Blog

  • ‘พล.อ.รังษี’ เปิดป้ายผู้สมัครดิจิทัล ‘คริส’ ชูนโยบายลดภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน-ทุจริตต้องประหาร

    ‘พล.อ.รังษี’ เปิดป้ายผู้สมัครดิจิทัล ‘คริส’ ชูนโยบายลดภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน-ทุจริตต้องประหาร

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ คึก ‘พล.อ.รังษี’ เปิดป้ายผู้สมัครดิจิทัล เน้นส่งต่อทางโซเชียลมีเดียไร้ป้ายติดข้างถนน ‘คริส’ เปิดนโยบายพรรค ตั้งเป้ารายได้ 5 หมื่นต่อเดือน-ลดภาษี -สร้างรถไฟความเร็วสูง โอเชี่ยนลิงค์ ทุจริตต้องประหาร

    23 ม.ค. 2569- นายคริส โปรตะนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เผยแพร่คลิปของพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค กรณีที่มีคำถามว่า ทำไมพรรคเศรษฐกิจไม่มีป้ายผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ปรากฎตามที่ต่างๆ

    โดยพลเอกรังษี ระบุว่า ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของโซเชียลมีเดีย ทางพรรคจึงจัดทำป้ายหาเสียงดิจิทัล ของผู้สมัครทั้งสองแบบผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งพรรคขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนอย่างดีเสมอมา และขอความกรุณาแชร์ป้ายดิจิทัลของพรรคผ่านโทรศัพท์มือถือ

    ในคลิปดังกล่าวยังบอกวิธีการในการแชร์ป้ายดิจิทัล และการสนับสนุนโปสเตอร์หาเสียง ด้วยการบริจาคผ่าน QR Code

    นายคริส ยังได้โพสต์ 3 นโยบายหลัก ภายใต้การนำของ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ ในการหาเสียงครั้งนี้ ได้แก่ “เรามีนโยบายที่จะลดภาษีให้ท่าน”,“เรามีนโยบายที่จะกำจัดการทุจริตให้ท่าน” และ “เรามีนโยบายที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ท่าน”
    .
    โดยทั้งสามนโยบายมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศเป้าหมายใหญ่คือการสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้คนไทยทุกคนมีรายได้เฉลี่ยปีละ 600,000 บาท (ประมาณเดือนละ 50,000 บาท) ซึ่งเป็นระดับรายได้ต่อหัวที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอนาคตอันใกล้

    นายคริส กล่าวว่า พรรคยังมีแผนที่จะปรับลดภาษีและภาระต่าง ๆ ของประชาชนลง เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น แนวทางการลดและยกเว้นภาษีนับเป็นมาตรการยอดนิยมที่พรรคการเมืองหลายพรรคใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและเพิ่มอำนาจซื้อให้ประชาชน โดยพรรคเศรษฐกิจประกาศว่าจะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เท่ากับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อัตรา 20% ของรายได้
    .
    ขณะเดียวกันมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้รายได้ของรัฐลดลงและเป็นความท้าทายต่อเสถียรภาพการคลังของประเทศในระยะสั้น แต่พรรคเศรษฐกิจเห็นว่าการลดภาษีจะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือมากขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ในที่สุดรัฐจะเก็บภาษีเงินมูลค่าเพิ่มกลับมาทดแทนรายรับที่หายไปได้ อันจะยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ในระยะยาว

    ส่วนนโยบายที่จะกำจัดการทุจริต มุ่งเน้นปราบปรามการคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งมะเร็งร้ายของเศรษฐกิจไทย โดยต้นทุนจากคอร์รัปชันที่แฝงอยู่ในระบบราชการและการดำเนินโครงการภาครัฐนั้นสูงจนน่าตกใจ คิดเป็นประมาณ 48% ของ GDP ประเทศ เมื่อรวมผลกระทบของเศรษฐกิจใต้ดินที่เกิดจากกิจกรรมผิดกฎหมายต่างๆ รายงานยังระบุว่าไทยสูญเสียเงินจากปัญหาคอร์รัปชันไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี ทั้งจากการฮั้วประมูล โครงการรัฐที่ทิ้งร้าง และการติดสินบนในระบบราชการ
    .
    พรรคเศรษฐกิจจึงประกาศนโยบายปราบทุจริตอย่างเด็ดขาดเพื่อคืนความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจไทย พรรคเศรษฐกิจประกาศ นโยบาย “ทุจริต=ประหาร” โดยต้องลงโทษทั้งผู้ให้และผู้รับ และไม่มีการลดโทษ โดยเชื่อว่าหากลดการคอร์รัปชันได้ก็จะช่วยดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกลดระดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจเนื่องจากภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชันที่ย่ำแย่ได้

