Blog

  • ‘


    กรมพัฒนาธุรกิจฯผนึกพันธมิตรด้านปราบปรามนอมินี ตรวจธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง พบธุรกิจมีที่ตั้งเดียวกันหลายแห่ง แอบอ้างเป็นกรรมการให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ ฟันไม่เลี้ยงส่งดำเนินคดีทันที

     นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29-30 มกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งทีมปราบนอมินีเข้าร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตรวจสอบกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และเรือเช่า ซึ่งมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่ามีการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    ทั้งนี้เบื้องต้นได้ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเป้าหมายต้องสงสัยจำนวน 10 ธุรกิจ และตรวจสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่ต้องสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชาวต่างชาติในการใช้คนไทยถือหุ้นแทน โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดพื้นที่เสี่ยง มีบริษัทจำนวน 29,090 ราย ในจำนวนนี้มีข้อมูลว่าชาวต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทยถึงจำนวน 11,263 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 38.72% ซึ่งมีข้อสังเกตว่าทั้งหมดชาวต่างชาติร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโอกาสที่ชาวต่างชาติอาจใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจำนวนมาก

    การลงตรวจกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการตัดต้นตอวงจรนอมินีของธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ไม่ให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ใช้ทรัพยากรของไทยหาผลประโยชน์เข้าตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือกฎระเบียบของประเทศ

    อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบ 10 ธุรกิจ มีนิติบุคคลที่มีที่ตั้งเดียวกับสำนักงานบัญชี 3 บริษัท จาก 10 บริษัท และขณะปฏิบัติงานพบว่า ผู้ทำบัญชีของสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งแอบอ้างตัวเป็นกรรมการของนิติบุคคล พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คนอื่น (กรรมการ) เพื่อมาให้ข้อมูลต่อทีมเจ้าหน้าที่แทนกรรมการตัวจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหากรรมการและผู้ทำบัญชีรายดังกล่าวฐานความผิดให้บุคคลอื่นใช้บัตรประชาชน และใช้บัตรประชาชนคนอื่น ตาม พ.ร.บ. บัตรประชาชน พ.ศ. 2526

    นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจบริษัทสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีกลุ่มเสี่ยง (มีกรรมการของบริษัทสำนักงานฯ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในหลายบริษัทมากผิดปกติ) และนิติบุคคลนอมินีเป้าหมาย พร้อมให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ราย โดยในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่มีการใช้พนักงาน/ผู้ทำบัญชีบริษัทเข้าเป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายต่อไป

    “กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังคงมุ่งมั่นป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม สกัดกั้นผู้ไม่สุจริต และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคง โดยยกระดับการทำงานเชิงรุก พุ่งเป้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น พร้อมใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล มาช่วยทำงานปราบปรามนอมินีให้แม่นยำ ครอบคลุม และตรงเป้ามากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็จะปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้รับความสะดวกมากที่สุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39900&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mch6ncGPCzAq_XBSf057M

  • เปิดงานออกร้าน “คารวาลัยพระพันปี สดุดีพระแม่ของแผ่นดิน งามศิลป์ วิถีถิ่นไทเลย” | เดลินิวส์

    เปิดงานออกร้าน “คารวาลัยพระพันปี สดุดีพระแม่ของแผ่นดิน งามศิลป์ วิถีถิ่นไทเลย” | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่เวทีวัฒนธรรม นายไพรินทร์ ลิ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดงานออกร้าน “คารวาลัยพระพันปี สดุดีพระแม่ของแผ่นดิน งามศิลป์ วิถีถิ่นไทเลย” ภายใต้งานดอกฝ้ายบาน สืบสานวัฒนธรรมไทเลย ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1– 10 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเลย ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และประชาสัมพันธ์คุณค่าและความสำคัญของแหล่งมรดกธรณีและการท่องเที่ยวเชิงธรณีที่เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การสาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของชุมชนไทเลย ได้แก่ การสาธิตการทอผ้าฝ้าย จุดเช็คอินสวนฝ้าย ถุงฝ้าย การสาธิตขนมพื้นบ้านและอาหารพื้นถิ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชิมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรม การละเล่น และดนตรีของเยาวชนจากภาคีเครือข่าย

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมไฮไลท์ที่น่าสนใจ เช่น บูธนิทรรศการเส้นทางท่องเที่ยวมรดกธรณี “มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติและภูผา จังหวัดเลย และไดโนเสาร์” บูธถ่ายภาพ AI Photo Booth กับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเลย พร้อมระบบสแกน QR Code ดาวน์โหลดภาพได้ฟรี กิจกรรม Like & Share ลุ้นรับรางวัล บูธสาธิตกิจกรรมการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ และอาหารจากชุมชนต้นแบบพิเศษเลย กิจกรรมสาธิตจากเครือข่ายชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยวตามเกณฑ์ GSTC รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์วาดหน้ากากจิ๋วผีตาโขน หัวใจไทดำ และกิจกรรมดีไซน์ถ่านดูดกลิ่นจากชุมชนไร่ม่วง

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย สภาวัฒนธรรมจังหวัดเลย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย สำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลย (อพท.เลย) และสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 ขอนแก่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของจังหวัดเลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5559167/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z-OehJBAfCMY-ppGKoCXY

