และขอให้ประชาชนรอติดตามไม้เด็ดที่จะนำเสนอในช่วงก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งอย่างแน่นอน

    นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การชิงพื้นที่ภาคใต้ โดยเน้นการยกระดับราคาสินค้าเกษตรด้วยยุทธศาสตร์ที่ทำได้จริง พร้อมแสดงจุดยืนต่อต้านโครงการขนาดใหญ่ที่อาจกระทบความมั่นคง และฝากข้อเสนอถึง กกต. ในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

    1. ยุทธศาสตร์ยาง 80 บาท และกฎหมายปาล์มเป็นธรรม พรรคมีเป้าหมายผลักดันราคายางพาราให้สูงกว่าราคาประกัน โดยตั้งเป้าไว้ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ผ่านการแปรรูปเพิ่มมูลค่าและการเจรจาระดับประเทศ ส่วนปาล์มน้ำมันจะเน้นการผลักดัน “กฎหมายปาล์มครบวงจร” เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่เกษตรกรในระยะยาว

    2. เชื่อมโยงโลจิสติกส์ภาคใต้ เน้น “คุ้มค่า-ไม่ดึงความขัดแย้ง” ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน นายอภิสิทธิ์ นำเสนอแนวทางที่ต่างจากโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังเป็นกระแส โดยเน้นความต้องการของคนในพื้นที่เป็นหลัก ในประเด็นแลนด์บริดจ์ นั้นนายอภิสิทธิ์ ชี้ว่าผลการศึกษาพบความไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ และไม่ประหยัดเวลาเดินเรือจริง

    ส่วนประเด็นคลองไทย มีความกังวลผลกระทบด้านความมั่นคง โดยมองว่าการขุดคลองท่ามกลางความตึงเครียดของมหาอำนาจ อาจเป็นการดึงความขัดแย้งเข้าสู่ประเทศไทย

    โดยเสนอทางเลือกใหม่ ด้วยการเชื่อมโยงระบบรางและมอเตอร์เวย์ไปยัง “ท่าเรือปีนัง” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วและใช้ประโยชน์ได้ทันที เพื่อช่วยเกษตรกรส่งออกสินค้าได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องแลกกับการมีอุตสาหกรรมหนักในพื้นที่

    ผู้สื่อข่าวถามว่าการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. กับออกเสียงประชามติ ที่มีข้อเรียกร้องว่าควรที่จะแสดงตนครั้งเดียวแล้วรับบัตร 3 ใบเลย มองว่ายังไง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบแนวทางที่ กกต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/931023/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A3p5C4MSffmfyvXbhy3sA

  • เอกนิติ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ10 พลัส จะพารอดยาว

    เอกนิติ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ10 พลัส จะพารอดยาว

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

    ‘เอกนิติ’ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มได้แล้ว ลั่นหากทำต่อ ‘เศรษฐกิจ10 พลัส’ จะพารอดยาว

    วันที่ 14 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังกล่าวว่า ตนขอให้ความมั่นใจว่าเศรษฐกิจพ้นจากการดิ่งเหวแล้ว โดยบอกว่า ในเวลา 73 วันไม่ถึง 3 เดือน มั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยกันทำส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังจะดิ่งเหว รถยนต์เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ที่ดิ่งลงมา วันนี้ติดลบแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวทันที แต่ตอนนี้พ้นจากหล่มมาแล้ว

