Blog

  • กลุ่มทิสโก้ เปิดแผนกลยุทธ์ 3 ปี พลิกความท้าทายสู่โอกาสสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ เปิดแผนกลยุทธ์ 3 ปี พลิกความท้าทายสู่โอกาสสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ ประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569–2571) มุ่งเสริมความแข็งแกร่งและสร้างความยั่งยืนท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย เดินหน้ากลยุทธ์ครอบคลุมการขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีศักยภาพ ยกระดับประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี AI และโซลูชันดิจิทัล พัฒนาระบบนิเวศการเงินครบวงจร พร้อมบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อมอบประสบการณ์เหนือกว่าและตอบโจทย์ลูกค้าในยุคดิจิทัล ด้านผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อน ตามแผนการเพิ่มสำรองกลับสู่ระดับปกติและรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ กลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งเสริมศักยภาพการแข่งขันเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน กลุ่มทิสโก้จึงเดินหน้าปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยกำหนดยุทธศาสตร์การเติบโตระยะ 3 ปี เพื่อรับมือความไม่แน่นอนในอนาคต พลิกความท้าทายสู่โอกาส พร้อมสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

    กลุ่มทิสโก้ก้าวสู่ช่วงของการเติบโตที่มุ่งขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและความมั่นคง เราเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเสริมความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมผสานความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาเข้ากับไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าและโจทย์ทางสังคม เพื่อมอบคำแนะนำทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าในทุกกลุ่มธุรกิจ

    ในขณะเดียวกัน กลุ่มทิสโก้จะนำปัญญาประดิษฐ์มาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการให้บริการ เพื่อให้รวดเร็ว ตรงจุด และตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละรายมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ผ่านการประเมินและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับลูกค้าและสังคมในระยะยาว

    นายศักดิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ยุทธศาสตร์ 3 ปีของกลุ่มทิสโก้ตั้งอยู่บนความยืดหยุ่น และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย บนพื้นฐานของกระบวนการและระบบที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมพลังด้วยเทคโนโลยี  เพื่อสร้าง Ecosystem ทางการเงินที่ครบวงจร ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรับผิดชอบควบคู่กับการสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน เรามุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยายนต์ การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป การออกกองทุนที่เน้นความยั่งยืน และการจัดหาเงินทุนสีเขียว (Green Financing) เพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังยึดมั่นในบทบาทการสร้างโอกาสทางการเงิน การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน เพื่อยืนหยัดเป็น สถาบันการเงินที่ทุกคนเชื่อมั่นไว้วางใจได้ (Your Truted Financial Advisor) และเดินหน้าสู่ความยั่งยืนในระยะยาว”

    สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 ประกอบด้วย ธุรกิจรายย่อย มีสัดส่วนราว 70% ของสินเชื่อรวม โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ รถยนต์มือสอง รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถทุกประเภท ภายใต้แบรนด์ สมหวัง เงินสั่งได้ ซึ่งจากนี้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจะมุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยบริการดิจิทัลครบวงจร ควบคู่การใช้ AI Virtual Coach และระบบอัตโนมัติยกระดับประสิทธิภาพสาขา พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ดีนัก แม้อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่นเดียวกับสินเชื่อเช่าซื้อมอเตอร์ไซคจะเน้นการเติบโตแบบคัดเลือกพื้นที่ศักยภาพสูง พร้อมเสริมธุรกิจนายหน้าประกันภัยด้วยโมเดลที่เหมาะสมกับลูกค้า และเตรียมระบบรองรับสินเชื่อ EV เพื่อส่งเสริมการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 30% ของสินเชื่อใหม่เป็นสินเชื่อรถไฟฟ้า (BEV)

    ธุรกิจขนาดใหญ่ จะใช้กลยุทธ์ Selective Growth ในธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ พลังงาน รวมถึงขยายไปยังกลุ่มธุรกิจ Healthcare และ Data Center พร้อมผลักดันสู่การเงินสีเขียว (Green Financing) เพื่อจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรทางการเงินสนับสนุนโครงการและธุรกิจที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้า 25% ของสินเชื่อองค์กรเป็นโครงการพลังงานสะอาดภายในปี 2573 ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอี จะขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และหอการค้าจังหวัดเพื่อเจาะตลาดท้องถิ่น เพิ่มโอกาสปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยป้องกันความเสี่ยงด้วยโครงการค้ำประกันสินเชื่อ

    ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) มุ่งสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด การให้คำปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม (Holistic Financial Advisory) ที่ครอบคลุมทุกมิติทางการเงิน ตั้งแต่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การลงทุน ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ การวางแผนเกษียณ ไปจนถึงการวางแผนมรดก โดยผสานความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาทางการเงินกับเทคโนโลยี ผ่านโปรแกรม TISCO My Goal และแพลตฟอร์ม My Wealth เพื่อรบประสบการณ์ที่เหนือกว่าและตอบโจทย์เฉพาะบุคคล พร้อมคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพจากพันธมิตรชั้นนำ และพัฒนาระบบนิเวศทางการเงิน (Financial Health & Wealth Ecosystem) โดยมุ่งเน้นกลุ่ม Mass Affluent ที่มีสินทรัพย์ลงทุน (AUM) ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติของชีวิตทางการเงิน

    ธุรกิจบริหารจัดการกองทุน (Asset Management) มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่สร้างโอกาสรับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลและเครือข่ายตัวแทน ควบคู่กับการออกแบบกองทุนที่ตอบโจทย์ผู้เกษียณอายุ มุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงเพื่อความมั่นคงระยะยาว พร้อมจ่ายปันผลเพื่อสร้างรายได้เสริม และเสริมด้วยแคมเปญ “Debt-Free, More Savings” เพื่อส่งเสริมการออมและลดภาระหนี้สำหรับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

    ธุรกิจหลักทรัพย์ (Securities Brokerage) มุ่งเพิ่มโอกาสการลงทุนที่ง่ายและสะดวกให้กับลูกค้า พร้อมสร้างแหล่งรายได้ใหม่ผ่านการนำ AI มาประยุกต์ใช้ โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม Investifi+ ให้เป็นที่ปรึกษาการลงทุนครบวงจร เพิ่มฟังก์ชัน AI Smart Agents เพื่อยกระดับประสบการณ์ พร้อมขยายสินทรัพย์ซื้อขายให้หลากหลายขึ้น อีกทั้งเสริมบริการลูกค้าสถาบันผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Jefferies

    ธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) มุ่งมั่นให้บริการที่ปรึกษาด้านประกันระดับพรีเมียม โดยคัดสรรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ภายใต้แพลตฟอร์ม Open Architecture ที่เกิดจากความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยชั้นนำ พร้อมขับเคลื่อนผ่านแคมเปญ Family First เพื่อมอบทางเลือกที่เหมาะสมและตรงใจสำหรับแต่ละบุคคล

    สรุปผลประกอบการสำหรับงวดปี 2568

    ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 6,659 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss – ECL) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ซึ่งเป็นไปตามแผนการเพิ่มสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ รวมถึงรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้รวมจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น 2.2% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 8.8% รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ที่เติบโต 5.5% สอดคล้องกับปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยธนาคารทิสโก้มีปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวดปี 2568 เติบโตกว่า 30% รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวตามการเพิ่มขึ้นของเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่รวม 15 กองในระหว่างปี นอกจากนี้ บริษัทมีผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้านธุรกิจหลักทรัพย์ชะลอตัวตลอดปี ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซบเซา ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอ่อนตัวลง 0.5% ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยรวม 4 ครั้งในปีนี้ และการลดดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ “คุณสู้ เราช่วย” บริษัทยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-income Ratio) ที่ 45.9% ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) งวดปี 2568 อยู่ที่ 15.4%

    เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวน 235,779 ล้านบาท เติบโต 1.5% จากสิ้นปี 2567 จากสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลัก สินเชื่อรถมือสองและสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามแผนการขยายสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงอย่างระมัดระวัง รวมทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ฟื้นตัว ตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่กลับมาขยายตัว ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.1% สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาอยู่ที่ 2.28% ของสินเชื่อรวม ผลจากนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง รวมถึงการให้การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 172%

    ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.4% และ 2.1% ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20250114-tiscogroup-strategy-2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UtHhPR-gD8_X0w1PFO0wZ

  • กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69

    กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69

    กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69


    14/01/2569 | 8 |

    กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69

    (14 มกราคม 2569) – จังหวัดราชบุรี – นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดราชบุรี (กรอ.จังหวัดราชบุรี) ครั้งที่ 1/2569 ณ ศาลากลางจังหวัดราชบุรี ที่ประชุมได้ติดตามสภาวะเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยพบสัญญาณการฟื้นตัวจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10% พร้อมวางมาตรการสร้างความเข้าใจในการตรวจสอบโรงงานเพื่อลดความกังวลของภาคธุรกิจ

