Blog

  • “ชลัฐ” กางแผนพัฒนาท่องเที่ยวปักษ์ใต้ ชู “ดิสนีย์แลนด์” พลิกโฉม

    “ชลัฐ” กางแผนพัฒนาท่องเที่ยวปักษ์ใต้ ชู “ดิสนีย์แลนด์” พลิกโฉม

    นายชลัฐ รัชกิจประการ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีดีเบตภาคใต้ ร่วมประชันวิสัยทัศน์กับผู้แทนจากพรรคการเมืองคู่แข่ง 5 พรรค โดยเปิดประเด็นแรกด้วยคำถาม “นโยบายเด่น เชื่อมโยงพื้นที่” ซึ่งนายชลัฐชูนโยบาย “พูดแล้วทำพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ ตามแนวคิดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการดึงคนเก่ง คนที่มีความพร้อมเข้ามาร่วมบริหารประเทศ พร้อมต่อยอดนโยบายที่ดีให้ตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับพื้นที่ภาคใต้ นายชลัฐ ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับนโยบายปากท้อง ผ่านการยกระดับการพัฒนาแบบ คลัสเตอร์ ครอบคลุมอันดามัน อ่าวไทย และจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากสามารถพัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดได้ครบวงจร ทั้งโรงแรม โรงเรียน และโรงพยาบาล ก็จะช่วยให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ พร้อมชี้ว่า ภาคใต้มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง ทั้งน้ำตก ทะเลสาบ และทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม แต่ที่ผ่านมาขาดการสื่อสาร หากสามารถสื่อสารไปถึงนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ จะช่วยกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง พร้อมชี้ว่า อดีตภาคใต้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่วันนี้สิ่งเหล่านี้ขาดหายไป ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยต้องการทวงคืน 30 ปีที่หายไปของคนภาคใต้กลับคืนมา 

    นอกจากนี้ ภาคใต้ยังมีความโดดเด่นด้านสังคมพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะชาวมุสลิม ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมฮาลาล ไม่ใช่เพียงด้านอาหารเท่านั้น แต่รวมถึงท่องเที่ยวฮาลาลที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว พร้อมประกาศจะสร้างราคายางพาราและราคาปาล์มให้ขยับขึ้นได้เช่นเดียวกับราคาข้าวที่ในช่วง 2 เดือนของรัฐบาลนายอนุทินสามารถทำให้ได้แล้ว​

    นายชลัฐ ยังตอบคำถามเกี่ยวกับการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ระบุว่า ต้องดำเนินการตามกระบวนการอย่างรอบคอบ เริ่มจากการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นหลักว่ามีความพร้อมหรือไม่ 

    ส่วนคำถามสุดท้าย หากได้เข้าสภาผู้แทนราษฎร จะทำอะไรทันที นายชลัฐ ระบุว่า จะผลักดันแนวคิด “เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ พลัส” ซึ่งเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ที่ไม่มีคาสิโน โดยจะเชิญชวนดิสนีย์แลนด์เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เพิ่มรายได้ใหม่ให้ประเทศ พร้อมย้ำว่าเป็น ดิสนีย์แลนด์ที่ไม่เอาคาสิโน “ถ้าเลือกภูมิใจไทย ดิสนีย์แลนด์มาแน่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972897&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dp-ZBbatiU7n6erbGgYvg

  • “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ 

    โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

    “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง

    โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง

    “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล

    กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ

    “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    ด้านนายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737308&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yKkM1gHHn9y6F61Nb6t0K

  • เอ็ม ดิสทริค ทุ่มงบกว่า 300 ล้าน อัดกิจกรรมปักหมุดแลนด์มาร์คตรุษจีนระดับโลก ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

    เอ็ม ดิสทริค ทุ่มงบกว่า 300 ล้าน อัดกิจกรรมปักหมุดแลนด์มาร์คตรุษจีนระดับโลก ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

    เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท จัดมหาปรากฏการณ์ฉลองเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ‘EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026’ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก กระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ รับสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    31 ม.ค. 2569 – นางสาวอรธิรา ภาคสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส เอ็ม ดิสทริค เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีน นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของปีที่ไม่เพียงสะท้อนสีสันทางวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองของผู้คนทั่วโลกแต่ยังเป็นเทศกาลที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในช่วงปีใหม่จีน จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในช่วงตรุษจีนปี 2568 ที่ผ่านมา เม็ดเงินสะพัดในกรุงเทพฯ เติบโต 2.3% ขณะที่ภาพรวมเทศกาลตรุษจีนของไทยมีเงินสะพัดกว่า 51,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% สะท้อนความคึกคักของเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ ที่การใช้จ่ายและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในจุดหมายหลักที่จัดให้มีการเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ของกรุงเทพมหานครคือ เอ็ม ดิสทริค ย่านการค้าระดับโลกใจกลางสุขุมวิท ที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นหนึ่งในเดสติเนชันสำคัญในการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ในประเทศไทย  โดย เอ็ม ดิสทริค ตอกย้ำความเป็นที่สุดของจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนอีกครั้ง ด้วยการจัดงาน “EM DISTRICT : THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย้ำภาพลักษณ์การเป็น World Class Entertainment Hub ของประเทศไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    นอกจากนี้ เทศกาลตรุษจีนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาสำคัญของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในการฉลองการเปลี่ยนศักราชใหม่ของชาวจีน แต่ยังถือเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและเศรษฐกิจ โดยปีนี้ ตรุษจีน 2569 ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ปีมะเมียธาตุไฟ ซึ่งสื่อถึงพลังแห่งความมุ่งมั่น ความรวดเร็ว และความรุ่งเรือง เอ็ม ดิสทริค ในฐานะผู้นำไลฟ์สไตล์เหนือระดับ จึงตั้งใจเนรมิตการเฉลิมฉลองตรุษจีนในปีนี้ในรูปแบบบูรณาการ ครบทุกมิติ ด้วยกลยุทธ์ Experiential Marketing สร้าง Customer Journey

    ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การรับรู้การมีส่วนร่วม ไปจนถึงความประทับใจที่ยั่งยืน ผ่านความตื่นตาตื่นใจของโชว์ระดับโลก อรรถรสของอาหารมงคล ไปจนถึงความมั่งคั่งจากโปรโมชั่นสุดพิเศษ เพื่อให้ เอ็ม ดิสทริค เป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสุขและความมงคลที่อยู่ในใจของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างแท้จริง” โดยไฮไลท์ภายในงานประกอบด้วย

    THE RISING DRAGON REALM การกลับมาของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์”

    พบกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์” แลนด์มาร์คแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนของ เอ็ม ดิสทริค ที่งดงามและตระการตากว่าทุกครั้ง ต้นตำรับแห่งเทพมังกรสุดยิ่งใหญ่และอลังการ ความยาวกว่า 40 เมตร มีรูปลักษณ์สง่างาม ถ่ายทอดพลังแห่งความเป็นสิริมงคลตามหลักความเชื่อและศาสตร์ ฮวงจุ้ยจีนโบราณ ผสานเข้ากับนวัตกรรมกลไกสมัยใหม่ (Kinetic Art) ให้เคลื่อนไหวอย่างสมจริง เสมือนการปลุกพลังมงคลจากสวรรค์ สู่เดสติเนชันแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ที่เปี่ยมด้วยโชคลาภ ความสำเร็จ และความรุ่งเรือง ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งที่เนรมิตให้ทั้ง 3 ศูนย์การค้า โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาลโคมไฟของจีน งดงามตระการตาด้วยโคมไฟรูปม้าที่สื่อพละกำลัง และความก้าวหน้า โคมไฟมังกรที่เชื่อมโยงถึงโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ และโคมไฟรูปสัตว์ต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความสุข และความหวัง อำนวยพรให้ทุกคน สร้างเป็นจุดเช็คอินที่ไม่เพียงสวยงามเท่านั้นแต่ยังเปี่ยมพลัง ถ่ายทอดทั้งอัตลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลและความเป็นศิลปะจีนร่วมสมัยได้อย่างน่าประทับใจ

    THE CELEBRATION OF THE RISING DRAGON REALM การแสดงสุดตระการตา ผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย

    ตื่นตากับการแสดง World Class Performance ทวยเทพแซ่ซ้อง ต้อนรับมังกรสวรรค์ ประทานพรรับตรุษจีนปีมะเมีย การผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยสุดอลังการ กับเทคนิคสลิงและแสงสีเสียงสุดตระการตา นำโดย 2 ดาราชั้นนำระดับโกลบอลของไทย พร้อมกองทัพนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมจัดแสดงให้ชมอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ควอร์เทียร์ พาร์ค ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยสามารถรับชมความอลังการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นไฮไลท์สำคัญเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และยกระดับภาพลักษณ์ศูนย์การค้าให้เป็นเดสติเชันแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนเสริมสิริมงคลที่ไม่ควรพลาดในปีนี้

    EM CHINESE BOULEVARD & AUSPICIOUS MENUS สัมผัสสุนทรียรสแห่งอาหารมงคล และศิลปะวัฒนธรรมจีน

    หัวใจสำคัญของเทศกาลตรุษจีนคือ วัฒนธรรมการทานอาหารจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน งานนี้ เอ็ม ดิสทริค จึงรวบรวมร้านอาหารจีนชื่อดังหาทานยาก กว่า 30 ร้านทั่วประเทศมาไว้ที่เดียวใน  “EM CHINESE BOULEVARD” เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความอร่อยและความสุขไปด้วยกัน ระหว่างวันที่ 12 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ และยังเสริมพลังแห่งความเป็นสิริมงคลต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกับ “EM DINING AUSPICIOUS MENUS” เมนูอาหารมงคลที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำภายในศูนย์การค้า เพื่อให้ตรุษจีนปีนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและความโชคดี เติมเต็มความมงคลให้กับชีวิตรับปีมะเมีย ระหว่างวันที่ 10 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เอ็ม ดิสทริค และร่วมสืบสานความสัมพันธ์ไทย-จีน กับงาน YUNNAN COLORFUL GIFTS HORSE YEAR BLESSINGS NOW โดยกรมพาณิชย์ มณฑลยูนนาน ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะหัตถกรรมและอาหารชื่อดังต่างๆ ของยูนนาน ตั้งแต่วันที่ 12 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ EM MARKET HALL ชั้น G เอ็มสเฟียร์

    อภิมหาโปรโมชั่นรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026”

    เพื่อให้การเฉลิมฉลองตรุษจีนปีนี้สมบูรณ์แบบที่สุด เอ็ม ดิสทริค ยังร่วมกับ บัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa และพันธมิตรธุรกิจต่างๆ  มอบความมั่งคั่งและโชคลาภให้กับลูกค้าทุกท่านผ่านอภิมหาโปรโมชั่นต้อนรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026” ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 เพียงช้อปภายในศูนย์การค้า รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 35,400 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข และรับอั่งเปาคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 5,600 บาท ที่ PROSPERITY GOLDEN TREE เมื่อช้อปครบ 8,888 บาท พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ

    สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 2,800 บาท/วัน รับ LocknLock x EM DISTRICT PROSPERITY TUMBLER COLLECTION 550 ml มูลค่า 1,490 บาท และลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 1.8 ล้านบาท/วัน รับเงินแท่ง ความบริสุทธิ์ 99.99% น้ำหนัก 1 กิโลกรัม จาก BOWINS SILVER มูลค่า 115,950 บาท (เรท ณ วันที่ 27 ม.ค. 69 เวลา 17.30 น. จาก แอปพลิเคชัน SILVER NOW) นอกจากนี้สมาชิก M CARD แลกคะแนน 800 M POINT รับคูปองแทนเงินสดรับประทานอาหารสูงสุด 800 บาท (ตามเงื่อนไข) และเมื่อรับประทานอาหารจากร้านค้าที่ร่วมรายการในกลุ่ม EM DINING รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 1,100 บาท พร้อมรับเมนูพิเศษ เมื่อทานครบตามเงื่อนไข และใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa หรือBangkok Bank จากร้านอาหารชั้นนำ