    “ผมมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจทุกอย่าง Quick Big Win ของเราทำให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยที่ติดหล่ม พ้นจากหล่มแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะอาจจะกลับมาตกใหม่ ท่ามกลางโลกที่ผันผวน สิ่งที่เราจะทำคือ พอท่านนายกฯมาให้โอกาสทำต่อ เพราะว่าจะต้องช่วยให้เศรษฐกิจไทยมันฟื้นได้ และจะช่วยทำให้เรากลับมามีความภูมิใจในเศรษฐกิจไทยนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่เราออกแบบมาเป็นนโยบายหาเสียงในครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวถึงการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่ใช้ในการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยด้วยว่า เพื่อให้คนทุกกลุ่มเพิ่มรายได้ คำว่า พลัส คือการบวกเพิ่ม คือเราจะทำให้เศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่ รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้แค่เพิ่มขึ้น ยังไม่พอ จะต้องกระจายตัวทุกคน ยกตัวอย่างมนุษย์เงินเดือน วันนี้คนที่มีรายได้20,000-30,000 บาท รายได้ไม่พอรายจ่าย ค่ากิน ค่าใช้ คนไทยเป็นหนี้เยอะ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ ต้องลดภาระที่ไปกินไปใช้ เพราะฉะนั้นโครงการคนละครึ่งพลัส ลดภาระชัดเจน โครงการโซล่าร์เซลล์ชุมชน ขายไฟฟ้าตรงให้ประชาชน โครงสร้างไฟฟ้าครัวเรือนใช้ไม่เกิน 200 หน่วย  ราคาไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ทำให้รายจ่ายค่าไฟ ซึ่งเป็นรายจ่ายจำเป็นจะลดลง 

    นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า โครงการลดภาระที่สำคัญคือ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” หนี้ที่ไม่เกิน 1 แสนบาท มีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย สามารถที่จะมาปิดหนี้ได้ตามความสามารถ เพื่อลดหนี้ ยืดหนี้ และถ้าจ่ายตรงเวลาจะได้ลดดอกเบี้ยให้ต่อไปอีก เพื่อต้องการให้กลับมาเป็นคนที่มีวินัยทางการเงิน เคยพลาดมาแล้ว แต่ต้องให้โอกาส ให้เรียนรู้ และสามารถกลับมากู้ใหม่ได้ โครงการที่เราจะทำช่วยเอสเอ็มอีคือ ลดภาษีเพื่อไม่กลัวในการเข้าสู่ระบบ แต่เมื่อรวยขึ้น ต้องแบ่งรายได้มาให้รัฐ เพื่อรัฐจะได้เอารายได้มาพัฒนาประเทศ   

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/940657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OeBAhSsR07J-GJDMLVHU-

  • Gen Z ไม่อดทนหรือเศรษฐกิจไม่เอื้อ? Disillusionomics ภาวะสิ้นศรัทธาต่อสังคม

    Gen Z ไม่อดทนหรือเศรษฐกิจไม่เอื้อ? Disillusionomics ภาวะสิ้นศรัทธาต่อสังคม

    ถ้าคุณรู้สึกว่าทำงานเท่าเดิม แต่เงินไม่พอ เก็บเงินยังไงก็ไม่ทันราคาบ้าน วางแผนอนาคตไปก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้จริงไหม

    คุณอาจไม่ใช่คนที่บริหารเงินไม่เก่ง แต่กำลังใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนรุ่น Gen Z ทั่วโลก

    คนรุ่นนี้เติบโตมากับคำสัญญาทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยเป็นจริง เรียนดี ทำงานหนัก อดทน แล้วชีวิตจะมั่นคงแต่เมื่อโตขึ้นกลับพบว่า สูตรสำเร็จแบบเดิมไม่ได้การันตีอะไรอีกแล้ว

    นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Alice Lassman เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Disillusionomics” หรือ เศรษฐศาสตร์ของความสิ้นศรัทธา ความไม่เชื่อว่าระบบจะตอบแทนความอดทนได้เหมือนในอดีต และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมทางการเงินที่แตกต่างไปจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน

    ใช้เงินวันนี้ เพราะพรุ่งนี้ไม่แน่นอน

    Gen Z ไม่อดทนหรือเศรษฐกิจไม่เอื้อ? Disillusionomics ภาวะสิ้นศรัทธาต่อสังคม

    Disillusionomics อธิบายได้ว่าทำไม Gen Z ยอมจ่ายเงินกับประสบการณ์อย่างคอนเสิร์ตหรือการท่องเที่ยว เพราะสิ่งเหล่านี้ “ได้ใช้จริงตอนนี้” ในขณะที่อนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    ในขณะเดียวกัน คนรุ่นนี้กลับไม่ได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอย่างที่หลายคนคิด พวกเขาใช้จ่ายอย่างระวัง และให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” สูงมาก หากไม่เห็นคุณค่า ก็พร้อมจะไม่จ่าย 

    จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า dupe culture คือ เลือกของที่คุณภาพใกล้เคียงของแพง แต่ราคาถูกกว่า ไม่จำเป็นต้องแบรนด์เนม ขอแค่ “ใช้งานได้จริง” เพราะสำหรับคนรุ่นนี้เงินทุกบาทคือ “เกราะป้องกันความไม่แน่นอน

    ถ้ารายได้ทางเดียวไม่พอ ก็ต้องมีหลายทาง

    เมื่อไม่เชื่อว่าระบบจะตอบแทนความอดทน คนรุ่นนี้จึงเลือกไม่ฝากอนาคตไว้กับเส้นทางเดียว พวกเขาเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำหลายอาชีพ การสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ หรือการเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ในชีวิตให้กลายเป็นรายได้ แนวคิดแบบ Airbnb ที่เปลี่ยนห้องว่างเป็นเงิน ถูกนำไปต่อยอดอย่างจริงจังในชีวิตประจำวันของ Gen Z

    การใช้เงินของ Gen Z จึงไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นการปรับตัวในโลกที่ไม่เคยรับประกันอนาคตให้ใคร เมื่อความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ระบบมอบให้ได้อีกต่อไป คนรุ่นใหม่จึงเลือกสร้างมันขึ้นมาด้วยวิธีของตัวเอง แม้ว่าวิธีเหล่านั้นจะไม่ตรงกับกติกาที่สังคมเคยคุ้นชินก็ตา

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Gen Z ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการใช้เงิน 

    แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองโลกทั้งระบบ เมื่อความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ระบบเศรษฐกิจรับประกันได้อีกต่อไป

    ความอดทน การรอคอย และการวางแผนระยะยาว จึงไม่ใช่คำตอบที่น่าเชื่อถือเหมือนในอดีต

    บ่อยครั้ง Gen Z ถูกมองว่า ไม่อดทน เปลี่ยนงานบ่อย ไม่ยอมทำตามระบบ แต่ในความจริง นี่คือการตอบสนองต่อเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมกับพวกเขา เมื่อเส้นทางเดิมไม่พาไปถึงเป้าหมาย การสร้างเส้นทางใหม่จึงเป็นทางเลือก

    หากสังคมยังมองพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นความไม่อดทนหรือไร้ความรับผิดชอบ เราอาจกำลังมองข้ามสัญญาณสำคัญว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเดิม อาจไม่ตอบโจทย์ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อีกแล้ว

    และคำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่ว่า Gen Z ใช้เงินอย่างไร แต่คือ ระบบแบบไหน ที่จะทำให้คนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน กล้าเชื่อว่าอนาคตยังมีหวัง

    ที่มา: fortune

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/work-balance/861546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RsXZIbOGgva7vZKtdFuO6

  • ‘กสิกรไทย’ หวั่นลูกค้าแห่คืนหนี้พุ่ง ธุรกิจ ‘เมินกู้สินเชื่อ ’กำเงินสดสู้ ศก.

    ‘กสิกรไทย’ หวั่นลูกค้าแห่คืนหนี้พุ่ง ธุรกิจ ‘เมินกู้สินเชื่อ ’กำเงินสดสู้ ศก.

    “กสิกรไทย” ชี้ลูกค้าแห่ “ชำระคืนหนี้แบงก์” พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แทนการ “กู้เพิ่ม” ส่งผลให้ยอดชำระหนี้คืนสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ สะท้อนภาคธุรกิจไม่เห็นโอกาสขยายตัวท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง เข้าโหมด “ไม่กล้าลงทุน” หลังประเมินความเสี่ยงของตัวเองสูง เน้นเข้าโหมดลดต้นทุน “เก็บเงินสด” ชะลอการขอสินเชื่อใหม่