  • บีโอไอเปิดตัวเลขญี่ปุ่นลงทุนพุ่งแสนล้านเชื่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

    บีโอไอเปิดตัวเลขญี่ปุ่นลงทุนพุ่งแสนล้านเชื่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น


    ‘บีโอไอ’หารือเจโทร-หอการค้าญี่ปุ่น ยืนยันเดินหน้าขยายการลงทุนในไทยต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนจากยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย นายซาโต้ ฮิโรยาสุ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น และคณะ ได้เข้าพบหารือกับบีโอไอ พร้อมนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 520 บริษัท ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 พบว่าบริษัทญี่ปุ่นมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของ   ปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับ 6 ไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากการฟื้นตัวของการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะจากธุรกิจใหม่ในหลายอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นมองว่าจะขยายตัวดีขึ้น เช่น  ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ อาหาร ธุรกิจการค้า และธุรกิจการเงิน

    นอกจากนี้ ร้อยละ 23 ของบริษัทญี่ปุ่นที่ตอบแบบสำรวจมีแผนจะลงทุนเพิ่มในไทยภายในปีนี้ ขณะที่ร้อยละ 35 คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น และร้อยละ 26 ของบริษัทญี่ปุ่นมีแผนจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย

    สำหรับผลกระทบจากปัจจัยระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ (Reciprocal Tariffs) พบว่าร้อยละ 44 ของบริษัทญี่ปุ่นในไทยระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ร้อยละ 26 ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 54 ยังจะคงกลยุทธ์เดิมในการรองรับมาตรการภาษีดังกล่าว รองลงมาคือการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า การขยายตลาดในประเทศและตลาดอื่นๆ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ สะท้อนท่าทีของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ไม่ตื่นตระหนกมากนัก แต่ยัง   เฝ้าระวังท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก

    ด้านผลกระทบจากการปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 67 ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ มีบางส่วนร้อยละ 25 ได้รับผลกระทบด้านโลจิสติกส์และการผลิต เนื่องจากเดิมมีการส่งสินค้าทางบกระหว่างสองประเทศ โดยแนวทางรับมือหลักคือ ปรับไปใช้การขนส่งทางเรือหรือขนส่งทางบกผ่านประเทศลาวและเวียดนามแทน 

    นอกจากนี้ ผลสำรวจระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นได้มีข้อเสนอในเรื่องที่ประเทศไทยควรดำเนินการเร่งด่วนเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุน เช่น การใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การพัฒนาประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบและคืนภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง สะท้อนความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ผลการสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น สอดคล้องกับภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2568 ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีจำนวน 311 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 มูลค่าเงินลงทุนกว่า 119,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 146 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นในอาเซียน และ    ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อบรรยากาศการลงทุนของประเทศในระยะยาว

    กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนจากญี่ปุ่น โดยในปี 2568 มีมูลค่าเงินลงทุน 28,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 สะท้อนการต่อยอดจากฐานรถยนต์ ICE เดิมที่เข้มแข็ง เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริด (HEV) ซึ่งมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้ผลิตญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ควบคู่กับการขยายการลงทุนในซัพพลายเชนของรถยนต์ อาทิ บจ.ซูมิโตโม รับเบอร์ ลงทุนผลิตยาง   ล้อรถยนต์แบบเรเดียล, บจ.ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิต Hybrid Transmission และ บจ.ฮิตาชิ แอสเตโม ลงทุนผลิต PCU Inverter ซึ่งทำหน้าที่แปลงพลังงานจากแบตเตอรี่ไปยังมอเตอร์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า สะท้อนบทบาทของนักลงทุนญี่ปุ่นในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สมัยใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้ซัพพลายเชนยานยนต์ของไทยในระยะยาว

    ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยปี 2568 มีมูลค่าเงินลงทุน 24,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 121 สะท้อนการขยายฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูง อาทิ บจ.พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัตถุดิบสำคัญสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), บจ.แมกเนคอมพ์ พรีซิชั่น เทคโนโลยี ลงทุนผลิตชิ้นส่วน Suspension สำหรับ Hard Disk Drive และ บจ.โซนี่ เทคโนโลยี ลงทุนผลิตเลนส์กล้อง Image Sensor อุปกรณ์ภาพและเสียง

    กลุ่มดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 42 ล้านบาทในปี 2567 เป็นกว่า 7,600 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนการเข้ามาของโครงการขนาดใหญ่ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI อาทิ บจ.เทเลเฮ้าส์ ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลและระบบคลาวด์ ซึ่งจะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการขนาดใหญ่จากญี่ปุ่นที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 อีกหลายกิจการ ที่น่าสนใจเช่น โครงการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน โครงการผลิตเหล็กคุณภาพสูง โครงการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม โครงการผลิตพลังงานหมุนเวียน โครงการร่วมทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น อีกทั้งยังมีโครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นลงทุนผ่านบริษัทลูกในสิงคโปร์ด้วย

    “ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และยึดไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในระยะยาว ปัจจุบันมีกว่า 6,000 บริษัททำธุรกิจอยู่ในไทย  ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัว โดยการลงทุนญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างชัดเจน เช่น รถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิ้นส่วนอากาศยาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน โดยบีโอไอจะเสริมสร้างความร่วมมือกับนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อต่อยอดการลงทุนคุณภาพ ยกระดับซัพพลายเชนในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”  นายนฤตม์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39902&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-1C4dq17fCD9D1qigyRVz

