Blog

  • “กรมศิลปากร” จัดงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” นำพลังวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ภายหลังประสบเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของภาคใต้ รวมถึงในเขตอำเภอเมืองสงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำจากอำเภอหาดใหญ่ ตลอดจนน้ำทะเลหนุนสูง และเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลาอันสวยงามยามค่ำคืน เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พร้อมสัมผัสวิถีไทยกับกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

    ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้จัดโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ อีกทั้งการเปิดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในภาคกลางคืน มีการจัดกิจกรรมต่างๆ

    และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยร่วมมือกับสถานศึกษา หน่วยงานและเครือข่ายภาคเอกชนในจังหวัด ทำให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้แก่ผู้ประกอบการจากการจับจ่ายใช้สอยของผู้เข้าร่วมงาน และประชาชนทั่วไป เป็นการนำพลังวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม สำหรับงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1466252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f6bvgzRqReRFJUH4bTOMO

  • “กรณ์” ซัดเพื่อไทย สุ่มแจกเงินล้าน โชว์ “เช็คช่วยชาติ” ทำได้จริง กู้เศรษฐกิจปี 52

    “กรณ์” ซัดเพื่อไทย สุ่มแจกเงินล้าน โชว์ “เช็คช่วยชาติ” ทำได้จริง กู้เศรษฐกิจปี 52

    “กรณ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซัดเพื่อไทย ทำการบ้านน้อย กางหลักฐาน “เช็คช่วยชาติ” กู้เศรษฐกิจปี 52 ต่างกับ “สุ่มแจกเงินล้าน” ลิบลับ

    วันที่ 26 มกราคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตัว ตอบโต้กรณีสมาชิกพรรคเพื่อไทยออกมากล่าวอ้างว่า นโยบายการแจกเงินในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีความคล้ายคลึงกับนโยบายปัจจุบัน โดยนายกรณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมเปรียบเทียบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า

    เรื่อง เช็คช่วยชาติ ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่มีข้อสรุปไปนานแล้วในแง่ผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 เป็นโครงการที่ได้ผลชัดเจนและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับรางวัล Global Finance Minister of the Year แต่วันนี้ มีคนตั้งคำถามว่า ทำไม เช็คช่วยชาติ เราทำได้ มีอะไรต่างกับที่เพื่อไทยหาเสียงสุ่มแจกเงินล้านทุกวัน เห็นได้ว่าเป็นความพยายามโต้กลับแบบไม่ทำการบ้านมาเลย อย่างไรก็ตาม

    เมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล เราเข้ามาพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามมาจากสหรัฐฯ เรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เราเข้ามารับช่วงต่อจากรัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ด้วยสภาวะเงินคงคลัง “ติดลบ” หน่วยงานราชการรายงานว่า ไทยเสี่ยงถึงขั้นต้องถูก Shutdown หรือศัพท์เทคนิคคือ หาเงินปิดหีบเงินคงคลังได้ไม่พอ

    นายกรณ์ ระบุว่า ตอนนั้น เราออกหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเช็คมูลค่า 2,000 บาท ให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000/เดือน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม มีผู้ได้รับเช็คกว่า 10 ล้านคน ส่วนนโยบายสุ่มแจกของเพื่อไทย ผู้ได้เงินล้านอาศัยดวง (หรืออะไรก็แล้วแต่) โดยที่จะมีคนไทยเพียง 3,285 คน ที่จะได้รับเงิน หรือคิดเป็น 0.005% ของประชากร ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่ได้มีการแยกแยะว่าจะเป็นคนรวยหรือจน ไม่ได้แยกแยะว่าใครเดือดร้อน ใครรวยอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสว่า วิธีการสุ่มจะทำอย่างไร ชาวบ้านตาดำๆ จะมีโอกาสได้รางวัลจริงหรือไม่

    เช็คช่วยชาติ “ไม่เคยเป็นนโยบายที่ประกาศออกมาเพื่อการหาเสียง” เราคิดนโยบายนี้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า (เช่นเดียวกับ คนละครึ่ง ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์) แต่ของพรรคเพื่อไทย เป็นการประกาศออกมาช่วงหาเสียงเพื่อหวังคะแนนนิยมโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาไม่นานก็เคยประกาศแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท แล้วก็ทำไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการศึกษาหาข้อมูลมาก่อนที่จะเอามาหาเสียงเลยว่า ในทางปฏิบัติ สามารถทำได้จริงหรือไม่

    ผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดความสะพัด เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจจริงจนสิ้นปีกลับมาเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 7.5% ปั๊มหัวใจให้ชาวบ้านค้าขายคล่องขึ้น

    เรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลก และผมต้องขอเรียนว่า Big Data จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าอยู่ในมือของคนที่คิดวิเคราะห์อะไรไม่เป็น

    นายกรณ์ ระบุว่า การออกมาเคลื่อนไหวของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในครั้งนี้ เป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด มากกว่าเพียงการหวังผลทางการเมืองผ่านแคมเปญสุ่มแจกรางวัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2910087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw243tG0ZclkZNgULo62zqFe

  • “ยศชนัน” บุกชัยภูมิ-โคราช ลั่นทวงคืนอีสาน ชูนโยบาย 70:30 พลิกฟื้นเศรษฐกิจ-ปลดหนี้ผู้สูงอายุ 1 แสนบาท