    พร้อมมอบรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่มียอดช้อปสะสมสูงสุดตลอดรายการ ขั้นต่ำ 40 ล้านบาทขึ้นไป รับรถยนต์ LEXUS NX มูลค่า 3.31 ล้านบาท (ใช้เท่าที่จําเป็นและชําระคืนได้เต็มจํานวนตามกําหนด จะได้

    ไม่เสียดอกเบี้ย 16 ต่อปี)

    เอ็ม ดิสทริค พร้อมต้อนรับปีม้าไฟ ด้วยงานเฉลิมฉลองตรุษจีนที่ครบทุกมิติ ทั้งไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้ง อาหาร และวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทเดสติเนชันระดับโลกที่ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและความสุขของผู้คนอย่างยั่งยืน มาร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่และเสริมสิริมงคลรับปีม้าธาตุไฟได้ในงาน “EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ได้ตั้งแต่วันที่  30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มสเฟียร์

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/940016/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BwDZmIEq4dYfXhGR0otL4

  • ​ทัวร์ลง ททท น่าน ดราม่าระอุเพจหลังเปิดตัวรับแก๊งรถหรู ชาวบ้านสุดทน เศรษฐีตีนผี

    ​ทัวร์ลง ททท น่าน ดราม่าระอุเพจหลังเปิดตัวรับแก๊งรถหรู ชาวบ้านสุดทน เศรษฐีตีนผี

    ​ทัวร์ลง ททท น่าน ดราม่าระอุเพจหลังเปิดตัวรับแก๊งรถหรู ชาวบ้านสุดทน เศรษฐีตีนผี

    วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

    วานนี้ (31 มกราคม 2569) กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าสะเทือนเมืองน่าน เมื่อเพจเฟซบุ๊ก “ททท.สำนักงานน่าน” โพสต์ภาพและข้อความต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยวซูเปอร์คาร์ที่มาเช็กอินบริเวณ “ถนนเลข 3” แลนด์มาร์คชื่อดัง หวังโปรโมทการท่องเที่ยวหน้าหนาว โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ยินดีต้อนรับสู่ จังหวัดน่าน กับถนนสวยๆ จ.น่าน แวะไปเซ็คอิน แซะ แชร์ เก็บภาพ ประทับใจ บนเส้นทางยอดฮิต ถนนเลข 3 ทล. 1081 ปัว – บ่อเกลือ กับความหลากหลายของเส้นทางและแหล่งท่องเที่ยว หนาวนี้ที่น่าน

    ช่วงนี้นักท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดน่านเยอะมาก โดยเฉพาะจุดไฮท์ไลน์สำคัญๆ เส้นทางยอดอฮิต ถนนเลข 3 ทล. 1081 ปัว – บ่อเกลือ ขอให้ผู้ที่สัญจรไป – มา บนเส้นทางดังกล่าว โปรดใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวจอดรถบนไหล่ทาง สองฟากถนนเพื่อบันทึกภาพถนนหมายเลข 3 ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว โปรดใช้ความระมัดระวัง อย่าลงไปบันทึกภาพบนถนน เนื่องจากมีปริมาณรถสัญจรไปมาตลอด ผู้ที่เดินทางไปเก็บภาพบริเวณดังกล่าว ขอความร่วมมือจอดชิดไหล่ถนน ไม่กีดขวางกันจราจรจอดในที่เห็นได้ชัดเจน เนื่องจากเป็นทางลาดชันและโค้งกระชั้นชิด อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

    แก๊งรถหรู

    ขอขอบคุณ ภาพสวยๆ จากน้องๆ ตากล้อง ประจำถนนเลข 3 แวะไปท่องเที่ยว เซ็คอิน ถ่ายภาพประทับใจกันได้ครับ เที่ยวน่านเหนือ จรดน่านใต้ กับแผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดน่าน พร้อมแลนด์มาร์คเด่นๆ ทุกอำเภอ มาน่านรอบหน้าไม่ต้องกลัวจะไม่มีที่เที่ยว เซฟไว้ ใช้ได้เลย https://www.facebook.com/photo/?fbid=623153869912320&set=a.522332529994455 เรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอคุณมาสัมผัส หนาวนี้ที่น่าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน โทร. 054 – 711 217 / LINE@ : tat.nan Facebook Page : ททท.สำนักงานน่าน https://www.facebook.com/tat.nan.office #เส้นทางยอดฮิต #ถนนเลข3 #ตำบลอวน #ปัว #amazingthailand #365วันเที่ยวน่าน#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานน่าน”

    แต่กลับกลายเป็นชนวนเหตุให้ชาวเมืองน่านและผู้ใช้รถใช้ถนนตบเท้าเข้าคอมเมนต์ถล่มยับ เหตุพฤติกรรมการขับขี่สุดอันตราย ไม่เคารพกฎจราจร และส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงในเวลาต่อมา

    แก๊งรถหรู

    เหตุการณ์เริ่มจากการที่เพจ ททท.น่าน โพสต์ภาพบรรยากาศกลุ่มรถหรูจำนวนมากจอดถ่ายภาพบริเวณถนนเลข 3 (ทล. 1081 ปัว-บ่อเกลือ) พร้อมคำเชิญชวนท่องเที่ยว แต่หลังจากโพสต์ได้ไม่นาน ทัวร์กลับลงจอดที่หน้าเพจอย่างรวดเร็ว เมื่อชาวบ้านในพื้นที่และนักท่องเที่ยวรายอื่นแห่กันแฉวีรกรรมของกลุ่มรถดังกล่าว โดยระบุว่ามีการขับรถด้วยความเร็วสูง แซงในที่คับขัน ปาดหน้า และสร้างมลภาวะทางเสียงจนคนในชุมชนต่างหวาดผวา