    สำหรับนโยบายที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานนั้น นายคริส ระบุว่า 2 เมกะโปรเจกต์ ของพรรคเศรษฐกิจคือ โครงการการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่อไทย-จีน-มาเลเซีย มูลค่า 5.2 ล้านล้านบาท และโครงการโอเชี่ยนลิ้งเชื่อมระหว่าง ทะเลอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิตผ่าน คลองยกระดับที่จ.ระนอง ชุมพร ความยาว 50 กม. มูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท พร้อมอธิบายว่าการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นการวางรากฐานอนาคตที่สำคัญ พรรคเศรษฐกิจเชื่อว่าการเร่งลงทุนสร้างและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบคมนาคมขนส่ง พลังงาน ดิจิทัล และสาธารณูปโภคอื่นๆ) จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานในทุกภูมิภาค และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน มีการศึกษาพบว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยสามารถเพิ่มมูลค่า GDP ได้ถึงประมาณ 2.3 แสนล้านบาทต่อปี หรือราว 1.23% ของ GDP โดยเฉลี่ยในทุกภาคการผลิต นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจฯ ยังประเมินความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศช่วงปี 2565–2569 ไว้สูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท (โดยประมาณ 63% เป็นการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง และ 34% ในด้านพลังงาน) ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ นโยบายสร้างโครงสร้างพื้นฐานของพรรคเศรษฐกิจจึงมุ่งตอบโจทย์นี้ เพื่อวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศมากขึ้น

    นายคริส ระบุว่า ทั้งสามนโยบายหลักคือการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้คนไทยต้องมาก่อนตามสโลแกน Thailand First โดยเศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของคนไทยขยับขึ้นจนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และประเทศไทยจะก้าวสู่ยุคใหม่ที่ความเป็นอยู่ของประชาชนมาก่อนสิ่งอื่นใดอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/935773/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29R_EZpgCVUfG1Yz1jx5oG

  • เกิดอะไรขึ้น! ทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งแรงเกินเหตุ แค่ 23 วัน ขึ้นไป 8,200 บาท | เดลินิวส์

    เกิดอะไรขึ้น! ทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งแรงเกินเหตุ แค่ 23 วัน ขึ้นไป 8,200 บาท | เดลินิวส์

    นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นรัวๆ เพียงแค่ 23 วันทำการ ปรับขึ้นมาแล้วถึง 8,200 บาท ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะวันนี้ 23 ม.ค. 69 ราคาปรับขึ้นมารวดเดียว 1,450 บาท ตั้งแต่เปิดตลาด จากนั้นยังขึ้นมาต่อเนื่อง ณ เวลา 11.00 น. ขึ้นมาทั้งหมด 1,600 บาท

    ส่งผลให้เกิดราคานิวไฮใหม่ ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 73,050 บาท ขายออกบาทละ 73,150 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 71,585.52 บาท ขายออกบาทละ 73,950 บาท 

    เกิดอะไรขึ้นทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งขึ้นแรงเกินเหตุ

    1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ในปีนี้มีสถานการณ์ที่ “เหนือความคาดหมาย” เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ที่เป็นแรงส่งให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงขึ้น

    • ศึกชิง “กรีนแลนด์” : การที่สหรัฐ (ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์) แสดงท่าทีแข็งกร้าวในการเจรจาขอซื้อหรือครอบครองเกาะกรีนแลนด์ จนนำไปสู่ความตึงเครียดกับกลุ่มสหภาพยุโรป (EU)

    • สงครามการค้า US-EU : การขู่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป 100% ทำให้เกิดความกังวลเรื่องสงครามการค้าโลกครั้งใหม่ที่ลามจากจีนมายังฝั่งตะวันตก

    2. นโยบายการเงินและการลดดอกเบี้ยของ Fed

    ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปี 2026 เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว (ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประกาศออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมาก) เมื่อดอกเบี้ยขาลง “ค่าเงินดอลลาร์” จึงอ่อนค่าลง และทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยมีความน่าสนใจมากขึ้นทันที

    3. กระแสการ “ตุนทอง” ของธนาคารกลางทั่วโลก

    เทรนด์การลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ (De-dollarization) ยังคงเข้มข้นในปีนี้ ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน อินเดีย และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของสหรัฐ

    4. พลังซื้อจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและ “ชาวคริปโต”

    ปีนี้จะเห็นปรากฏการณ์การปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โดยนักลงทุนรายย่อยหันมาซื้อทองคำผ่านกองทุน ETF และทองคำแท่งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีบางส่วนที่เริ่มแบ่งกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลมาพักไว้ในทองคำเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต

    5. ปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลก

    ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐและหลายประเทศในยุโรปที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในมูลค่าของเงินกระดาษ และมองว่าทองคำคือ “เงินที่แท้จริง” ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5528419/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BL0P5e2lSlVd9_nX9KfGO

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบ – กระจายอำนาจสู่โรงเรียน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบ – กระจายอำนาจสู่โรงเรียน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบ - กระจายอำนาจสู่โรงเรียน

    เมื่อ “เรียนฟรี” ไม่มีอยู่จริง สภาผู้บริโภคเขย่าเวที Policy Forum ผ่าทางตันวิกฤตการศึกษาไทย พรรคการเมืองขานรับข้อเสนอ หนุนเรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบประมาณใหม่ กระจายอำนาจสู่โรงเรียน