  • “อภิสิทธิ์” ลั่นกลองรบเมืองคอน ประกาศไล่ทุนเทา-ซื้อเสียง ปลุก ปชป.คืนชีพ ชูเศรษฐกิจสีสุจริต

    “อภิสิทธิ์” ลั่นกลองรบเมืองคอน ประกาศไล่ทุนเทา-ซื้อเสียง ปลุก ปชป.คืนชีพ ชูเศรษฐกิจสีสุจริต

    “อดีตนายกฯอภิสิทธิ์” บุกนครศรีธรรมราช ปลุกขวัญคนใต้เลือกเบอร์ 27 มั่นใจพรรคไม่สูญพันธุ์ ย้ำเป็น “สมบัติของพ่อเฒ่า” พร้อมประกาศสงครามกับการโกง ลั่นภายใน 100 วันปราบทุนเทา-สแกมเมอร์ราบคาบ หากได้เป็นแกนนำรัฐบาลดัน GDP พุ่ง 5% ใน 4 ปี

    วันที่ 1 ม.ค. 2569 เวลา 20.25 น. พรรคประชาธิปัตย์ จัดปราศรัยใหญ่ ณ ลานจอดรถหน้าห้างโรบินสันโอเชี่ยน นาย​อภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ​ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคน​ดิ​เดต​นายก​รัฐมนตรี​ ปราศรัยว่า พี่น้องชาวนครศรีธรรมราชสัปดาห์นี้เข้าสู่อาทิตย์สุดท้ายแล้วก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ขอบคุณพี่น้องจริงๆ มากันล้นหลาม และตลอดทั้งวันตั้งแต่ทุ่งสง ทุ่งใหญ่ ชะอวด บางขัน หัวไทร ปากพนัง ทุกคนต้อนรับพรรคประชาธิปัตย์อย่างดีเยี่ยมอย่างอบอุ่น ตนกลับมาครั้งนี้หลังจากที่ไม่ได้มีโอกาสทำงานอยู่ประมาณ 2 ปี เพิ่งกลับมาได้ประมาณ 4 เดือน กลับมาเพราะมีการเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในขณะนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง หลายคนไม่แน่ใจในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์
    ตนอยู่กรุงเทพฯ เดินไปไหนมาไหนแม้ไม่อยู่ในการเมืองแล้ว ทุกคนจะพูดกับตนทำนองว่าเสียดายพรรค วันนี้พี่น้องที่นี่เป็นสักขีพยานเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดว่าใครที่บอกว่าอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีแล้ว ระวังเถอะคนเหล่านั้นต่างหากจะไม่มีอนาคต ประชาธิปัตย์กลับมาแล้ว พี่น้องนครศรีธรรมราชกลับมาแล้วใช่ไหม

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นครศรีฯ สีอะไร ชัดเจนนี่ขนาดกลางคืนมองขึ้นไปตนยังว่าฟ้าเลย ตนกลับมาผมทำคนเดียวไม่ได้ จึงต้องพยายามรวบรวมสรรพกำลังของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็นที่หวังที่พึ่งของพี่น้องประชาชนมาตลอดระยะเวลายาวนานเกือบจะ 80 ปีก็ว่าได้ วันนี้ยืนยัน พี่น้อง เรามีคนทุกรุ่นทุกกลุ่มที่เข้ามาเป็นกำลังสำคัญของเรา ยืนหยัดทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อไป วันนี้ตัดสินใจแน่วแน่ว่าอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ และตนบอกว่าใครมาอยู่กับประชาธิปัตย์ต้องอยู่ยาว ช่วยพรรคตลอดไป

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ไม่ได้ตั้งใจเอานายจุรีเข้ามาเลย ตนอยากได้นกคุ้มแต่เปิดกฎหมายแล้วไม่รู้จะเอาเข้ามายังไง เลยให้นายจุรีมาเป็นหุ่นเชิดนกคุ้มก่อน จริงๆ ขอพูดเรื่องจุรีนิดหนึ่งแม้ไม่ได้ลง ส.ส. ที่นี่ แต่นายจุรีนี่ถูกฝ่ายตรงข้ามบอกว่าเป็นดาวติกตอกจะเป็น ส.ส. ได้มั้ย ใครตั้งใจดูติกต๊อกของจูรีจะรู้ว่าจุรีเป็นผู้แทนของประชาชนมานานแล้ว พูดแทนประชาชนในภาษาในวิธีการที่ประชาชนเข้าใจง่ายๆ

    “ผมบอกกับพี่น้องตรงๆ เป็นไปได้อย่างไรที่พรรคการเมืองที่เขาสบประมาทว่าจะไม่เหลืออะไรแล้วจะสูญพันธุ์ สามารถดึงคนทุกรุ่นทุกกลุ่มมายืนอยู่กับประชาธิปัตย์ในวันนี้ เป็นไปได้เพราะประชาธิปัตย์คือสมบัติของพ่อเฒ่าแล้ว เหมือนวันที่ผมเข้ามาวันแรกตอนนั้นอายุ 27 น่าจะไม่กี่ปีมานี้นะ ก็ไม่มีใครรู้จัก แต่คะแนนที่ผมได้จำนวนมากมาจากสิ่งที่นายควงทำไว้ หม่อมเสนีย์ทำไว้ คุณพิชัย รัตกุลทำไว้ นายชวน หลีกภัยทำไว้ นี่คือสมบัติของพี่น้อง”