    ชาวเน็ตรายหนึ่งคอมเมนต์เล่านาทีระทึกว่า “เกือบเกิดอุบัติเหตุ ขับเร็วมาก แซงซ้ายในที่แคบ แทรกขวาตอนรถสวน ไม่เคารพกฎจราจรเลย” ขณะที่อีกคนระบุว่า “คนน่านไม่ได้อยากต้อนรับ ขับไม่เกรงใจใครเลย นี่น่านนะไม่ใช่สนามแข่งรถ”

    แก๊งรถหรู

    ที่สำคัญที่สุด มีรายงานว่าในช่วงเย็นของวันที่ 30 มกราคม 2569 หนึ่งในรถซูเปอร์คาร์กลุ่มดังกล่าวประสบอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณหน้า อบต.ป่าคา อ.ท่าวังผา โดยรถเสียหลักบินข้ามถนนชนเสาไฟฟ้าจนเกิดเพลิงไหม้ลุกท่วมทั้งคัน โชคดีที่คนขับปลอดภัย แต่เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึง “มาตรฐานความปลอดภัย” และ “จรรยาบรรณของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้”

    แก๊งรถหรู

    นอกจากนี้ ชาวบ้านยังรุมสับการทำงานของ ททท.น่าน ที่โพสต์ให้เครดิตและยกย่องกลุ่มคนกลุ่มนี้เหมือนเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยระบุว่า “น่าแปลกใจที่ ททท. ให้เครดิตกลุ่มที่สร้างความเดือดร้อน ก่อนส่งเสริมการท่องเที่ยว ควรพิจารณาแยกแยะให้ได้ก่อนว่าใครคือนักท่องเที่ยวที่ดี”

    แก๊งรถหรู

    ปัจจุบันโพสต์ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ระบายความอัดอั้นของคนน่าน ที่เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กวดขันวินัยจราจรกับกลุ่มรถหรูเหล่านี้อย่างจริงจัง และต้องการให้ ททท. ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ทำลายความสงบสุขของท้องถิ่น

    แก๊งรถหรู

    แก๊งรถหรู

    แก๊งรถหรู

    แก๊งรถหรู

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานน่าน พจเฟซบุ๊ก เพจท้องถิ่นจังหวัดน่าน, เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิเพชรเกษมน่าน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/944238&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n2zLvDNIG2XPEcLZWQnib

  • เทศบาลเมืองอุทัยฯ คว้ามาตรฐาน ‘เมืองท่องเที่ยวสะอาดระดับอาเซียน’ ยกระดับเมืองจุดหมายปลายทางสู่สากล

    เทศบาลเมืองอุทัยฯ คว้ามาตรฐาน ‘เมืองท่องเที่ยวสะอาดระดับอาเซียน’ ยกระดับเมืองจุดหมายปลายทางสู่สากล

    ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี พี่สาวของซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผลักดันให้ ‘เทศบาลเมืองอุทัยธานี’ ได้รับการรับรองมาตรฐาน “เมืองท่องเที่ยวสะอาดระดับอาเซียน” (ASEAN Clean Tourist City Standard) ในงานประชุมอาเซียน ASEAN Tourism Forum 2026 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์

    ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี พร้อมรางวัลเมืองท่องเที่ยวสะอาดระดับอาเซียน 1

    ปานัดฌา กล่าวว่า ตนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ผลักดันเทศบาลเมืองอุทัยธานี ให้เป็น 1 ใน 3 ของเมืองที่ได้รับรองมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับอาเซียน โดยผ่านกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งความสอดคล้องกับที่ทางเมืองอุทัยธานี ได้รับให้เป็น 1 ใน 100 เมืองจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก ในปี 2024-2025 (2 ปีซ้อน)

    ปานัดฌา กล่าวอีกว่า ถือเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวของเมืองอุทัยธานี ที่ได้รับมาตรฐานสากล และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิต และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สำหรับรางวัลนี้ยังถือเป็นเครื่องการันตี ความใส่ใจในการรักสิ่งแวดล้อมโดยส่งเสริมให้หน่วยงาน และชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดทั้งในแหล่งชุมชน และแหล่งธรรมชาติ แบบฉบับอุทัยธานี

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/uthai-thani-clean-tourist-city-asean/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2owGyvQLxltrQIhf7Hfi4Y

  • เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    การเดินทางระยะไกลกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ “ราคา” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ปัจจุบัน “ความสะดวกสบาย” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของนักเดินทางไทยอย่างชัดเจน ผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางล่าสุดพบว่า มากกว่า 60% ของคนไทยมองว่าความสะดวกสบายบนเครื่องบินส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์การเดินทางโดยรวม และมีน้ำหนักในการเลือกเที่ยวบินไม่ต่างจากค่าโดยสาร

    ข้อมูลดังกล่าวมาจากการวิจัยของ Air New Zealand ที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชาวไทยกว่า 4,000 คน สะท้อนภาพนักเดินทางยุคใหม่ที่เริ่มประเมิน “ต้นทุนทางกายภาพและสุขภาพ” ควบคู่ไปกับต้นทุนด้านราคา โดยเฉพาะในการเดินทางระยะไกลหลายชั่วโมง

    หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผลสำรวจสะท้อนออกมา คือความเหนื่อยล้าหลังการเดินทาง นักเดินทางไทยถึง 4 ใน 5 คนยอมรับว่า เมื่อเดินทางถึงจุดหมายแล้ว ยังต้องใช้เวลาฟื้นตัวก่อนจะเริ่มต้นทริปได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ 83% ระบุว่า รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกที่นั่งที่กว้างและสบายกว่านี้ตั้งแต่ต้น

    แม้ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะตระหนักถึงความสำคัญของความสะดวกสบาย แต่พฤติกรรมจริงกลับสวนทางกันอย่างน่าสนใจ ผลสำรวจพบว่า มีเพียง 41% เท่านั้นที่เลือกอัปเกรดที่นั่ง ขณะที่อีกราวหนึ่งในสามเคยพิจารณา แต่สุดท้ายยังตัดสินใจไม่เลือก ส่งผลให้กว่า 81% ต้องเผชิญกับอาการอ่อนล้าก่อนเริ่มต้นการท่องเที่ยว