    เศรษฐกิจราชบุรีขยายตัว เกษตร-บริโภคพุ่ง แต่ภาคอุตสาหกรรมยังชะลอ สำนักงานคลังจังหวัดราชบุรีรายงานสภาวะเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่าเศรษฐกิจโดยรวมมีสัญญาณ “ขยายตัว” เล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ: ภาคเกษตรกรรม: ขยายตัวร้อยละ 5.96 จากผลผลิตสำคัญอย่าง สับปะรด ข้าว และกุ้งก้ามกราม การบริโภคภาคเอกชน: ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 19.48 สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชน: พลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 3.05 จุดที่น่ากังวล: ภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงร้อยละ -12.20 และการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวลงร้อยละ -18.05 รวมถึงอัตราการจ้างงานที่ลดลงเล็กน้อย ท่องเที่ยวสดใส รายได้โตกว่า 10% ดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นไฮไลท์ปี 69 ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยว ข้อมูลเปรียบเทียบช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 พบว่าราชบุรีมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 6,052.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.17 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 2,964,428 คน

    สำหรับทิศทางปีงบประมาณ 2569 จังหวัดราชบุรีได้วางกลยุทธ์ Quick Win กระตุ้นตลาดและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย (Restoring Trust) โดยมีกิจกรรมเด่นในปฏิทินการท่องเที่ยว ได้แก่: กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2569: กิจกรรมปีนเขาลำภาชี และงานดนตรีในสวนผึ้ง โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย: “ปีนเขาเข้าถ้ำ” (Ratchaburi Adventure) โครงการประกวดท่าเรือดีเด่น: ตลาดน้ำดำเนินสะดวก

    เร่งสร้างความเข้าใจปม “ตรวจสอบโรงงาน” ลดความตื่นตระหนกภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงกรณีที่ผู้ประกอบการโรงงานมีความกังวลเกี่ยวกับการเข้าตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางในคดีทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น โดย กรอ.ราชบุรี ได้เสนอแนวทางแก้ไข ดังนี้:ให้หน่วยงานภาครัฐจัดประชุมชี้แจงข้อกฎหมายและแนวทางการตรวจสอบที่ชัดเจน ขอให้มีการแจ้งล่วงหน้าก่อนเข้าตรวจสอบ (ในกรณีไม่ใช่ความผิดอาญาร้ายแรง) จัดทำแนวปฏิบัติ (Guideline) ให้ผู้ประกอบการใช้เตรียมความพร้อมด้านเอกสาร จัดตั้ง “คลินิกให้คำปรึกษาด้านการขอและต่อใบอนุญาตโรงงาน” เพื่ออำนวยความสะดวกและลดข้อผิดพลาดในการดำเนินกิจการ


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/465655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f3lmeX75dJ5tUkczV1qEg

  • กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69

    กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69

    กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69


    14/01/2569 | 6 |

    กรอ.ราชบุรี เผยเศรษฐกิจปลายปี 68 ขยายตัวเล็กน้อย ท่องเที่ยวโกยรายได้ทะลุ 6 พันล้าน พร้อมดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นจุดขายใหม่ปี 69

    (14 มกราคม 2569) – จังหวัดราชบุรี – นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดราชบุรี (กรอ.จังหวัดราชบุรี) ครั้งที่ 1/2569 ณ ศาลากลางจังหวัดราชบุรี ที่ประชุมได้ติดตามสภาวะเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยพบสัญญาณการฟื้นตัวจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10% พร้อมวางมาตรการสร้างความเข้าใจในการตรวจสอบโรงงานเพื่อลดความกังวลของภาคธุรกิจ

    เศรษฐกิจราชบุรีขยายตัว เกษตร-บริโภคพุ่ง แต่ภาคอุตสาหกรรมยังชะลอ สำนักงานคลังจังหวัดราชบุรีรายงานสภาวะเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่าเศรษฐกิจโดยรวมมีสัญญาณ “ขยายตัว” เล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ: ภาคเกษตรกรรม: ขยายตัวร้อยละ 5.96 จากผลผลิตสำคัญอย่าง สับปะรด ข้าว และกุ้งก้ามกราม การบริโภคภาคเอกชน: ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 19.48 สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชน: พลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 3.05 จุดที่น่ากังวล: ภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงร้อยละ -12.20 และการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวลงร้อยละ -18.05 รวมถึงอัตราการจ้างงานที่ลดลงเล็กน้อย ท่องเที่ยวสดใส รายได้โตกว่า 10% ดัน “ปีนเขาเข้าถ้ำ” เป็นไฮไลท์ปี 69 ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยว ข้อมูลเปรียบเทียบช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 พบว่าราชบุรีมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 6,052.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.17 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 2,964,428 คน

    สำหรับทิศทางปีงบประมาณ 2569 จังหวัดราชบุรีได้วางกลยุทธ์ Quick Win กระตุ้นตลาดและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย (Restoring Trust) โดยมีกิจกรรมเด่นในปฏิทินการท่องเที่ยว ได้แก่: กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2569: กิจกรรมปีนเขาลำภาชี และงานดนตรีในสวนผึ้ง โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย: “ปีนเขาเข้าถ้ำ” (Ratchaburi Adventure) โครงการประกวดท่าเรือดีเด่น: ตลาดน้ำดำเนินสะดวก

    เร่งสร้างความเข้าใจปม “ตรวจสอบโรงงาน” ลดความตื่นตระหนกภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงกรณีที่ผู้ประกอบการโรงงานมีความกังวลเกี่ยวกับการเข้าตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางในคดีทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น โดย กรอ.ราชบุรี ได้เสนอแนวทางแก้ไข ดังนี้:ให้หน่วยงานภาครัฐจัดประชุมชี้แจงข้อกฎหมายและแนวทางการตรวจสอบที่ชัดเจน ขอให้มีการแจ้งล่วงหน้าก่อนเข้าตรวจสอบ (ในกรณีไม่ใช่ความผิดอาญาร้ายแรง) จัดทำแนวปฏิบัติ (Guideline) ให้ผู้ประกอบการใช้เตรียมความพร้อมด้านเอกสาร จัดตั้ง “คลินิกให้คำปรึกษาด้านการขอและต่อใบอนุญาตโรงงาน” เพื่ออำนวยความสะดวกและลดข้อผิดพลาดในการดำเนินกิจการ


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/465655&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f3lmeX75dJ5tUkczV1qEg

  • งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 รวมโปรเด็ด แพ็กเกจโดนใจ

              งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 งานมหกรรมท่องเที่ยวครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมโปรโมชั่นดี ๆ เพียบ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

              งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 กลับมาอีกครั้งเพื่อชวนทุกคนออกเดินทาง เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบในที่เดียว รวบรวมเสน่ห์จากทุกภูมิภาคของไทยและจุดหมายปลายทางน่าสนใจจากทั่วโลก เหมาะสำหรับสายเที่ยวที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ พร้อมวางแผนการเดินทางครั้งต่อไปอย่างสนุกและคุ้มค่า กับโปรโมชั่นและกิจกรรมดี ๆ ในงานมากมาย ว่าแต่ครั้งนี้จะมีอะไรมาเอาใจสายเที่ยวบ้าง ตามมาดูกัน

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก
    ครั้งที่ 31

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 จัดวันไหน

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก แจ้งกำหนดการจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 วันที่ 22-25 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 มีอะไรบ้าง

              สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) กำหนดจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 ครั้งนี้มาในธีม “GO BEYOND AMAZING TRAVEL” นำทัพผู้ประกอบการมาจัดเต็มกว่า 600 บูธ ได้แก่

    • แพ็กเกจทัวร์ โปรแกรมท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศ 

    • ตั๋วเครื่องบินราคาสุดพิเศษจากสายการบินชั้นนำ, ที่พักโรงแรม, รีสอร์ท, รถเช่า, เรือสำราญ, ตั๋วรถไฟ,JR pass, Swiss Pass และอื่น ๆ  

    • สินค้าท่องเที่ยว หลากหลาย เช่น ตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว, ตั๋วล่องเรือ, Travel Sim, Pocket wifi และอื่น ๆ 

    • ศึกษาข้อมูลการท่องเที่ยว เตรียมตัวก่อนการเดินทาง มีข้อมูลการท่องเที่ยวอัพเดทจากการท่องเที่ยวโดยตรงจากหลายประเทศ

    • สนุกสนานไปกับกิจกรรมและการแสดงที่นำมาให้ท่านเพลิดพลินตลอดงาน

    • พิเศษ ! เพิ่มบูธโซนอาหาร อิ่มท้องจัดเต็ม และของแจกเพียบ

    เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก

    +++ รายชื่อผู้จัดแสดงงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 ตัวอย่างโปรโมชั่น

              ภายในงานจะมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวหลากหลายบูธ นำเสนอโปรโมชั่นและแพ็กเกจพิเศษมากมาย เช่น

              งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 คือโอกาสดีในการเปิดมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยว ชวนทุกคนออกเดินทาง สร้างความทรงจำดี ๆ และค้นหาเสน่ห์ของโลกใบนี้ไปด้วยกัน ^ ^ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก)

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ท่องเที่ยวไทย เที่ยวต่างประเทศ งานท่องเที่ยว 2569 อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view297973.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AXmPoCCev3HzuZu2aCjnW

  • ศธ. จับมือยูเนสโก ยกระดับการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม ดันอาชีวะสีเขียว 433 แห่ง

    ศธ. จับมือยูเนสโก ยกระดับการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม ดันอาชีวะสีเขียว 433 แห่ง

    “นฤมล” นำ ก.ศึกษาธิการ จับมือยูเนสโก ยกระดับ “การศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม” ดันอาชีวะสีเขียว 433 แห่ง พร้อมเปิดเวทีแข่งขันไอเดียเยาวชน พัฒนาครู-นักเรียนด้านดิจิทัลและ AI

    เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หารือความร่วมมือการยกระดับการจัดการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม (Greening Education) และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาไทย ร่วมกับ นางสาวซูฮย็อน คิม (Ms. Soohyun Kim) ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกกรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญของเรื่องศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Greening Education โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสถานศึกษาอาชีวะสีเขียว (Green TVET) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยขณะนี้มีความพร้อมอย่างมาก มีศูนย์การเรียนรู้และสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้วถึง 433 แห่ง และได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รองรับเรียบร้อยแล้ว

    “เพื่อให้การขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง ศธ. และ UNESCO มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขัน (Competition) เพื่อระดมไอเดียด้านสิ่งแวดล้อม (Green ideas) จากกลุ่มนักเรียนและเยาวชนโดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เป็นผู้คิดและเสนอแนวทางปฏิบัติด้วยตนเอง แทนที่จะเป็นการรับนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เยาวชนรู้สึกเป็นเจ้าของและมีความตระหนักรู้ในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) ศธ. ได้เตรียมเสนอโครงการส่งข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงานยูเนสโก ทั้งที่สำนักงานกรุงเทพฯ และที่กรุงปารีส เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยได้เรียนรู้ระบบงานระดับสากลและนำกลับมาพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ ยังได้หารือความร่วมมือในการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลและ AI (AI Competency) ให้กับทั้งครูและนักเรียน ให้เท่าทันเทคโนโลยี รวมถึงความร่วมมือด้าน Ocean Literacy เพื่อสร้างองค์ความรู้เรื่องทรัพยากรทางทะเลแก่เยาวชนอีกด้วย

    ด้าน นางสาวซูฮย็อน คิม กล่าวชื่นชมและขานรับวิสัยทัศน์ของไทยในทุกประเด็น โดยเฉพาะโมเดล Green TVET ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติจริง พร้อมยินดีสนับสนุนไทยผ่านโครงการ Global Skills Academy เพื่อพัฒนาทักษะครูด้าน AI และตอบรับข้อเสนอโครงการ Secondment ที่จะเปิดรับบุคลากรไทยไปร่วมงานเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ระดับนานาชาติ

    นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงวาระสำคัญในปี 2026 ที่ความสัมพันธ์ไทย-ยูเนสโก จะครบรอบ 65 ปี โดยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้การสนับสนุนงานของยูเนสโกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่ประเทศไทยมีเมืองสมาชิกใหม่ในเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning Cities) ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทที่เข้มแข็งของไทยในเวทีการศึกษาโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2907859&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n61DQgG6kkBOO1NdGkZ8C

  • ส่อง 10 พรรคการเมือง ชูนโยบายการศึกษา พัฒนาคนไทยอนาคต ก่อนศึกเลือกตั้ง 69

    ส่อง 10 พรรคการเมือง ชูนโยบายการศึกษา พัฒนาคนไทยอนาคต ก่อนศึกเลือกตั้ง 69

    ส่อง 10 พรรคการเมือง ชูนโยบายการศึกษา เปิดข้อเสนอแนวทางพัฒนาคนไทย ลดช่องว่างทางการศึกษา เสริมทักษะอนาคต ก่อนศึกเลือกตั้ง 69

    เตรียมร่วมค้นหาคำตอบการศึกษาไทยกับ 6 พรรคการเมือง ก่อนวันเลือกตั้ง ในเวทีดีเบตนโยบายการศึกษา 2569: เรียนไปทำไม?ผ่าตัดการศึกษาไทย ทวงคืนอนาคต⁣⁣ ติดตามได้ใน ไทยรัฐนิวส์รูม Special 16 ม.ค. 69 | เวลา 13.30 – 16.00 น.⁣⁣

    ⁣⁣ท่ามกลางบริบทของสังคมไทยที่ยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี และความท้าทายของตลาดแรงงานในอนาคต นโยบายด้านการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนอีกต่อไป หากแต่ต้องตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิต โอกาสทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการปรับตัวของประชาชนในทุกช่วงวัย

    ด้วยเหตุนี้ นโยบายการศึกษาจึงกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญ โดยแต่ละพรรคมีแนวคิดและวิธีการปฏิรูปที่แตกต่างกัน ทั้งในมิติของโครงสร้างระบบ หลักสูตร บทบาทของครู เทคโนโลยีไปจนถึงสวัสดิการและงบประมาณด้านการศึกษา

    ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมนโยบายด้านการศึกษาจาก 10 พรรคการเมือง เพื่อสะท้อนแนวคิด จุดยืน และทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยที่แต่ละพรรคเสนอไว้ ดังนี้

    10 พรรคการเมือง ชูนโยบายการศึกษา

    1.พรรคกล้าธรรม

    พรรคกล้าธรรม นำโดย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ มีแนวคิดหลักในการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมทั้งยกให้ “ครู” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบการศึกษา โดยเชื่อว่าการพัฒนาครูคือหัวใจของการพัฒนาผู้เรียน นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรคประกอบด้วย

    แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลคุณภาพระดับชาติ (Digital Platform for All)


    พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่รวบรวมองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและครูต้นแบบ เพื่อให้เด็กในโรงเรียนขนาดเล็กหรือพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนชั้นนำในเขตเมือง

    แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและยกระดับสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษา


    พรรคมองว่าภาระหนี้สินของครูส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอน จึงเสนอแนวทางพักชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับเกณฑ์การประเมินและเลื่อนวิทยฐานะ โดยให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน” มากกว่าภาระงานด้านเอกสาร

    กองทุนนวัตกรรมอาชีวศึกษา

    
จัดสรรงบประมาณโดยตรงให้สถาบันอาชีวศึกษาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง มุ่งเปลี่ยนสถานศึกษาให้เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการและแรงงานทักษะรุ่นใหม่

    ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอัจฉริยะ (Smart Early Childhood)

    
ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชนให้มีเครื่องมือและสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัย พร้อมดูแลด้านโภชนาการและสุขอนามัยอย่างเหมาะสม เพื่อวางรากฐานการพัฒนาสมองตั้งแต่วัยต้น

    การเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย (Universal Learning)


    สนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนวัยทำงานที่ต้องการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill / Upskill) โดยสามารถสะสมผลการเรียนรู้ในรูปแบบหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อนำไปใช้เทียบโอนหรือขอรับวุฒิการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต

    2. พรรคประชาชน

    พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย โดยมองว่าต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ครูหรือนักเรียนเป็นรายบุคคล หากแต่อยู่ที่ระบบการจัดการที่ล้าสมัยและไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ นโยบายด้านการศึกษาจึงมุ่งไปที่การคลี่คลายข้อจำกัดและภาระที่ถ่วงรั้งทั้งครูและผู้เรียน เพื่อเปิดพื้นที่ให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ นโยบายสำคัญประกอบด้วย

    คืนบทบาทครูสู่ภารกิจหลักในห้องเรียน


    ลดและยกเลิกภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน อาทิ งานเอกสารประกันคุณภาพ งานธุรการ งานพัสดุ หรือเวรยาม โดยใช้ระบบบริหารจัดการจากส่วนกลางหรือจ้างบุคลากรเฉพาะด้านเข้ามารับหน้าที่แทน เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาและพลังไปกับการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มที่

    โรงเรียนปลอดภัย (Zero Tolerance)


    ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อยุติความรุนแรงในโรงเรียนทุกรูปแบบ ทั้งการลงโทษที่ไม่เหมาะสมและการกลั่นแกล้งรังแก พร้อมเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาประจำโรงเรียน เพื่อดูแลสุขภาพจิตและความปลอดภัยของนักเรียนอย่างเป็นระบบ

    การกระจายอำนาจด้านหลักสูตร


    ลดสัดส่วนเนื้อหาบังคับจากส่วนกลาง และเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบท ความต้องการ และอาชีพในท้องถิ่น เพื่อให้การเรียนรู้มีความหมายและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

    คูปองส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน


    จัดสรรงบประมาณโดยตรงให้เด็กและเยาวชน เพื่อนำไปเลือกเรียนทักษะหรือกิจกรรมที่ตนเองสนใจนอกระบบโรงเรียน เช่น การเขียนโปรแกรม ดนตรี กีฬา หรือทักษะเฉพาะด้านอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพตามความถนัดของแต่ละบุคคล

    สิทธิในร่างกายและเสรีภาพของผู้เรียน


    ปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับทรงผมและเครื่องแบบให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยยึดหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน พร้อมผลักดันให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ประชาธิปไตย ที่รับฟังและให้คุณค่ากับเสียงของนักเรียน

    3.พรรคภูมิใจไทย

    พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกุล ให้ความสำคัญกับการลดข้อจำกัดด้านพื้นที่และฐานะทางเศรษฐกิจในการเข้าถึงการศึกษา โดยมองว่า “เทคโนโลยีดิจิทัล” ควบคู่กับ “การแก้ไขปัญหาหนี้การศึกษา” คือกลไกสำคัญที่จะทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรค ได้แก่

    โรงเรียนเสมือนจริง (Virtual School)


    ผลักดันการจัดตั้งแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่รวบรวมบทเรียนจากครูและติวเตอร์คุณภาพจากทั่วประเทศเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนในเขตเมือง ภายใต้แนวคิด “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา”