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ภาพที่สะท้อนชัดจากภาคการเงินไม่ใช่การเร่งกู้เพื่อขยายธุรกิจ แต่คือ การเร่ง “คืนหนี้” ของลูกค้าจำนวนมาก และเข้าสู่โหมด “เก็บคอ งอเข่า

    เมื่อภาคธุรกิจประเมินแล้วว่าโอกาสเติบโตยังไม่ชัดเจน ความไม่แน่นอนที่สูงทำให้การลดภาระหนี้ และเก็บเงินสด กลายเป็นทางเลือกสำคัญมากกว่าการกู้เพิ่ม แม้ธนาคารจะยังมีสภาพคล่องพร้อมปล่อยสินเชื่อก็ตาม

    นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า หากมองความเสี่ยงของธุรกิจธนาคารปีนี้มาจากหลายมิติ

    ทั้งความเสี่ยงด้านรายได้ จากทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาลงการปล่อยสินเชื่อทำได้ยากขึ้น การหารายได้โดยรวมยากขึ้น โดยแม้ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อแต่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ

    ถัดมาคือ ความเสี่ยงด้านเครดิต บนเศรษฐกิจไม่เติบโตทำให้ลูกค้าในประเทศ หาโอกาสขยายธุรกิจได้ยาก ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อลดลง และความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ยังคงอยู่ ประเด็นสำคัญคือ สินเชื่อไม่โตเพราะลูกค้าไม่กล้าลงทุนไม่กล้าขอสินเชื่อเพิ่ม

    ส่งผลให้วันนี้เกิดปรากฏการณ์ “ลูกค้าคืนหนี้มากกว่ากู้ใหม่” ที่ปัจจุบันมียอดการคืนหนี้ หรือ Repayment สูงมาก สูงเป็นประวัติการณ์ที่เคยเห็นมาในอดีต เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากเลือก “คืนเงิน” มากกว่า “กู้เพิ่ม” แม้ธนาคารตั้งวงเงินพร้อมปล่อยสินเชื่อเพิ่ม แต่ลูกค้าประเมินแล้วว่าไม่มีช่องทางเติบโต และลูกค้ากังวลความเสี่ยงของตัวเองมากกว่าที่ธนาคารกังวล

    “ลูกค้าจำนวนมากประเมินสถานการณ์แล้วไม่เห็นช่องทางการเติบโตของธุรกิจ จึงเก็บเงินสดไว้ และลดภาระหนี้ มากกว่ากู้มาลงทุนช่วงไม่แน่นอนสูง สะท้อนความระมัดระวังของภาคธุรกิจมากกว่าความเข้มงวดของธนาคาร”

    ทั้งนี้ พบว่าลูกค้าที่คืนหนี้มากที่สุดอยู่ในกลุ่มธุรกิจ SME เป็นกลุ่มหลัก ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่บางส่วนขยายตัวเองได้ รวมถึงพอร์ตสินเชื่อบ้านบางส่วนยังเติบโต ซึ่งสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่รายเล็กเผชิญข้อจำกัดมากกว่า

    ระวังลงทุน-เน้นเก็บสภาพคล่อง

    อย่างไรก็ตาม แม้ระยะข้างหน้าจะมีการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น แต่ยังมองว่า ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้สินเชื่ออยู่ ภายใต้เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ทุกคนระมัดระวัง ดังนั้นเงินไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

    “ความสำเร็จของธุรกิจมี 2 องค์ประกอบ ทั้งตัวธุรกิจเอง 2. เงินทุน ซึ่งธนาคารสามารถสนับสนุนเงินทุนได้ แต่ถ้าเนื้อธุรกิจไม่ไปต่อ ต่อให้เงิน ก็ไม่ช่วย และลูกค้ารู้ดีว่าการกู้โดยไม่มีธุรกิจรองรับคือ ความเสี่ยงของตัวเอง”

    ปี 69 ดำเนินธุรกิจระวังต่อเนื่อง สำหรับเศรษฐกิจไทยไม่อยู่ภาวะถดถอยหรือติดลบ โดยยังเติบโตได้แต่เป็นอัตราชะลอลง และปีนี้อยู่ภาวะ Self-Correct หรือการปรับสมดุลด้วยตัวเอง