    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันนี้ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศคือ เรื่องการโกงกินทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าเราปล่อยให้การเมืองมีแต่เรื่องเหล่านี้ ให้บ้านเมืองเป็นเรื่องของคนที่ฉ้อฉล เศรษฐกิจก็จะแย่แบบที่เป็นอยู่ ความยุติธรรมก็ไม่มี ชีวิตของพี่น้องก็มีแต่จะถดถอย ตนออกไปจากการเมืองเชื่อไหม เจอคนเขาบอกว่าคุณอย่ากลับไปเลย การเมืองมันเปลี่ยนไปแล้ว เขาบอกแม้แต่ในภาคใต้เมื่อก่อนเขาบอกภาคใต้ไม่มีการซื้อเสียง แต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเขาบอกซื้อเสียงหนักที่สุดที่ภาคใต้ การเมืองเปลี่ยนไปแล้ว คุณอย่ากลับมาเลย

    “ผมบอกว่าผมต่อสู้มาทั้งชีวิตเหมือนที่นายชวนต่อสู้มาทั้งชีวิต ผมไม่ยอมที่จะเห็นบ้านเมืองเห็นภาคใต้เป็นแบบนี้ วันนี้ผมกลับมาเพื่อ ไล่คนโกงคนซื้อเสียงออกจากภาคใต้ ก่อนเป็นอันดับแรก แต่ผมทำไม่ได้ถ้าพี่น้องไม่ช่วยผม พี่น้องช่วยไล่คนเหล่านี้ออกไปได้ไหม แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและทุนเทา อย่าไปคิดว่าเรื่องทุจริตการโกงกินเป็นเรื่องจับต้องไม่ได้ เศรษฐกิจไทยที่มันไม่ดี มันไม่มีใครเข้ามาลงทุน นักธุรกิจระดับโลกให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศบอกไม่อยากมาลงทุนเมืองไทยเพราะไม่อยากจ่ายเงินใต้โต๊ะ เพราะไม่รู้ว่าเข้ามาแล้วทำธุรกิจแล้วแข่งขันกันเป็นธรรมกันหรือไม่ ทุกอย่างมันถึงได้ถดถอย กระบวนการยุติธรรมพึ่งพาไม่ได้ในสายตาของคนจำนวนมาก และเราก็เห็นความเดือดร้อนที่มันเกิดขึ้น คนทำมาค้าขายแค่เจอสินค้าทะลักเข้ามาไม่มีมาตรฐาน ของเถื่อนของถูกเกินจริงเข้ามาก็แทบจะอยู่ไม่ได้แล้ว”

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุนที่พูดกันทุกวันนี้เรื่องสแกมเมอร์ที่มาหลอกลวงเงินของพวกเราไปมหาศาลทุกปีเป็นแสนล้าน ถามว่าเราไม่มีกฎหมายเหรอ เรามีกฎหมายฟอกเงิน กฎหมายหลักทรัพย์ พวกตนเอาข้อมูลไปยื่นให้หมดแล้ว แต่มันเดินหน้าไม่ถึงไหนเพราะบ้านเมืองการเมืองไม่สุจริต เราต้องกลับมา ตนยืนยันว่า 90 วัน 100 วัน ปราบปรามทุนเทา เดินหน้าแน่นอน ใครขัดขวางเรื่องนี้ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเตรียมย้ายออกจากตำแหน่งของท่านได้เลย ดังนั้นให้ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล ภายใน 4 ปี เศรษฐกิจที่โต 2% 3% 1% มาหลายปีจะกลับไปโต 5% กล้าพูดอย่างนี้ เราจะเสริมเพื่อให้การส่งออกทำได้มากขึ้น เรื่องการเชื่อมโยงทางรถไฟ การเชื่อมโยงด้วยถนนหนทาง การมีนิคมแปรรูปอาหาร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราจะทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/126610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LkaKKKXmP4rPotjlEDgpZ

  • ‘มาร์ค’ ปลื้มหาดใหญ่แห่ต้อนรับ คุยภาคเอกชนฟื้นเศรษฐกิจ

    ‘มาร์ค’ ปลื้มหาดใหญ่แห่ต้อนรับ คุยภาคเอกชนฟื้นเศรษฐกิจ

    กิมหยงแตก! ‘อภิสิทธิ์’ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ช่วย ‘จูรี’ ปลื้มชาวบ้านแห่ต้อนรับ FC นำรูปสมัยเลือกตั้งปี 44 มาขอลายเซ็น พร้อมจิบชายามเช้า คุยภาคธุรกิจ ฟื้นฟูหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม

    2 ก.พ. 2569 – ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค พร้อมกับ นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 จิบชายามเช้า ที่ร้านฮัจยีสัน ร้านชาชื่อดังของหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ดื่มชา รับประทานข้าวเหนียวไก่ทอด และ โรตี พร้อมพูดคุยกับภาคธุรกิจในพื้นที่ รับฟังเสียงสะท้อน หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อปลายปีที่ 2568 โดยภาคธุรกิจต้องการให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยมากขึ้น