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนช่องว่างระหว่างการรับรู้ กับ การตัดสินใจ ซึ่งอาจมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความไม่แน่ใจเรื่องความคุ้มค่า หรือการให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายล่วงหน้ามากกว่าผลกระทบหลังการเดินทาง

    เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    เจเรมี โอ ไบรอัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าและดิจิทัลของ Air New Zealand ระบุว่า ข้อมูลจากผลสำรวจสอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากผู้โดยสารทั่วโลก โดยเฉพาะในเส้นทางระยะไกล

    ความสะดวกสบายและการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง และส่งผลต่อแนวคิดการออกแบบประสบการณ์บนเครื่องบินในระยะยาว ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ผู้โดยสาร “เดินทางถึง” แต่ต้องพร้อมใช้งานร่างกายเมื่อถึงจุดหมาย

    สำหรับประเทศที่ตั้งอยู่ห่างไกลอย่างนิวซีแลนด์ การเดินทางหลายชั่วโมงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สายการบินจึงเริ่มนำข้อมูลเชิงพฤติกรรมมาใช้ในการออกแบบห้องโดยสาร เพื่อลดความเหนื่อยล้าและเพิ่มคุณภาพการพักผ่อนระหว่างเดินทาง

    ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นว่า นักเดินทางไทยเริ่มให้ความสนใจกับตัวเลือกที่นั่งระดับกลางมากขึ้น โดยเฉพาะชั้น Premium Economy ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเที่ยวบินระยะไกล

    เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    ที่นั่ง Premium Economy มีจุดเด่นด้านพื้นที่ โดยระยะห่างระหว่างที่นั่งอยู่ที่ประมาณ 41 นิ้ว มากกว่าชั้นประหยัดที่ราว 31 นิ้ว ช่วยลดความอึดอัดระหว่างเดินทาง รวมถึงบริการเสริม เช่น น้ำหนักสัมภาระที่มากขึ้น และคุณภาพอาหารที่ดีขึ้น ทำให้ผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพและความพร้อมหลังเดินทาง

    ขณะเดียวกัน ชั้น Economy เองก็เริ่มมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้โดยสาร เช่น ที่นั่ง Economy Stretch ที่เพิ่มพื้นที่วางขา หรือ Skycouch ที่สามารถปรับแถวที่นั่งให้กลายเป็นพื้นที่เอนหรือนอนได้ เหมาะกับคู่เดินทางหรือครอบครัว

    ส่วนชั้น Business Premier ยังคงเป็นตัวเลือกสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการการพักผ่อนเต็มรูปแบบ ด้วยที่นั่งปรับนอนราบ ชุดเครื่องนอน และการออกแบบห้องโดยสารที่เน้นความเป็นส่วนตัวและบรรยากาศเงียบสงบ

    ในภาพรวม ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมนักเดินทางไทย จากการมองการเดินทางเป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อไปถึงจุดหมายไปสู่การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ พลังงาน และประสบการณ์ตลอดทริป

    ความสะดวกสบายบนเครื่องบินจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยกำหนดคุณภาพของการเดินทางทั้งทริป ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากเครื่องบิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/650318&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TTsQDEfjCjafQwTOIQ3au

  • Nothing พร้อมลุย เฟส 2 ไม่มีเรือธง แต่อุปกรณ์อื่นมาเต็ม

    Nothing พร้อมลุย เฟส 2 ไม่มีเรือธง แต่อุปกรณ์อื่นมาเต็ม

    Nothing แบรนด์เทคโนโลยีสุดอินดี้จากลอนดอน ภายใต้การนำของ Carl Pei ได้ออกมาเปิดเผยโรดแมปประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ผ่านวิดีโออัปเดตล่าสุด โดยประกาศชัดเจนว่าปีนี้คือจุดเริ่มต้นของ “เฟสที่ 2” (Phase 2) ซึ่งจะเป็นปีแห่งการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งในแง่ของธุรกิจและไลน์อัปสินค้า

    frame1

    ก่อนจะไปดูอนาคต Nothing ได้โชว์ตัวเลขความสำเร็จในปีที่ผ่านมา (2568) ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดขายสะสมทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นที่เรียบร้อย พร้อมระดมทุนเพิ่มได้อีก 200 ล้านดอลลาร์ และมีฐานนักลงทุนจากคอมมูนิตี้ทั่วโลกกว่า 11,000 คน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าแบรนด์นี้ “ของจริง” และไม่ได้มาเล่นๆ

    thumbnail

    ผ่าแผน Product ปี 69

    ไฮไลต์ที่สายไอทีรอคอยคือเรื่องของสินค้าใหม่ ซึ่งปีนี้ Nothing ตัดสินใจเดินเกมสวนกระแสตลาด

    • ไม่มี Phone (4): Carl Pei ย้ำจุดยืนว่า “จะไม่เปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่พร่ำเพรื่อ” ถ้าการอัปเกรดนั้นไม่ได้สร้างความแตกต่างที่ชัดเจน ดังนั้นปีนี้ Phone (3) จะยังคงรับบทเป็น “สมาร์ตโฟนเรือธง” ของค่ายต่อไป
    • ดัน Phone (4a) ขึ้นแท่น: พระเอกของปีนี้จะตกไปอยู่ที่สมาร์ตโฟนระดับกลางอย่าง Phone (4a) ที่จะถูกยกเครื่องใหม่หมด ทั้งฟีเจอร์ ดีไซน์ และการใช้วัสดุ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ใกล้เคียงระดับเรือธง (Flagship-grade) มากที่สุด พร้อมแย้มว่าจะมีการทดลองใช้ “สีสันใหม่” ที่ฉีกแนวไปจากเดิม
    • ลุยตลาดหูฟังครอบหู (Over-ear): ปีนี้เราจะได้เห็น Nothing ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหูฟังแบบครอบหูมากขึ้น ซึ่งน่าจับตามองว่าจะมาพร้อมดีไซน์โปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์หรือไม่

    frame5_imagever

    ขยายอาณาจักร

    ในเฟสที่ 2 นี้ Nothing เตรียมยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็น Global Player เต็มตัว