    ดังนั้น การดำเนินงานต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าที่รู้จัก และมั่นใจว่าธุรกิจไปต่อได้ สำหรับ อุตสาหกรรมที่ยังพอไปต่อได้

    เช่น ภาคการแพทย์ การท่องเที่ยว การก่อสร้างบางส่วน และภาคเกษตรที่มีการเพิ่มมูลค่า แต่อุตสาหกรรมเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่วัดการเติบโต แต่บางอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงก็ยังมีลูกค้าที่ดีก็มี

    ด้านการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารคาดว่าไม่ได้ขยายตัวแรง โดยคาดว่าปี 2569 สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์น่าจะทรงตัว (Flat) หรือ -1% ถึง 0% ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้ามีการชำระหนี้คืนค่อนข้างสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่

    ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศของธนาคารยังมองหาโอกาสตลาดที่เติบโตสูง เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยอินโดนีเซียเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นแบงก์แมสเปี้ยนเป็น 89.48% เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งกำลังปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น

    ส่วนสถานการณ์หนี้เสียระบบธนาคารยังอยู่กรอบเป้าหมาย โดยปี 2568 กรอบเป้าหมายไม่เกิน 3.25% ตามเป้าหมาย ขณะที่ปี 2569 คาดว่าอยู่ระดับใกล้เคียงเดิม เนื่องจากธนาคารบริหารจัดการ การปรับโครงสร้างหนี้ และความระมัดระวังดำเนินธุรกิจทั้งฝั่งธนาคาร และภาคธุรกิจ

    โดยคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิดเพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เต็มที่ และรายได้ลูกหนี้ไม่กลับมา

    “ปีนี้คงเป้าหมายเป็นผู้นำ Digital Banking การมีฐานลูกค้า 1 ใน 3 ของตลาด ผู้นำด้านเงินฝากกระแสรายวัน และเงินฝากออมทรัพย์ (CASA) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มั่นคง รวมถึงความเป็นผู้นำในกลุ่มกองทุนรวม”

    มองความขัดแย้งสะเทือนไทยทางอ้อม 

    ขณะที่ความขัดแย้งสหรัฐ จีน และรัสเซีย เป็นเกมระดับมหาอำนาจ ซึ่งทางตรงไม่ส่งผลกับชีวิตหรือเศรษฐกิจไทย และกรณีเวเนซุเอลาเป็นเพียง “หมากหนึ่ง” ในสมการประเทศใหญ่ที่ไม่ใช่ตัวแปรหลักทำให้กระทบตรงต่อไทย และแม้ไม่กระทบตรงแต่เป็นผลกระทบที่เลือกไม่ได้เพราะเมื่อมหาอำนาจขยับ ทุกประเทศย่อมได้รับผลไปพร้อมกันทั้งหมด

    สำหรับประเด็นที่น่าจับตาคือ ความพยายามของสหรัฐสกัดการเติบโตของจีน ซึ่งเป็นเกมระดับใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการทหาร โดยเฉพาะด้านอาวุธที่ผลิตต่อเนื่อง และไม่เปิดเผย โดยสถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรงกว่านี้เพราะหลายประเด็น

    เช่น แร่หรือวัตถุดิบสำคัญ จีนหาแหล่งทดแทนได้ ตราบใดจีนไม่ถูกบีบจนพึ่งพาไม่ได้ความตึงเครียดก็จะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1216463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UEz7t1WgXUZwi3iBZP1hL

  • ‘นักวิชาการ’ เตือนประชานิยมฉุดเศรษฐกิจประเทศ แนะออกกม.คุมนโยบาย-งบประมาณ

    ‘นักวิชาการ’ เตือนประชานิยมฉุดเศรษฐกิจประเทศ แนะออกกม.คุมนโยบาย-งบประมาณ

    “เกรียงศักดิ์” เตือนแรง ประชานิยมจุดจบการเมืองไทย ชี้ ทำประเทศล่มจมถึงล่มสลายในที่สุด แนะรัฐออกพ.ร.บ.ควบคุมนโยบายประชานิยมและการใช้งบประมาณฯ แก้เชิงโครงสร้างได้ยั่งยืน