    ขณะเดียวกันมีพี่น้องชาวหาดใหญ่นำลูกหลานมาร่วมถ่ายรูป และโปสเตอร์ภาพนายอภิสิทธิ์สวมสูท ซึ่งใช้ในการหาเสียง เมื่อปี 2544 ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุข้อความว่า “โปรดเลือกพรรคประชาธิปัตย์ กาเบอร์ 16 ทั้ง 2 ใบ” มาให้นายอภิสิทธิ์ เซ็นด้วย จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่มารับบริการ

    ก่อนจะเดินทางไปเดินตลาดกิมหยง ซึ่งทันทีที่ถึงตลาดประชาชนแห่รุมล้อมขอถ่ายเซลฟี มอบดอกกุหลาบ คล้องพวงมาลัยดาวเรือง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักชาวตลาดกิมหยงร้องเพลง “ปักษ์ใต้บ้านเรา”ต้อนรับคณะของนายอภิสิทธิ์ สร้างสีสันการหาเสียง เป็นอย่างดี และยังมีประชาชนนำรูปเมื่อสมัย 20 ปีก่อนของนายอภิสิทธิ์ มาขอลายเซ็น พร้อมบอกว่าชอบนายอภิสิทธิ์ตั้งแต่สมัยตนเองอยู่ ม.ต้น ขณะเดียวกันบรรดาแม่ค้า ส่งเสียงกรี๊ด บอกเอารักมาฝาก พร้อมกับตะโกนเรียกเป็นภาษาใต้ว่า “พี่มาร์ค ไม่พัก ต้องขายของแล้ว คนหล่อมาพันนี้” (แปลว่าไม่ทำอะไรแล้ววันนี้ คนหล่อมาๆ) และบอกว่า นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังยืนงง บรรยากาศบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างกรูกันเข้ามาขอถ่ายรูป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/940844/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VnT6liuXROY_klxk16hV2

  • ผมรับไม่ได้ มนตรี ศรไพศาล ซัดแหลกธนาธร วิจารณ์คำสอนเศรษฐกิจพอเพียง

    ผมรับไม่ได้ มนตรี ศรไพศาล ซัดแหลกธนาธร วิจารณ์คำสอนเศรษฐกิจพอเพียง

    ผมรับไม่ได้ มนตรี ศรไพศาล ซัดแหลกธนาธร วิจารณ์คำสอนเศรษฐกิจพอเพียง

    วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.18 น.

    2 กุมภาพันธ์ 2569 นายมนตรี ศรไพศาล อดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำและนักกลยุทธ์การลงทุนชื่อดัง ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงความไม่เหมาะสม กรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรื่องกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ระบุว่า

    วันก่อนผมอยากศึกษารากฐานความคิดของพรรคการเมืองรุ่นใหม่ แล้วผมพบคลิปสาธารณะคลิปหนึ่ง เรื่อง “ธนาธรวิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง” https://youtu.be/JQstRILZfm0?si=4tuOtB1Evhf0Juzc ผมจึงเข้าใจว่า เป็นพรรคที่สร้างรากฐานความคิดแบบ “สร้างความแตกแยก” และ ผมไม่สบายใจมาก

    ผมยอมรับไม่ได้ ! กับการ “ใส่ร้าย ด้วยความเท็จ” ต่อหลักคำสอน “เศรษฐกิจพอเพียง” ผมผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และ เห็นว่า นี่เป็น 1 ใน 3 คำสอนที่ผมรัก และ ถือว่าเป็น “พระสุรเสียงส่องทาง” คนไทยทุกคนอย่างดี คือ

    1. หลักเศรษฐกิจพอเพียง “ให้ พอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น”
    2. บทเรียน “พระมหาชนก” สอนให้มีความเพียร พัฒนาตนเองไม่หยุด แล้วจะประสบความสำเร็จ
    3. “รู้รักสามัคคี” ในความขัดแย้งช่วง พฤษภาทมิฬ พระองค์ทรงเตือนสติให้หันหน้าเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน ไม่เช่นนั้นจะมีแต่ฝ่ายแพ้คือประเทศชาติและประชาชน

    เป็นคำสอนอันเป็นดัง “แสงส่องทาง” คนไทยประกอบกัน

    ผมยอมรับไม่ได้ ! กับการที่มีคำพูดบิดเบือน สร้างความแตกแยกชิงชังว่า “เป็นไพร่ก็เป็นไพร่ไป” ซึ่งเป็นเท็จอย่างมาก ผมเกิดในแผ่นดินยุคในหลวง ร.9 ในครอบครัวที่พ่อแม่ยากจน เช่าบ้านเขาอยู่ ค้าขายอย่างขยันขันแข็ง เลี้ยงลูกมา อย่างเข้มแข็ง สนับสนุนให้มีการศึกษากันทุกคน ผมสอบเข้าวิศวะ จุฬาฯ ได้ที่ 1 ประเทศไทย ไม่มีเส้นสาย ไม่ต้องพึ่งอภิสิทธิ์ชนใดๆ และเข้า MBA ธรรมศาสตร์ ได้ที่ 1 เช่นกัน ผมใช้ชีวิตพอเพียง หมั่นเพียรตลอดชีวิต และ รู้รักสามัคคีเสมอ ทำให้ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ

    สังคมนี้ดี เป็นประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงอยู่เหนือการเมือง ประชาชนได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ผมได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. ปี 2527 ก็โปร่งใส ไม่มีความเครียด โกรธเกลียด แตกแยก