    • New HQ: เตรียมเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในย่าน King’s Cross กรุงลอนดอน (ออกแบบโดย Heatherwick Studio) ในไตรมาสแรกนี้
    • New Stores: เตรียมปักหมุดเปิด Nothing Store แห่งที่ 2 ที่เมืองเบงกาลูรู อินเดีย (14 ก.พ. นี้) และมีแผนบุกมหานครแฟชั่นอย่าง นิวยอร์ก และ โตเกียว ในลำดับถัดไป
    • New Team: ดึงตัว Charlie Smith อดีตผู้บริหารจาก Loewe มานั่งเก้าอี้ Chief Brand Officer เพื่อเสริมทัพด้านแบรนด์ดิ้งให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    การประกาศงดออกเรือธงรุ่นใหม่ในปีนี้ถือเป็นความกล้าหาญที่หาได้ยากในวงการสมาร์ตโฟนยุคปัจจุบันครับ แต่ก็สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ต้องการเน้น “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” งานนี้ต้องมารอลุ้นกันว่า Phone (4a) จะทำออกมาได้ว้าวสมราคาคุยหรือไม่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1621374/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ghCaMMlZGb_moKJecqRGw

  • อารักชี: สหรัฐอเมริกามักพยายามติดต่อกับอิหร่านผ่านประเทศที่สาม

    อารักชี: สหรัฐอเมริกามักพยายามติดต่อกับอิหร่านผ่านประเทศที่สาม

    อารักชี: สหรัฐอเมริกามักพยายามติดต่อกับอิหร่านผ่านประเทศที่สาม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับ CNN ตุรกีว่า:

    🔹 ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับตุรกีมีความแข็งแกร่งและสร้างสรรค์ ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างต่อเนื่อง

    🔹 ในขณะนี้ยังไม่มีพื้นฐานที่จริงจังสำหรับการเจรจา

    🔹 สหรัฐอเมริกามักพยายามติดต่อกับอิหร่านผ่านประเทศที่สาม และอิหร่านพร้อมสำหรับการทูตที่ยุติธรรมและสมดุล แต่การเจรจาไม่อาจกระทำในลักษณะถูกบังคับได้ และหากปราศจากความเคารพซึ่งกันและกันและเงื่อนไขที่เท่าเทียม ก็ไม่อาจเกิดข้อตกลงที่เป็นธรรมได้

    🔹 หากมีการโจมตีเกิดขึ้น การตอบโต้ของเราจะรุนแรงและทรงพลังอย่างยิ่ง เรามีศักยภาพในการป้องกันตนเองและไม่ต้องพึ่งพาใคร

    🔹 ลำดับความสำคัญของอิหร่านยังคงเป็นการทูต และเราหวังว่าสติปัญญาและการเจรจาจะมีชัย

    🔹 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับกลุ่มไอซิสและกลุ่มก่อการร้ายอื่น ๆ และท่าทีของยุโรปไม่เพียงแต่ไม่ช่วยลดความตึงเครียด แต่กลับยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

  • สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี

    สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี

    วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

    “สุชัชวีร์” นำทัพไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงบ้านเกิด จ.ระยอง พร้อมรับฟังความเห็นจากวงการศึกษา มั่นใจการศึกษาเปลี่ยนชีวิตได้ ชี้ผู้นำรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญการศึกษา ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ-อาหารเช้าเด็กฟรี สะท้อนระยองไม่เหมือนเดิม ทะเล-อากาศเป็นพิษ คนป่วยมะเร็งพุ่ง โจมตีทุนต่างชาติครอบงำโรงงาน ยัน ไม่ยอมในฐานะคนระยอง 

    30 มกราคม 2569 ที่เพลินตาการ์เด้น จ.ระยอง พรรคไทยก้าวใหม่ นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้แก่ นายพรทวี พูลกลาง ผู้สมัครเขต 1 เบอร์ 8, ร.ต.ต.เรืองชัย สมบัติภูธร ผู้สมัครเขต 2 เบอร์ 5, นายสหภูมิ เอกวรพงศ์ ผู้สมัครเขต 3 เบอร์ 7 และ น.ส.สันต์นิสา รัตนโกเศศ ผู้สมัครเขต 4 เบอร์ 8 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและเครือข่ายการศึกษาในจังหวัดระยอง

    โดยช่วงเช้า ดร.เอ้ สุชัชวีร์และคณะ ได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากวงการศึกษาและชมรมการศึกษา จ.ระยอง ซึ่งประกอบด้วยครูระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา โรงเรียนเอกชน เครือข่ายการศึกษาที่อยู่ในทุกอำเภอ รวมถึงตัวแทนสหกรณ์กว่า 9,000 คน มีผู้บริหารและผู้แทนจากโรงเรียนในจังหวัดระยองเข้าร่วม อาทิ นายเสน่ห์ ขาวโต อดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคไทยก้าวใหม่

    ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า ระยองคือบ้านของตน และรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้เติบโตและรับการศึกษาที่จังหวัดแห่งนี้ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยเริ่มเรียนที่โรงเรียนตรีวิทย์ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ก่อนเรียนอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลระยอง ระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนเดียวกัน จากนั้นเข้าเรียนที่โรงเรียนระยองวิทยาคม ตั้งแต่ระดับชั้น ม.1 จนถึง ม.6

    “ผมได้รับการศึกษาที่ระยองตั้งแต่เด็ก ครูทุกท่านดูแลผมอย่างดี พื้นฐานทั้งหมดที่ผมมีในวันนี้ มาจากครูไทย ผมสอบได้อันดับ 1 ได้โควตาช้างเผือกไปเรียนวิศวกรรมที่ลาดกระบัง และได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมมั่นใจในระบบการศึกษาไทย และมั่นใจในตัวครู”