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน)นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา(IFD) กล่าวถึง การหาเสียงของพรรคการเมืองที่ใช้นโยบายประชานิยม ว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองไทยยังเดินวนอยู่ภายใต้การใช้นโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่ได้เป็นการแข่งขันด้านคุณภาพนโยบายหรือวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นการแข่งขันนำเสนอนโยบายประชานิยม แจกจ่ายผลประโยชน์ระยะสั้น เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนเท่านั้น

     ซึ่งอาจสร้างความนิยมทางการเมืองในระยะสั้น แต่ได้ทิ้งปัญหาเชิงโครงสร้างไว้กับรัฐไทย ทั้งในด้านวินัยการคลัง ความบิดเบือนเชิงนโยบาย และการบ่อนทำลายวัฒนธรรมการเมืองแบบใช้เหตุผล  

    โดยดร.แดน กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยควรใช้กลไกทางกฎหมายและระบบการเมืองอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างได้ผลและยั่งยืน ประชานิยมไทยในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐสมัยใหม่  นับตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 การเมืองไทยได้พัฒนาเข้าสู่การแข่งขันเชิงประชานิยมอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายสวัสดิการและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต้น สู่การแข่งขันเชิง “แจก–อุดหนุน–แทรกแซง” ที่ขยายขนาดงบประมาณและภาระผูกพันทางการคลังอย่างรวดเร็ว จนประชานิยมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่กลายเป็น “บรรทัดฐานการแข่งขันทางการเมือง” ของทั้งระบบ  วิวัฒนาการดังกล่าวทำให้พรรคการเมืองทุกฝ่ายต้องยกระดับความเข้มข้นของนโยบายเพื่อรักษาความได้เปรียบทางคะแนนเสียง ส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะ ความเสี่ยงเชิงเสถียรภาพการคลัง และข้อจำกัดเชิงนโยบายในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    องค์กรดังกล่าวต้องแยกขาดจากฝ่ายบริหาร พรรคการเมือง และระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง องค์ประกอบของคณะกรรมการควรมาจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เช่น เศรษฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ วิศวกรรม การประเมินผล และกฎหมาย ฯลฯ โดยใช้กระบวนการสรรหาที่โปร่งใส มีคุณสมบัติป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และมีวาระคงที่เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง  โดยให้มีหน้าที่หลักคือ การประเมินเชิงวิชาการและเชิงระบบ ทั้งเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม (Cost–Benefit และ Cost–Effectiveness) /ผลกระทบทางการคลังในระยะสั้น กลาง และยาว /ความเสี่ยงด้านการรั่วไหล การทุจริต และการบิดเบือนกลไกตลาด และ ความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวของประเทศ   ซึ่งโครงการใดไม่ผ่านการรับรองจะไม่สามารถเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภาได้โดยเด็ดขาด การฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางธรรมาภิบาล และหากมีเจตนาหลีกเลี่ยงกลไก จะยกระดับเป็นความผิดทางกฎหมายด้านวินัยการคลังและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ และทำให้กลไกนี้ทำหน้าที่เป็น “ด่านคัดกรองเชิงเหตุผล” เพื่อป้องกันไม่ให้นโยบายประชานิยมเข้าสู่ระบบตั้งแต่ต้นทาง”

    ดร.แดนยังได้เสนอให้รัฐ ออก “พระราชบัญญัติควบคุมนโยบายประชานิยมและการใช้งบประมาณรัฐ พ.ศ. ….” เพื่อห้ามนโยบายประชานิยมที่ผิด กฎหมายเฉพาะที่นิยาม “นโยบายประชานิยมต้องห้าม” อย่างชัดเจน เช่น พ.ร.บ.ควบคุมนโยบายประชานิยม ควรถูกร่างขึ้นและนำมาบังคับใช้ โดยใช้เกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่อิงการตีความทางการเมือง เช่น นโยบายประชานิยมที่ต้องคือ นโยบายที่เข้าข่ายต่อไปนี้