    กยศ. ปลอดดอกเบี้ยและเงื่อนไขผ่อนปรน

    
ปรับปรุงกฎหมายกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยยกเลิกดอกเบี้ย ไม่กำหนดผู้ค้ำประกัน และตัดค่าปรับต่าง ๆ เพื่อลดภาระทางการเงินของนักเรียนและนักศึกษา และช่วยให้ผู้กู้สามารถเริ่มต้นชีวิตการทำงานได้อย่างเป็นธรรม

    มาตรการพักชำระหนี้ กยศ. ระยะเวลา 5 ปี


    สำหรับผู้กู้ที่ยังไม่สามารถหางานทำได้หรือมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีเวลาในการตั้งหลักทางเศรษฐกิจก่อนเข้าสู่กระบวนการชำระหนี้

    อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรีเพื่อการศึกษา


    จัดสรรสิทธิการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้กับนักเรียนและครูทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อรองรับการเรียนการสอนและการเข้าถึงแหล่งความรู้ผ่านระบบดิจิทัลอย่างทั่วถึง

    การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

    
สนับสนุนงบประมาณสำหรับหลักสูตรระยะสั้นเพื่อการพัฒนาทักษะหรือการเปลี่ยนอาชีพ (Reskill / Upskill) สำหรับประชาชนวัยทำงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจ

    4.พรรคประชาธิปัตย์

    พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำจุดแข็งจากประสบการณ์การผลักดันนโยบาย “เรียนฟรี 15ปี” ในอดีตมาต่อยอด โดยมุ่งขยายขอบเขตสวัสดิการด้านการศึกษาให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของการเรียนรู้และการดูแลสุขภาวะของเด็กและเยาวชน นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญประกอบด้วย

    เรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรีในสาขาขาดแคลน

    
สนับสนุนงบประมาณรายหัวและค่าหน่วยกิตให้ครอบคลุมถึงระดับอุดมศึกษา โดยให้ความสำคัญกับสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินของนักศึกษาและครอบครัว

    โครงการนมโรงเรียนตลอด 365 วัน


    ขยายการจัดสรรนมโรงเรียนให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่องทุกวัน รวมถึงวันหยุดราชการและช่วงปิดภาคเรียน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายที่สมวัย และช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านโภชนาการของผู้ปกครอง

    อาหารกลางวันฟรีถึงระดับมัธยมศึกษา

    
เพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวันให้ครอบคลุมถึงนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จากเดิมที่จำกัดเฉพาะระดับประถมเพื่อให้เด็กในช่วงวัยรุ่นได้รับโภชนาการที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

    อินเทอร์เน็ตฟรีจำนวน 1 ล้านจุดทั่วประเทศ


    ขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้ค่าใช้จ่ายในโรงเรียน ห้องสมุด และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งความรู้และข้อมูลจากทั่วโลกอย่างเท่าเทียม

    คอมพิวเตอร์ฟรี (1 คน 1 เครื่อง)


    สนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัย เช่น แล็ปท็อปหรือแท็บเล็ต ให้แก่นักเรียนทุกคน เพื่อลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

    5.พรรคไทยก้าวใหม่

    เรียนฟรีถึงปริญญาเอก ยกหนี้ กยศ. และโรงเรียนดีใกล้บ้าน

    5 นโยบายรื้อระบบการศึกษา 1.Digital transformation ทำแพลตฟอร์มสำหรับการศึกษาระดับชาติที่เป็น Big Data ที่ไม่ใช่แค่กระทรวงศึกษา อาชีวศึกษา แต่รวมถึงอุดมศึกษาด้วย, ต้องมีระบบการจัดการโรงเรียน ที่จะต้องไม่ใช่หน้าที่ของครู, ความรู้ที่ดีขึ้นระบบออนไลน์ เพื่อให้ครูรุ่นใหม่ได้ศึกษา

    และจะต้องมีครูเพิ่มขึ้นจาก 4 แสนคน เป็น 8 แสนคน โดยใช้ AI เป็นครูผู้ช่วยในการทำการเรียนการสอน และจะนำงานวิจัยขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 2.Re-Engineering ต้องบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจ, ยกเลิกภารกิจครูที่ไม่เกี่ยวกับการสอนโดยสิ้นเชิง, ยกเลิกระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอน, เรียนรู้ได้จากผู้เชี่ยวชาญ, ครูครบชั้น ครูตรงวุฒิต้องมี, งบประมาณต้องมีการเสนอขึ้นมาจากเขต

    3.Re-Design เด็กวันนี้ต้องมีทักษะ 4C และเน้นการเรียนรู้แบบทำความเข้าใจ, จะต้องมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ต้องสอนAI ตั้งแต่ ป.1, เลิกฟัง จด ท่องสอบ และสร้างอาชีวะเฉพาะทาง และต้องเพิ่มสาขาในมหาลัยให้มากขึ้น

    4.อัพสกิล รีสกิล ข้าราชการทุกระดับชั้นที่เกี่ยวกับการศึกษาต้อง up skill ทั้งหมด ครูอาชีวะต้องไปทำงานตอนปิดเทอม

    5.โรงเรียนดีใกล้บ้าน จะลดความเหลื่อมล้ำ มีครูตรงวุฒิครบชั้นและทันสมัยได้

    6.พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ วางบทบาทด้านการศึกษาให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีแนวคิดสำคัญคือการปรับระบบการศึกษาจากรูปแบบการเรียนตามกรอบเดิม ไปสู่การเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรคประกอบด้วย

    Learn to Earn: เรียนเพื่อสร้างรายได้


    ยกระดับการศึกษาให้เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วสามารถเข้าสู่การทำงานและมีรายได้ทันที ลดสัดส่วนเนื้อหาทางทฤษฎีที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการพัฒนาทักษะอาชีพทั้งการเสริมทักษะใหม่และการยกระดับทักษะเดิม (Reskill / Upskill)

    ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)


    ผลักดันระบบการสะสมหน่วยกิตจากหลากหลายรูปแบบการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในสถานศึกษา การทำงานจริง หรือการฝึกอบรมนอกระบบ เพื่อให้สามารถนำมาเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ในทุกช่วงวัย โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะการเรียนในระบบเท่านั้น

    โครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนการศึกษา (ODOS)

    
ฟื้นฟูการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในทุกอำเภอ เพื่อเปิดโอกาสให้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ

    โรงเรียนสองภาษาในระดับท้องถิ่น

    
ส่งเสริมการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและภาษาจีน ผ่านการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ ควบคู่กับการสนับสนุนครูต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

    การศึกษาฟรีพร้อมสวัสดิการเสริม (Free Education Plus)


    นอกจากการเรียนฟรีตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังเน้นการเพิ่มสวัสดิการสนับสนุนด้านอื่น ๆ เช่น อาหารกลางวันที่มีคุณภาพ และการพิจารณาจัดระบบรถรับส่งนักเรียนในพื้นที่ขาดแคลน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำของผู้ปกครอง

    7.พรรครวมไทยสร้างชาติ

    พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทั้งศักยภาพทางวิชาการ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรคประกอบด้วย

    อาชีวศึกษาระดับสูง (High-Skill Vocational)


    ยกระดับสถาบันอาชีวศึกษาให้เป็นแหล่งฝึกทักษะขั้นสูง ผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา และมีรายได้ที่มั่นคง

    การศึกษาเพื่อความมั่นคงและคุณธรรม

    
บรรจุเนื้อหาที่ส่งเสริมความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และหน้าที่พลเมืองในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นไทย ระเบียบวินัย และคุณธรรม ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ

    กองทุนสนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษา

    
ขยายการอุดหนุนงบประมาณแก่เด็กและเยาวชนจากครอบครัวยากจนหรือกลุ่มเปราะบาง เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

    ทุนการศึกษา “กมลนาถ”


    จัดสรรทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสให้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และส่งเสริมให้กลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนหรือบ้านเกิดของตน

    การใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยในสถานศึกษา


    ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาใช้ในโรงเรียน เช่น ระบบกล้องวงจรปิดและระบบติดตามดูแลนักเรียน เพื่อสร้างสภาแวดล้อมที่ปลอดภัยและเสริมความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง

    8.พรรคพลังประชารัฐ

    พรรคพลังประชารัฐ นำโดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบการศึกษาผ่านการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาในระดับท้องถิ่น โดยเชื่อว่าหากครูมีความมั่นคงในชีวิตและโรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพ จะเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของพรรคประกอบด้วย

    แก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ

    
จัดตั้งกองทุนหรือมาตรการรองรับการพักชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อลดแรงกดดันทางการเงิน และเปิดโอกาสให้ครูสามารถทุ่มเทสมาธิและพลังไปกับการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ

    โรงเรียนคุณภาพประจำชุมชน (Magnet School)


    พัฒนาโรงเรียนศูนย์กลางในระดับตำบลให้มีความพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัย เพื่อให้เด็กในพื้นที่ชนบทสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเทียบเท่าโรงเรียนในเมืองใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล

    โครงการ Coding Thailand


    ขยายการจัดการเรียนการสอนด้านการเขียนโปรแกรมและการคิดเชิงตรรกะในทุกช่วงชั้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยมีทักษะดิจิทัลที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

    เรียนดี มีความสุข


    ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อความสุขของผู้เรียน ลดความกดดันจากการเรียนแบบเดิม และเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ควบคู่กับการใช้สื่อดิจิทัล เพื่อช่วยให้การเรียนมีความน่าสนใจและเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

    สวัสดิการด้านการศึกษาแบบประชารัฐ

    
สนับสนุนทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนขั้นพื้นฐานให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้น้อย ผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาตั้งแต่ระดับต้น

    9.พรรคไทยสร้างไทย

    พรรคไทยสร้างไทย นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เสนอนโยบายการศึกษาที่ต้องการ “พลิกระบบ” โดยมุ่งยกระดับการเรียนรู้ให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว นโยบายเด่นประกอบด้วย

    เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี

    ขยายการศึกษาฟรีจากเดิมที่เป็นเพียง 12 ปีตามกฎหมาย ให้ครอบคลุมไปจนจบระดับปริญญาตรี โดยรัฐรับผิดชอบค่าเล่าเรียนทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

    ลดระยะเวลาเรียนรวม 3–4 ปี

    ปรับโครงสร้างการศึกษาในระดับประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยให้กระชับและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ตัดเนื้อหาที่จำเป็น เพื่อลดเวลาการจบการศึกษาและให้เยาวชนสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วกว่าเดิม

    ตัดวงจรหนี้ กยศ.