    ในโลกของการแข่งขัน เรามักถูกสอนว่าการศึกษาคือ “อาวุธ” ในการเอาตัวรอด แต่สำหรับประเทศไทย อาวุธชิ้นนี้กำลังชำรุดและเข้าถึงได้ยากขึ้นทุกที เวที Policy Forum: การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ กลายเป็นพื้นที่ระดมสมองครั้งสำคัญ เมื่อผู้เชี่ยวชาญ ภาคีเครือข่าย และตัวแทนจาก 5 พรรคการเมือง มารวมตัวกันเพื่อถอดบทเรียนวิกฤตการเรียนรู้ สภาผู้บริโภค ร่วมสะท้อนปัญหาในมุมของผู้เรียนและผู้ปกครอง ซึ่งเป็น “ผู้บริโภคการศึกษา” ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายรัฐ ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง กระจายงบประมาณ และอำนาจให้โรงเรียน

    จาก “ลู่วิ่งแข่ง” สู่ “มาราธอนชีวิต”

    ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เสนอภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนว่า การศึกษาไม่ควรถูกมองเป็นการแข่งขันระยะสั้นเพื่อวัดแพ้–ชนะ แต่คือการวิ่งมาราธอน ที่เส้นชัยคือ “คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียนแต่ละคน” ไม่ใช่เพียงใบปริญญา

    เขาย้ำว่า การศึกษาเป็นบริการสาธารณะของรัฐ เด็กและผู้ปกครองคือผู้บริโภคที่รัฐต้องรับประกันคุณภาพ และต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระบบที่ยังเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายแฝงและความไม่เป็นธรรม

    “เรียนฟรี 15 ปี” วาทกรรมบนแผ่นกระดาษ?

    ความจริงที่น่าตกใจคือ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ยังเป็นเพียงเป้าหมายที่ไปไม่ถึง ในทางปฏิบัติ โรงเรียนยังคงเรียกเก็บเงินสมทบ จากผู้ปกครองได้ตามช่องโหว่ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้เด็กบางส่วนไม่ได้รับใบรับรองการจบหลักสูตรเพราะค้างชำระค่าเทอม

    นอกจากนี้ยังมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่น ค่าเดินทางที่รัฐมองข้าม แต่กลับเป็นกำแพงสูงชันที่ผลักเด็กออกจากระบบการศึกษา สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้รื้อระบบงบประมาณแบบ “รายหัวเสมอหน้า” ที่มองเด็กทุกคนเท่ากันบนตัวเลข แต่ไม่เท่ากันในความเป็นจริง แล้วเปลี่ยนเป็นระบบ “Top-up” เพื่อเติมทรัพยากรให้โรงเรียนในพื้นที่เปราะบางหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างตรงจุด

    4 ข้อเสนอเขย่าโครงสร้าง เปลี่ยนผ่านสู่ความเท่าเทียม

    เพื่อให้การศึกษาไทยหลุดพ้นจากวงจรเดิม สภาผู้บริโภคได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เน้นการแก้กฎหมายและโครงสร้าง

    1. นิยามใหม่ของคำว่า “ฟรี”: ขอให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้เพิ่มคำนิยามของ “ค่าใช้จ่ายในการศึกษา” ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อผู้เรียน
    2. รัฐต้องรับผิดชอบหลัก: ปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา โดยการตัดด้อยคำวรรคท้ายของมาตรา 58 (2) ที่ระบุว่า “ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาบันประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยเป็นผู้จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สินและทรัพยากรอื่นให้แก่สถานศึกษา และมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจําเป็น ทั้งนี้ ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมและให้แรงจูงใจในการระดมทรัพยากรดังกล่าว โดยการสนับสนุน การอุดหนุนและใช้มาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ตามความเหมาะสมและความจําเป็น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด” ออก
    3. งบประมาณที่เป็นธรรม: ขอให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุง มาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพื่อพัฒนาระบบการจัดสรรงบประมาณการศึกษา โดยเพิ่มเติมข้อความว่า ‘รัฐต้องจัดให้มีการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสม’
    4. ปริญญาตรีใบแรกฟรี: ขอให้ทุกพรรคการเมืองกำหนดนโยบายสนับสนุนสิทธิการเรียนปริญญาตรีใบแรกฟรีในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนาประเทศ

    นอกจากนี้ ในประเด็นคุณภาพ ผศ.อรรถพล มองว่าการมุ่งติวข้อสอบ PISA เป็นความล้มเหลวที่ซ้ำซากมากว่า 20 ปี ทางออกที่แท้จริงคือการจัดการ “ขนาดโรงเรียนและห้องเรียน” โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนล้นหลามควรถูกกระจายออก เพื่อเพิ่มคุณภาพการดูแลระหว่างครูและศิษย์ และหยุดการดึงทรัพยากรจากโรงเรียนชุมชน

    เสียงขานรับจาก 5 พรรคการเมือง

    จากการนำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการศึกษาของสภาผู้บริโภค พบว่าพรรคการเมืองหลายพรรคมีท่าทีตอบรับในทิศทางเดียวกัน โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ “การทำให้เรียนฟรีเกิดขึ้นจริง” และ “การกระจายอำนาจ”

    พรรคไทยก้าวใหม่

    ชูการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั้งระบบ มุ่งทำให้ “เรียนฟรีจริง” ครอบคลุมทุกระดับ ลดภาระหนี้การศึกษา พร้อมเสนอปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาให้เป็นองค์กรอิสระ ลดอำนาจส่วนกลาง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและอิสระให้ระบบการศึกษาในระยะยาว