    1) ไม่มีแหล่งเงินรองรับอย่างยั่งยืนหรือก่อภาระหนี้เกินกรอบวินัยการคลัง

    2) ไม่สามารถกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างได้ 

    3) เป็นการแจกจ่ายที่ไม่สร้างศักยภาพการพึ่งพาตนเอง 

    4) ไม่ผ่านการกลั่นกรองจากองค์กรอิสระ โดยกฎหมายต้องกำหนดความรับผิดร่วมของผู้เสนอ ผู้อนุมัติ และผู้ดำเนินการ เพื่อป้องกันการโยนความรับผิดในเชิงระบบ  ในขณะเดียวกัน ต้องเปิดช่องข้อยกเว้นเฉพาะกรณีวิกฤตจริง เช่น ภัยพิบัติร้ายแรงหรือวิกฤตเศรษฐกิจฉับพลัน โดยกำหนดเงื่อนไขบังคับ ได้แก่ แผนฟื้นฟูระยะเวลาแน่นอน ตัวชี้วัดการกลับสู่การพึ่งพาตนเอง และกลไกยุติโครงการอัตโนมัติ (sunset clause) เพื่อป้องกันการแปรรูปมาตรการฉุกเฉินให้กลายเป็นประชานิยมถาวร

    นอกจากนั้นต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในรูปแบบดิจิทัลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดความจำเป็นของโครงการ การตั้งสเปก การจัดซื้อจัดจ้าง การเปลี่ยนแปลงสัญญา จนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยใช้หลัก “เปิดเผยเป็นปกติปฏิบัติ ปกปิดเป็นกรณียกเว้น” ต้องมีกฎหมายห้ามนักการเมือง ครอบครัว และเครือข่ายผลประโยชน์ถือหุ้นหรือเป็นนอมินีในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสัญญารัฐ พร้อมระบบเปิดเผยผู้ได้ผลประโยชน์จากการถือหุ้นที่แท้จริง (beneficial ownership) และระบบบัญชีดำผู้กระทำผิด การออกแบบตลาดจัดซื้อจัดจ้างต้องลดการผูกขาด เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และใช้เทคโนโลยีข้อมูลเพื่อตรวจจับรูปแบบฮั้วประมูลอย่างเป็นระบบ การยกเลิกสัญญาไว้ก่อนและลงโทษต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อพบความผิดปกติ ไม่ขึ้นกับผู้ถืออำนาจทางการเมือง  

    อีกทั้ง ยังต้องมีการปฏิรูปวินัยการเงินการคลังและระบบประเมินนโยบาย ทุกนโยบายต้องจัดทำรายงานผลกระทบทางการคลังระยะยาว (Fiscal Impact Statement) ครอบคลุมภาระงบประมาณ หนี้แฝง และความคุ้มค่าเชิงสังคม โดยเปิดเผยต่อสาธารณะ ควรจัดตั้งระบบหน่วยประเมินอิสระหลายแห่งที่แข่งขันกันในการวิเคราะห์นโยบาย เพื่อลดการผูกขาดองค์ความรู้ และเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจเชิงนโยบาย  ต้องมีกลไกควบคุมงบนอกงบประมาณ การกู้เงิน และการโยกงบให้สอดคล้องกับธรรมนูญการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพระยะยาว พร้อมจำกัดการแจกเงินเฉพาะกรณีวิกฤตแท้จริง และเน้นการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนกลับสู่รัฐและสังคม การแก้ไขปัญหานโยบายประชานิยมไม่อาจอาศัยความหวังว่าพรรคการเมืองจะ “ยับยั้งตนเอง” ได้ หากแต่ต้องอาศัยการออกแบบกลไกเชิงสถาบันอย่างเป็นระบบ 