    อย่างไรก็ตาม ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ระบุว่า โลกในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันระหว่างประเทศรุนแรงมากขึ้น และยอมรับว่าการศึกษาไทยกำลังตามหลังหลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนไม่อาจยอมรับได้ พร้อมชี้ว่าปัญหาสำคัญเกิดจากผู้นำรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและครูอย่างเพียงพอ

    หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวด้วยว่า ตนเองและคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรค ชูเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายหลัก เพราะเชื่อมั่นว่า “การศึกษาคือยาแก้จน” และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตประชาชน โดยรัฐต้องลงทุนสร้างคนให้มีคุณภาพผ่านการส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง

    ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ยังเสนอแนวคิดการจัดทำ “บ้านพักครูคุณภาพ” ซึ่งเห็นว่ายังไม่มีนักการเมืองคนใดพูดถึงอย่างจริงจัง โดยระบุว่า ครูจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะครูในกรุงเทพมหานครที่ไม่มีบ้านพักให้เลย ขณะที่ในต่างจังหวัด ครูบางพื้นที่ยังต้องใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งไม่สอดคล้องกับคุณภาพชีวิตที่ควรได้รับ

    “ผมพูดจากใจ เพราะผมเห็นจริง บ้านพักครูไทยอยู่ไม่สบาย ครูคือคนที่สร้างอนาคตให้ประเทศ แต่กลับต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลำบาก”

    นอกจากนี้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ยังย้ำถึงนโยบายอาหารเช้าในโรงเรียน โดยระบุว่า เด็กไทยราว 30-40% ไม่ได้ทานอาหารเช้า ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ พร้อมย้ำว่าหน้าที่ของครูคือการสอน ไม่ควรถูกแบกรับภาระด้านเอกสาร

    หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ยังกล่าวถึงบุคลากรอื่นในโรงเรียน อาทิ นักการภารโรง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญแต่กลับถูกมองข้าม พร้อมยืนยันว่า นโยบายของพรรคจะดูแลบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ ไม่ใช่เพียงแค่ครูเท่านั้น

    ช่วงท้าย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนไม่เคยมีคำว่าเหนื่อยหรือท้อในชีวิต และจะเดินหน้าทำงานทางการเมืองต่อไปจนกว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่าจุดกำเนิดของตนมาจากคนระยอง และต้องการแรงสนับสนุนจากภาคการศึกษาอย่างแท้จริง

    “การเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช่ของประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าคนระยองให้โอกาส ผมมั่นใจว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะได้พลังไปเปลี่ยนแปลงประเทศจริง ๆ ช่วงโค้งสุดท้ายนี้สำคัญมาก ถ้าพ่อแม่พี่น้องเบื่อการเมืองเก่า ถึงเวลาเลือกคนใหม่”

    ขณะที่เวลา 15.00 น. ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ได้นำผู้สมัคร สส.พรรคไทยก้าวใหม่ ขึ้นรถแห่หาเสียงในเขตเมืองระยอง จ.ระยอง โดยระหว่างทาง ดร.เอ้ สุชัชวีร์ได้ไหว้สักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดลุ่มฯ ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยองเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย โดยหลังจากสักการะเสร็จสิ้นระหว่างเดินออกมาจากวัดเพื่อที่จะขึ้นรถหาเสียงได้มี ประชาชนเดินนำพวงมาลัยมาให้พร้อมบอกว่าสู้ ๆ และยังมี “ไรเดอร์” ตะโกนเชียร์ให้ “ดร.เอ้ สู้ ๆ พร้อมยกนิ้วโป้งให้” 

    หลังจากนั้นรถแห่ปราศรัยได้จอดบริเวณโรงเรียนระยองวิทยา ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ได้ทักทายเด็ก ๆ ที่ออกมาจากโรงเรียนนอกจากนั้นยังมีเด็ก ๆ เดินเข้ามาขอถ่ายภาพด้วย เนื่องจากดร.เอ้ สุชัชวีร์เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนระยองวิทยา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก 

    ด้านดร.เอ้ สุชัชวีร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ จ.ระยอง ว่า ดีใจมาก เพราะพี่น้อง จ.ระยอง หลายคนเดินข้ามถนนเอาพวงมาลัยมาให้และบอกว่าเป็นรุ่นพี่ของตนเองในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนระยอง ซึ่งตนเองรู้สึกดีใจที่ทุกคนจำได้ ตนมีโอกาสได้กราบคุณครูและได้พบกับคุณครูหลายคนที่เคยสอนตนมาก่อน จึงอยากขอสนับสนุนลูกคนระยองให้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมสนับสนุน สส.พรรคไทยก้าวใหม่ทุกคนให้มาช่วยกันปรับโครงสร้างการศึกษาไทย เพราะวันนี้เราสู้เขาไม่ได้ เราแพ้เวียดนาม ลาว ทั้งที่โรงเรียนและคุณครูก็ดี แต่มันอยู่ที่ความมุ่งมั่นทางการเมือง หากประเทศมีนายกฯ ที่เน้นเรื่องการสร้างคนและการศึกษา ประเทศไทยจะชนะทุกเรื่องไม่มาถึงวันนี้ พรรคไทยก้าวใหม่เน้นการสร้างคน การศึกษาคือยาแก้จน ปากท้อง เศรษฐกิจ หากไม่ทำการศึกษาประเทศไทยไม่มีทางรอดประชาชนจะเดือดร้อน ขอทุกคะแนนสนับสนุนพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 

    ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวเสริมว่า ตอนนี้ระยองไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนน้ำทะเลใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ อยู่อย่างมีความสุข แต่วันนี้น้ำทะเล อากาศ เป็นมลพิษ คนระยองเป็นมะเร็งมากที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศประเทศไทย ซึ่งวันนี้หลังจากการลงพื้นที่ตนได้เห็นโรงงานต่างชาติเต็มไปหมด และไม่ได้ใช้คน จ.ระยอง ไม่ได้ซื้อของจากระยอง ตั้งแต่โรงงานต่างชาติที่เอารัดเอาเปรียบ มาเป็นล้งทุเรียน การเกษตรก็มีล้งต่างชาติ รถที่จะเอาทุเรียนไปขายก็เป็นของต่างชาติ และยังมีการสวมสิทธิ์โควตาทุเรียนของคนไทยอีก 