    ผมเริ่มสนใจการเมืองมาก สมัยร่วมต่อต้านรัฐประหารสมัย พฤษภาทมิฬ ผมอยู่ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยซึ่งตั้งขึ้นในสมัยนั้น ผมรักประชาธิปไตย และต้องการอย่างที่จะปกป้องประชาธิปไตยให้สุจริต ไม่ถูกใช้เป็น ธุรกิจการเมือง ของนายทุน เพื่อหาประโยชน์อันมิชอบ และ สู้โกง ในฐานะประชาชนคนรักประชาธิปไตยมาทุกยุคทุกสมัย

    ผมได้รับพระคุณแผ่นดินจนทุกวันนี้ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า คำสอน “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” จะถูกบิดเบือน สร้างอารมณ์ โกรธเกลียดชิงชัง ทำให้เกิดความแตกแยกได้ขนาดนี้ จึงขอสรุปว่า

    ผมยอมรับไม่ได้ ! กับ การสร้างรากฐานการเมือง ด้วยการใส่ร้าย “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” ด้วยความเท็จ เช่นนี้ครับ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    'ผู้ใหญ่บ้าน'ชวนลูกสาวโค่นยางทิ้งหันทำ'สวนผสมเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อ'พลิกฟื้นชีวิตใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/944453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qxk_xVtqoAgGgCI6oQPEN

  • ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (4)

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (4)

    ครั้งที่แล้ว ผมยกตัวอย่างประเทศมหาอำนาจด้านการเกษตร คือประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้เห็นว่า การปฏิรูปภาคการเกษตรนั้นจะสามารถสร้างโอกาสให้เกษตรกร มีความกินดีอยู่ดีได้

    โดยไม่ต้องไปพึ่งพาให้รัฐบาลนำเอาภาษีประชาชนมา ประกันราคา ประกันรายได้ หรือประกันกำไร 

    แต่เนเธอร์แลนด์นั้น สามารถอาศัยพื้นฐานทางด้านการเกษตร บวกกับเทคโนโลยี การลงทุนและการบริหารจัดการที่ดีเพื่อให้สามารถมีผลผลิตด้านการเกษตร ทำให้ส่งออกได้ มีมูลค่าสูงถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ เป็นที่ 2 รองมาจากสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์มีเกษตรกรอยู่เพียง 197,000 คนแต่เกษตรกรมีรายได้ต่อหัวประมาณ 67,000 ดอลลาร์ (2.1 ล้านบาท) ต่อปี

    แนวทางในการปฏิรูปภาคเกษตรนั้น ในความเห็นของผมจะต้องมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ

    1.การเพิ่มผลผลิตต่อเกษตรกร (labor productivity in agriculture) เป็นเป้าหมายหลัก ทั้งนี้เพราะจำนวนประชากรไทยที่อยู่ในวัยทำงาน จะมีแต่ลดน้อยลง และการทำให้เกษตรกรหนึ่งคนมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ย่อมจะทำให้เขามีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการ “แก้จน” ที่ยั่งยืน ไม่ใช่การขายฝัน

    2.ลดการผลิตและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) ที่มีราคาต่ำ (เช่น ข้าวคุณภาพต่ำ) มาผลิตสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรราคาสูง (เช่นเนื้อสัตว์) คือ ผลิตและขายโปรตีนมากกว่าขายคาร์โบไฮเดรต รวมทั้งการผลิต ดอกไม้ ผัก-ผลไม้ ราคาแพง (เช่น กล้วยไม้ กล้วย ทุเรียน)

    3.อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นยุทธศาสตร์ในการรักษาความสมดุลกับประเทศมหาอำนาจ (จีนและสหรัฐอเมริกา) ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่รอด มีเสถียรภาพ และสามารถขยายตัวได้ 3-5% ต่อปี

    ๐ ทำไมต้องเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรไม่ใช้ดาต้าเซนเตอร์

    แม้จะพูดกันบ่อยครั้งว่า ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เเต่นโยบายก็ยังมีแนวคิดแบบเดิมๆ คือ การดึงเอาต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทย (ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ) มา 40 ปีแล้ว

    โดยล่าสุดคือ การตั้งดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทย ที่กำลังถูกต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะใช้ไฟมาก ทำให้ราคาไฟของประชาชนในพื้นที่ แพงขึ้น และจ้างงานก็ไม่มาก

    แต่ภาคเกษตรนั้น สำหรับประเทศไทย ผมมองว่า มีอนาคตที่น่าจะดีกว่า เห็นได้จากข้อมูลการส่งออก สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรและสัตว์น้ำ ดังปรากฏในตาราง จะเห็นได้ว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรนั้น ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่แพ้มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (แม้ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม จะมากกว่าสินค้าเกษตรประมาณ 4 เท่าตัว) แต่มูลค่าการส่งออกสัตว์น้ำนั้นมีแนวโน้มลดลง

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (4) แต่ในรายละเอียดจะเห็นว่า สินค้าเกษตรและสัตว์น้ำนั้น ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นดีกว่าสินค้าอุตสาหกรรมอย่างมาก ดังนั้น การที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นได้น้อย หรือลดลง ก็น่าจะเป็นเป็นผลมาจาก ปัจจัยด้านอุปทาน กล่าวคือในช่วงปี 2014-2024 ที่ผ่านมา

    – การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ปริมาณเพิ่มขึ้น 17.8% ราคาปรับตัวสูงขึ้น 10.6%

    – การส่งออกสินค้าเกษตร ปริมาณลดลง 5.6% ราคาปรับตัวสูงขึ้น 37.9%

    – การส่งออกสัตว์น้ำ ปริมาณลดลง 38.5% ราคาเพิ่มขึ้น 18.7%

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยก็น่าจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านอุปทาน (supply) คือ เพิ่มการผลิตของภาคเกษตรมากกว่าการพยายามส่งเสริมการผลิตภาคอุตสาหกรรมหนัก

    ทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม (เช่น เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์) และอุตสาหกรรมอนาคต (เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) เพราะอุตสาหกรรมดังกล่าว เป็นเทคโนโลยีของต่างประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงจะเป็นแต่เพียงฐานการผลิต ทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทยได้ไม่มาก

    นอกจากนั้นก็ยังจะมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน และต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยที่ประเทศขนาดกลางและเล็กกำลังตั้งกำแพงภาษีสกัดสินค้าจากจีนอีกด้วย

    ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะไม่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเลย ตรงกันข้าม ประเทศไทยมีศักยภาพในบางส่วนของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น

    อุปกรณ์บันทึกข้อมูลประเภท ฮาร์ดดิสก์ฮาร์ดไดรฟ์ (hard disk drive)

    – ขั้นตอนสุดท้ายของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ที่เรียกว่า OSAT คือ การประกอบ (Assembly) และการทดสอบ (Testing) แบบเอาท์ซอร์ส เพื่อให้พร้อมใช้งาน

    การผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB — Printed Circuit Board) ซึ่งเป็นฐานรองรับและเชื่อมต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้าด้วยกัน

    แล้วทำไมการหันไปเร่งการผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร จะดีกว่าสำหรับประเทศไทย? ผมจะขอขยายความในตอนต่อไปครับ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1219094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u2nPlsSvvQiG9Lf1zWGlN

  • โตโยต้าฟันธงตลาดรถปีนี้ยังทรงๆ ชี้ตัวแปรสถานการณ์เศรษฐกิจ-ทิศทางการเมืองในประเทศ

    โตโยต้าฟันธงตลาดรถปีนี้ยังทรงๆ ชี้ตัวแปรสถานการณ์เศรษฐกิจ-ทิศทางการเมืองในประเทศ

    นายสุรภูมิ อุดมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ในประเทศไทย เปิดเผยถึงยอดขายรถยนต์รวมทุกยี่ห้อประจำปี 2568 ระบุว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2568 ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายจากสภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจในประเทศและทิศทางของตลาดในปีที่ผ่านมา สะท้อนมายังตลาดรถยนต์ในประเทศที่ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตัวเลขยอดขายรวมทุกยี่ห้อในปี 2568 อยู่ที่ 621,166 คัน หรือเพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับปี 2567

    ตลาดรถยนต์ในปี 2568 มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากแรงสนับสนุนของมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการฟื้นตัวยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

    ในส่วนตลาดรถยนต์นั่งที่เติบโตขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตอบรับมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐโดยเฉพาะช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถกระบะ ยังคงเผชิญความท้าทายเนื่องจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับความเข้มงวดของเงื่อนไขสินเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อการตัดสินใจซื้อและการฟื้นตัวของตลาดในกลุ่มดังกล่าว

    สำหรับยอดขายของโตโยต้าในปี 2568 มียอดขายโดยรวมอยู่ที่ 230,038 คัน หรือเพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยังคงความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 หรือเท่ากับ 37.0% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ครองความเป็นอันดับ 1 ได้ทั้ง 7 ตลาดหลัก โดยเฉพาะตลาดรถยนต์นั่ง โตโยต้าครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ 34.4% จากความนิยมของรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ (ECO Car) ที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 48.7% และในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) ของโตโยต้าที่ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจในคุณภาพ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงถึง 47.4% จากตลาดรถเครื่องยนต์ไฮบริดทั้งหมด

    ในขณะที่สัดส่วนยอดขายของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ยังคงครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 38.7% จากความนิยมของรถกระบะไฮลักซ์ที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมทุกรูปแบบ ตลอดจนความสำเร็จของ Toyota Hilux TRAVO ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของไฮลักซ์ในตลาดรถกระบะสูงที่สุด 48.7% และจะมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของไทยในปีนี้

    สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569 คาดว่าจะยังคงอยู่ในสภาวะทรงตัว โดยยังคงต้องเฝ้าดูสถานการณ์เศรษฐกิจและทิศทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลต่อปริมาณการขายและการส่งออกรถยนต์ ตลอดจนการที่ทางสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และทิศทางของนโยบายอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากความกังวลต่อความสามารถในการชำระหนี้จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง อย่างไรก็ดี เชื่อว่ายังพอมีแรงหนุนด้านอุปสงค์จากกิจกรรมในภาคธุรกิจและการลงทุน นโยบายของภาครัฐที่จะสนับสนุนการใช้จ่ายให้เร่งตัวขึ้น การขยายตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายในประเทศและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ตลอดจนการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับกลยุทธ์การส่งเสริมการขายจากผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่างๆ