    “ยศชนัน” บุกชัยภูมิ-โคราช ลั่นทวงคืนอีสาน ชูนโยบาย 70:30 พลิกฟื้นเศรษฐกิจ-ปลดหนี้ผู้สูงอายุ 1 แสนบาท


    “ยศชนัน” ลุยหาเสียงอีสาน วันที่ 3 สักการะเจ้าพ่อพญาแล ชัยภูมิ ก่อนเปิดเวทีบัวใหญ่ โคราช ชูหมัดเด็ด “70:30” รัฐช่วยจ่ายกระตุ้นศก. พร้อมปั้นเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน และปลดหนี้ NPL ผู้สูงอายุรายละ 1 แสน

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และคณะ เดินทางลงพื้นที่ภาคอีสานต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยเริ่มต้นเช้านี้ที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อพบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ก่อนจะเดินทางไปเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

    คณะเริ่มต้นภารกิจด้วยการเข้าสักการะอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล อำเภอเมืองชัยภูมิ เพื่อความเป็นสิริมงคล ท่ามกลางเสียงเชียร์ “นายกฯ เชนๆๆๆ” จากนั้นได้ลงพื้นที่ตลาดเทศบาลเมืองชัยภูมิ ช่วย น.พ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ผู้สมัคร สส. เขต 1 หาเสียง โดย ดร.ยศชนัน ได้พูดคุยกับแม่ค้าเขียงหมูถึง นโยบาย 70:30 ที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งและพ่อค้าแม่ค้า “ขายดีจนรวย” ตามความตั้งใจของพรรค

    จากนั้น คณะเดินทางต่อไปยังลานกิจกรรมหน้าสระใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เพื่อช่วย นางพัชราวรรณ ภิญโญ ผู้สมัคร สส. เขต 6 ปราศรัย โดยประชาชนชาวบัวใหญ่ให้การต้อนรับอย่างล้นหลามด้วย “พวงมาลัยของดีประจำถิ่น” ทั้งซาลาเปา ถั่วกรอบ และกล้วยฉาบ

    บนเวทีปราศรัย นายยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการแก้ปัญหาปากท้องผ่าน 3 หมัดเด็ด:

    ปลดหนี้ผู้สูงอายุ: แก้ไขปัญหาหนี้เสีย (NPL) ให้กับผู้สูงอายุในวงเงินรายละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อคืนศักดิ์ศรีและความมั่นคงในชีวิต

    นโยบาย 70:30: ยกระดับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหนือกว่าเดิม โดยรัฐบาลสนับสนุน 70% ประชาชนจ่าย 30% เพื่อปลุกกำลังซื้อทั่วประเทศ

    เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน: นโยบายสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบฐานภาษีผ่านการลุ้นรางวัลวันละ 9 ล้านบาท เพื่อนำงบประมาณกลับมาดูแลสวัสดิการประชาชนและแก้ปัญหาทุจริตอย่างยั่งยืน

    ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย กล่าวโต้กระแสวิเคราะห์ “เพื่อไทยขาลง” โดยระบุว่าจากบรรยากาศการลงพื้นที่ตลอด 3 วันที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนยังให้การสนับสนุนอย่างอบอุ่น เพราะพรรคเพื่อไทยคือพรรคที่ทำนโยบายจากป้ายหาเสียงให้กลายเป็นความจริงถึงมือประชาชนได้มากที่สุด พร้อมเรียกร้องให้คนโคราชเลือก สส. เพื่อไทยทั้ง 16 เขต เพื่อเข้าไปเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

    ก่อนจบการปราศรัย นายยศชนัน ย้ำว่า “รอบนี้ผมพร้อมรับจบทุกปัญหา ทั้งเรื่องดิน ปุ๋ย และเศรษฐกิจ ขอให้เชื่อมั่นในเบอร์ 9 พรรคเพื่อไทย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน” ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง อ.คง เพื่อร่วมเวทีปราศรัยปิดท้ายวันอย่างคึกคัก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00_zcRUJ7zSxzzrxv2lljv

  • เงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ 31.02 บ./ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”มีโอกาสแข็งค่าต่อ

    เงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ 31.02 บ./ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”มีโอกาสแข็งค่าต่อ

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ ระดับ  31.19 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 30.92-31.24 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินดอลลาร์

    ธนาคารกรุงไทย
    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

    ท่ามกลางความกังวลว่า ทางการสหรัฐฯ อาจร่วมมือกับทางการญี่ปุ่นในการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้ เงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 155 เยนต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดประเมินว่า Rick Rieder มีโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน FED คนใหม่ และที่สำคัญ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ กอปรกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ร้อนแรงขึ้น ก็หนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท 

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 และความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ผลการประชุม FOMC พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ที่อาจกระทบต่อตลาดค่าเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED โดยเราประเมินว่า FED จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ ทว่าผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาแถลงการณ์การประชุม FED และถ้อยแถลงของประธาน FED Jerome Powell ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลางประเด็นความเป็นอิสระของ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะหลังที่ทยอยออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจกระทบต่อบรรยากาศของตลาดการเงินได้ รวมถึงรอจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ และพันธมิตร อาทิ อิสราเอล อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหาร โดยเฉพาะ กองเรือขนาดใหญ่ เข้าพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่พุ่งสูงขึ้น ได้ส่งผลให้ หลายสายการบิน อย่าง Air France และ KLM ได้ยกเลิกเที่ยวบินที่ผ่านน่านฟ้าของตะวันออกกลาง

    ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของยูโรโซน ที่สำรวจโดย ECB และ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนมกราคม 

    ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาท่าทีของทางการญี่ปุ่น ว่าจะมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หรือไม่ หลังในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินเยนญี่ปุ่นได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น “เร็วและแรง” จนมีการพูดถึงในตลาดการเงินว่า New York FED ได้เข้าเช็คอัตราแลกเปลี่ยน (Rate Checks) ซึ่งมักจะดำเนินการโดยทางการญี่ปุ่นและเกิดขึ้นก่อนการเข้าแทรกแซงค่าเงิน (Yen Intervention) ทั้งนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคม ส่วนฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Non- Manufacturing PMIs) ในเดือนมกราคม   

    ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างและผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนธันวาคม

    สำหรับแนวโน้มเงินบาท แม้ว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาท (USDTHB) จะมีกำลังมากขึ้น หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากอานิสงส์ของการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อ จนทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในกรณีที่ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลการประชุม FOMC กอปรกับ ทางการของไทย อย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ส่งสัญญาณชัดเจน ว่า ต้องการเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน (ซึ่งควรจะอ่อนค่าลงกว่าระดับปัจจุบัน) ซึ่งต้องจับตาการออกมาตรการต่างๆ ของ BOT เพื่อลดทอนอานิสงส์ของปัจจัยหนุนเงินบาท อย่าง ราคาทองคำ และที่น่าสนใจ เราพบว่า สัญญาจากตลาด Options สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มมุมมอง “เชิงลบ” ต่อเงินบาทมากขึ้น สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดอาจประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าได้พอควร เมื่อแข็งค่าเข้าใกล้โซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ 

    ทั้งนี้ เรายอมรับว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้ ตราบใดที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เรามองว่า ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” เสี่ยงเข้าสู่การพักฐาน (Correction) ในระยะสั้นได้ไม่ยาก หากอ้างอิงจากสถิติในอดีต นอกจากนี้ หากมีการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จริง อาจช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่ต้องเห็นปัจจัยหนุนสำคัญ เช่น ผู้เล่นในตลาดเชื่อมั่นในธีม Sell America มากขึ้น หรือ มั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่กำลังคาดหวังอยู่ และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้จริง พร้อมแข็งค่าต่อทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ เรามองว่า เงินบาทแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน (แถว 33-34 บาทต่อดอลลาร์) หรือเข้าสู่โซน Overvalued อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะอ่อนค่าลงในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า 

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์

    เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูง โดยมีโอกาสแข็งค่าขึ้นบ้าง หากผลการประชุม FOMC ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของFED แต่หากเกิดการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง อาจกดดันเงินดอลลาร์เพิ่มเติม

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.80-31.50 บาท/ดอลลาร์  ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.85-31.10 บาท/ดอลลาร์

    ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.00 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 31.22  บาท/ดอลลาร์  

    ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าจากดัชนีดอลลาร์ที่ปรับตัวอ่อนค่าลง สอดคล้องกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นทำ All-time high ครั้งใหม่เหนือ 5,000 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยงที่ทยอยฟื้นตัวขึ้น แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในระยะข้างหน้าระหว่างสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป

    สัญญาณการปรับขึ้นของทองคำที่ชัดเจนที่สุดคือ Smart Money อย่างกองทุน SPDR ที่กลับมาซื้อในวันศุกร์กว่า 2 ตัน เมื่อราคาย่อตัว ส่งสัญญาณรอบขาขึ้นของทองคำยังไม่จบ.ที่ชัดเจนที่สุดอีกประการหนึ่งคือการที่ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่ยังคงโยกเงินออกจากดอลลาร์สหรัฐ ตามนโยบาย Dedollarization มาซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทุนสำรอง เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐ แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลกเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง.

    สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้ คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวตามการปรับตัวของราคาทองคำและ Fund flow  โดยคาดกรอบการเคลื่อนไหวที่ 30.85-31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ 

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ได้แก่ ผลการประชุม FOMC (27-28 ม.ค.) รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนธ.ค. ของไทย การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนธ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของยูโรโซน

    กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
    USD/THB 30.85 – 31.20 แนะนำ ทยอยซื้อที่ระดับ 30.85
    EUR/THB 36.40-36.80 แนะนำ ทยอยขายที่ระดับ 36.80
    JPY/THB 0.1980-0.2020 แนะนำ ทยอยขาย   0.2020

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/266907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18nNVL47CPNPUHEX-ReQ42

  • “กรมศิลปากร” จัดงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” นำพลังวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ภายหลังประสบเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของภาคใต้ รวมถึงในเขตอำเภอเมืองสงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำจากอำเภอหาดใหญ่ ตลอดจนน้ำทะเลหนุนสูง และเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลาอันสวยงามยามค่ำคืน เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พร้อมสัมผัสวิถีไทยกับกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

    ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้จัดโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ อีกทั้งการเปิดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในภาคกลางคืน มีการจัดกิจกรรมต่างๆ

    และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยร่วมมือกับสถานศึกษา หน่วยงานและเครือข่ายภาคเอกชนในจังหวัด ทำให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้แก่ผู้ประกอบการจากการจับจ่ายใช้สอยของผู้เข้าร่วมงาน และประชาชนทั่วไป เป็นการนำพลังวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม สำหรับงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1466252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f6bvgzRqReRFJUH4bTOMO

  • สมุทรสงคราม///กระทบลูกโซ่พิษสร้างถนนพระราม2ทำตลาดสด-ท่องเที่ยวซบเซา ผู้ประกอบการลั่น “ไม่ต้องสร้างก็ได้” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/01/2026 22:04

    สมุทรสงครามกระทบลูกโซ่พิษสร้างถนนพระราม2ทำตลาดสด-ท่องเที่ยวซบเซา ผู้ประกอบการลั่น “ไม่ต้องสร้างก็ได้”

    กระทบลูกโซ่พิษสร้างถนนพระราม2ทำตลาดสด-ท่องเที่ยวซบเซา ผู้ประกอบการลั่น “ไม่ต้องสร้างก็ได้”


    นายภาณุมาศ รวมสุข ประธานชมรมผู้ประกอบการค้าอาหารสมุทรสงคราม และรองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงครามฝ่ายสาธารณสุข กล่าวถึงความเดือดร้อนจากการก่อสร้างและการปิดเส้นทางจราจรว่า ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง

    โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้เส้นทางสัญจรผ่านได้โดยสะดวก จึงเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ส่งผลกระทบต่อร้านค้า ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสงครามโดยตรง รายได้หายไปกว่า 70%

    จากเดิมที่ร้านของตนซึ่งอยู่ริมถนนพระราม 2 เคยขายดีในช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ แต่ปัจจุบันเหลือลูกค้าเพียงวันละ 1-2 โต๊ะ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ และสถานการณ์นี้ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดที่พลอยขายของไม่ได้ตามไปด้วย

    ผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดที่พลอยขายของไม่ได้ตามไปด้วย
    สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการปิดถนนนานถึง 2 เดือนนั้น นายภาณุมาศฝากคำถามถึงรัฐบาลว่าหากเป็นเช่นนั้นจะมีมาตรการชดเชยเยียวยาให้กับภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอย่างไร หรือจะสามารถบริหารจัดการเปิดช่องทางจราจรให้รถพอวิ่งได้บ้างหรือไม่ แทนที่จะปิดถนนหลักทั้งหมดจนการเดินทางลำบาก

    จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน เพื่อลดความกังวลและความเดือดร้อนในการทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายถึงโครงการก่อสร้างในอนาคตว่า สำหรับเฟส 3 นั้นไม่ต้องสร้างก็ได้ เพราะลำพังการก่อสร้างเฟส 2 ก็สร้างความเดือดร้อนมากพอแล้ว หากมีเฟส 3 ตามมาอีก ตนคงต้องปิดกิจการหรือย้ายร้านหนีเพราะแบกรับภาระไม่ไหว

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวท็อปนิวทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    SOCAIL 16-9

    SOCAIL 16-9

    สมุทรสาคร///คณะเด็กๆ เสริมทักษะ สร้างหัวใจที่โตขึ้น เข้าสู่สนามSense Football Club & Ban Chill Cafe อำเภอ บางแพ จังหวัด ราชบุรี

    “ดร.นิว” ย้อนคำ “ไอซ์ รักชนก” ย้ำชัดทัศนคติต่ำตม ละเมิดม.112 ถามสังคมไทย คนแบบนี้ไร้วุฒิภาวะหรือกักขฬะ

    “ชูวิทย์” หยันเจ็บ “พรรคส้ม” ดิ้นโค้งสุดท้าย “ธนาธร” วิ่งรอกปราศรัยท่องจำ “พิธา” หมดแสง คนไทยรักชาติ ทหารมากกว่า!

    ปากน้ำเดือด!! “เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย”ยกทีม 8 ผู้สมัคร ลุยตลาดบางน้ำผึ้งขอพรองค์พระสมุทรเจดีย์ ลั่น ทุกนโยบายทำได้จริง

    สมุทรสงคราม///ทริปครึ่งวัน เที่ยวสวน ชิมขนม ชมสวน ชุมชนบ้านบางพลับ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

    สมุทรสงคราม///ทีมบ้านกุ้งแม่น้ำโฮมสเตย์ คว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวด “อาหารพื้นบ้านจากวัตถุดิบพื้นถิ่น” เตรียมเข้ารับรางวัลพระราชทาน 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อุทยาน ร.2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1466549&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W4u3KMGHmGF1X5N8fFeDT

  • สมุทรสงคราม///กระทบลูกโซ่พิษสร้างถนนพระราม2ทำตลาดสด-ท่องเที่ยวซบเซา ผู้ประกอบการลั่น “ไม่ต้องสร้างก็ได้” | TOPNEWS

    ผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดที่พลอยขายของไม่ได้ตามไปด้วย
    สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการปิดถนนนานถึง 2 เดือนนั้น นายภาณุมาศฝากคำถามถึงรัฐบาลว่าหากเป็นเช่นนั้นจะมีมาตรการชดเชยเยียวยาให้กับภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอย่างไร หรือจะสามารถบริหารจัดการเปิดช่องทางจราจรให้รถพอวิ่งได้บ้างหรือไม่ แทนที่จะปิดถนนหลักทั้งหมดจนการเดินทางลำบาก

    จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน เพื่อลดความกังวลและความเดือดร้อนในการทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายถึงโครงการก่อสร้างในอนาคตว่า สำหรับเฟส 3 นั้นไม่ต้องสร้างก็ได้ เพราะลำพังการก่อสร้างเฟส 2 ก็สร้างความเดือดร้อนมากพอแล้ว หากมีเฟส 3 ตามมาอีก ตนคงต้องปิดกิจการหรือย้ายร้านหนีเพราะแบกรับภาระไม่ไหว

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวท็อปนิวทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1466549&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W4u3KMGHmGF1X5N8fFeDT

  • ยุโรป-อินเดียเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์

    ยุโรป-อินเดียเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์

    อันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรปเดินทางถึงนิวเดลีเมื่อวันอาทิตย์ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและอินเดีย หลังจากการเจรจาที่ดำเนินมาเกือบ 2 ทศวรรษระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

    คอสตา และ อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป จะเป็นแขกสำคัญในพิธีวันสาธารณรัฐของอินเดียที่นิวเดลีในวันจันทร์ ก่อนการประชุมสุดยอด อียู-อินเดีย ครั้งที่ 16 ในวันอังคาร ซึ่งคาดว่าจะได้บรรลุข้อตกลงที่เรียกกันว่า “แม่ของดีลทั้งหมด”

    อินเดียพร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก

    อินเดียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก กำลังจะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลกในปีนี้ ตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

    สหภาพยุโรปมองอินเดียเป็นตลาดสำคัญสำหรับอนาคต ในขณะที่นิวเดลีมองสหภาพยุโรปเป็นแหล่งเทคโนโลยีและการลงทุนที่จำเป็นเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานและสร้างงานหลายล้านตำแหน่งให้กับประชาชน

    มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นกว้างขวาง

    ฟอน แดร์ ไลเอินกล่าวก่อนการประชุมสุดยอดว่า “เรากำลังอยู่ในจุดสำคัญของข้อตกลงการค้าประวัติศาสตร์” การค้าสินค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 120,000 ล้านยูโร ในปี 2024 เพิ่มขึ้นเกือบ 90% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมการค้าบริการมูลค่า 60,000 ล้านยูโร

    จุดสำคัญของการเจรจา

    ข้อตกลงนี้จะเป็นชัยชนะสำคัญสำหรับทั้งบรัสเซลส์และนิวเดลี ขณะที่ทั้งสองฝ่ายแสวงหาตลาดใหม่ท่ามกลางภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และการควบคุมการส่งออกของจีน

    คาจา คัลลัส นักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป กล่าวเมื่อวันพุธว่า “สหภาพยุโรปและอินเดียกำลังเข้าใกล้กันมากขึ้นในช่วงเวลาที่ระเบียบโลกที่อิงตามกฎหมายกำลังถูกกดดันอย่างไม่เคยมีมาก่อน จากสงคราม การบีบบังคับ และการแตกแยกทางเศรษฐกิจ”

    การเจรจายังคงดำเนินต่อไป โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นปัญหาเฉพาะ รวมถึงผลกระทบของภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรปต่อการส่งออกเหล็ก และมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพในภาคยาและยานยนต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/eu-council-president-india-historic-trade-deal-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h5eyR6cCWMCB6J6ZTqvEt

  • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ทุน’ดาต้าเซนเตอร์-เอไอ’ เข้าไทย หนุนจีดีพีวงแคบ ซ้ำผันเงินไหลออก

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ทุน’ดาต้าเซนเตอร์-เอไอ’ เข้าไทย หนุนจีดีพีวงแคบ ซ้ำผันเงินไหลออก

    ท่ามกลางกระแสการโยกย้ายฐานการลงทุนด้าน “เทคโนโลยีดิจิทัล” ของโลกนั้น “ประเทศไทย” เป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นหมุดหมายสำคัญที่กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกใหม่ของ “การลงทุน” ทั้งด้าน “ศูนย์ข้อมูล” (Data Center) , “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) และ Cloud ซึ่งถูกจับตาในฐานะ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในระยะต่อไป

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเริ่มเห็น “กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ชั้นนำ” ของไทย มีการเข้าไปลงทุนเกี่ยวกับ ดาต้าเซนเตอร์ , เอไอ หรือระบบคลาวด์ มากขึ้น

    สะท้อนว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับระลอก (Wave) ของการลงทุนจากต่างประเทศในด้านนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักเกิดจากการที่ศูนย์ข้อมูลในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “สิงคโปร์ และมาเลเซีย” เริ่มมีความหนาแน่นจนเต็มขีดความสามารถ ทำให้เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าสู่ประเทศไทยแทน

    อีกทั้งประเทศไทยเองมี “จุดแข็ง” ที่ดึงดูดนักลงทุนจาก “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่มีความพร้อม ซึ่งมีความจำเป็นต่อ “ดาต้าเซนเตอร์” ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำที่เพียงพอ และที่สำคัญคือ “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของ “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ” ในการตัดสินใจเลือกฐานที่ตั้งในไทย

    “วันนี้ไทยอาจไม่ได้เน้นการพัฒนา AI ในระดับ High-end เหมือนกับจีน แต่เราจะอยู่ในระดับกลางโดยเน้นไปที่การเชื่อมโยงกับระบบของจีนเพื่อสนับสนุนในด้านการปฏิบัติงานมากกว่า ซึ่งถือว่าไทยเป็นตัวสนับสนุนที่สำคัญ และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในห่วงโซ่นี้”

    • เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบ ศก.ไทยจำกัด

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าจากโครงการลงทุนที่เอื้อให้ไทย “ขายที่ดิน” และ “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ” (FDI) เพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่เงินเหล่านี้อาจยังไม่สะพัดเข้าสู่ระบบ “เศรษฐกิจไทย” อย่างเต็มที่ในทันที

    เนื่องจากโครงการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นลักษณะ High Import Content หรือมีการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์สูง และมักใช้บริษัทก่อสร้างรวมถึงวิศวกรจากประเทศจีนเป็นหลัก ทำให้เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังประเทศต้นทางมากกว่าจะกระจายสู่ธุรกิจท้องถิ่น

    “วันนี้เราจะได้ประโยชน์เพียงจากการขายทรัพยากรพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟ หรือ ที่ดิน แต่ในส่วนของการก่อสร้างเราแทบไม่ได้อะไรเลย เพราะแม้แต่หิน ปูน ทราย หรือแผ่นพรีคาสท์ก็นำเข้ามาจากจีน ดังนั้น ไทยต้องไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแต่ต้องเกิด Technology Transfer ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ได้ เราต้องหาจุดยืนให้เจอว่าในจิ๊กซอว์เทคโนโลยีนี้ ไทยจะอยู่ตรงไหนที่ไม่ใช่แค่คนขายอินเทอร์เน็ต หรือพื้นที่ฝากข้อมูล สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งทำคือ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยี AI และดิจิทัลเหล่านี้”

    • ไทยได้ประโยชน์จำกัด-สุดท้ายเงินไหลออก

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า แม้จะเริ่มเห็นโครงการขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น แต่มองว่าประเทศไทยอาจจะได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ หากไม่มีการวางแผนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง

    เนื่องจากเงินลงทุนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นไปที่ “โครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งหากมีการลงทุนในไทยประมาณ “หนึ่งหมื่นล้านบาท” พบว่าอย่างน้อย 80-90% เป็นการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ (Import Content) เช่น การซื้อเซิร์ฟเวอร์ ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจึง “จำกัด” อยู่เพียงแค่การขายที่ดิน การรับเหมาก่อสร้าง และการผลิตฮาร์ดดิสก์เพียงบางส่วนเท่านั้น ทำให้การได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนมหาศาลนี้ยังมีข้อจำกัดอย่างมาก

    นอกจากนี้ ประโยชน์ในด้านการสร้างงานจากการลงทุนใน AI เพียงอย่างเดียวก็ค่อนข้างจำกัด เพราะหากประเทศไทยไม่สามารถสร้างชุมชนที่สามารถนำ AI ไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ เราก็จะไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้

    อีกทั้งธุรกิจเหล่านี้ยังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงาน เนื่องจาก “ดาต้า เซนเตอร์” กินไฟมหาศาล แม้ไทยจะมีพลังงานสำรองมาก แต่ถ้าไม่มีการสร้างพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ หรือไม่มีระบบการซื้อขายพลังงานที่เสรีซึ่งสะท้อนราคาที่แท้จริง ประเทศไทยก็ยังต้องนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศเพื่อมาผลิตไฟฟ้าให้ AI ใช้อยู่ดี ซึ่งกลายเป็นต้นทุนของประเทศแทนที่จะเป็น “กำไร”

    • เปิดแนวทางเพิ่มมูลค่าเข้า ศก.ไทย

    ดังนั้น แนวทางสำคัญที่ไทยควรทำคือ การตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เงินลงทุนเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การดึงเงินลงทุนด้านอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติม และการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำ เราควรสร้าง “เอไอ ฮับ” (AI Hub) หรือ AI Community เพื่อให้คนในประเทศได้ใช้ประโยชน์จากบริการของ AI Provider รายใหญ่

    เช่น Amazon Web Service (AWS) ที่ให้ความสำคัญกับไทยมากขึ้นจน “ยกระดับ” ให้เป็น Region ซึ่งมีมาตรฐานการบริการเทียบเท่าประเทศสิงคโปร์ เมื่อไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ใกล้ตัว มีความเร็วสูง และมีบริการที่หลากหลาย เราจึงควรใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้เต็มที่เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ และหลีกเลี่ยงการเสียโอกาสในเมกะเทรนด์ของโลกนี้

    ในส่วนของมูลค่าการลงทุนที่หลายคนคาดการณ์ว่าอาจสูงถึงหลักแสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงยังอยู่ที่ผู้ขายที่ดิน และผู้รับเหมาจะได้ประโยชน์ แต่ส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดคือ ชิปประเทศไทยแทบไม่ได้ประโยชน์ในส่วนนี้เลย เพราะเราไม่มีห่วงโซ่อุปทานด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง

    • ชี้ไทยต้องปรับโครงสร้างซื้อ-ขายไฟฟ้า

    “หากจะให้ไทยได้ประโยชน์ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการขายไฟฟ้า โดยการสร้าง Trading Platform ที่อนุญาตให้ผู้ซื้อ และผู้ขายไฟฟ้ามาเจอกันได้โดยตรง

    ปัจจุบันประเทศไทยซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเป็นฐานในราคาที่ต่ำที่สุดเพราะเป็นไฟจากเขื่อนที่รันตลอด 24 ชั่วโมง

    ในขณะที่ “ดาต้าเซนเตอร์” ต้องการพลังงานหมุนเวียน 100% และยินดีจ่ายในราคาที่แพงกว่าปกติ แต่ปัญหาคือ ระบบของการไฟฟ้าบ้านเราเป็นการซื้อเหมา และตั้งราคาขายรวม ทำให้ผู้ซื้อ และผู้ขายที่ต้องการพลังงานสะอาดไม่สามารถเจอกันได้โดยตรง หากมีแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นโดยที่รัฐไม่ต้องให้เงินอุดหนุน

    ดังนั้น ในแง่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ของไทยได้ หากพิจารณาแค่การสร้าง “ดาต้า เซนเตอร์” เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้ เพราะไม่สร้างงานจำนวนมาก

    ดังนั้น สิ่งที่ไทยจำเป็นต้องทำคือ การสร้างคนที่มีทักษะในการดูแลระบบและสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมนี้ได้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งต้นน้ำ และปลายน้ำ หากไทยไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมปลายน้ำมาใช้ประโยชน์จากดาต้าเซนเตอร์ได้ เราอาจจะเสียเปรียบในลักษณะที่ดาต้า เซนเตอร์ ในไทยไปตอบสนองความต้องการของประเทศอื่นอย่าง “สิงคโปร์หรือเวียดนาม” แทน

    • เครื่องยนต์ใหม่ทาง ศก.ไม่ผันเงินเข้าบ้าน

    ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การที่ยักษ์ใหญ่ภาคเอกชนเริ่มประกาศตัวเข้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ทั้ง ดาต้าเซนเตอร์ และ คลาวด์ เอไอ ที่ถูกมองว่าอาจเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทยนั้น แม้โครงการเหล่านี้จะช่วยหนุน “เศรษฐกิจไทย” ได้จริงในภาพรวม

    แต่มี “ข้อจำกัด” ที่สำคัญคือ ความกระจุกตัวของผลประโยชน์ กลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมนี้มีจำนวนไม่มากนัก และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่ประเภทของอุตสาหกรรมที่จะเกิดการจ้างงานในปริมาณมหาศาลอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้

    ดังนั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์หลักคือ “กลุ่มเจ้าของที่ดิน” และ “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน” เช่น ระบบไฟฟ้าและระบบน้ำ ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานอื่น ๆ เช่น งานก่อสร้าง ก็อาจจะได้รับอานิสงส์บ้าง แต่ในส่วนของอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

    สิ่งนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากอาจจะไหลออกสู่ต่างประเทศ มากกว่าจะหมุนเวียนอยู่ภายในเศรษฐกิจฐานรากของไทย

    • ห่วงประโยชน์เข้าระบบเศรษฐกิจจำกัด

    หากเราเทียบธุรกิจของ ดาต้าเซนเตอร์ เหมือนการปล่อยเช่าพื้นที่สำนักงาน ผู้ประกอบการที่สร้าง ดาต้าเซนเตอร์ จะได้รับรายได้ในรูปแบบค่าเช่า ซึ่งนับเป็นกระแสเงินสดไหลเข้าที่ดีสำหรับบริษัทผู้ลงทุน แต่ผลกระทบเชิงบวกนี้กลับไม่กระจายตัวไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สร้างเสร็จแล้ว มันไม่ได้ต้องการแรงงานคนจำนวนมากในการเดินระบบ ส่งผลให้ผลประโยชน์วนเวียนอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ หรือกลุ่มทุนระดับบนของประเทศที่มีความพร้อมด้านที่ดิน และเงินทุนเท่านั้น”

    ดังนั้น จุดเปลี่ยนที่แท้จริงที่จะช่วยประเทศได้มากกว่าการเป็นแค่ที่ตั้ง ดาต้า เซนเตอร์คือ การนำ เอไอ มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานโดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีความซับซ้อนอย่างระบบราชการ หากสามารถนำเอไอเข้ามาลดความยุ่งยากในกระบวนการขอใบอนุญาต

    หรือทำให้การติดต่อภาครัฐกลายเป็นศูนย์รวมจุดเดียวจะถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่เห็นผลชัดเจนกว่าการมองแค่การลงทุนก่อสร้างเพียงอย่างเดียว รวมถึงนำเอไอมาช่วยเพิ่มผลิตภาพ จะช่วยทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อสินค้าไทยได้มากขึ้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1218215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09dXbtIdS4KOsXZN0LEye3

  • Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลก

    Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลก

    Trip.com Group ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวประจำปี 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากการจองและพฤติกรรมการค้นหา เพื่อวิเคราะห์ถึงจุดหมายปลายทางยอดนิยมและปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจ ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือสามประเทศเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศไทย ครองแชมป์จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจสูงสุด

    จากฐานข้อมูลการจองในปี 2569 ยืนยันได้ว่า ‘ญี่ปุ่น’ ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของโลกไว้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ยังติดอันดับ Top 3 ของประเทศที่นักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และประเทศไทย เลือกเดินทางไปเยือนมากที่สุด โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง ‘โตเกียว’ และ ‘โอซาก้า’ ที่คาดว่าจะติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติวางแผนจะไปเยือนในปีนี้