    เนื่องจากรัฐจะรับผิดชอบค่าเล่าเรียนจนจบปริญญาตรีและลดเวลาเรียนลง จึงจะช่วยทำให้เยาวชนไทยไม่จำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินกับ กยศ. อีกต่อไป ช่วยให้คนรุ่นใหม่มีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน

    คูปองการศึกษา (Education Voucher)

    ให้เด็กมี “อำนาจงบประมาณ” อยู่กับตัวเอง สามารถเลือกสถาบันหรือสาขาที่ต้องการเรียนได้อย่างอิสระ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและคุณภาพการเรียนรู้ตามความสนใจของผู้เรียน

    ปรับหลักสูตรให้เน้นทักษะใช้งานจริง

    เปลี่ยนหลักสูตรการเรียนให้มุ่งเน้นทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ มากกว่าการยึดติดกับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และนำครูผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสริมคุณภาพการศึกษาในทุกพื้นที่ให้เท่าเทียมกัน

    10.พรรคเสรีรวมไทย

    พรรคเสรีรวมไทย นำโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มีจุดยืนด้านการศึกษาภายใต้แนวคิด “สานต่อนโยบายเดิมด้านการศึกษา” โดยมุ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง และลดภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัว นโยบายสำคัญประกอบด้วย

    สนับสนุนการศึกษาภาคบังคับให้เรียนฟรีอย่างแท้จริง


    ผลักดันให้การศึกษาภาคบังคับไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่เป็นภาระต่อผู้ปกครอง

    ยกเลิกหนี้ กยศ. เพื่อลดภาระครอบครัว


    แก้ไขปัญหาหนี้การศึกษาด้วยการยกเลิกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อลดภาระทางการเงินของครอบครัวและไม่ให้เยาวชนเริ่มต้นชีวิตด้วยหนี้สิน

    เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาโดยไม่ถูกกดดันจากหนี้

    สร้างระบบการศึกษาที่เอื้อต่อโอกาสและความเสมอภาค ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถเลือกเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2907837&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BPdIuo5x06EA4N_yXUVvd

  • “มหิดลเกษตรแฟร์ 2569” จัดเต็มของอร่อย-สินค้า OTOP เริ่มแล้ววันนี้ จัดยาว 5 วันรวด!

    “มหิดลเกษตรแฟร์ 2569” จัดเต็มของอร่อย-สินค้า OTOP เริ่มแล้ววันนี้ จัดยาว 5 วันรวด!

    “มหิดลเกษตรแฟร์ 2569” งานใหญ่รับต้นปี ภายใต้แนวคิด “ร่วมปลูก ร่วมเปลี่ยน”

    เตรียมตัวให้พร้อม! มหกรรมที่หลายคนรอคอยกลับมาอีกครั้งกับงาน “มหิดลเกษตรแฟร์ 2569” ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ในปีนี้มาในธีมสุดสร้างสรรค์อย่าง “ร่วมปลูก ร่วมเปลี่ยน” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญเพื่อนำเสนอเรื่องราวของเกษตรกรรม สุขภาพ นวัตกรรม และวิถีชีวิตที่ยั่งยืนมารวมไว้ในที่เดียว

    มหิดลเกษตรแฟร์ 2569 เริ่มวันไหน?

    งานมหิดลเกษตรแฟร์ 2569 มีกำหนดการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–18 มกราคม 2569 รวม 5 วันเต็ม ให้คุณได้เพลิดเพลินกันยาวๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ของทุกวัน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

    ไฮไลต์สำคัญในงาน มหิดลเกษตรแฟร์ 2569

    จุดเด่นของงานในปีนี้คือการจัดแสดง โซนนวัตกรรมและผลงานวิจัย จากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ใครที่มองหาไอเดียใหม่ๆ หรืออยากเห็นเทคโนโลยีการเกษตรและสุขภาพล้ำสมัย ห้ามพลาดโซนนี้เด็ดขาด

    มหิดลเกษตรแฟร์ 2569

    เจาะลึก 5 โซนเดินเพลิน…ครบจบในงานเดียว

    เพื่อให้การเดินเที่ยวชมงานลื่นไหลที่สุด อย่าลืมเช็กผังบริเวณงานก่อนลุย! โดยแบ่งออกเป็นโซนหลักๆ ดังนี้ครับ:

    • โซน A1–A2 และโซน B (สวรรค์ของกิน): รวบรวมร้านค้าอาหารชื่อดัง ของเด็ดจากทั่วสารทิศให้ได้ชิมกันแบบจุใจ
    • โซนต้นไม้ (พื้นที่สีเขียว): เอาใจคนรักธรรมชาติ มีทั้งพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับ และอุปกรณ์การปลูกให้เลือกสรร
    • โซน OTOP และสินค้าโรงงาน: สนับสนุนผู้ประกอบการไทยด้วยสินค้าคุณภาพดีในราคาย่อมเยา
    • โซน C (ความบันเทิงและกิจกรรม): พบกับสวนสนุกสุดมันส์ และร้านค้าจากนักศึกษาที่เต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์ เหมาะสำหรับมาเที่ยวกันทั้งครอบครัว
    • โซนนวัตกรรม: พื้นที่โชว์ของจาก 2 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบยั่งยืน

    ไม่ว่าจะตั้งใจมาหาของกินอร่อยๆ ช้อปต้นไม้เข้าบ้าน หรือมาอัปเดตนวัตกรรมใหม่ๆ งานนี้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์แน่นอนครับ แล้วพบกันที่ศาลายานะครับ!

    แหล่งอ้างอิง

    1. Mahidol University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453434/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21_hWI5GCo9oBxr0DwAThZ

  • คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครนิสิตใหม่ปริญญาโท-เอก

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ รับสมัครนิสิตใหม่ระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาบริหารการศึกษา ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2569

    หลักสูตรปริญญาโท

    – แผน 1 แบบวิชาการ : ศึกษารายวิชาและทำวิทยานิพนธ์  (ภาคในเวลาราชการ) รับนิสิตจำนวน 10 คน

    – แผน 2 แบบวิชาชีพ (ภาคนอกเวลาราชการ) รับนิสิตจำนวน 50 คน

    คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครเข้าศึกษา

    สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในภาคการศึกษาสุดท้ายในระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหรือการพัฒนามนุษย์มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีภายหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ยกเว้นผู้ที่ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมหรือมีประสบการณ์การบริหารในองค์การหรือคณะกรรมการนิสิตนักศึกษาในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

    การคัดเลือกเข้าศึกษาโดยการสอบสัมภาษณ์ ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

    หลักสูตรปริญญาเอก 

    – ศึกษารายวิชาและทำวิทยานิพนธ์ (ภาคในเวลาราชการ) รับนิสิตเข้าศึกษาจำนวน 5 คน

    – ศึกษารายวิชาและทำวิทยานิพนธ์ (ภาคนอกเวลาราชการ) รับนิสิตเข้าศึกษาจำนวน 10 คน

    คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครเข้าศึกษา

    – สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในภาคการศึกษาสุดท้ายในระดับปริญญามหาบัณฑิต มีแต้มเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญามหาบัณฑิต ไม่น้อยกว่า 3.8 หรือเทียบเท่า

    – หากมีแต้มเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 3.8 แต่ไม่ต่ำกว่า 3.5 ต้องมีประสบการณ์ทางการบริหารการศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี และต้องมีผลงานการวิจัยทางการบริหารการศึกษา หรือที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

    – หากมีแต้มเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 3.5 ต้องมีประสบการณ์ทางการบริหารการศึกษา สถานศึกษา หรือทรัพยากรมนุษย์ไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีผลงานการวิจัยทางการบริหารการศึกษาหรือที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา 

    การคัดเลือกเข้าศึกษาโดยการสอบสัมภาษณ์ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

    ผู้สมัครแจ้งความจำนงเพื่อรับการคัดเลือกศึกษาต่อผ่านแบบฟอร์มของสาขาวิชา ตั้งแต่บัดนี้ – 31 มกราคม 2569