    “ผมหวังว่าการเลือกตั้งจากนี้เป็นต้นไป จะไม่ถูกจดจำเพียงในฐานะอีกหนึ่งรอบของการแข่งขันทางการเมือง หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยตัดสินใจอย่างจริงจังว่าจะไม่ยอมปล่อยให้อนาคตของชาติถูกกำหนดด้วยนโยบายประชานิยมอีกต่อไป หากสังคมไทยสามารถใช้ช่วงเวลานี้เป็นจุดตั้งต้นในการสร้างกติกาใหม่ของการเมือง การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย ในฐานะจุดเปลี่ยนที่ “ประชานิยม” ถูกยุติบทบาทในระบบการเมือง และการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นการแข่งขันของนโยบายที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ย้ำทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1216427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ONlr967UV8ZJH_GMdOAEe

  • ‘อภิสิทธิ์’ กางโรดแมป 90 วัน ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ชู ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ แก้ฝุ่น PM 2.5 ยั่งยืน

    ‘อภิสิทธิ์’ กางโรดแมป 90 วัน ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ชู ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ แก้ฝุ่น PM 2.5 ยั่งยืน


    ‘อภิสิทธิ์’ ลงพื้นที่สวนลุมพินี พบปะประชาชน ชูนโยบายแก้ปัญหา PM 2.5 เป็นระบบผ่านกม. 3 ฉบับและค่าโดยสาร 5-30 บาท พร้อมเปิดยุทธศาสตร์ภาคใต้ ดันราคายาง 80 บาท เตรียมโชว์ ‘ไม้เด็ด’ 16 ม.ค. นี้

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่สวนลุมพินีพบปะประชาชนท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 โดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์การยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านยุทธศาสตร์ “กฎหมาย-แรงจูงใจ-ความร่วมมือระหว่างประเทศ”

    1. วางโครงสร้างแก้ฝุ่นอย่างเป็นระบบ

    นายอภิสิทธิ์เสนอผลักดันกฎหมายหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด, กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดมลพิษจากต้นทาง ควบคู่ไปกับมาตรการจูงใจคนเมืองด้วย “โครงข่ายขนส่งราคาประหยัด” เชื่อมโยงรถไฟฟ้าและรถเมล์ในราคา 5 – 30 บาท นอกจากนี้ยังเตรียมยกระดับปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนเป็นวาระเร่งด่วนของอาเซียนในฐานะประธานภูมิภาค

    2. โรดแมป 90 วัน และการเมืองสีขาว

    ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ระบุว่าในวันที่ 16 ม.ค. 2569 พรรคจะนำเสนอ “แผนปฏิบัติการ 90 วัน” เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ยกระดับรายได้คนไทย และในวันที่ 17 ม.ค. จะมีการจัดงานระดมทุน “ทุนสีขาว” ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ เน้นความโปร่งใสจากการสนับสนุนของประชาชนทั่วไปผ่านการบริจาคและภาษี (รหัส 001) แทนการจัดโต๊ะจีนแบบเดิม

    3. ยุทธศาสตร์ภาคใต้: ปากท้องเหนือความขัดแย้ง

    สำหรับพื้นที่ภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ประกาศเป้าหมายผลักดัน ราคายางพาราให้ถึง 80 บาทต่อกิโลกรัม และออกกฎหมายปาล์มน้ำมันที่เป็นธรรม พร้อมแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการขนาดใหญ่:

    แลนด์บริดจ์: ชี้ผลการศึกษาไม่คุ้มค่าทางธุรกิจและไม่ประหยัดเวลาจริง

    คลองไทย: กังวลเรื่องความมั่นคงและการดึงความขัดแย้งมหาอำนาจเข้าสู่ประเทศ

    ทางเลือกใหม่: เสนอเชื่อมโยงระบบรางและมอเตอร์เวย์ไปยัง “ท่าเรือปีนัง” เพื่อความรวดเร็วในการส่งออกโดยไม่กระทบวิถีชุมชน

    นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายถึง กกต. ขอให้บริหารจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติให้สะดวกและลดความสับสนของประชาชนให้มากที่สุด พร้อมยืนยันว่ายังมี “ไม้เด็ด” ที่จะสื่อสารกับประชาชนในช่วง 20 วันสุดท้ายก่อนเข้าคูหาแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JaAIDJ_aOJso5AWfi5Z_x