    “อยากถามว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วหรือไม่ ผมไม่ยอมเพราะผมเป็นคนระยอง อยากวิงวอนให้คนระยองสนับสนุนผมและพรรคไทยก้าวใหม่ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อจะจัดการทุนต่างชาติที่มาเอารัดเอาเปรียบ ทั้งในเรื่องโรงงาน การเกษตร และสิ่งแวดล้อม“ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าว

    ทั้งนี้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า หากจำได้ตนมาต่อสู้ในเรื่องของ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ต่อสู้แบบกัดไม่ปล่อย เพราะฉะนั้นอยากให้ส่งกำลังใจให้ตนและเลือก สส.พรรคไทยก้าวใหม่ทุกเขต และสนับสนุนบัตรสีชมพูเบอร์ 49 เพื่อให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปดูแลประชาชน จ.ระยอง และประชาชนทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944189&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UdPOgALjUcpAnYgD1tZBs

  • ‘พิพัฒน์’ ชู ‘สตูลโมเดล’ พลิกโฉมใต้ มั่นใจน้ำเงินยกจังหวัด

    ‘พิพัฒน์’ ชู ‘สตูลโมเดล’ พลิกโฉมใต้ มั่นใจน้ำเงินยกจังหวัด

    ‘พิพัฒน์’ ชู ‘สตูลโมเดล พลิกโฉมเมืองใต้’ ปราศรัยมาราธอน 5 ชม. มั่นใจ ‘ภูมิใจไทย’ กวาดยกจังหวัด

    30 ม.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเวทีปราศรัยพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดสตูล ค่ำวันที่ 29 ม.ค 69) เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนเนืองแน่นรอฟังวิสัยทัศน์จนจบงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นำทีมปราศรัยมาราธอนยาวนานเกือบ 5 ชั่วโมง ท่ามกลางเสียงเชียร์และกำลังใจล้นหลามจากพี่น้องชาวสตูลที่รอฟังจนวินาทีสุดท้าย สะท้อนความเชื่อมั่นและกระแสตอบรับที่เหนียวแน่นต่อพรรคภูมิใจไทย

    บนเวที นายพิพัฒน์พร้อมด้วยขุนพลพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดสตูลอย่างรอบด้าน โดยเน้นการผสมผสานศักยภาพคนรุ่นใหม่กับประสบการณ์ของคนรุ่นเก๋าอย่าง “โกโต” พิบูลย์ รัชกิจประการ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ “โกแพร” วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (เขต 2 เบอร์ 4) ชูความสำเร็จโครงการยักษ์ใหญ่ที่รอคอยมานานอย่าง “สะพานสตูล-เปอร์ลิส” เชื่อมไทย-มาเลย์ ซึ่งผลการศึกษาเสร็จสิ้นแล้วและเตรียมเคาะบทสรุป 3 ก.พ. นี้ พร้อมดัน สนามบินสตูล และแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากด้วยระบบชลประทานครบวงจร มุ่งเป้าปั้นสตูลให้เจริญทัดเทียมภูเก็ต

    พร้อมด้วย “ปีเตอร์” พีรพัฒน์ รัชกิจประการ เขต 1 เบอร์ 3 ผู้สมัคร ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ดีกรีนอก นำเสนอวิสัยทัศน์ “สตูล…ทันโลก” ชูการนำ AI เข้าสู่ระบบการศึกษาทุกโรงเรียน ใช้โมเดลสิงคโปร์พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และปั้น “ท่าเรือตันหยงโป” ให้เป็นแลนด์มาร์คดึงนักท่องเที่ยวเข้าเมือง พร้อมโชว์ผลงานจริงจากความสำเร็จของ “ตลาดแลจันทร์”

    ส่วนไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การปราศรัยของนายพิพัฒน์ ได้เปิดเผยแผนผลักดัน “นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” ครบวงจร 5 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกสินค้าสู่ตะวันออกกลาง และโครงการ “โรงไฟฟ้าชุมชน” จากพืชพลังงาน เพื่อสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงให้คนในพื้นที่ผนึกกำลัง “คนรุ่นใหม่-คนทำงานจริง” สู่เป้าหมายยกจังหวัด พร้อมย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาคใต้ต้องได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังเสียที

    “ผมยังยืนยันว่า พรรคการเมืองที่บอกว่าเป็นพรรคของคนใต้ เป็นรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีมาหลายสมัย แต่การพัฒนากลับไม่ทันเทียมภูมิภาคอื่น ผมจึงขอโอกาสนี้ เพื่อ ‘ทวงคืน 30 ปีที่หายไป’ ให้กับพี่น้องชาวใต้” นายพิพัฒน์ กล่าว

    ด้าน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นายศุภชัย ใจสมุทร และนายชลัฐ รัชกิจประการ ร่วมเสริมทัพย้ำความมั่นใจว่า สตูลโชคดีที่มีทั้ง “โกโต” คนทำงานเก๋าประสบการณ์ และ “ปีเตอร์” และ “โกแพร” คนรุ่นใหม่วิสัยทัศน์ไกล พร้อมด้วยแรงหนุนจากว่าที่นายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่มีความโดดเด่นในด้านการบริหารและด้านความมั่นคงของชาติ งานนี้ พรรคภูมิใจไทยแสดงความพร้อมเต็มที่ในการปักธงยกจังหวัด มั่นใจนโยบาย “พูดแล้วทำ พลัส” จะตอบโจทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสตูลได้อย่างแท้จริง โดยขอเสียงสนับสนุนเลือกทั้งคนทั้งพรรค ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/939619/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z9XbiRGUGzX7Th8QP9NQq