    รับสมัครระหว่างวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2569

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สาขาวิชาบริหารการศึกษา ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ชั้น 7 อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย

    โทร. 0-22182585-88

    https://www.facebook.com/EDUMGTCU

    https://www.edu.chula.ac.th/

    https://www.edu.chula.ac.th/pml

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/282391/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CdvlE-h6zHhkyWpVhcMmU

  • ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูทูตเศรษฐกิจ

    ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูทูตเศรษฐกิจ

    ในวันที่ระเบียบโลกเก่ากำลังถูกสั่นคลอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมิติความมั่นคง แต่ลุกลามสู่ภูมิเศรษฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า การแย่งชิงทรัพยากร ไปจนถึงการกีดกันทางเทคโนโลยี ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่างโจทย์การรักษาดุลอำนาจเดิมกับการปรับตัวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่ขั้วอำนาจใหม่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

    นอกจากแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ไทยยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งปัญหาทุนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติที่กัดกินระบบเศรษฐกิจจากภายใน รวมถึงโจทย์ใหญ่ระดับมนุษยชาติอย่าง Climate Change ที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในเวทีการค้าโลก พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้โจทย์ใหม่ด้านการต่างประเทศมีธงอย่างไร วันนี้มียุทธศาสตร์อะไรที่จะนำไทยกลับมาเฉิดฉายบนเวทีโลก

    วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการต่างประเทศของพรรค มองว่า ในสมรภูมิโลกที่มีความผันผวนเช่นนี้ การต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ด้วย และมองว่าการต่างประเทศเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศได้ ดังนั้นไทยจะอยู่แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนการทูตไทยให้กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ หรือก็คือการใช้ ‘การทูตเศรษฐกิจ’ เพื่อเปลี่ยนไทยจากหมากในกระดาน ให้กลายเป็นตัวแสดงสำคัญที่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลก

    Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ 3

    สมรภูมิมหาอำนาจ การกระจายความเสี่ยงคือทางออก ไม่ใช่การเลือกข้าง

    คำถามที่ทุกพรรคการเมืองมักเจอคือ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสงครามการค้าที่ปัจจุบันสหรัฐฯ บีบให้เลือกข้างด้วยกำแพงภาษี ไทยต้องทำอย่างไร จำเป็นต้องเลือกข้างหรือไม่?

    วีระพงษ์มองว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้มีแค่ 2 ขั้ว แต่มีหลายขั้วอำนาจที่มีความสำคัญมากขึ้นในแง่ของโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งการที่มหาอำนาจห้ำหั่นกัน ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นโอกาสสำหรับตลาดอื่นๆ ของไทยในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน

    รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนวทางยุทธศาสตร์ 3 ข้อ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับไทยท่ามกลางสงครามการค้าที่ดุเดือด ข้อแรกคือการกระจายความเสี่ยง (Diversification) โดยการขยายตลาดใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูง เช่น สหภาพยุโรป (EU) เพื่อสร้างสมดุล และลดการพึ่งพิงมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่งมากจนเกินไป

    ข้อต่อมาคือการลดความเสี่ยง (De-risk) เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความยั่งยืนและแข็งแกร่ง (Supply Chain Resilience) โดยลดความเสี่ยงในเรื่องของการที่ต่างชาติสวมสิทธิ์สินค้าไทยเพื่อส่งออกซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของกำแพงภาษี เช่นเดียวกับการลดความเสี่ยงด้านปัญหาสิทธิมนุษยชน ด้านต้นทุน และการพึ่งพิง ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้เมื่อลดได้จะกลายเป็นโอกาสของไทยในการปรับซัพพลายเชนให้เท่าทันโลกและทำให้ไทยมีที่ยืนที่แข็งแกร่งบนเวทีโลกได้

    และข้อสุดท้ายคือการยกระดับอุตสาหกรรม (Industrial Upgrade) เมื่ออุตสาหกรรมที่เคยเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ วันนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมเก่าที่โลกอาจไม่ต้องการ จะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปเป็นเครื่องยนต์ใหม่ๆ (New Growth Engine) เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศและตอบโจทย์เทรนด์โลก

    เราคุยกันต่อว่า แล้วอนาคตในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    วีระพงษ์ฉายภาพต่อว่า โลกจะมี 4 ภูมิทัศน์สำคัญ ภูมิทัศน์แรกคือ สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำโลก แต่มีความถดถอยลงในหลายๆ ด้าน จากระเบียบโลกเก่าที่ถูกบั่นทอนและระบบพหุนิยมที่ถูกท้าทาย โดยปัจจุบันเราจะเห็นว่า สหรัฐฯ หันหลังให้กับองค์กรระหว่างประเทศ และมองว่าระเบียบโลกเดิมที่สหรัฐฯ สถาปนาขึ้นเองเป็นสิ่งที่เอาเปรียบสหรัฐฯ และส่งผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ

    ภูมิทัศน์ที่สองคือ การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังทวีความดุเดือดเข้มข้นมากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมใคร และสมรภูมิที่ทั้งคู่กำลังช่วงชิงและแข่งขันกันอย่างหนักคือแหล่งแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ชิป ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาวุธ อวกาศ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้ในมิติความมั่นคง จีนก็พยายามเบียดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในด้านการทหาร ซึ่งท้าทายอำนาจเก่าคือสหรัฐฯ

    วีระพงษ์มองว่า ภูมิทัศน์ที่ 3 โลกมีแนวโน้มแบ่งเป็นกลุ่มก้อนระดับภูมิภาคมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Regional Block เช่น อาเซียน ลาตินอเมริกา เป็นต้น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในแผนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ฉบับล่าสุด เราจะเห็นว่า สหรัฐฯ หันกลับไปให้ความสำคัญกับประเทศในภูมิภาค รวมถึงลาตินอเมริกามากขึ้น ซึ่งถือเป็นหลังบ้านของสหรัฐฯ

    ภูมิทัศน์สุดท้าย โลกจะมีระเบียบใหม่ หรือมีวาระใหม่ของโลกเกิดขึ้นมา ซึ่งคำถามคือ ประเทศกำลังพัฒนา หรือที่เรียกว่า ประเทศขั้วใต้ (Global South) รวมถึงไทยจะทำอย่างไร เพื่อก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการกำหนดวาระของโลก ซึ่งวีระพงษ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายการต่างประเทศและนโยบายการทูตเศรษฐกิจที่ไทยต้องวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

    แล้วไทยจะมีบทบาทนำอย่างไร รวมถึงโจทย์การประสานและขับเคลื่อนไปพร้อมกับอาเซียนในการกำหนดวาระของโลก

    Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ 2

    ไทยในความเป็นแกนกลางของอาเซียน กับทฤษฎี 3 วงแหวน

    ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า ต่อจากฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ วีระพงษ์มองว่า แม้อาเซียนจะมีความตื่นตัวมากขึ้น หลัง Liberation Day ที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีกับทั่วโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการตั้ง ASEAN Geoeconomics Task Force นั้นยังไม่เพียงพอ แต่อาเซียนยังสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น ในมิติเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและความมั่นคงทางไซเบอร์ ชายแดนและอาชญากรรมข้ามพรมแดน พลังงาน และสิ่งแวดล้อมและการจัดการภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ASEAN Centrality หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน

    อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ASEAN Centrality คือ คอนเซปต์ที่ทำให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านต่างๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยอาเซียนจะมีบทบาทเป็นผู้กำหนดกติกาและเวทีหลักในการสร้างความเชื่อมโยงและประสานกับประเทศคู่เจรจานอกภูมิภาค เพื่อรักษาบทบาทนำและผลประโยชน์ร่วมกัน ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจโลก

    ตรงนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ ‘ทฤษฎี 3 วงแหวน’ ในการขับเคลื่อนการต่างประเทศของไทย โดยมี ASEAN Centrality เป็นหนึ่งในวงแหวน

    • วงแหวนที่ 1 (ASEAN Centrality) เน้นความร่วมมือภายในกลุ่ม 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจและโลจิสติกส์, ดิจิทัล/ความมั่นคงทางไซเบอร์, ชายแดน/อาชญากรรมข้ามชาติ, พลังงาน (ASEAN Power Grid) และสิ่งแวดล้อม อย่างที่กล่าวไปแล้ว
    • วงแหวนที่ 2 (Issue-based Cooperation) เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคในเชิงประเด็น เช่น ความร่วมมือทางทะเลในกรอบ BIMSTEC หรือ กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคของ 7 ประเทศบริเวณอ่าวเบงกอล ซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งในสมาชิก
    • วงแหวนที่ 3 (Parallel Cooperation) ประเทศในอาเซียนควรทำงานคู่ขนานและประสานงานกับมหาอำนาจภายนอกอย่างจีน สหรัฐฯ ยุโรป และอินเดีย

    วีระพงษ์ย้ำว่า เมื่อไทยได้เป็นประธานอาเซียนแล้ว เราจะสามารถกำหนดทิศทางได้ว่าประเด็นอะไรเป็นประเด็นที่สำคัญ ซึ่งทางพรรคมองว่า เรื่องของเศรษฐกิจ ดิจิทัล และความมั่นคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยไทยสามารถแสดงบทบาทนำในเรื่องนโยบายการต่างประเทศแบบองค์รวมได้