    พรรคประชาธิปัตย์

    ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมเชิงพื้นที่ เน้นลดค่าใช้จ่ายแฝง โดยเฉพาะค่าเดินทางของนักเรียน เสนอระบบงบประมาณแบบแม่นยำ และผลักดันให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล เพื่อให้บริหารจัดการได้สอดคล้องกับบริบทชุมชน

    พรรคประชาชน

    มุ่งแก้ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เห็นว่ารัฐต้องรับประกันโอกาสของเด็กทุกคน ทั้งด้านการเดินทาง งบประมาณ และหลักสูตร สนับสนุนการปรับสูตรจัดสรรงบประมาณ และเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้โรงเรียนและครูตามความเหมาะสมของพื้นที่

    พรรคภูมิใจไทย

    เสนอแนวคิด “เรียนฟรีจริง พลัส” โดยใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญ ลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาของเด็กในทุกพื้นที่

    พรรคเพื่อไทย

    สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบงบประมาณปัจจุบัน เห็นว่าการจัดสรรงบแบบรายหัวสร้างความเสียเปรียบให้โรงเรียนชนบท และจำเป็นต้องปรับระบบใหม่ เพื่อให้ทรัพยากรไปสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างตรงจุด

    เวทีชี้ ศึกษาไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง

    ทั้งนี้ ภาพรวมจากเวที สะท้อนชัดว่า การศึกษาไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างซ้อนทับหลายมิติ ตั้งแต่สังคมที่กำลัง “แก่ก่อนรวย” เด็กเกิดน้อยลงแต่มีกลับต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ปัญหาคุณภาพและสมรรถนะผู้เรียนที่สะท้อนผ่านคะแนน PISA ต่ำต่อเนื่อง ความเหลื่อมล้ำจากนโยบายเรียนฟรีที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ไปจนถึงปัญหาเรียนไม่ตรงงานที่ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องใช้เวลาปรับตัวก่อนทำงานได้จริง ส่งผลต่อต้นทุนของทั้งครอบครัวและเศรษฐกิจประเทศ

    จึงเสนอให้เร่งปฏิรูปการศึกษาแบบยกโครงสร้าง ตั้งแต่การลงทุนตั้งแต่เด็กแรกเกิด การปรับระบบงบประมาณให้เป็นธรรมและตอบโจทย์กลุ่มเปราะบางมากขึ้น การกระจายอำนาจคืนให้โรงเรียนตัดสินใจใกล้ผู้เรียน ไปจนถึงการยกระดับทักษะแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเชื่อมการศึกษาเข้ากับโลกการทำงานจริง และสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพรองรับอนาคตของประเทศ

    ท้ายสุด สภาผู้บริโภคขอเชิญติดตามเวทีเสวนา “ป้ายยา การศึกษาไทย : นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่” การศึกษาไทยจะไปทิศทางไหน หลังการเลือกตั้ง 69 นโยบายที่พรรคเสนอ เปลี่ยนชีวิตผู้เรียนได้จริงหรือไม่ ร่วมฟังคำตอบจากพรรคการเมืองบนเวที ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 09.30 เป็นต้นไป ณ อาคาร 11 โซน A ชั้น 1 (Exhibition Hall) มหาวิทยาลัยศรีปทุม หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/policy-forum-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d32y0t84oIBBgBjNzYFgl

  • โลกหมุนไวขึ้น 30 เท่า จากนี้ไม่มีอาชีพใดยืนยาวเกิน 10 ปี วงถก มธ. ชง ‘ว่าที่รัฐบาล’ หาทางออก – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาชำแหละเศรษฐกิจปีม้าไฟกระทบจ้างงาน-ตำแหน่งงาน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ อัตราเร่งในโลกปัจจุบันไวกว่ายุคก่อนถึง 30 เท่า ไม่มีอาชีพไหนยืนยาวเกิน 10 ปี

         มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาชำแหละเศรษฐกิจปีม้าไฟกระทบจ้างงาน-ตำแหน่งงาน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ อัตราเร่งในโลกปัจจุบันไวกว่ายุคก่อนถึง 30 เท่า ไม่มีอาชีพไหนยืนยาวเกิน 10 ปี ความมั่นคงทางอาชีพหายไป ผลวิจัยเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกตลอด 10 ปี ยืนยัน การเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทุกอาชีพมีสิทธิตกงานเทียบเท่ากัน ทางออกคือต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนจากระยะยาวมาเป็น Micro Learning เพื่อตอบโจทย์เฉพาะหน้า “ว่าที่รัฐบาล” ควรอุดหนุนเงินให้ SMEs ฝึกงานนักศึกษา ให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง สอดคล้องข้อเสนอจากผู้แทน SCG ที่เสนอให้ ก.คลัง อุดหนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ฝึกงานนักศึกษาก่อนทำงานจริง

         เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดย งานสื่อสารองค์กร จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่: (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไรในโลกที่งานไม่รอคน” เพื่อฉายภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ตลอดจนความท้าทายด้านอื่น ๆ อาทิ เสถียรภาพทางการเมือง สถานการณ์ชายแดน ภูมิรัฐศาสตร์โลก การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกระทบต่อการจ้างงานและตำแหน่งงาน พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางแก้ปัญหาให้กับว่าที่รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคต

         ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดเผยว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งของโลกและของไทย พบว่าอัตราเร่งของความเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลชี้ชัดว่าความเร่งในปัจจุบันเร็วกว่าอดีตถึง 30 เท่า และด้วยอัตราเร่งนี้จะทำให้อาชีพที่สามารถยืนระยะได้นานเกิน 10 ปี เหลือน้อยมาก เพราะตลอดชีวิตจะมีอาชีพที่จะหายไปเลยถึง 6 อาชีพ แต่ก็จะมีอาชีพเกิดใหม่ขึ้นมาแทน นั่นหมายความว่านับจากนี้ความมั่นคงทางอาชีพจะหายไป คนรุ่นใหม่จะต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ

         “เมื่อโลกหมุนไวและโจทย์เปลี่ยนไวมาก การเรียนรู้ในอนาคตอาจต้องปรับเปลี่ยนจากระยะยาวมาเป็น Micro Learning หรือการเรียนสั้น ๆ เพื่อตอบโจทย์เฉพาะหน้า และต้องมีการ Upskill-Reskill ตลอดชีวิต ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็เจอกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตายง่าย โตยาก และถึงอยากเกิดใหม่ก็แทบจะไม่มีทาง โดยผู้ประกอบการ 3 ล้านราย มีเพียง 70,000 – 80,000 ราย เท่านั้นที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูงอยู่ ส่วนที่เหลือตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

         สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันเรามีแรงงานที่พร้อมรองรับโลกยุคใหม่เพียงแค่ 15% ขณะที่ตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ที่ 50% โดยสิงคโปร์มี 50% เยอรมนีมี 48% สวีเดนมี 42 – 45% และจากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทุกอาชีพมีสิทธิตกงานไม่น้อยกว่ากัน โดยผู้ที่ใช้ AI ทำงานแทนตัวเองทั้งหมดจะตกงาน ส่วนคนที่ใช้ AI เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานจะไปได้ไกล

         ฉะนั้นสิ่งที่ว่าที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ ต้องสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น คอร์สระยะสั้น เพื่อให้ Upskill-Reskill ได้ตลอดเวลา ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเรียนรู้จากการทำงานจริงผ่านการทดลองงานในสถานประกอบการ โดยรัฐบาลควรมีงบประมาณอุดหนุนให้แก่สถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงาน ทั้งเป็นค่าเสียโอกาสทางรายได้ของผู้ประกอบการ หรือ SMEs ที่จะต้องเสียไปจากการนำเวลามาช่วยสอนงานให้นักศึกษา ตลอดจนเป็นเบี้ยเลี้ยงให้แก่นักศึกษาเพื่อลดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย

         ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาจบใหม่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รัฐควรจัดตั้งศูนย์การเตรียมความพร้อมนักศึกษาฝึกงานกลาง โดยอาจทำเป็นศูนย์ระดับจังหวัด หรืออาศัยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ เป็นศูนย์เรียนรู้ชั่วคราวก่อนก็ได้ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานให้กับบัณฑิตจบใหม่ จากนั้นมีการประเมินผลตลอดจนจับคู่กับนายจ้าง พร้อมกับสร้าง Internship Fair คู่กันไปด้วย

         คุณเมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้นทางของโดมิโนที่ทำให้ตำแหน่งงานหายไปคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในภาคธุรกิจ และปัจจุบันตำแหน่งงานไม่ใช่ของคนประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นของโลก เพราะธุรกิจได้ขยับไปสู่การไม่มีเส้นพรมแดนประเทศขว้าง อย่าง SCG มีพนักงานกว่า 5 หมื่นราย ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นคนรุ่นใหม่ต้องมีการเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ และต้องเรียนรู้ได้เร็วด้วย มีทักษะคิดอย่างเป็นระบบและตัดสินใจบนฐานของข้อมูล

         นอกจากนี้ สิ่งที่อยากให้คนรุ่นใหม่เพิ่มเติมคือ ความเข้าใจในเรื่องธุรกิจก่อนเข้าสู่โลกการทำงานในชีวิตจริง เหมือนที่ SCG มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับธรรมศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจโจทย์ในโลกธุรกิจผ่านการทำงานจริงกับลูกค้าจริงๆ มีทักษะทำงานเป็นทีม รู้จักเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากข้อผิดพลาด ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ได้ทำอยู่แล้ว

         ฉะนั้นหากเป็นไปได้ ภาครัฐอย่างกระทรวงการคลังควรเข้ามาสนับสนุนเงิน หรือช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบางส่วนให้กับ SMEs เพื่อให้มีการเปิดรับให้นักศึกษามาฝึกประสบการณ์จริงได้มากขึ้น เพราะบริษัทก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายทั้งค่าเบี้ยเลี้ยง เวลาที่ต้องใช้ไปกับการให้ความรู้นักศึกษา ฯลฯ หากมีการดำเนินการเช่นนี้ SMEs    ก็จะได้ทั้งองค์ความรู้ใหม่ๆ จากนักศึกษาในการพัฒนาธุรกิจ และถ้านักศึกษาจบการศึกษาและกลับมาเข้าสู่ตลาดแรงงานต่อได้ก็จะช่วยให้ระบบนิเวศของธุรกิจยิ่งยกระดับทั้งประเทศ ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ต้องมาร่วมมือกันในการสร้างแพลตฟอร์มกลางของรัฐในการเชื่อมโยงตำแหน่งงานที่ว่างจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วประเทศมาจับคู่กับแรงงานที่มีอยู่ พร้อมกับทำใบรับรองทักษะให้กับแรงงานด้วย

         อพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันสร้างความกดดันต่อชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ในอนาคตของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ทั้งเศรษฐกิจที่แย่ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป PM2.5 หรือโครงสร้างและระบบของหน่วยงานราชการก็ไม่เอื้อต่อการต่อยอดทางอาชีพ รวมถึงเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการจากการทำงานที่ยังไม่เหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงอยากให้ว่าที่รัฐบาลใหม่ ตลอดจนภาคเอกชน ร่วมกันหาทางออกในเรื่องเหล่านี้

         อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงรอการแก้ไข ก็เป็นความท้าทายของนักศึกษาเช่นกันในการจะสร้างทักษะให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะ Soft Skill และ Hard Skill โดย Soft skill ที่มีความสำคัญนั้น มองว่าอย่างแรกคือทักษะการสื่อสาร ซึ่งในคนรุ่นใหม่อาจจะยังขาดไป เนื่องจากเติบโตมาในช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้ไม่ได้สื่อสารกับคนจริง ๆ แบบเจอหน้ากัน ส่งผลให้มีช่องว่างในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ และอีกทักษะที่ควรมีคือการประสานงาน และการปรับตัวเข้าหาคนหลากหลายรุ่น ในส่วน Hard Skill ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้ AI จะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของโลกยุคหลังจากนี้ แต่ต้องคิดต่อในเรื่องการใช้งาน ไม่ให้ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี แต่จะทำอย่างไรให้นอกจากงานดีขึ้นแล้ว ยังได้พัฒนาทักษะในการเรียนรู้ของตนเองด้วย

         ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า มีอยู่ 3 ประเด็นด้วยกันที่เป็นความท้าทายและคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญในอนาคต คือ 1. การเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าที่คาด และผู้สูงอายุยังมีอายุยืนยาวขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลมากขึ้น 2. การที่ AI จะเข้ามาแทนที่คนที่มีทักษะการทำงานระดับกลาง ที่จะทำให้หลายอาชีพจะหายไปอย่างแน่นอน และ 3. ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในสังคม

         ดังนั้น จึงอยากฝากให้รัฐบาลทำให้ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผลิตภาพ รวมถึงควรจะมีการปรับแก้ระบบกฎหมายให้เอื้อต่อการสร้างสตาร์ตอัปทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันสตาร์ตอัปทางการเงินหลายแห่งของคนไทยเป็นการไปจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะกฎหมายเอื้อมากกว่าในไทย และสุดท้ายคือ การแก้ไขในระดับครัวเรือน จะต้องมีนโยบายที่เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยเน้นไปที่พฤติกรรมเด่น ไม่ใช่พฤติกรรมด้อยที่มาจากนโยบายประชานิยมที่ส่งผลระยะสั้น และเป็นภาระทางการคลังระยะยาว เหมือนที่ผ่านมา

         ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ภาคการศึกษาของไทยมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงน้อยมาก กล่าวคือ ครูและอาจารย์มีการเรียนการสอนอย่างไรเมื่อ 100 – 200 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือทำเพียงแต่สอนเนื้อหาให้ครบและวัดผล ไม่มีกระบวนการกลับมาทบทวน และไม่ได้สนใจชีวิตของเด็กนักเรียนและนักศึกษาหลังจบไปจะเป็นอย่างไรต่อ ทั้งที่ครูอาจารย์เป็นอาชีพที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมากในการเตรียมคนรุ่นใหม่ไปสู่โลกการทำงาน และควรจะสร้างคนให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปได้ จึงถึงเวลาแล้วที่องคาพยพต่าง ๆ ในสังคมจะหันกลับมาพูดคุยกันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

         ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแก้ไขนั้นทางสถาบันการศึกษาก็ควรจะต้องมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ พร้อมกับปรับแนวคิดโดยมองให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและองค์รวมทั้งสังคม ขณะที่รัฐควรจะมีการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา รวมถึงมีระบบงบประมาณ และการตรวจสอบที่เป็นไปเพื่อเด็กจริง ๆ มากไปกว่านั้น ควรประสานการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้อยู่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เช่น การสร้างโรงเรียนควรจะมีการคำนึงถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อตัวเด็กด้วย อย่างปัญหาสุขภาพจิตที่ควรจะมีระบบในการดูแล ฯลฯ รวมถึงการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดการใช้ในระดับปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu02230169/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hbRFUmq3PdnsYc8ZJ2QB4

  • รู้จัก “ทะเลบัวแดง” อยู่จังหวัดไหน พร้อมวิธีเดินทาง ตามรอยภาพไวรัล “ลิซ่า” โปรโมทท่องเที่ยวไทย

    รู้จัก “ทะเลบัวแดง” อยู่จังหวัดไหน พร้อมวิธีเดินทาง ตามรอยภาพไวรัล “ลิซ่า” โปรโมทท่องเที่ยวไทย

    ทะเลบัวแดง กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ หลังจากมีกระแสภาพไวรัลของ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ของ ททท. ถ่ายภาพโปรโมทการท่องเที่ยวทะเลบัวแดง ซึ่งแชร์กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย 

    ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักกับ “ทะเลบัวแดง” หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เมื่อถึงฤดูกาลท่องเที่ยวพิกัดแห่งนี้จะถูกแต่งแต้มด้วยดอกบัวสีชมพูและแดงขึ้นเต็มผืนน้ำ โดยเฉพาะสายถ่ายรูปแนวธรรมชาติที่ไม่ควรพลาด และควรหาโอกาสมาเยือนให้ได้สักครั้ง

    รู้จัก “ทะเลบัวแดง” อยู่จังหวัดไหน ทำไมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของไทย

    ทะเลบัวแดง ตั้งอยู่ที่หนองหานกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งหนองหานเป็นบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 36 ตารางกิโลเมตร รายล้อมด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีทั้งพันธุ์ปลา นกนานาชนิด และพืชน้ำหลากหลายสายพันธุ์ให้ชม โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่บัวแดงจะผลิบานเต็มพื้นที่จนเหมือนผืนน้ำกลายเป็นพรมสีชมพูสวยตระการตา 

    เหตุผลที่ทะเลบัวแดงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ก็เพราะทัศนียภาพที่โดดเด่นไม่เหมือนที่ไหน โดยเฉพาะในตอนเช้าตรู่ที่ดอกบัวกำลังบานเต็มที่สุด แสงสีสวยงามเหมาะแก่การถ่ายรูปและสัมผัสความสงบของธรรมชาติ อีกทั้งชุมชนท้องถิ่นยังต่อยอดการท่องเที่ยวได้อย่างน่าสนใจด้วยบริการเช่าเรือพาเที่ยวทั่วทะเลบัวแดง 

    ชวนเที่ยว “ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี” จ.อุดรธานี บานช่วงเดือนไหน

    ช่วงที่เหมาะสำหรับไปเที่ยวชมทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี มากที่สุด คือ “เดือนพฤศจิกายน – เดือนมีนาคม” โดยเฉพาะในเช้าตรู่ถึงเที่ยง ตั้งแต่เวลา 06.00-11.00 น. เนื่องจากดอกบัวแดงจะบานสะพรั่งรับแสงแดดมากที่สุด ดอกบัวก็จะเริ่มหุบเมื่อได้รับแสงแดดแรงมากขึ้นตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันเป็นต้นไป แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากนั่งเรือชมหนองหาน ก็สามารถนั่งเรือเที่ยวชมได้แบบชิลๆ โดยมีเรือรับจ้างบริการพาชมทะเลบัวแดงและทัศนียภาพในหนองหานตลอดทั้งวัน

    ทั้งนี้ ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี เรือให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-17.00 น. ใช้เวลานั่งเรือชมหนองหานและทะเลบัวแดงรอบละ 1.30 ชั่วโมง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี โทร. 0 4233 4446 และ สำนักงานเทศบาลตำบลเชียงแหว โทร. 0 4223 6022

    วิธีเดินทางไปทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี อัปเดตปี 2569 ตามรอยภาพโปรโมทท่องเที่ยวของ “ลิซ่า” (Lisa)

    เดินทางโดยเครื่องบิน : บินไปลงที่สนามบินอุดรธานี > จากนั้นเช่ารถ หรือเหมารถตู้/แท็กซี่ > เดินทางไปยังทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี (ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีประมาณ 30–35 กิโลเมตร)

    เดินทางโดยรถไฟ/รถทัวร์ : ลงที่สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งจังหวัดอุดรธานี > ต่อรถท้องถิ่นหรือเหมารถจากอุดรธานีตรงไปยังทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี

    เดินทางโดยรถส่วนตัว : ใช้ถนนจากตัวเมืองอุดรธานี ไปตามถนนหมายเลขหลัก จากนั้นไปทางอำเภอกุมภวาปีจนถึงท่าเรือบ้านเดียม ซึ่งเป็นจุดออกเรือไปชมทะเลบัวแดง หรือขับรถยนต์โดยปักหมุด “ทะเลแดง” ตามแผนที่ Google Map ได้เลย

    ขอบคุณข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2909608&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BvHDepGimdofoPhC1_9YM

  • การท่องเที่ยวญี่ปุ่นโอด นักท่องเที่ยวจีนหายเกลี้ยง

    การท่องเที่ยวญี่ปุ่นโอด นักท่องเที่ยวจีนหายเกลี้ยง

    จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาญี่ปุ่นลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และกำลังส่งผลต่อการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นอย่างรุนแรง หลังจากที่ทางการจีนแนะนำให้ชาวจีนพิจารณาการเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อตอบโต้คำพูดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ ที่ว่าญี่ปุ่นมีสิทธิใช้กำลังหากเกิดกรณีความรุนแรงขึ้นกับเกาะไต้หวัน

    สื่อต่างประเทศรายงานว่า ในบางส่วนของจังหวัดนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลัก ร้านอาหาร ร้านค้า และโรงแรมต่างได้รับผลกระทบ โดยเจ้าของต่างแสดงความกังวลอย่างมาก  อย่างเช่นที่ เมืองมัตสึโมโตะ เมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนากาโนะ ร้านอาหาร โรงแรม ร้านขายงานฝีมือและของเก่าต่างพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญมาก

    ไอโกะ โอฮิระ ผู้จัดการร้านอาหารในมัตสึโมโตะกล่าวว่า “ปกติแล้ว เราจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก แต่เนื่องจากสถานการณ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีน จำนวนนักท่องเที่ยวจึงลดลงอย่างมากในช่วงสองหรือสามเดือนที่ผ่านมา คุณแทบจะไม่เห็นพวกเขาเลย แม้แต่ในเมือง เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน มันส่งผลกระทบอย่างมาก”

    ส่วน ทากาอากิ ฮิกุจิ ผู้ค้าของเก่ากล่าว “อย่างที่คุณเห็น เราเคยมีลูกค้าชาวจีนค่อนข้างเยอะ ผมคิดว่ามันส่งผลกระทบ ดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นจะไม่มาซื้อของในญี่ปุ่นแล้ว ดังนั้นธุรกิจนี้จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ค้าของเก่าอย่างพวกเรา”

    ส่วนที่เมืองคารุอิซาวะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในจังหวัดนากาโนะ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดกำลังสร้างแรงกดดันให้กับโรงแรมและแหล่งช้อปปิ้งในท้องถิ่นอย่างมาก โดย นายทาเคโอะ ซูซูกิ ผู้จัดการโรงแรมกล่าวว่า ที่โรงแรมของเขานั้นตามปกติจะมีนักท่องเที่ยวจีนราว 30%  และส่วนใหญ่จะมาในช่วงฤดูหนาว แต่ตั้งแต่เดือนธันวาคม การจองห้องพักก็ลดลงอย่างมาก ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  

    https://youtu.be/YINTP4gX8ZU

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/international/frontpagenews/455749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LdwdT_bdkkDvj15XM01m1

  • ศน.ชวนท่องเที่ยวในมิติทางศาสนา เปิด ‘20 เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา’ ปี69 | เดลินิวส์

    ศน.ชวนท่องเที่ยวในมิติทางศาสนา เปิด ‘20 เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา’ ปี69 | เดลินิวส์

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กล่าวว่า ศน.ประกาศเส้นทางท่องเที่ยวในมิติทางศาสนา ภายใต้กิจกรรมตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา ประจำปี 2569 จำนวน 20 เส้นทาง ภายใต้หัวข้อหลัก ได้แก่ 1.เส้นทางสักการะพระบรมธาตุ 2.เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ 3.เส้นทางตามรอยความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง และ4.เส้นทางศาสนิกสัมพันธ์และอื่นๆ ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างศน. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายทางศาสนาในพื้นที่ โดยคัดเลือกภายใต้หลักเกณฑ์การเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ด้านวัฒนธรรม (Unseen Thai Thai) สำหรับ 20 เส้นทาง ประกอบด้วย

    เส้นทางสักการะพระบรมธาตุ จำนวน 7 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา เมือง 5 มหาราช บูชาพระบรมธาตุปีมะเมีย จ.ตาก 2. เส้นทางตามรอยพญานาเคนทรศรัทธา ไหว้สาพระบรมธาตุเมืองพะเยา จ.พะเยา 3.เส้นทางสักการะพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว จ.พัทลุง 4.เส้นทางสักการะพระบรมธาตุนาดูน อารยธรรมนครจำปาศรี จ.มหาสารคาม 5.เส้นทางบุญไต ตามรอยธรรม 3 ครูบา 9 พระธาตุ ยลจองงาม เมืองสามหมอก จ.แม่ฮ่องสอน 6.เส้นทาง 7 บรมรอยธรรมสู่ศรัทธาแห่งสระบุรี จ.สระบุรี 7.เส้นทางตามรอยธรรมแห่งศรัทธาสู่อารยธรรมเมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

    เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ สัมผัสศรัทธาแห่งธรรมเมืองนครปฐม จ.นครปฐม 2.เส้นทางนมัสการ 9 พระเถราจารย์ จ.นครพนม 3.เส้นทางแห่งศรัทธาพระเถราจารย์ลุ่มน้ำระยอง จ.ระยอง 4.เส้นทางแสวงบุญครูบาศรีวิชัย นักบุญล้านนา จ.ลำพูน 5.เส้นทางไหว้พระทางน้ำลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี

    เส้นทางตามรอยความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางบึงกาฬศรัทธานาคา ตามรอยปู่อือลือ สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ลุ่มน้ำโขง จ.บึงกาฬ 2.เส้นทาง Unseen Thai Thai ความเชื่อแห่งศรัทธา โขง–นาคา 3 พิภพ จ.มุกดาหาร 3.เส้นทางตามรอยนาคา บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จ.หนองคาย

    เส้นทางศาสนิกสัมพันธ์และเส้นทางอื่นๆ จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางศรัทธาบนเส้นทางอารยธรรมปราสาทหิน จากธรรมชาติสู่เทวสถานและวัฒนธรรมพุทธไทย จ.บุรีรัมย์ 2.เส้นทางตามรอยศรัทธาเมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จ.ปัตตานี 3.เส้นทางสายธารแห่งศรัทธา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา ดินแดนล้ำค่าเมืองสองแควพิษณุโลก จ.พิษณุโลก 4.เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา 1 เมือง 2 พระ 3 บาง จ.สมุทรปราการ 5.เส้นทางมรดกพระร่วง เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5528964/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lCmIUmDhki5IVEpyF47wY