    ทำให้คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 630,000 คัน เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พร้อมตั้งเป้ายอดขายรถโตโยต้าในปี 2569 อยู่ที่ 243,000 คัน เพิ่มขึ้น 6% มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 38.6%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2911259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cqFbEfKASqKH1A-8KYWPb

  • โบว์แมนส่งสัญญาณเฟดผ่อนคลายนโยบายต่อ รอข้อมูลก่อนขยับดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    โบว์แมนส่งสัญญาณเฟดผ่อนคลายนโยบายต่อ รอข้อมูลก่อนขยับดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    มิเชล โบว์แมน รองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ฝ่ายกำกับดูแล เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (30 ม.ค.) ว่า เธอยังคงเห็นว่าเฟดควรเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า โดยคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยรวม 3 ครั้งในปีนี้ ครั้งละ 0.25% อย่างไรก็ตาม การที่เธอลงมติให้คงนโยบายการเงินไว้ในการประชุมครั้งล่าสุดนั้น เป็นไปเพื่อรอข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจดำเนินการครั้งถัดไป

    โบว์แมนระบุว่า การตัดสินใจหลังการประชุมนโยบาย 2 วันของเฟด ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันพุธ (28 ม.ค.) เป็นเพียงประเด็นเรื่องจังหวะเวลาในการดำเนินนโยบายเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทิศทาง โดยก่อนหน้านี้เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 0.75% ในการประชุม 3 ครั้งสุดท้ายของปี 2568

    เธอกล่าวในการบรรยายที่รัฐฮาวายว่า ประเด็นหลักของการประชุมครั้งล่าสุดอยู่ที่การเลือกแนวทางการดำเนินนโยบายระหว่างการผ่อนคลายนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยไปถึงระดับเป็นกลางตามที่เธอประเมินไว้ภายในการประชุมเดือนเม.ย. หรือการค่อย ๆ ปรับนโยบายเข้าสู่ระดับเป็นกลางตลอดทั้งปีนี้

    สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจ โบว์แมนระบุว่ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลงสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่ตลาดแรงงานยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ ซึ่งเป็นเหตุผลที่สนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

    อย่างไรก็ดี เธอยอมรับว่าตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณทรงตัวขึ้นบ้าง อีกทั้งยังมีช่องว่างของข้อมูลเศรษฐกิจจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ทำให้เธอเห็นว่าควรรอข้อมูลเพิ่มเติมจนถึงการประชุมครั้งถัดไป ก่อนพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากกรอบปัจจุบันที่ 3.50%–3.75%

    ทั้งนี้ เฟดมีกำหนดจัดการประชุมนโยบายครั้งต่อไปในวันที่ 17–18 มี.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W5oUcRXPOwpGyLCfi_X5e

  • อภิสิทธิ์ลุยทุ่งสง ขอเลือกประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ มั่นใจยางพาราแตะ 80 บาท

    อภิสิทธิ์ลุยทุ่งสง ขอเลือกประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ มั่นใจยางพาราแตะ 80 บาท

    เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 ที่ตลาดสดเทศบาลทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมแกนนำพรรค ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.เขต 5 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ประชาชนแห่ถ่ายภาพ มอบดอกไม้ และขอลายเซ็นอย่างต่อเนื่อง

    นายอภิสิทธิ์กล่าวย้ำความผูกพันของคนใต้กับพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมขอให้เลือกพรรคทั้งสองใบ ไม่แบ่งคะแนนให้พรรคอื่น โดยระบุว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะเดินหน้าแก้ปัญหาทุนเทาอย่างจริงจัง และทำให้การเมืองสุจริตมากขึ้น

    อภิสิทธิ์ลุยทุ่งสง ขอเลือกประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ มั่นใจยางพาราแตะ 80 บาท

    ในประเด็นเศรษฐกิจและปากท้อง นายอภิสิทธิ์ย้ำความมั่นใจว่าราคายางพาราจะปรับตัวดีขึ้น หากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ราคายางมีโอกาสแตะระดับกว่า 80 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมชี้ว่าในอดีตช่วงที่พรรคบริหารประเทศ เกษตรกรได้รับการดูแลทั้งยางพาราและปาล์มน้ำมัน

    นอกจากนี้ ยังเสนอชุดนโยบายดูแลประชาชน อาทิ “หวยจังหวัด” สลากราคา 50 บาท จำกัดจำนวนผู้ซื้อ รายได้ส่วนหนึ่งคืนเป็นเงินออมให้ประชาชน การดูแลผู้สูงอายุถ้วนหน้า รวมถึงนโยบายส่งเสริมการเกิด สนับสนุนเงินช่วยเหลือคุณแม่หลังคลอดและในปีแรก รวมสูงสุด 65,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพเด็กไทยในระยะยาว

    อภิสิทธิ์ลุยทุ่งสง ขอเลือกประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ มั่นใจยางพาราแตะ 80 บาท

    ช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์กล่าวเตือนถึงกระแสทุนเทาที่อาจแปรสภาพเป็น “แบงค์เทา” ในช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง พร้อมย้ำว่าประชาชน “รับได้ แต่ไม่เลือก” และขอให้ร่วมกันตัดสินใจเลือกการเมืองสุจริต เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้นและประเทศหลุดพ้นความยากจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737343&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FkeWGQsiUxO8OzLDzKQmA