    โจทย์ท้าทายสำหรับไทยกับการเป็นผู้นำอาเซียน

    ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่ทดสอบอาเซียนอย่างหนักหน่วง เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมถึงปัญหาภายในเมียนมาที่ปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย ขณะที่สมาชิกอาเซียนก็ไม่มีนโยบายแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน จนอาเซียนถูกมองหรือถูกปรามาสว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีประโยชน์

    วีระพงษ์กล่าวว่า แม้อาเซียนอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง เพราะบางเรื่องมีความละเอียดอ่อน อย่างเช่นการเลือกตั้งในเมียนมามีคำถามว่า อาเซียนจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไม่เสรี ไม่ยุติธรรมและไม่ครอบคลุมหรือไม่ หรือปัญหาการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ไทยมีสิทธิ์ปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน แต่สำหรับบางเรื่องแล้ว อาเซียนมีจุดร่วมที่สามารถหารือและพูดคุยร่วมกันได้ ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนให้ไปในทิศทางเดียวกัน

    การทูตเชิงรุกเป็นสิ่งที่สำคัญ ไทยจำเป็นต้องมีเป้าหมายทางการทูต ยุทธศาสตร์ทางการทูต และหลักปฏิบัติทางการทูต เพื่อทำให้โลกเข้าใจไทยมากขึ้น วีระพงษ์กล่าวว่า หลายๆ ครั้งเกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ครอบคลุมปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และสังคม หากการทูตไทยไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ ก็จะไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตเหล่านั้นได้

    อีกสิ่งสำคัญคือการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง มองว่าอะไรควรแก้ปัญหาด้วยกรอบทวิภาคีก็ต้องใช้กรอบทวิภาคี แต่อะไรที่ควรอธิบายต่อชาวโลกให้เข้าใจ ไทยก็ต้องปรากฏตัวในพื้นที่นั้นเพื่อบอกเล่าปัญหาและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที

    ส่วนความท้าทายจากแรงกดดันของมหาอำนาจที่อาจกระทบต่อเอกภาพของอาเซียน ที่วันนี้มีภาพของการแบ่งขั้วระหว่างอาเซียนภาคพื้นทวีปกับอาเซียนภาคพื้นสมุทรนั้น วีระพงษ์มองว่า การสร้างสมดุลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทำอย่างไรที่ไม่เป็นการเลือกข้างเพื่อเป็นศัตรูกับใคร ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่เป็นสมรภูมิให้ใครเช่นกัน ไทยจะใช้การทูตและการสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ก็ต้องกำหนดเส้นแดงให้ชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่ไทยยอมไม่ได้ เช่น เรื่องของอำนาจอธิปไตย สิทธิ์ในการป้องกันตนเองเป็นต้น

    ถ้าจะบอกว่าปี 2025 เป็นปีที่เราช็อกกับมาตรการภาษีของทรัมป์ที่สะเทือนไปทั่วโลก และเป็นปีที่สหรัฐฯ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอากฎกติกาและไม่แบกค้ำระเบียบโลกแบบเดิมอีกต่อไป แต่ปี 2026 จะถือเป็นปีแห่ง Recalibration หรือการมากำหนดนิยามใหม่ว่าระเบียบโลกหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งไทยต้องวางจุดยืนให้เข้มแข็ง และมีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบโลกใหม่นั้น

    วีระพงษ์เชื่อว่า การต่างประเทศภายใต้ประชาธิปัตย์ (หากได้เป็นรัฐบาล) ไทยมีศักยภาพดำเนินบทบาทเป็นผู้นำอาเซียนได้ โดยที่จะเป็นผู้นำในแบบที่เกิดมาจากความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust-based Leadership) และมีบทบาทในการเขียน ปรับ และนำเสนอระเบียบใหม่ของภูมิภาคและระเบียบโลกในแบบที่ไทยได้ประโยชน์ ภูมิภาคได้ประโยชน์ และโลกได้ประโยชน์

    ตรงนี้สอดคล้องกับแกนนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีประกาศไปแล้ว ซึ่งเน้นย้ำ 4 เรื่องคือ บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี เสริมสร้างความยุติธรรม และเป็นผู้นำภูมิภาค

    Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ 4

    การทูตเศรษฐกิจในแบบฉบับประชาธิปัตย์

    วีระพงษ์ได้นิยามองค์ประกอบการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกว่า หัวใจสำคัญข้อแรกคือ การสื่อสารที่ชัดเจนว่า สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศคืออะไร สองคือการสร้างความสัมพันธ์ มองว่าประเทศไหนเป็นพันธมิตรหรือคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ มีคุณค่าที่ใกล้เคียงกับไทยในการทำการค้าและการลงทุน สามคือความเป็นเอกภาพ ซึ่งประชาธิปัตย์จะเสนอให้มี Economic Diplomacy Taskforce หรือคณะทำงานด้านการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกโดยเฉพาะ เพื่อให้หน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ทำงานร่วมกันให้จบภายในประเทศก่อน จากนั้นจึงค่อยไปเจรจากับประเทศคู่ค้า

    วีระพงษ์อธิบายเสริมจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในฐานะผู้แทนการค้าไทยในการเจรจากับหลายประเทศว่า ที่ผ่านมามักประสบปัญหาว่า การพูดคุยระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในประเทศจะมีความยากลำบากกว่าการไปเจรจากับต่างประเทศเสียอีก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร กระทรวงการต่างประเทศ และ BOI จะทำงานร่วมกันเป็น ‘One Thailand Team’ ที่มีเอกภาพ โดยคุยกันให้ชัดก่อนว่า ผลประโยชน์ของไทยคืออะไร อะไรเป็นเส้นแดง และจะเอาอะไรไปแลก

    เมื่อพูดถึงการทูตเศรษฐกิจ การมองหาตลาดใหม่ๆ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์วางเป็นนโยบายเรือธง โดย FTA หรือความตกลงการค้าเสรีจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพเหล่านี้ได้ และจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตมากขึ้นได้ โดยพรรคประชาธิปัตย์วางเป้าหมายดัน GDP ให้โต 5% ภายใน 4 ปี

    ถ้าให้จัดลำดับความสำคัญก่อน-หลัง วีระพงษ์มองว่า การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (FTA) เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการต่อ ข้อมูลที่มีศึกษาโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ถ้าเรามี FTA กับ EU จะช่วยให้ GDP ไทยโตเพิ่มขึ้น 1.68% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยสามารถเพิ่มรายได้เข้าประเทศหลักแสนล้านบาท

    นอกจากตลาด EU แล้ว การเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ก็มีความสำคัญ การค้าระหว่างกันจะช่วยดัน GDP ขยายตัวเพิ่มได้ถึง 0.5-0.6% และเมื่อรวมกับตลาดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ จะทำให้ GDP ไทยมีโอกาสโตถึง 3-5%

    แต่การเจรจา FTA ก็มีความท้าทายในเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการ SME อาจได้รับผลกระทบ ตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็มีแนวคิดที่จะเพิ่มงบประมาณมาสนับสนุนในกองทุน FTA ที่ปัจจุบันยังมีไม่มาก เพื่อให้สามารถเยียวยาทั้งเกษตรกรและ SME ที่ได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากการเจรจา FTA ที่วีระพงษ์เคยเป็นหนึ่งในคีย์แมนของฝั่งข้าราชการการเมืองแล้ว การเข้าสู่ OECD ของไทย ก็เป็นอีกวาระสำคัญที่วีระพงษ์มีบทบาทผลักดันภายใต้หมวกผู้แทนการค้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีการไปหารือกับหลายประเทศที่เป็นสมาชิก OECD ก่อนหน้านี้

    พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายสอดคล้องกันว่า การเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานในด้านต่างๆ ของไทยให้เป็นสากล รวมถึงเพิ่มความโปร่งใส แก้ปัญหาคอร์รัปชัน และทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีด้วย ซึ่งเป็นประตูบานสำคัญที่จะช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเบื้องต้นพรรคได้กำหนดกรอบเวลาการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า

    นอกเหนือจากตลาดประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่ม Global South และ BRICS ก็มีความสำคัญรองๆ ลงมา แต่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังโฟกัสไปที่กลุ่มอาเซียนก่อน ด้วยประชากรมากกว่า 600 ล้านคน และมีศักยภาพด้านการค้าเชิงดิจิทัลที่เป็นหมุดหมายที่อาเซียนควรให้ความสำคัญ ซึ่งวีระพงษ์มองว่า ถ้าข้อตกลง DEFA (Digital Economy Framework Agreement) ลุล่วง ก็อาจเพิ่มมูลค่าการค้าภายในอาเซียนได้มากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์

    เรื่องต่อมาคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น EV เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งแต่ละประเทศสามารถกำหนดบทบาทว่าจะอยู่ในจุดไหนของห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศที่มีศักยภาพในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงก็จะไปอยู่ตรงต้นน้ำ ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการผลิต ก็จะอยู่กลางน้ำ ส่วนประเทศที่อยู่ปลายน้ำจะเป็นกลุ่มที่ประกอบขั้นสุดท้ายและส่งออก อย่างไรก็ตามการออกแบบซัพพลายเชนเหล่านี้ต้องใช้เวลา และต้องอาศัยความร่วมมือภายในอาเซียน ซึ่งแม้จะมีการแข่งขันกัน แต่ภายใต้การแข่งขัน ก็มีจุดที่สามารถร่วมมือกันได้