    นอกจากญี่ปุ่นแล้ว จุดหมายปลายทางอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสความนิยมของการเดินทางปี 2569 ได้แก่ จีน ประเทศไทย, สหราชอาณาจักร และเวียดนาม เมื่อวิเคราะห์กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักพบว่าเป็นกลุ่ม ‘มิลเลนเนียล’ หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 29-44 ปี ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการจองทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่ม Gen Z อายุ 15-28 ปี ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการกลับมาของ ‘จีน’ ที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางมาแรงด้วยอัตราการเติบโตด้านการท่องเที่ยวที่สูงที่สุดในปี 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคนี้จะเติบโตในระดับสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย, สิงคโปร์ และประเทศไทย เป็นกลุ่มหลักที่เดินทางเข้าสู่จีนมากที่สุด

    ในส่วนของเมืองยอดนิยมในจีน เมืองเศรษฐกิจอย่าง เซี่ยงไฮ้, กว่างโจว และเฉิงตู ยังคงได้รับความนิยมสูง ขณะที่เมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์อย่าง ปักกิ่ง, ฮาร์บิน, ฉงชิ่ง, เซินเจิ้น และซีอาน ก็มีแนวโน้มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในหลากหลายมิติ

    กระแสความสนใจในภูมิภาคเอเชียยังขยายตัวไปถึงนักท่องเที่ยวฝั่งยุโรป โดยพบว่า จีน, ญี่ปุ่น, ประเทศไทย และตุรกี กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในปี 2569 นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มเดินทางไปจีนจนติดอันดับ Top 10 ของกลุ่มที่เดินทางไปเยือนมากที่สุด ในขณะที่ประเทศไทยและตุรกีสามารถครองใจนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันได้เป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ

    รูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิงยังคงเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญ โดย ‘สวนสนุก’ ระดับโลกอย่าง Shanghai Disneyland Resort, Hong Kong Disneyland และ Universal Studios Japan ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วเอเชีย นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์และกิจกรรมบันเทิงรูปแบบต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้

    กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมป๊อปและศิลปินระดับโลกกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการเดินทาง อาทิ สตูดิโอถ่ายทำ Harry Potter หรือคอนเสิร์ต K-pop ของศิลปินอย่าง SEVENTEEN และ TAEMIN รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวจากแฟรนไชส์ดัง เช่น Jurassic World: The Experience ในประเทศไทย และนิทรรศการ EVANGELION Anniversary Exhibition ในกรุงโตเกียว ล้วนอยู่ในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยว

    ความสนใจในมหรสพและการแสดงระดับโลกก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรง ไม่ว่าจะเป็นละครเวที Aladdin the Musical หรือการแสดง Broadway ในนครนิวยอร์ก รวมถึงความบันเทิงสุดล้ำอย่าง The Sphere ในลาสเวกัส และการแสดงน้ำประกอบแสงสีเสียงอย่าง The House of Dancing Water ในมาเก๊า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ความบันเทิงที่หาชมได้ยาก

    เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการผจญภัยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเยอรมนี ประเทศนิวซีแลนด์และจีนได้รับความสนใจมากขึ้นจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น Milford Sound และ Glowworm Caves ในนิวซีแลนด์ รวมถึง Wulong Karst ในจีน ที่ดึงดูดผู้รักธรรมชาติให้เดินทางไปสัมผัสความยิ่งใหญ่

    สำหรับนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในจีนได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษ เช่น Chimelong Safari Park, ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang), ปี้เผิงโกว (Bipenggou) และอุทยานแห่งชาติหวงหลงในมณฑลเสฉวน สถานที่เหล่านี้ตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติที่สมบูรณ์และความแปลกใหม่ของภูมิประเทศที่แตกต่างจากบ้านเกิด

    ในฝั่งยุโรป นักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สถานที่สำคัญอย่าง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในปารีส, มหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย ในบาร์เซโลนา และมหาวิหาร Grossmünster ในซูริค ยังคงติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการจองสูงสุดในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่ยังคงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก

    รูปแบบการเดินทางด้วยรถไฟและเรือสำราญก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เช่น นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามที่ให้ความสนใจกับรถไฟสาย Arashiyama Sagano ในญี่ปุ่นมากขึ้น ในขณะที่เรือสำราญหรูอย่าง Royal Princess Cruise และ Opulence Cruise กลายเป็นตัวเลือกการพักผ่อนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน

    ความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทำให้นักท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น โดยตั้งแต่ Trip.com Group เริ่มแสดงสัญลักษณ์กำกับด้านการลดการปล่อยคาร์บอน ยอดจองรถเช่าไฟฟ้าในนอร์เวย์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น, ไทย, สหรัฐฯ, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    สถิติการเดินทางเมื่อสิ้นปี 2568 พบว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกมีการเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ย 2.4 เที่ยวบินต่อคน และใช้เวลาบินเฉลี่ย 4.6 ชั่วโมงต่อเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มที่เดินทางบ่อยที่สุดด้วยค่าเฉลี่ยมากกว่า 3 เที่ยวบินต่อคนต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปใช้เวลาเดินทางบนเครื่องบินนานที่สุดเพื่อข้ามทวีปมายังเอเชีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/trip-com-group-2026-travel-trends/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EXxdDK0jcg3xCL2UxCUf5