    ส่วน BRICS ซึ่งไทยเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์นั้น วีระพงษ์มองเป็น ‘โอกาสทางการตลาด’ เนื่องจากมีกำลังซื้อสูง เช่น จีน บราซิล และอินเดีย นอกจากนี้การมีความสัมพันธ์กับ BRICS ก็เป็นการสร้างสมดุลกับมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม BRICS ยังไม่มีเรื่องกฎเกณฑ์ด้านมาตรฐาน ดังนั้นไทยจะให้ความสำคัญกับมาตรฐานของ OECD เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีคณะกรรมการแห่งชาติดูแลเรื่องนี้อยู่

    ส่วนตลาดเกิดใหม่ที่พรรคให้ความสนใจ เป็นกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งหลายประเทศเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ และอาจเป็นประโยชน์ต่อความร่วมมือในหลายอุตสาหกรรมของไทย

    โจทย์ภาษีทรัมป์ และแนวทางแก้ปัญหาของประชาธิปัตย์

    แนวทางการเจรจากับทรัมป์ในเรื่องภาษีก็เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจว่าแต่ละพรรคมีไพ่เด็ดอะไรในมือ

    วีระพงษ์กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงกังวลว่า ความไม่มีเสถียรภาพและความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาล ทำให้การเจรจาล่าช้า และเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้ในการบีบบังคับไทย ดังนั้นเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการเจรจากับสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างภาคส่วนต่างๆ ดังนั้นแนวคิดเรื่อง Economic Diplomacy Taskforce และ One Thailand Team ที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงสามารถนำมาใช้ในบริบทนี้ได้ด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนด้วย

    อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เราต้องเข้าใจว่าทรัมป์นำเรื่องความมั่นคงกับการค้ามาปะปนกัน ดังนั้นไทยก็จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การเจรจาที่รวมสองมิตินี้ด้วย แต่จะรวมแบบไหนให้ประเทศได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น เป็นโจทย์ที่ต้องทำการบ้านต่อ

    วีระพงษ์แบ่งเรื่องการเจรจากับทรัมป์ออกเป็น 3 กลุ่ม

    • Reciprocal Tariff (19%): ปัจจุบันมีอัตราใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว ไทยยังพอแข่งขันได้
    • Annex 3 (Exception): รายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งไทยยังเจรจาไม่จบ ในขณะที่บางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เจรจาจบแล้วในหลายหมวด ทำให้ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้าน
    • Transshipment / Rules of Origin: ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ที่โดนเพ่งเล็งกันทั้งอาเซียน ไทยต้องใช้กลไกอาเซียนในการพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

    ค้าขายกับจีนอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

    ปัจจุบันการบริโภคภายในจีนยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร แม้รัฐบาลจะหันมาโฟกัสการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออก ท่ามกลางสมรภูมิการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดุเดือด ซึ่งก็กลายเป็นโจทย์สำหรับไทยด้วยว่า เมื่อจีนซื้อสินค้าจากต่างประเทศน้อยลง พรรคมองเรื่องนี้อย่างไร เราจะเอาอะไรไปขายจีน หรือจะดึงดูดคนจีนเข้ามาในประเทศให้มากขึ้นได้อย่างไร

    วีระพงษ์มองว่าไทยยังมีจุดแข็งเรื่อง Medical Tourism คนจีนเคยมาเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก แต่โจทย์คือเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Medical Tourism ได้อย่างไร ซึ่งก็ต้องมายกระดับเรื่องการบริการ รวมถึงความพร้อมในด้านอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งไทยมีจุดแข็งในภาคการผลิตอยู่แล้ว

    ในส่วนของเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ควอนตัมคอมพิวติง หรือหุ่นยนต์ ที่จีนกำลังให้ความสำคัญและบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นั้น วีระพงษ์เห็นด้วยว่า ไทยควรเข้าไปปลั๊กอินในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น

    อย่างไรก็ตาม 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่ไทยให้ความสำคัญอย่างอุตสาหกรรม EV, ภาคการเงิน, การแปรรูปอาหาร, การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และพลังงานหมุนเวียน ก็ยังเป็นวาระสำคัญ และวีระพงษ์มองว่า ไทยสามารถเข้าไปปลั๊กอินกับซัพพลายเชนของจีนเพื่อเพิ่มโอกาสในตลาดแห่งนี้ได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหารนั้น เป็นสิ่งที่จีนยังมีความต้องการนำเข้าสูง เนื่องจากมีประชากรมาก แต่สัดส่วนพื้นที่เกษตรในประเทศยังมีข้อจำกัด

    ช่วงท้ายการสนทนา เราให้วีระพงษ์สรุปให้ฟังว่า ถ้าประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล จะทำอะไรใน 3 อันดับแรก ในมุมที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ

    รองหัวหน้าประชาธิปัตย์ตอบว่า สิ่งที่จะทำทันทีตั้งแต่วันแรก คือการรุกเปิดตลาด FTA คุณภาพสูง ได้แก่ EU และเกาหลีใต้ เรื่องที่ 2 คือการปฏิรูปกฎระเบียบ (Deregulation) โดยเร่งเดินหน้าผ่านกฎหมายแม่บทจัดการกับกฎหมายล้าสมัยเพื่อลดภาระภาคธุรกิจ และเรื่องที่ 3 คือส่งเสริม New Growth Engine เร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศ เช่น EV, พลังงานทางเลือก และการเงิน เพื่อปลดล็อกการเติบโต

    ท่ามกลางสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่บีบคั้นให้ต้องเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง สิ่งสำคัญคือการวางหมากในเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เพื่อที่ว่าไทยจะไม่ถูกบีบบังคับให้เลือกใคร นอกจากนี้ไทยควรวางตัวเป็น Middle Power ที่กำหนดนโยบายของตัวเองได้ โดยไม่เป็นศัตรูกับใคร และไม่ยอมเป็นสมรภูมิรบให้ใคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/democrat-3-rings-foreign-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rM6h9aNRsLaTk1GEXpY97

  • ‘เอกนิติ’ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ ’10 พลัส’ จะพารอดยาว | เดลินิวส์

    ‘เอกนิติ’ มั่นใจบริหาร 73 วัน เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หากทำต่อ เศรษฐกิจ ’10 พลัส’ จะพารอดยาว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้ความมั่นใจว่าเศรษฐกิจพ้นจากการดิ่งเหวแล้ว ว่า ในเวลา 73 วันไม่ถึง 3 เดือน มั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยกันทำ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังจะดิ่งเหว รถยนต์เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ที่ดิ่งลงมา วันนี้ติดลบแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวทันที แต่ตอนนี้พ้นจากหล่มมาแล้ว

    “ผมมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจทุกอย่าง Quick Big Win ของเราทำให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยที่ติดหล่ม พ้นจากหล่มแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะอาจจะกลับมาตกใหม่ ท่ามกลางโลกที่ผันผวน สิ่งที่เราจะทำคือ พอท่านนายกฯ มาให้โอกาสทำต่อ เพราะว่าจะต้องช่วยให้เศรษฐกิจไทยมันฟื้นได้ และจะช่วยทำให้เรากลับมามีความภูมิใจในเศรษฐกิจไทย นโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่เราออกแบบมาเป็นนโยบายหาเสียงในครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ ยังได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่ใช้ในการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ด้วยว่า เพื่อให้คนทุกกลุ่มเพิ่มรายได้ คำว่า พลัส คือการบวกเพิ่ม คือเราจะทำให้เศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่ รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้แค่เพิ่มขึ้น ยังไม่พอ จะต้องกระจายตัวทุกคน ยกตัวอย่างมนุษย์เงินเดือน วันนี้คนที่มีรายได้ 20,000-30,000 บาท รายได้ไม่พอรายจ่าย ค่ากิน ค่าใช้ คนไทยเป็นหนี้เยอะ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ ต้องลดภาระที่ไปกินไปใช้ เพราะฉะนั้นโครงการคนละครึ่งพลัส ลดภาระชัดเจน โครงการโซลาร์เซลล์ชุมชน ขายไฟฟ้าตรงให้ประชาชน โครงสร้างไฟฟ้าครัวเรือนใช้ไม่เกิน 200 หน่วย  ราคาไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ทำให้รายจ่ายค่าไฟ ซึ่งเป็นรายจ่ายจำเป็นจะลดลง 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการลดภาระที่สำคัญคือ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” หนี้ที่ไม่เกิน 1 แสนบาท มีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย สามารถที่จะมาปิดหนี้ได้ตามความสามารถ เพื่อลดหนี้ ยืดหนี้ และถ้าจ่ายตรงเวลาจะได้ลดดอกเบี้ยให้ต่อไปอีก เพื่อต้องการให้กลับมาเป็นคนที่มีวินัยทางการเงิน เคยพลาดมาแล้ว แต่ต้องให้โอกาส ให้เรียนรู้ และสามารถกลับมากู้ใหม่ได้ โครงการที่เราจะทำช่วยเอสเอ็มอีคือ ลดภาษีเพื่อไม่กลัวในการเข้าสู่ระบบ แต่เมื่อรวยขึ้น ต้องแบ่งรายได้มาให้รัฐ เพื่อรัฐจะได้เอารายได้มาพัฒนาประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5500279/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZM5zrcZyOkSVag9hdZ4vZ